อาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้าง

0
2824

อาณาจักรล้านนา คือ ภาคเหนือตอนบนของไทย ส่วนอาณาจักรล้านช้าง คือ ประเทศลาวในปัจจุบันรวมกับภาคอีสานของไทย

ทั้งนี้อาณาจักรล้านช้างมีความเจริญมาตั้งแต่อดีต เป็นกลุ่มชนทางลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีประวัติความเป็นมาในยุคเดียวกับสมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาเจริญรุ่งเรืองในสมัยเดียวกับอยุธยาและล้านนา ทั้งสามเมืองต่างมีกษัตริย์ปกครอง เมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง คือ เมืองหลวงพระบาง ต่อมาย้ายมาทางใต้ คือเมืองเวียงจันทร์

อาณาจักรล้านช้างในสมัยนั้นมีประเทศลาวในปัจจุบันรวมกับภาคอีสานของไทยทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีเขตดินแดนติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาที่โคราชและเด่นซ้าย จนต่อมาสมัยกรุงเทพฯ มีความเข้มแข็งสามารถรวมอาณาจักรล้านช้างและอาณาจักรล้านนาไว้ด้วยกันในฐานะหัวเมืองประเทศราช

อาณาจักรล้านช้างนั้นเกี่ยวข้องกับอาณาจักรล้านนาอย่างใกล้ชิด กษัตริย์บางองค์สมรสกับโอรสกษัตริย์ของเมืองเชียงใหม่ ทำให้มีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีทั้งในด้านวัฒนธรรมและศาสนา บางสมัยมีการเชิญกษัตริย์ล้านช้างมาครองเมืองเชียงใหม่ด้วย คือ เมื่อพระเกศเกล้าสวรรคต ไม่มีโอรสที่จะสืบแทน จึงได้เชิญพระเจ้าเชษฐวังโส (พระไชยเชษฐาธิราช) มาเป็นกษัตริย์เมืองเชียงใหม่เป็นการชั่วคราว (ประวัติศาสตร์นิพนธ์อีสาน : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ประเพณีฯ ,วิทยานิพนธ์ของอรรถ นันทจักร, มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๒๙)

อาณาจักรล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเสียเอกราชแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๐๑ ต่อมากรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๑ แก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๑๒ ส่วนอาณาจักรล้านช้างเสียแก่พม่าในอีก ๑๐ ปีต่อมา คือปี พ.ศ.๒๑๒๒ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพ อาณาจักรล้านช้างหรือลาวก็เป็นอิสระจากพม่าด้วยเช่นกัน และต่อมาตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาในสมัยพระเพทราชา สมัยนั้นอาณาจักรล้านช้างแตกความสามัคคีต่อสู้กันเองจนแบ่งเป็น ๓ พวก พวกหนึ่งด้านเหนือมีเมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวง พวกด้านกลางมีเมืองเวียงจันทร์เป็นเมืองหลวง และพวกด้านใต้มีเมืองจำปาศักดิ์เป็นเมืองหลวง ส่วนอาณาจักรล้านนายังคงตกเป็นเมืองขึ้นพม่า

ล่วงมาสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ประกาศอิสรภาพจากพม่าครั้งที่ ๒ นอกจากยกทัพมาขับไล่พม่าออกจากอาณาจักรล้านนา เพื่อให้เมืองเชียงใหม่เป็นอิสระแล้ว ยังยกกองทัพไปตีได้เมืองเวียงจันทร์อีกด้วย เนื่องจากหวั่นเกรงว่าเมืองเวียงจันทร์จะหันไปเข้ากับพม่า เมื่อตีเมืองเวียงจันทร์แตกได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมายังประเทศไทย หลังจากนั้นอาณาจักรล้านช้างหรือลาวจึงเป็นเมืองประเทศราชของไทยมานับแต่นั้น

ส่วนอาณาจักรล้านนา โดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองประเทศราชของไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ หลังจากพระเจ้ากาวิละได้ฟื้นเมืองเชียงใหม่แล้ว
การปกครองเมืองประเทศราชของพระเจ้าตากสินฯ รวมมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น มิได้ก้าวก่ายในการปกครองภายในทั้งของลาวและล้านนา โดยยังคงให้เจ้าผู้ครองนครและบุตรหลานมีอำนาจปกครองเหมือนเดิม รวมทั้งอำนาจในการเก็บภาษีอากรมีกฎหมายของตัวเอง อำนาจในการแต่งตั้งและลงโทษระดับล่าง

ตำแหน่งการปกครองของอาณาจักรลาวแม้จะมีกษัตริย์ปกครองเมือนกับอาณาจักรล้านนา แต่มีตำแหน่งแตกต่างกัน
ตำแหน่งผู้ปกครองของล้านนาเรียกว่า “เจ้าขัน ๕ ใบ” ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองนคร, เจ้าอุปราช, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตรและเจ้าบุรีรัตน์ ต่อมามีการแต่งตั้งตำแหน่งเพิ่ม คือ เจ้าราชภาคินัย, พระยาไชยสงคราม, พระยาอุตรการโกศล, เจ้าทักษิณนิเกตน์, เจ้านิเวศอุดร, เจ้าพระพันธ์พงษ์, เจ้าวรญาติ, เจ้าราชญาติ และเจ้าไชยวรเชษฐ (เพชรล้านนาเล่ม ๑, ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง)

ส่วนตำแหน่งผู้ปกครองของอาณาจักรลาว เรียกว่า “อาญาสี่” ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองนคร, เจ้าอุปฮาด (หรืออุปราช), เจ้าราชวงศ์ และเจ้าราชบุตร นอกจากนี้มีตำแหน่งผู้ช่วยอาชญาสี่ ได้แก่ ตำแหน่งท้าวสุริยะ ท้าวสุริโย ท้าวโพธิสาร และท้าวสิทธิสาร มีหน้าที่ในการพิจารณาคดี พิพากษาและการปกครองแผนกต่างๆ ของเมือง นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งย่อยๆที่มากกว่าของล้านนา

ความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองขึ้นนั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ อาณาจักรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าโดยเฉพาะในด้านการส่งส่วย
อาณาจักรลาวเป็นเมืองประเทศราชมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มีภาระต้องส่งส่วยต่อกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ) ในขณะที่อาณาจักรล้านนาไม่มีภาระต้องส่งส่วยแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่ของประเทศราช คือ ส่งเครื่องราชบรรณาการ ๓ ปีต่อครั้งเท่านั้น การเก็บส่วยของล้านนาเริ่มต้นในลักษณะของภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ ๔

ส่วยที่เก็บจากอาณาจักรลาวประกอบด้วยทองคำ เงินตรา ของป่า ป่าน ผ้าขาว งาช้าง เป็นต้น ดังนั้นประเทศไทยสมัยกรุงธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนนั้นได้รับประโยชน์จากอาณาจักรลาวมากกว่าอาณาจักรล้านนาอย่างเห็นได้ชัด
แต่การเก็บส่วยบ่งบอกถึงความกดขี่บีบบังคับ นอกจากเก็บส่วยจากประชาชนแล้ว ยังมีการเกณฑ์ช่วยรบ เกณฑ์มาทำงานด้วย เช่น สมัยรัชกาลที่ ๑ เกณฑ์ลาวเวียงจันทร์ ๕,๐๐๐ คน มาสร้างกำแพงเมืองและป้อมรอบพระนคร ต่อมาเกณฑ์มาช่วยเตรียมงานพระเมรุรัชกาลที่ ๑ สมัยรัชกาลที่ ๒ เกณฑ์ลาวเวียงจันทร์มาสร้างทำนบกั้นน้ำที่เมืองอ่างทอง เป็นต้น นอกจากนี้การถูกดูถูกเหยียดหยาม ทำให้เกิดความโกรธแค้นของทางอาณาจักรลาว ส่งผลถึงการยกทัพของเจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองเวียงจันทร์ ที่ยกทัพมาตีกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๓

กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกทัพเข้ามาถึงเมืองสระบุรี ส่วนกองทัพกรุงเทพฯ จัดตั้ง ๓ ทัพ ทัพหน้านำโดยพระยาราชสุภาวดี บุกลุยตีกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ออกมาจนบุกมาถึงเวียงจันทร์ ในระยะเวลา ๓ เดือน ทัพกรุงเทพฯทำลายเมืองเวียงจันทร์บางส่วน ส่วนเจ้าอนุวงศ์พาครอบครัวหลบหนีไปพึ่งประเทศเวียดนาม หลังจากนั้นมีการกวาดต้อนผู้คนราวหมื่นคนมาไว้ที่กรุงเทพฯ ต่อมาจับกุมเจ้าอนุวงศ์และญาติพี่น้องได้ นำมาขังประจานไว้ที่สนามหลวงจนป่วยตาย จึงตักศรีษะเสียบประจาน

หลังสงครมเจ้าอนุวงศ์ ไทยกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงมายังฝั่งขวา คือ ทางภาคอีสานจำนวนมาก ส่วนผู้คนภาคอีสานเดิมมาไว้บริเวณใกล้กรุงเทพฯ เป็นการตัดกำลังอาณาจักรลาวมิให้แข็งข้อกับไทยอีก ต่อมาจึงมีการตั้งเมืองใหม่ทางภาคอีสานถึง ๕๗ เมือง

เมืองเชียงใหม่มีการแข็งข้อกับรัฐบาลกลางด้วย เช่นกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีอากรที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ราษฎรเขตอำเภอสันทรายไม่พอใจและรวมตัวกันต่อสู้ นำโดยพญาผาบ วางแผนยกทัพเข้าปล้นฆ่านายอากรและคนจีนในตัวเมืองเชียงใหม่ แต่เนื่องจากเกิดฝนตกหนักทำให้แผนการชะงัก ประกอบกับถูกกองทหารเข้ากวาดล้าง ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด กบฏอีกครั้งหนึ่งคือ กบฏเมืองแพร่ที่กบฏท้องถิ่นปล้นฆ่าข้าราชการเมืองแพร่เสียชีวิตหลายคน ต่อมาถูกกองทหารปราบปรามได้ รัฐบาลปลดเจ้าผู้ครองเมืองและบุตรหลานจนหมดสิ้น หลังจากนั้นเมืองเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนาก็เริ่มเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย

การปกครองของไทยต่ออาณาจักรลาวเป็นไปอย่างเข้มงวดแตกต่างจากที่ปฏิบัติต่ออาณาจักรล้านนาอย่างมาก
วิธีการหนึ่งในการควบคุมแบบเข้มงวดคือ การให้กษัตริย์เมืองเวียงจันทร์ เมืองหลวงพระบางและเมืองจำปาศักดิ์ ส่งบุตรหลานเชื้อพระวงศ์มาเป็นตัวประกันที่กรุงเทพฯ โดยใช้คำว่า ถวายตัวเพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์ไทยและให้มาศึกษาเล่าเรียน การที่คนหนุ่มสาวเชื้อพระวงศ์ลาวมาอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ประเทศราชทั้งสามไม่ค่อยกล้าก่อการกบฏ นอกจากนี้ยังใช้วิธีการสร้างความสัมพันธ์ทางการสมรส เช่น สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงขอเจ้านางทองสุกและพระนางเขียวค่อม พระราชธิดาเจ้าอินทวงศ์ กษัตริย์เวียงจันทร์มาเป็นพระสนม ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์ได้ยกย่องเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดี ธิดาของเจ้านางทองสุกขึ้นเป็นพระมเหสี

ส่วนวิธีการสร้างความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับอาณาจักรล้านนา คือ สมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงขอพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ คือ เจ้าดารารัศมีไปอยู่ที่กรุงเทพฯ และได้รับตำแหน่งเป็นพระราชชายา
ความแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างอาณาจักรลาวกับอาณาจักรล้านนา คือ อาณาจักรลาวถูกแบ่งแยกโดยฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงถูกบีบบังคับให้เป็นของประเทศฝรั่งเศษในปี พ.ศ.๒๔๓๖ สมัยรัชกาลที่ ๕

ก่อนที่จะให้ความสนใจอาณาจักรลาวนี้ ฝรั่งเศษยึดได้ประเทศเวียดนามเป็นอาณานิคม ต่อมาฝรั่งเศษส่งทหารมาร่วมกับทหารไทย ปราบโจรฮ่อที่มาปล้นสดมภ์อยู่ในเขตลาวตอนเหนือ หลังจากปราบจีนฮ่อได้แล้วไม่ยอมถอนทหารกลับ อ้างว่าอาณาจักรลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเคยเป็นของเวียดนามมาก่อน จึงยื่นข้อเสนอขอเป็นกรรมสิทธิ์ ครั้งแรกๆ ไทยปฏิเสธแต่ถูกบีบบังคับทางอานุภาพทางทหาร จึงต้องยินยอมยกฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศษในที่สุด (ประวัติศาสตร์ลาว ๑๗๗๙-๑๙๗๕, สุวิทย์ ธรีศาศวัต, ๒๕๔๓)

ในช่วงเวลาก่อนที่จะเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศษนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ รัชกาลที่ ๕ ทรงจัดการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนขึ้นเป็นเขตการปกครองที่เรียกว่า “มณฑล” ก่อนที่จะปรับเป็นรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า “มณฑลเทศาภิบาล” ในเวลาต่อมา

การจัดเขตการปกครองแบบ “มณฑล” รัชกาลที่ ๕ ทรงคัดเลือกข้าหลวงใหญ่ไปปกครองทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ แยกเป็น ๕ มณฑล คือ
๑. มณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ มีเจ้าพระยาพลเทพ (พุ่ม ศรีไชยันต์) ว่าที่สมุหกลาโหม เป็นข้าหลวงใหญ่ บัญชาการอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
๒. มณฑลลาวพวนหรือมณฑลอุดร มีพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสนาบดีกระทรวงวัง เป็นข้าหลวงใหญ่บัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย
๓. มณฑลลาวกาวหรือมณฑลอีสาน มีพระวรวงศ์เธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นหลวงใหญ่ บัญชาการอยู่ที่เมืองจำปาศักดิ์
๔. มณฑลลาวกลางหรือมณฑลนครราชสีมา มีพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวง มีกองบัญชาการตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมา
๕. มณฑลเขมรหรือมณฑลบูรพา มีพระยามหาอำมาตย์ธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) เป็นข้าหลวงใหญ่ บัญชาการอยู่ที่เมืองพระตะบอง

ต่อมาตั้งมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตกขึ้นเพิ่มเติม มีพระยาทิพโกษา (โต โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวงใหญ่ บัญชาการอยู่ที่เมืองภูเก็ต (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพกับกระทรวงมหาดไทย, จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ, ๒๕๐๖)

อาณาจักรล้านนา เปลี่ยนจาก “มณฑลลาวเฉียง” เป็น “มณฑลพายัพ” เจ้าผู้ครองนครต่อมาเปลี่ยนฐานะเป็นเสมือนข้าราชการคนหนึ่งที่ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล และยกเลิกแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่หลังจากเจ้าแก้วนวรัฐถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.๒๔๘๒)

Cr.เจ้านายฝ่ายเหนือ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๘)