หมอเจ้าฟ้า กับโรงพยาบาลแมคคอร์มิค

0
3390

เหตุการณ์หนึ่งที่เป็นความประทับใจของแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ตลอดทั้งประชาชนชาวเมืองเชียงใหม่ทั่วไป คือ การทรงอุทิศเวลาทรงงานในโรงพยาบาลแมคคอร์มิคของสมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ หลังจากสำเร็จวิชาทหารแล้ว พระองค์ท่านสนใจวิชาแพทย์และทรงเรียนจบวิชาแพทย์ หลังจากนั้นได้นำวิชาการมาพัฒนาระบบการแพทย์แผนใหม่ของเมืองไทย จนได้รับการยกย่องอย่างมาก ชาวไทยรวมทั้งชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักพระองค์ในพระนามว่า “หมอเจ้าฟ้า”

ส่วนใบสั่งยาที่ทรงเขียนใช้นามว่า “มหิดลสงขลา”
น.พ.มนตรี กันตะบุตร ได้เขียนเรื่องพระราชกรณียกิจของหมอเจ้าฟ้าที่เชียงใหม่ ในนิตยสารแมคคอร์มิค ปี พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาวเชียงใหม่และคนรุ่นต่อมาที่ทราบเรื่องพระกรณียกิจนี้ มีข้อมูลว่า

“หลังจากพระองค์ท่านสำเร็จวิชาแพทย์จากฮาวาดส์ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๔๗๑ ได้แจ้งพระประสงค์มายัง Prof.Ellis คณบดี ขณะนั้นเพื่อขอเป็นแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศิริราชซึ่งก็ไม่ขัดข้องเมื่อพระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๔๗๑ พระองค์ทรงทราบว่า ไม่มีโอกาสใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาให้มีประโยชน์กับศิริราชได้เพราะอุปสรรคอย่างเดียว คือ ‘ฐานันดร’ขณะนั้นพระองค์ดำริพระอิสสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ การที่จะไปคลุกคลีกับสามัญชนอย่างเช่นแพทย์ทั่วไปนั้นเป็นไปไม่ได้ในขณะนั้น เพราะเพียงแต่ทราบว่าพระองค์เป็นใคร ประชาชนก็ต้องถวายความเคารพอย่างสูงสุด แม้กระทั่งเจ้าที่โรงพยาบาลก็เช่นเดียวกัน ไม่มีละเลยต่อขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ได้ ทุกคนไม่สามารถถือได้ว่าพระองค์ท่านเป็นเพียงหมอธรรมดาคนหนึ่ง แม้พระประสงค์จะเป็นเช่นนั้น

“สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดกับพระอัธยาศัยทั้งสิ้น เพราะพระองค์ท่านทรงปรารถนาจะทำงานจริงๆ ไม่เคยคำนึงถึงพระยศใด ๆ ทั้งไม่ได้ทรงคิดมาก่อนว่าจะประสบอุปสรรคเช่นนี้ ถึงกระนั้นพระองค์ท่านก็ไม่ทรงย่อท้อได้ไปสมัครที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีก ซึ่งได้รับผลเช่นเดียวกันคือ ประสบอุปสรรคในด้านราชประเพณี

“เป็นความผิดหวังที่ค่อนข้างรุนแรงมากสำหรับพระองค์ท่าน เพราะอุตสาห์ทิ้งวิชาการทหารที่เรียนจากเยอรมันจนสำเร็จแล้ว กลับไปเรียนสาธารณสุขที่อเมริกาและกลับไปอีกครั้งเพื่อเรียนแพทย์ต่อ ระหว่างเรียนก็ต้องผจญภัยกับโรคภัยไข้เจ็บประจำพระองค์ บางครั้งผ่าตัด จนสุดท้ายพระองค์ท่านสำเร็จวิชาแพทย์ แต่ไม่สามารถใช้วิชาความรู้ที่เรียนไปให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ แต่พระองค์เป็นบุคคลที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทรงหาหนทางที่จะใช้วิชาที่เรียนให้เป็นประโยชน์ให้ได้ และนี่เองเป็นโอกาสที่ชาวเชียงใหม่ได้รับ โดยพระองค์ทรงระลึกถึงโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งพระองค์เคยกระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๖๗ เป็นโรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่รักของชาวเมืองมาก พระองค์ท่านแจ้งประสงค์ไปยังหมอคอร์ทต้องการไปเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาล ต้องการอยู่กับหมอคอร์ทโดยไม่ให้มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น หมอคอร์ทต้อนรับพระองค์ด้วยความดีใจอย่างยิ่ง และเอาลายพระหัตถ์ออกอวดกับแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาล”

หมอคอร์ท ที่ น.พ.มนตรี กล่าวถึง คือ นายแพทย์อี.ซี.คอร์ทชาวอเมริกันที่เดินทางมาเป็นแพทย์ของคณะมิชชันนารีศาสนาคริสเตียนในปี พ.ศ.๒๔๖๑ ทนเห็นสภาพของโรงพยาบาลเชียงใหม่อเมริกันไม่ได้ โรงพยาบาลนี้เดิมอยู่ฝั่งแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันตก ใกล้ตลาดเทศบาลปัจจุบันเป็นสถานีกาชาด นายแพทย์คอร์ทจึงริเริ่มที่จะสร้างโรงพยาบาลและมีหญิงใจบุญคนหนึ่งชื่อ มิสซิสไซรัส แมคคอร์มิค บริจาคเงินสำหรับสร้างโรงพยาบาลใหม่ เมื่อกลับมาเชียงใหม่ นายแพทย์คอร์ท จึงที่ซื้อที่นาย่านหนองเส้ง และสร้างอาคารพยาบาลขึ้น ตั้งชื่อเพื่อนเป็นเกียรติแก่เจ้าของเงินผู้บริจาคว่า “โรงพยาบาลแมคคอร์มิค” เปิดบริการในปี พ.ศ.๒๔๖๘ นายแพทย์คอร์ททำหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอร์มิคอยู่หลายปี เป็นผู้สร้างโรงเรียนแพทย์และโรงเรียนพยาบาลที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ได้พัฒนาด้านการแพทย์แผนใหม่ในเมืองเชียงใหม่นานถึง ๓๑ ปี โดยเกษียนในปี พ.ศ.๒๔๙๒ เดินทางกลับประเทศอเมริกา ชาวเมืองเชียงใหม่ยกย่องนายแพทย์คอร์ท และมักเรียกโดยใช้คำนำหน้าเป็นการยกย่องว่า “พ่อเลี้ยงคอร์ท”

น.พ.มนตรี บันทึกเกี่ยวกับพระกรณียกิจของ “หมอเจ้าฟ้า” ที่เสด็จมาทรงงานอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคว่า
“พระองค์เสด็จถึงเชียงใหม่ในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๗๒ ขณะนั้น พระองค์เจ้าทศสุริยวงค์เป็นเทศาเชียงใหม่ พระยาอนุบาลพายัพกิจ เป็นปลัดมณฑล พระองค์ท่านห้ามรับรองเป็นทางการอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย เสด็จโดยมีกรมวังตามเสด็จ ๑ คน ตามราชประเพณี นอกนั้นคนขับรถยนต์ ๑ คน

“พระกรณียกิจของพระองค์เพียงไม่นานในโรงพยาบาลแมคคอร์มิคนี้ เป็นที่ตรึงใจคนเชียงใหม่ยิ่งนัก เพราะขณะนั้นประชาชนยังถือว่าเจ้ายังเป็นเจ้าชีวิตจริงๆ ไม่เคยมีเจ้าคนใดมาเป็นหมอตรวจและรักษาประชาชนเหมือนหมอทั่วๆ ไปเช่นเจ้าฟ้าองค์นี้ ดังนั้นพระองค์จึงเป็นที่รักใคร่ของประชาชนแม้ว่าจะประทับอยู่ไม่นานนัก

“หมอคอร์ทจัดที่ประทับไว้ให้ชั้นบน ตัวหมอคอร์ทกับภรรยาอยู่ชั้นล่างหลังจากอาหารเช้าซึ่งมีไข่ไก่ ข้าวโอตและกาแฟเป็นประจำ ก็ออก O.P.D. ที่พอพระทัยที่สุดคือคนไข้เด็ก ถ้าคนไข้เด็กหมดก็ไปช่วยหมอคอร์ทตรวจคนไข้ประเภทอื่นต่อไป วันไหนเที่ยงคนไข้ไม่หมดท่านไม่ยอมเลิก คนอื่นๆก็พลอยไม่กล้าเลิกไปด้วย บางครั้งเสวยอาหารกลางวันถึงบ่าย ๒ โมงก็มี

“นอกจากโรงเด็กแล้ว Cases Neuro ต่างๆท่านก็สนพระทัยและตรวจละเอียดละออมาก ส่วนคนไข้ในวอร์ด พระองค์ก็เข้าเยี่ยมพร้อมกับหมอคอร์ท บางครั้งเสด็จองค์เดียว คนไข้ที่ไม่รู้จักใช้หยิบกระโถน ท่านก็ทรงหาให้เหมือนกันแต่มีผู้รับจัดการเสียก่อน ตอนกลางคืนก่อนเข้าห้องบรรทม พระองค์ท่านพร้อมไฟฉาย ๑ ดวงเสด็จไปตามเตียงทุกๆเตียงถามคนไข้ว่า เป็นไงบ้าง นอกจากนั้น เวลาท่านเข้าบรรทมแล้วถ้ามีการเรียกหมอคอร์ทกลางดึก ถ้าท่านทราบท่านต้องเสด็จด้วยทุกครั้ง มีบางคืนหมอคอร์ทไปธุระนอกโรงพยาบาล คืนนั้นคนไข้เจ็บนิดหน่อยก็ร้องโวยวายต้องการให้พระองค์ไป Attend ซึ่งก็ต้องเสด็จทุกครั้ง

“พระกรณียกิจที่ชาวเชียงใหม่เก่าๆ รู้จักทั่วเมืองคือ ครั้งที่เด็กชายบุญยิ่ง ถูกปืนลั่นที่แขนขณะเที่ยวดอยสุเทพ ท่านทำ Amputation และให้ Blood transfusion ซึ่งเป็นการให้ Blood transfusion เป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลนั้น เมื่อประกาศหา Donor มีผู้รับอาสาสมัครมากมาย พระองค์ทรงทำ Blood matching แม้กับพระโลหิตของพระองค์เอง แต่ด้วยเหตุสมัยนั้นบยังไม่มี Antibiotics เด็กคนนั้นตายเพราะ Septicaemia พระองค์ท่านเฝ้าดูจนวาระสุดท้าย

“นอกจากกับคนไข้แล้ว นายแพทย์และพยาบาลก็ทรงวางพระองค์อย่างดี มีอัธยาศัยละมุนละม่อม อ่อนโยน ไม่ถือพระองค์ แม้ผ้าเช็ดหน้าพยาบาลตกก็เก็บให้ บางครั้งพยาบาลคิดว่าเป็นหมอคนอื่นๆ ก็ร้องเรียกพอท่านหันไปก็วิ่งหนีกันหมด ท่านก็ไม่แสดงว่าไม่พอพระทัยอย่างใด

“กับราชวงค์เชียงใหม่ พระองค์ก็วางพระทัยเป็นอย่างดี เคยเสด็จไปเยี่ยมเจ้าแม่จามรี ชายาเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเมืองเชียงใหม่ถึงบนดอยสุเทพ นอกจากนั้นบางวันตอนเย็นพระองค์เสด็จเยี่ยมเจ้าราชบุตร บางครั้งไปเยี่ยมพระราชชายา (เจ้าดารารัศมี) ที่อำเภอแม่ริม บางอาทิตย์เสด็จไปถึงเชียงดาวและดอยสุเทพ แม้เจ้าราชบุตรจะถวายให้ก็ไม่ยอมรับอย่างน้อยก็จะขอเช่า

“กับทางราชการ นอกจากให้ข้าราชการและประชาชนเข้าเฝ้าอาทิตย์ละครั้งที่จวนเทศาแล้ว พระองค์ห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีการต้อนรับใดๆ อีกทั้งสิ้น ห้ามการเข้าเฝ้าที่ที่ประทับ เพราะเกรงว่าหมอคอร์ทจะเป็นกังวลในการต้อนรับ ใครเอาอาหารไปถวายท่านก็ให้เป็นอาหารคนไข้สามัญในโรงพยาบาลหมด ทางราชการจัดตำรวจไปเฝ้าที่หน้าตึกท่านก็ให้กลับ ตอนกลางคืนตำรวจถูกส่งไปเฝ้าอีก ซึ่งพระองค์ก็ต้องปล่อยเพราะตำรวจมาด้วยความสมัครใจด้วย

“กับคนไข้เด็ก พระองค์สนใจเป็นพิเศษ เคยเสด็จไปที่เลี้ยงเด็กกำพร้าขงโรงพยาบาล ครั้งหนึ่งไปพบว่าหัวนมที่ให้เด็กโตไปก็ให้เปลี่ยนใหม่ บางครั้งก็อุ้มเด็ก เล่นกันเด็ก กับครอบครัวหมอคอร์ท ทรงวางพระองค์เหมือนคนสามัญเพราะเคยบอกหมอคอร์ทว่าจะอยู่อย่างเป็นกันเองที่สุด ประทับกับหมอคอร์ทและเสวยกับหมอคอร์ททุกมื้อ ภรรยาหมอคอร์ทเป็นคนคุมครัวเองและระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ เป็นคนสั่งชนิดอาหารไว้ ๑ วันล่วงหน้า ปกติมีวันละ ๕ มื้อ คือ ตอนเช้า ตอนสาย ๑๐.๐๐ น. ก็มีน้ำส้ม น้ำผลไม้ ตอนบ่ายมีน้ำชากับผลไม้ อาหารค่ำประมาณ ๒๐.๐๐ น. อาหารส่วนมากเป็นอาหารฝรั่ง แหม่มคอร์ทดูแลเองตลอด ทั้งความสะอาดและรสชาติอาหารแต่ละชนิด อาหารไทยมีประมาณ ๑ ถึง ๒ ครั้งต่ออาทิตย์

“ปัญหาที่ว่า ชาวเมืองเชียงใหม่จะกลัวเกรงพระองค์จนลนลานแบบที่คิดว่าจะเกิดที่กรุงเทพฯหมดไป พระองค์ปล่อยให้ชาวเมืองเรียกพระองค์ตามแต่ใจเขา ส่วนมากเรียกพระองค์ว่า หมอเจ้าฟ้า บางคนก็เรียกหมอเฉยๆ เคยมีคนไข้แก่ๆ พูดกับพระองค์ว่า หมอ หมอ ข้าเจ็บท้อง พระองค์ก็เห็นเป็นของธรรมดา ส่วนหมอคอร์ทเรียกพระองค์ว่า Dr.Prince Songkra และพระองค์ทรงเขียนในใบสั่งยาว่า M.Songkra เท่านั้น”

หลังจากประทับที่เชียงใหม่ได้ ๓ อาทิตย์พระองค์เสด็จไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมในงานถวายพระเพลิงสมเด็จกรมพระยาภาณุภัณฑ์ วงศ์วรเดช หลังจากนั้นไม่กี่วันทางประชวรนานถึง ๔ เดือนและเสด็จสิ้นพระชนม์ในวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๔๗๒ ด้วยผลงานด้านการแพทย์ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน” และชาวไทยถือว่าวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปีเป็น “วันมหิดล”

ที่เชียงใหม่เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระองค์ ประชาชนชาวเชียงใหม่จึงได้ร่วมกันอุทิศเงินสร้างอาคารคนไข้พิเศษขึ้นหลังหนึ่ง ให้ชื่อว่า “ตึกมหิดล” อยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค (ข้อเขียนของนายแพทย์มนตรีกันตระบุตรจากหนังสือแม็คคอร์มิค ฉบับปี พ.ศ.๒๕๐๗ และหนังสือนักวัฒนธรรมไทยระดับโลก, ประกาศ วัชราภรณ์,๒๕๔๕)

cr.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ พ.ศ.2513 (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 5) / พ.ต.อ.อนุ เนินหาด