ประวัติเมืองเชียงใหม่เปรียบเทียบกับเมืองภูเก็ต

0
631

หากนับว่าเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นทางภาคเหนือแล้ว เมืองภูเก็ตก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางภาคใต้เช่นกัน

เมืองเชียงใหม่เด่นในด้านภูมิประเทศที่มีภูเขาที่สวยงาม แถบเชิงเขามีรีสอร์ทบ้านพักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเชิงเขาแถวกฤษดาดอย เขตอำเภอหางดง หรือเชิงเขาแถวโป่งแยงแอ่งดอย เขตอำเภอแม่ริม อีกทั้งภูมิอากาศที่เย็นสบายกว่าจังหวัดอื่น ทั้งภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้ นอกจากนี้ด้านขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีก็น่าสนใจ

ส่วนเมืองภูเก็ตนั้น จุดเด่นคงอยู่ที่เป็นเกาะขนาดไม่ใหญ่ มีแค่ ๓ อำเภอ อำเภอบนเกาะ โดยรอบเกาเป็นหาดทรายที่สวยงาม นอกจากนี้ไม่ห่างจากเมืองภูเก็ตก็มีเกาะแก่งที่สวยงามน่าเที่ยวชม

เป็นสองเมืองที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน
ในเชิงประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจ เพราะทั้งเมืองเชียงใหม่และเมืองภูเก็ตมีประวัติความเป็นมาที่บางสิ่งคล้ายคลึงกัน และบางอย่างแตกต่างกัน

ทางภาคใต้นั้นเดิมเรียกว่า อาณาจักร “ตามพรลิงค์” เป็นชุมชนสำหรับการค้าขายและแวะพักของเรือสินค้าเท่านั้น ชุมชนไม่ใหญ่โตมากนัก ต่อมาเมื่ออาณาจักรตามพรลิงค์เสื่อม การปกครองจึงไปขึ้นกับอาณาจักรศรีวิชัย ต่อมาอาณาจักรตามพรลิงค์มีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัย มีเมืองขึ้นรวม ๑๒ เมือง เมืองภูเก็ต หรือเมืองถลางในชื่อดั้งเดิม คือ เมืองขึ้นเมืองหนึ่งของนครศรีธรรมชาติ

ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้น ก่อนหน้านั้นดินแดนล้านนาความเจริญไปอยู่ทางด้านเหนือของเมืองเชียงใหม่ เรียกว่า แคว้นโยนก ที่มาจากชื่อเสียง คือ เมืองโยนกนาคพันธ์ ซึ่งต่อมาล่มสลายจากภัยธรรมชาติ ประชาชนชาวโยนกจึงกระจายมายังบริเวณเมืองเชียงรายและเมืองพะเยา ต่อมาสมัยของพญาลาวเมง บิดาของพญามังราย ทรงรวบรวมเมืองต่างๆในเขตที่ราบลุ่มเชียงใหม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองเชียงราย ต่อมาเมื่อพญามังรายขยายอาณาเขตตีได้แคว้นหริภุญไชย ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) แล้วจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ทั้งแคว้นโยนกและหริภุญชัยรวนกันเป็นอาณาจักรที่เรียกว่า “ล้านนา” (ล้านนาประเทศ,ศรีศักร วัลลิโภดม,๒๕๔๕)

เมืองเชียงใหม่ มีประวัติว่าเริ่มก่อสร้างโดยพญามังราย เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๙ ส่วนเมืองภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะภูเก็ต ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองถลาง เมื่อเริ่มมีการสร้างเมืองเชียงใหม่ เมืองถลางมีความเจริญมาก่อนบ้างแล้ว เนื่องจากมีทรัพยากรแร่ดีบุกเป็นเมืองหนึ่งที่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยผ่านทางเมืองนครศรีธรรมราชที่ใหญ่และมีอำนาจมากกว่า คำสำคัญของเกาะภูเก็ตมีความสำคัญมากต่อสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ดีบุกที่เป็นความต้องการของอินเดียและจีน เดิมรู้จักกันในนามของ “จังซีลอน” (Junk Ceylon) ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมืองภูเก็ตใช้เป็นแหล่งที่พักสินค้าและที่ค้าขายแร่ดีบุก โดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๐๖๑ พระรามาธิบดีที่ ๒ ทรางอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งห้างเป็นสถานที่ค้าขายรับซื้อดีบุกเป็นครั้งแรก ณ เกาะภูเก็ต จึงทำให้เกาะภูเก็ตเจริญขึ้นศูนย์กลางอยู่ที่เมืองถลาง

เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองเชียงใหม่ในยุคเดียวกันแล้ว เมืองเชียงใหม่เป็นเอกราชไม่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาดังเช่นเมืองภูเก็ต แต่กลับเป็นเมืองขึ้นของพม่านับเป็นเวลาถึง ๒๐๐ ปีเศษ
หลังจากเสียกรุงครั้งที่ ๒ จากพม่าและพระเจ้าตากสินรวบรวมผู้คนปราบก๊กต่างๆ โดยเฉพาะก๊กของเจ้านครศรีธรรมราช สมัยนั้นเมืองถลางปกครองโดยคนท้องถิ่นที่ชื่อว่า จอมร้าง หลังจากพระเจ้าตากสินขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ได้ส่งคนมาเป็นเจ้าเมืองถลาง ชื่อ พระยาถลางคางเซ้ง เจ้าเมือง ระยะต่อๆ มานั้นสลับระหว่างบุตรหลานของจอมร้าง เจ้าเมืองท้องถิ่นคนแรกกับข้าหลวงจากกรุงเทพฯ

สมัยรัชกาลที่ ๑ ในระยะที่พระเจ้ากาวิละฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๓๙ และยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากเมืองใกล้เคียงมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่นั้น เมืองถลางหรือเมืองภูเก็ตในระยะต่อมาได้ถูกรุกรานโดยกองทัพพม่า โดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๓๕๒ กองทัพพม่าเผาเมืองถลางทำให้ต้องฟื้นฟูกันใหม่ที่เมืองภูเก็ต ทำให้เมืองภูเก็ตเจริญเติบโตมากกว่าเมืองถลาง ในระยะนี้เจ้าเมืองนั้นเป็นข้าราชการจากส่วนกลาง คือ พระวิเชียรภักดี (เจิม) และบุตรหลานสืบต่อมา ต่อมาเป็นตระกูล “รัตนดิลก ณ ถลาง” จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปฏิรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล มีการแต่งตั้งข้าหลวงเทศาภิบาลมาปกครอง ยุคนี้ตระกูล “ณ ระนอง” มีบทบาทสูงในเมืองภูเก็ตเริ่มจากพระยารัษฏานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี๊) ที่รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๖

เมืองเชียงใหม่และเมืองภูเก็ตมีความคล้ายคลึงกันอย่างน้อย ๔ ประการ คือ
ประการแรก เป็นเมืองที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า คือ เมืองภูเก็ตที่แร่ดีบุก ส่วนเมืองเชียงใหม่มีไม้สักซึ่งขึ้นชุกชุมอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่และเมืองใกล้เคียง ป่าไม้เหล่านี้เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และบุตรหลานมีอำนาจเต็มในการจัดให้เช่าสัมปทานและเก็บผลประโยชน์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ หลังจากประเทศอังกฤษได้พม่าเป็นเมืองขึ้นแล้ว บริษัททำไม้ของอังกฤษได้เข้ามาทำไม้ในเขตเมืองเชียงใหม่ แต่คนในบังคับอังกฤษถูกเอาเปรียบจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และบุตรหลาน อังกฤษจึงบีบบังคับไปยังกรุงเทพฯ ให้แก้ปัญหา รัฐบาลจึงส่งข้าหลวงมาควบคุมดูแล หลังจากนั้นรัฐบาลได้ตั้งกรมป่าไม้และโอนกรรมสิทธิ์ป่าไม้เป็นของรัฐบาล มีการเก็บผลประโยชน์จากป่าไม้เป็นของรัฐบาล ส่วนเมืองภูเก็ตถูกครอบงำเพื่อตักตวงทรัพยากร โดยทั้งรัฐบาลที่กรุงเทพฯ รัฐบาลพม่า รัฐไทรบุรี พ่อค้าจากอังกฤษ และเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยเหตุนี้เองทำให้เมืองภูเก็ตต้องปรับตัวให้เข้ากับรัฐบาลกรุงเทพฯ

ความคล้ายคลึงประการที่สอง คือ การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเป็นไปในลักษณะเดียวกัน หากวิเคราะห์ว่าพระราชชายาเจ้าดารัศมี ธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ได้เป็นพระราชชายาของรัชกาลที่ ๕ เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐบาลที่กรุงเทพฯ กับเมืองเชียงใหม่แล้ว ที่เมืองภูเก็ตก็ไม่แตกต่างกัน เจ้าเมืองถลางที่ปกครองภูเก็ต คือ ท้าวเทพกระษัตรี พยายามรักษาฐานอำนาจของตระกูลด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติกับตระกูลเจ้าเมืองอื่น เช่น ไทรบุรี ตะกั่วป่า นครศรีธรรมราช ตลอดจนเจ้านายจากกรุงเทพฯ รวมทั้งพ่อค้าชาวอังกฤษที่เข้ามารับซื้อดีบุกและตั้งห้างในเกาะภูเก็ต โดยที่ท้าวเทพกระษัตรีแต่งงานกับหม่อมศรีภักดี ลูกจอมนายกองที่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชส่งมาปกครองเมืองตะกั่วป่า เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับเมืองนครศรีธรรมราช แต่การอยู่รอดของผู้ครองเมืองถลางครั้งสำคัญอยู่ที่การต่อสู้กับพม่าที่มารุกราน ทัพของท้างเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทรรบกับพม่าที่มารุกรานจนได้รับชัยชนะเหนือพม่าในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ เกิดความเชื่อถือ รวมทั้งรัฐบาลของอังกฤษเห็นความเป็นปึกแผ่นของคนเมืองถลาง เห็นว่ายากที่จะใช้อิทธิพลยึดเป็นของตนได้ จึงหันไปสนใจเมืองปินังแทน

ประการที่สาม คือ การเกิดกบฏทั้งในเมืองเชียงใหม่และเมืองภูเก็ต สาเหตุเนื่องจากการถูกขีดรีดและถูกเอาเปรียบด้านภาษีอากร
กบฏของเชียงใหม่เรียกว่า กบฏพญาผาบ เกิดในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ต่อเนื่องมาถึง พ.ศ.๒๔๓๓ หัวหน้าคือ พญาผาบ หรือ พญาปราบสงครามเป็นแม่ทัพที่มีฝืมือของเชียงใหม่คนหนึ่งจากปัญหาที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ส่งข้าหลวงมาปฏิรูปการปกครองโดยเรียกเก็บภาษีเป็นเงินจากเดิมที่เก็บเป็นผลิตผล อีกทั้งเพิ่มภาษีและจับกุมผู้ไม่เสียภาษีมาลงโทษ ส่งผลให้เกิดกบฎที่นำโดยพญาผาบ รวมรวบผู้คนและอาวุธเตรียมยกมาปล้นฆ่าเจ้าภาษีและคนจีนในเมืองเชียงใหม่ แต่การดำเนินการของฝ่ายกบฏไม่สำเร็จ เนื่องจากเกิดฝนตกหนักมีน้ำท่วมใหญ่ ต่อมากองทหารจากกรุงเทพฯ มาปราบปรามจนฝ่ายกบฏต้องหลบหนีไป บางส่วนถูกจับกุม หลังจากนั้นรัฐบาลยอมยกเลิกระเบียบการเก็บภาษีที่เข้มงวดลง กบฏพญาผาบสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของคนท้องถิ่นกับนโยบายของรัฐบาลกรุงเทพฯ ที่ทำให้มีการต่อต้านขึ้น (๗๐๐ ปี ของเมืองเชียงใหม่, ธเนศวร์ เจริญเมือง,๒๕๒๙)

ส่วนกบฏในเมืองภูเก็ต เกิดขึ้นก่อนหน้ากบฏเชียงใหม่ ๑๓ ปี คือเกิดในปี พ.ศ.๒๔๑๙ สืบเนื่องมาจากคนจีนที่อพยพเข้ามาค้าขายและทำเหมืองแร่ดีบุกมีจำนวนมากแบ่งเป็นหลายก๊ก และต่างรักษาผลประโยชน์ของก๊กของตนเอง ก๊กใหญ่มีอทธิพลได้แก่ พวกงี่หินอยู่อำเภอกระทู้ พวกปูนเถ้าก๋ง หรือพวกตลาดภูเก็ต มีการยกพวกวิวาทกันเพื่อแย่งชิงหลุมแร่จนถึงขั้นสู้รบขนาดย่อมเกิดจลาจลกันหลายครั้ง จนเมื่อแร่ดีบุกถึงคราวราคาต่ำลง เจ้าเมืองภูเก็ตขาดเงินภาษีที่ต้องนำมาส่งรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ จึงหันไปตัดค่าจ้างกรรมกรจีนที่ทำงานในเหมืองแร่ ผู้ฝ่าฝืนดื้อดึงถูกจับกุมมาคุมขังส่งผลให้พวกปูนเถ้งก๋งประมาณ ๓๐๐ คน ยกพวกชิงผู้ต้องหา ซึ่งเป็นพรรคพวกของตนที่ถูกจับ หลังจากนั้นระดมคนจีนได้ถึง ๒,๐๐๐ คน วางแผนคิดยึดเมืองภูเก็ตและยกกำลังล้อมบ้านข้าหลวง ข้าหลวงแก้ปัญหาโดยใช้นักโทษร่วมกับตำรวจเป็นกองกำลังป้องกันไว้ได้ เมื่อกบฏกระทำไม่สำเร็จก็ออกอาละวาดปล้นเผาบ้านเรือนชาวบ้านเสียหายจำนวนมาก ยกเว้นแต่ที่อำเภอฉลองที่หลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดฉลอง นำชาวบ้านต่อสู้กับพวกอั้งยี่จนได้ชัยชนะ จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเรื่อยมา ต่อมากองทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามจีนอั้งยี่ได้

ความคล้ายคลึงประการที่สี่ คือ พระสงฆ์ที่ชาวภูเก็ตให้ความเคารพนับถือ คือ หลวงพ่อแช่มแห่งวัดฉลอง ซึ่งนำชาวบ้านต่อสู้กับกลุ่มจีนอั้งยี่ ส่วนเมืองเชียงใหม่ต่างนับถือครูบาศรีวิชัย ที่นำศรัทธาชาวบ้านร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ อีกทั้งบูรณะวัดต่างๆในเขตภาคเหนือตอนบนอีกมาก

ความแตกต่างระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองภูเก็ตที่พบเห็นในปัจจุบัน คือ สภาพตึกเก่าที่เมืองภูเก็ตมีมากกว่า ถนนประมาณ ๕ สายในตัวเมืองภูเก็ตเป็นตึกเก่าที่มีสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “ชิโน-โปรตุกิส (Sino Protuguese) อายุ ๑๐๐-๑๕๐ ปี เจ้าของมักเป็นคหบดีรุ่นแรกๆ ของเมืองภูเก็ตที่มีอาชีพเป็นนายเหมืองและค้าขายแร่ดีบุก

ตึกเก่าเหล่านี้เองที่ชาวเมืองภูเก็ตร่วมกันอนุรักษ์ไว้ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นความรุ่งเรืองของเมืองภูเก็ต มาในอดีตที่เมืองเชียงใหม่ยากที่จะเทียบได้ (ข้อมูลภูเก็ตจากรายงานวิจัยเรื่องวิวัฒนาการเขียนประวัติศาสตร์ภาคใต้โดยสงบ ส่งเมือง ๒๕๓๒, หนังสือย้อนอดีตเมืองภูเก็ต โดย ผช.ศ.ปราณี สกุลพิพัฒน และภูเก็ต ๓๓ โดยโอภาส สุกใสและคณะ)

Cr.เจ้านายฝ่ายเหนือ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๘)