โจรฮ่อปล้นฆ่า เจ้าอาวาสวัดดอยตุง

0
882

ข่าวอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญประชาชนข่าวหนึ่ง คือ คนร้ายปล้นและฆ่าเจ้าอาวาสวัดดอยตุง จังหวัดเชียงราย มีสกู๊ปข่าวเรื่องนี้ในหนังสือ พิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2513

“ฮ่อปล้นฆ่าเจ้าอาวาสวัดดอยตุง”

วัดดอยตุงเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่บนเขาสูง ห่างจากเส้นทางถนนพหลโยธิน แยกตลาดห้วยไคร้ อำเภอแม่สายไปทางทิศตะวันตกประมาณร่วม 20 กม.

ตามปกติ วัดนี้มีพระชราภาพรูปเดียวเป็นเจ้าอาวาส ชื่อครูบาต๋าคำ อายุราว 70 ปี สามเณรน้อยหลานของครูบา นางเย้น มารดาของสามเณร กับแม่ชีรูปหนึ่ง ครูบาเป็นชาวลำปาง มาอยู่วัดดอยตุงกว่า 12 ปี จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วิหารของวัดน้อยดอยตุงกำลังก่อสร้างใหม่มีช่างจากหมู่บ้านข้างล่างมารับเหมา 8 คน และมีเด็กของครูบาอีกคนหนึ่ง ชื่อ นายภพ ทำหน้าที่ประจำเครื่องทำไฟ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน มีจีนฮ่อ 3 คน พกอาวุธปืนทำเอง กับอีก 2 คนถือมีดคนละเล่มไปหาต๋าคำ คุยกับท่านในเวลาตอนเที่ยง ว่ามาติดตตามม้าของพวกเขาที่หายไป เมื่อได้เวลาอาหาร ท่านครูบาก็บอกให้สามเณรน้อยจัดหาอาหารมาสู่ฮ่อทั้งสามคนคนตามมีตามเกิด อันเป็นปกตินิสัยที่โอบอ้อมอารี ของท่านเมื่อรับประทานอาหารกลางวันที่วัดนั้นแล้ว ฮ่อทั้งสามก็ลาจากไป และฮ่อสามคนชุดเดียวกันนั้นก็ได้มาวัดน้อยดอยตุงอีกในเวลาราว 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 6 เมษายน อ้างว่ายังไม่พบม้าที่หายไป วันนี้ฮ่อทั้งสามคนสนทนากับท่านครูบานานหน่อย เขาพูดภาษาสำเนียงเงี้ยว ได้ซักถามถึงเจ้าหน้าที่่ตำรวงและพวกช่างไม้ที่มาทำงานสร้างวิหาร ท่านครูบาก็พาซื่อบอกว่า พวกช่างได้หยุดงานลงไปจากดอยแล้ว คงจะสงกรานต์เสร็จแล้วจึงจะกลับมาทำงานต่อ ช่างไม้ส่วนมากอยู่บ้านสันกอง บ้านป่ากว๋าว ส่วนนายภพ ช่างประจำทำเครื่องไฟอยู่บ้านน้ำบ่อขาว ถัดปางตอกสารภี เมื่อได้เวลาสมควร ฮ่อทั้งสามก็ลากลับไป

เนื่องจากท่านครูบาต๋าคำ ท่านอยู่อย่างเสี่ยงอันตราย วัดนี้มีคนนิยมมาทำบุญทำทานกันมาก คนร้ายอาจจะเข้าใจว่าท่านครูบาเก็บเงินไว้มาก ประกอบกับงานประเพณีเดือนหกพ็ญเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ทางวัดคงได้เงินมาก แท้จริงเมื่อมีเงินเกิน 500 บาท ท่านก็เอาลงไปฝากไส้ที่อำเภอ เพราะท่านก็รู้ว่าวัดอยู่ห่างไกลชุมชนไม่ปลอดภัย ถึงท่านจะมีเงินเก็บไม่มาก และถึงท่านจะเป็นพระชราภาพมากแล้วไม่น่าจะมีคนอำมหิตคิดร้ายท่าน แต่ท่านก็ไม่ประมาท ลูกศิษย์ลูกหาของท่านก็พากันเป็นห่วงในเรื่องนี้ มีผู้ศรัทธามอบอาวุธปืนไว้ให้ท่านป้องกันตัว 2 กระบอก เป็นปืนพาลาเบลลั่ม 9 มม. กับยูเอส อาร์มี่ 11 มม. อย่างละกระบอก ปืนทั้งสองนี้บรรจุกระสุนไว้เสมอ

วันที่ 7 เมษายน ฮ่อทั้งสามคนได้มาหาท่านอีกคราวนี้เวลาค่ำ ราว 18.00 น. เศษ การพบปะสนทนาฮ่อคราวนี้ ครูบาท่านสังเกตว่ามีกริยาพาที ผิดปกติ เป็นพิรุธอยู่ ท่านจึงเอามือล้วงกระเป๋าอังสะ กุมปืนพาราเบลลั่มของท่านไว้ตลอดเวลา มีตอนหนึ่งที่จีนฮ่อไหวทัน เห็นปากกระบอกปืนโผล่ออกมาฮ่อคนหนึ่งจึงเริ่มเผยวิญญาณสัตว์ป่าของมันออกมาทันที มันยิงครูบาด้วยปืนพกตราควาย ลูกกระสุนเบอร์ 12 จำนวน 9 เม็ด เจาะเข้าทรวงอกซ้ายทั้งกระจุก ครูบาหงายลงดิ้นและนิ่งคาที่ ฮ่อใจสัตว์ยังไม่แน่ใจว่าท่านจะมรณะจริง มันกระชากเอาพาราเบลลั่มจากกระเป๋าอังสะของท่าน ลั่นไกเข้าที่ยอดอกด้านซ้ายอิกนัดหนึ่ง กระสุนทะลุหลัง แล้วมันทั้งสามก็เข้าค้นของในห้องบนกกุฏิ ฟันผ้าม่านข้าวของกระจุยกระจาย ค้นได้ยูเอสอาร์มี่ของท่านอีกกัชระบอกหนึ่ง ซึ่งบรรจุกระสุนไว้ด้วย มันคนหนึ่งคว้า 11 มม. กระบอกนั้น ออกมายิงศพของท่านอีกนัดหนึ่งกระสุนเจาะเข้าที่บนหูซ้าย 1 แผล รวมกับที่หน้าอก 10 แผล เป็น 11 แผล

สามเณรกับมารดาและแม่ชี เห็นเหตุสยองเกิดขึ้นไม่คาดฝัน ก็ตกใจเผ่นหนีเข้าป่าไป โจรจีนฮ่อได้ตะโกนไล่หลังไปด้วยภาษาเงี้ยวว่าสูหนีไปไหนล่อเป๋นหยัง ๆ เมื่อเห็นว่าครูบาตายแน่ ก็เก็บกวาดทรัพย์ที่ได้พอสมควรแล้วจีนฮ่อทั้งสามก็หลบหนีไป

เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปจนดอยตุงอยู่ในความสงบสงัดแล้ว สามเณร และมารดาและแม่ชี ก็พากันมาสำรวจดูทรัพย์สิน ปรากฏว่าข้าวของถูกรื้อกระจุย สิ่งที่หายไป มีเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ 1 เครื่อง ปืนพาราเบลลั่ม 9 มม. 1 กระบอก ปืนยูเอสอาร์มี่ 1 กระบอก เงินสดไม่เกิน 500 บาท

ทั้งหมดพากันรีบหนีลงมาจากดอยตุง เล่าเหตุการณ์ให้นายภพฟังที่บ้านปางตอง สารภี นายภพ ซึ่งเพิ่งลงมาจากดอยเมื่อเช้าวันเกิดเหตุนั้นเอง ได้รีบนำความแจ้งต่อร้อยเวรสถานีตำรวจแม่สาย แล้วรายงานให้นายสวสดิผื วรพงษ์ นายอำเภอแม่สายทราบทันที

ข่าวนี้นอกจากจะเขย่าขวัญประชาชนแล้ว ยังเป็นเรื่องสลดใจยิ่งสำหรับชาวเชียงรายโดยถ้วนหน้า คนร้ายคือจีนฮ่อที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี่เอง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็กำลังตั้งหน้าตั้งตากวาดล้างเหล่าร้ายอยู่แล้ว คงจะกวาดเอาฮ่อใจโหดทั้งสามมาลงโทษจนได้

ในที่สุด คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายได้ มีข่าวคืบหน้าใน หนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2513

จับจีนฮ่ปล้นฆ่าเจ้าอาวาส

จีนฮ่อที่สมคบกันปล้นฆ่าพระภิกษุเจ้าอาวาสวัดดอยตุง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกยิงตายทางฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า 2 คน และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอแม่สายจับกุมตัวได้ 2 คน เป็นผู้ต้องหา

กรณีที่คนร้ายจำนวน 4 คน ซึ่งตามทางสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสี่คน เป็นจีนฮ้อ ได้สมคบกันปล้นทรัพย์และฆ่าพระภิกษุต๋าคำ โพธิโก เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยคุง หมู่ 2 ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย ถึงอก่ความตายอย่างทารุณและได้ทรัพย์สินไปทั้งหมดรวมราคาประมาณ 2,000 บาท แล้วได้หลบหนีไปนั้น

ต่อมาปรากฏว่าจีนฮ่อ 2 คน ชื่อนายจางเจี้ยน แซ่จาง และนายหว่างไคฟ้า แซ่หว่าง ได้หลบหนีเข้าไปทางฝั่งท่าขี้เหล็กเลยถูกยิงตายที่นั่นทั้งสองคน

ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน คือ นายซิงโค แซ่จาว และนายชูยิ้น แซ่หว่าง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การนำของ พตอ.ยุทธ ประภาวัตร รองผู้บังคับการเขต 5 พตอ.ศรีเดช ภูมประหมัน รอง ผกก. พตต.สมคิด เพ็ญไชยา ผบ.กอง อ.แม่สาย และนายสวัสดิ์ วรพงษ์ นายอำเภอแม่สาย ทำการสืบสวนจับกุมตัวได้โดยละม่อมเมื่อวันที่ 14 เมษายน

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ นายชิงโค แซ่จาว ได้ให้การภาคเสธ ส่วน นายชูยิ้น แซ่หว่าง ซึ่งตามทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เป็นผู้วางแผนกระทำการปล้นครั้งนี้ยังคงยืนกรานปฏิเสธอยู่ แต่พยานหลักฐานและมีผู้ยืนยันว่าจำหน้าและชี้ตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ถูกต้อง

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ทราบปัญหาของจีนฮ่อที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย จากบทความอีกบทหนึ่ง หนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับที่ 20 เมษายน 2513

จีนฮ่อเก็บภาษีเถื่อนในเขตไทย

รายงานคนข่าว จีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทยมีอยู่หลาย จำพวกส่วนมากเป็นทหารหองพล 93 ซึ่งเมื่อเสร็จปฏิบัติการสงครามครั้งหลังสุดในพื้นที่พม่าตอนรัฐฉานแล้วก็ไหลหลั่งเข้าไทยบ้าง คงอาศัยอยู่ในรัฐฉานของพม่า บ้างไม่ยอมกลับไต้หวันเพื่ออาศัยอยู่ค้าฝิ่น ขึ้นล่องระหว่างไทย-พม่า และสิบสองปันนาเมื่อเป็นเวลานานเข้าก็ออกลูกสืบหลานแพร่พันธุ์อยู่ในพื้นที่นี้ มีลูกเมียเป็นพม่า เงี้ยว ลื้อ และไทยเราเองยุ่งกันไปหมด

กองพล 93 เวลานี้ แยกกำลังของเขาออกเป็น 2 กองพล คือ กองพล 5 มี นายพลต่วนเป็นหัวหน้า เรียกว่า เจ้าฟ้าเลาต่วน คุมกำลังอยู่ค่ายฮ่ออพยพ แม่สะลอง ท้องที่อำเภอแม่จัน มีประชากรประมาณ 5,000 คน ในค่ายของนายพลเล่าตวน มีโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายสิบ และโรงเรียนสามัญสอนภาษาจีน โดยไม่ได้รับอณุญาต มีนักเรียนกว่า 2,000 คน นักเรียนเหล่านี้ไปจากลูกหลานชาวจีนทั่วไป เช่นเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ที่มาจากพระนครและภาคใต้ก็มี

อีกพวกหนึ่งแยกเป็นกองพลเลาลี เป็นหัวหน้า คุมกำลังอยู่ที่ถ้ำง้อบท้องที่อำเภอฝาง เชียงใหม่

ฮ่ออีกพวกหนึ่งเป็นฮ่อที่รับราชการการขึ้นต่อรัฐบาลไต้หวัน ทำหน้าที่หาข่าว อยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่เมือง..(ข้อความไม่ชัดเจน) หน่วยหนึ่ง ๆ มีจำนวนประมาณ 80 คน บางก็มีเกือบ 200 คน เนื่องจากฮ่อพวกนี้ถืออภิสิทธ์ เข้าออกระหว่าง ไทย-ลาว และพม่าได้โดยเสรี ไม่ทราบว่าได้อภิสิทธิมาจากไหน เป็นฮ่ออิทธิพลจริงๆ แม้อยู่ในเขตไทยก็ยังทรงอิทธิพล เวลาทำผิดกฏหมายหมายไทยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับดำเนินคดีไม่กี่น้ำก็ออกมาลอยนวลยิ้มเยาะเจ้าหน้าที่ได้อย่างประหลาด

ในรัฐฉานชาวเมืองเดือดร้อนมากเพราะฮ่อพวกนี้มีบังคับซื้อสินค้าของอุปโภคบริโภคในราคาถูกมาก เช่นข้าวราคาถุงละ 2 รูปี ฮ่อพวกนี้ซื้อเพียง 1 รูปี (10 บาท) ไม่ขายก็บังคับเอาฟรี แรงงานก็เกณฑ์เอาตามชอบใจ ยิ่งกว่านี้ชาวเมืองถูกปล้นจี้ฆ่าบ่อย ๆ แถมยังถูกบังคับเก็บภาษีเถื่อน คือ ขอเงินใช้เอาดื้อ ๆ ถ้าไม่ให้ก็ถูกข่มเหง หมู่บ้านถูกเผาราบ ทหารพม่าเองก็พยายามคุ้มครองป้องกันแต่ละทีนั้นไกลคมนาคม เช่น เมืองเฉ่ เมืองขัน เมือวยู้ เมืองหลวย พอพม่าเผลอฮ่อพวกนี้ก็แสดงอิทธิพลเอาตลอดมา

ในพม่า มีฮ่ออีกพวกหนึ่ง เป็นฮ่อสัญชาติพม่า ที่อำเภอดอยหม่อ เป็นอำเภอของฮ่อโดยเฉพาะ เนื่องจากพวกฮ่อมาตั้งรกรากอยู่ จึงขยายพันธ์ กว้างขวางประชาชนฮ่อชาติพม่าใช้ภาษาวัฒนธรรมของฮ่อ ซึ่งพม่าก็ยังแก้ไม่ได้ ต้องยกให้เขาเป็นพิเศษ ให้ปกครองกันเอง ภายใต้กฏหมายแห่งสหภาพพม่า แต่งตั้งชาวฮ่อท้องถิ่นนั้นเป็นนายอำเภอ ขุนส่าหรือชื่อจ่อ จขางยีฟู เป็นคนปัจจุบันที่พม่าแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฮ่ออำเภอนี้ และยังแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าอาสาสมัครซึ่งเรียกว่า ก่าก่วยเย ทำหน้าที่ปราบปรามกวาดล้างกบฏพม่าที่เรียกตนเองว่า คณะกู้ชาติไทยใหญ่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หนุ่มศึกหาญ ทั้งให้ปราบปรามพวกฮ่อค้าฝิ่น คือพวกเลาต่วน เลาลี และเลาอื่น ๆ ด้วย

ขุนส่า กับหัวหน้าชั้นรองไปจากเขาอีก 2 คนถูกทหารพม่าจับเมื่อเร็วๆนี้ ควบคุมกักกันตัวไว้ที่ต่องกี โทษฐานปฏิบัติการกวาดล้างไม่เป็นผลตามเงื่อนไขหนำซ้ำยังร่วมงานกับเหล่าร้ายในการค้าฝิ่นเถื่อนด้วย

ฮ่ออีกประเภทหนึ่ง ที่กระเส็นกระสายออกมาจากกองพล 93 เคยอยู่ในบังคับบัญชาอุปการะของเลาลี เลาต่วน ก็กำเริบ ตั้งตนเองเป็นหัวหน้าหาสมัครพรรคพวกรวมกันเป็นกองโจรย่อย ๆ แยกตัวออกจากกองพล 5 หรือ 3 ลูกน้องที่เกลี้ยกล่อมมาได้บ้างก็เป็นพวกชาวเขา มีอีก้อ ว้า ลื้อ ฯลฯ แต่เอามาล้างสมองกลายเป็นฮ่อไปอย่างสนิท ฮ่อพวกนี้ชอบแอบอ้างว่าเป็นลูกน้องเล่าต่วนหรือเลาลี ซึ่งรัฐบาลเองก็เคยผลักดันให้ออกไปจากประเทศไทย แต่ทนการอ้อนวอนไม่ได้ ก็เลี้ยงไว้เอาบุญ แถมยังข้าราชการใหญ่ๆ บางท่านมีความเกรงใจเป็นพิเศษด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ชายแดนไทย-พม่า ด้านบ้านก้อพญาอภัย ฮ่อจำนวนประมาณ 80 คน ตั้งด่านเก็บภาษีจากคนเดินทาง ถ้าคนเป๊อะ(บรรทุกของที่หลัง)ของเก็บคนละ(ข้อความไม่ชัดเจน)บาท ถ้าม้าต่างเก็บตัวละ 10 บาท เส้นทางที่ว่าเป็นเส้นทางเข้าออกชายแดนที่กรมศุลกากรไม่เคยอนุมัติ คือเป็นทางนอกอนุมัติหรือทางเถื่อนนั่นเอง เรื่องฮ่อเก็บภาษีทราบถึงหูท่านนายกรัฐมนตรีในคราวที่ขึ้นไปเยี่ยมตรวจชายแดนเชียงราย บัดนี้ด่านนั้นถูกสั่งยกเลิกไปแล้ว

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นี้ การปล้นที่เมืองไฮ เขตพม่า หัวหน้าชื่อฮว้างหวุ่นแจ๋หรือ เลาค้อง มีลูกน้อง 20 คน ผลการปล้นฮว้างหวุ่นแจ๋ ได้เงินมาคิดเป็นเงินไทย 20,000 บาท แต่เสียลูกน้องไป 1 คนโดยถูกทหารพม่ายิง ฮว้างหวุ่นแจ๋พาลูกน้องหลบเข้ามาในเขตไทย ตัวเขาพักอยู่ในนิคมฮ่ออพยพบ้านถ้ำแต่ลูกน้องฝากเข้าไว้ในนิคคมฮ่ออพยพบ้านห้วยไร่ เชิงดอยตุง

ก่อนหน้าเกิดการปล้นในเขตพม่า ในเขตไทยเองก็มีการก่อกวนจากฮว้างหวุ่นแจ๋ ที่บ้านก้อป่าซาง แสนสบ..เขต อ.แม่จัน หมู่ที่ 12 ฮว้างหวุ่นแจ๋พาลูกน้อง 10 คน จากเมืองไฮ เข้ามาบังคับรีดเอาเงินจากชาวบ้านอีก้อ แต่ขณะเข้าจะขอเงินนั้น มีอีก้อ 2 คน วิ่งหนีออกไปจากหมู่บ้าน ฮ่อโจรเข้าใจว่าคงวิ่งไปบอกเจ้าหน้าที่ มันจึงเร่งรัดบังคับเอาเงินได้เพียง 5 หลังคาเรือน รายละ 30 รูปี ได้เงินไป 150 เหรียญรูปี คิดเป็นเงินไทย 1,500 บาท.”

เป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่มจีนฮ่อในปี พ.ศ.2513

Cr.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เชียงใหม่ พ.ศ2513(สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม25) / พ.ต.อ.อนุ เนินหาด