สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเชียงใหม่

0
6843

เดิมเชื่อว่า สมัยก่อนด้านหน้า ร.ร. มงฟอร์ตประถมมีโรงพักเล็กๆ อยู่ก่อนที่จะยุบมาตั้งเป็นโรงพักแม่ปิง ใกล้ตลาดวโรรส แต่เมื่อได้ พูดคุยกับมาสเซอร์สมาน ผอนตระกูลอายุ 67 ปี เป็นครูรุ่นแรกๆ ของ ร.ร.มงฟอร์ต เริ่มสอนเมื่อปี พ.ศ.2486 บ้านอยู่ละแวกหน้ามงฟอร์ต ยืนยันว่ามีโรงพักด้านหน้า ร.ร.มงฟอร์ตจริงๆ เป็นอาคารไม้ ใต้ถุนเตี้ย บันไดขึ้นด้านหน้า ด้านบนมีสัก 3 ห้อง มีเวรยาม ราวปืนเหมือนโรงพักทั่วไป น่าเชื่อว่าเป็นโรงพักย่อยของสภ.อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อควบคุมดูแลปราบปรามการลักลอบฆ่าสัตว์โดยเฉพาะ เนื่องจากย่านช้างคลานมีการลักลอบฆ่าสัตว์กันทั้งนั้น ไม่แน่ใจ ว่ารื้อเลิกไปปีใด แต่ราวปี พ.ศ.2495 ยังมีอยู่เพราะว่ามาสเซอร์สมาน ยังได้ไปเล่นตะกร้อกับตำรวจด้านหน้าโรงพักอยู่ ส่วนโรงพักแม่ปิงมีมานานแล้ว ย่านช้างคลาน ในอดีตมีอาชีพฆ่าวัวกันแทบทุกบ้าน บ้านละ 3-4 ตัว แม่น้ำปิงในละแวกนี้ จึงลงเล่นไม่ค่อยได้ และไม่สะอาดเหมือนที่อื่น เนื่องจากเป็นที่ทิ้งกระดูกวัว จะเห็นกระดูกวัวกองริมแม่น้ำขาวโพลนทั่วไป ต่อมาเมื่อมีการตั้งโรงงานปุ๋ยจึงมีการเก็บกระดูกสัตว์ขายเข้าโรงงานทำปุ๋ย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488) ที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามประกาศเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นและยอมให้ทหารญี่ปุ่น เข้ามาในประเทศไทย เพื่อเข้าประเทศพม่า บรรยากาศในเมืองเชียงใหม่ในช่วงนั้น จะไม่มีทหารพม่ามีแต่ทหารญี่ปุ่นเท่านั้น แทบจะทุกวัด เช่น วัดศรีดอนไชย, วัดหมื่นเงินกอง, วัดช่างเคี่ยน, ร.ร.วัฒโนทัยพายัพ ส่วนคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของทหารญี่ปุ่นอยู่บริเวณด้านหน้าวัดสวนดอก บริเวณ รพ.ประสาทปัจจุบัน โดยเฉพาะที่สนามบินมีกองกำลังญี่ปุ่นและมีเครื่องบินของญี่ปุ่น มาจอดเพื่อบินไปโจมตีพม่า มองจากย่านช้างคลานเห็นได้ชัด เนื่องจากสมัยก่อนเป็นทุ่งโล่ง เครื่องบินญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 100 ลำ จุดสนามบินจึงเป็นจุดที่เครื่องบินสัมพันธมิตร (ฝ่ายอเมริกา) ที่ใช้ฐานทัพที่เมืองคุณหมิงประเทศจีนบินมาโจมตีอยู่เสมอ อีกจุดหนึ่งที่ถูกโจมตี คือ สถานีรถไฟ

ผู้คนจะต้องขุดหลุมหลบภัยในบ้านของตนเอง แม้แต่โรงเรียนมงฟอร์ตก็ต้องขุดไว้ด้วย เป็นหลุมขนาดให้คนเข้าไปอยู่ได้พอสบาย สูงประมาณแค่อกยาวเป็นรูปฟันปลา เมื่อเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาโจมตี ทางการจะให้สัญญาณเสียงหวอดังไปทั่วเมืองเชียงใหม่ ทุกคนจะวิ่งหลบลงหลุม สัญญาณเสียงหวอดังกล่าวติดอยู่บริเวณตึกร้านรัตนผล ถนนท่าแพตรงข้ามห้างตันตราภัณฑ์เก่า ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นตึกสูงของเมืองเชียงใหม่ ส่วนหอสังเกตการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่คอยส่องกล้องดูเครื่องบินข้าศึกที่จะมาทิ้งระเบิด คือ ที่ต้นยางสูงบริเวณประตูเชียงใหม่ เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาแต่ละครั้งไม่ใช่แค่ลำหรือสองลำ มากันเป็นร้อยลำกระหึ่มเต็มท้องฟ้า โผล่พ้นมาทางดอยสุเทพมาทิ้งระเบิดและยิงกระสุนเน้นที่บริเวณสถานีรถไฟและสนามบินเท่านั้น ไม่ทำลายบริเวณบ้านคน ตลาด โรงเรียนหรือสะพาน ในเวลากลางคืนก็ต้องมีการพรางไฟกัน ต้องใช้ผ้าดำ หรือน้ำเงินคลุมหลอดไฟไม่ให้มีแสง ต่อมาไม่นานน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้า ของเมืองเชียงใหม่ขาดตลาด ไฟฟ้าดับต้องหันกลับมาใช้ตะเกียงกันอีกครั้งหนึ่ง น้ำมันก๊าซก็ขาดตลาดต้องใช้ไขวัวไขควายแทน (มาสเซอร์สมาน ผอนตระกูล, สัมภาษณ์)

คุณปิยะนารถ ภูวกุล (อายุ 70 ปี) เจ้าของร้านรัตนผล ถนนท่าแพเล่าว่า “ช่วงสงครามอายุแค่ 15 ปี เรียนอยู่โรงเรียนเรยินาเชลี มีทหารมาขอติดตั้งสัญญาณหวอที่ดาดฟ้า สมัยนั้นบ้านถือว่าสูงที่สุดก็ว่าได้ เป็นอาคารตึก 3 ชั้น พ่อแม่มีอาชีพค้าขายด้ายสำหรับทอผ้า บ้านตึกหลังนี้สร้างปี พ.ศ.2475 ใช้เวลาสร้างประมาณ 13 เดือน หัวหน้าช่างเป็นชาวจีนจากกวางตุ้ง พ่อแม่เล่าว่าวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ มีเจ้าแก้วนวรัฐมาเป็นประธาน และที่สำคัญที่ต่างจากบ้านอื่น คือมีดาดฟ้า สมัยก่อนไม่ค่อยมีบ้านไหนทำดาดฟ้ากันมักจะเป็นหลังคาธรรมดา แม้จะเป็นบ้านตึก สัญญาณหวอเป็นโลหะ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ฟุตครึ่งทำขาตั้งด้วยไม้ประมาณ 2 เมตร มีสวิชต์ปิดเปิดสัญญาณเสียง เสียงดังมาก แต่ละครั้งมีทหารมาประจำ 2 คน และมีวิทยุรับส่ง เมื่อเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาก็จะเปิดเสียงสัญญาณหวอ”

คนเก่าๆ หลายคนบอกว่า ทหารญี่ปุ่นยุคนั้นตัวเล็ก เตี้ยกว่าคนไทยเรานิสัยสุภาพเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มักแสดงความยิ่งใหญ่ให้เห็น เช่น มีนายทหารระดับนายพล แต่งเต็มยศ ขี่ม้าเทศตัวใหญ่มีทหารเดินตามเป็นขบวน เดินวางมาดที่ถนนท่าแพและสายอื่น ดูเป็นที่เกรงขามของคนไทย

ด้านบริเวณโรงแรมลานนาพาเลสใกล้แยกประชาสัมพันธ์ เป็นที่ตั้งของรถถังปืนใหญ่ต่อสู้ทางอากาศหรือ ปตอ. มีด้วยกัน 4 คัน อยู่ละแวกเดียวกันคอยหมุนยิงเครื่องบินสัมพันธมิตร มีทหารมาตั้งเต็นท์อยู่ แต่เครื่องบินสัมพันธมิตรมักบินต่ำเพื่อหลบกระสุนทำให้ยิงไม่ค่อยถูก มีคราวหนึ่งที่เครื่องบินถูกยิง ไปร่อนตกเกือบลำพูน ทราบว่านักบินเป็นคนเชื้อสายจีน ไม่เสียชีวิตและรับความช่วยเหลือหลบซ่อนจากคนเชื้อสายจีนลำพูน

ช่วงสงครามศพผู้เสียชีวิตที่ถูกระเบิดและกระสุนจากเครื่องบินจะถูกนำบรรทุกเกวียนมาวางสุมรวมกันไว้ที่สุสานช้างคลานเป็นกองพะเนิน มีทั้งชาสบ้านและทหารญี่ปุ่น เพื่อคอยให้ญาติมารับศพไปจัดการ เช่นเดียวกับที่สุสานสันกู่เหล็กและสุสานบ้านเด่น ศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากบริเวณสถานีรถไฟ ซึ่ง บริเวณนั้นสมัยก่อนมีโรงงานฟอกหนังหลายโรง ชาวช้างคลานคนหนึ่งเป็นหญิงที่ทำงานที่นั่นก็ถูกกระสุนปืนจากเครื่องบินขณะลุกจากหลุมหลบภัย จึงโดนสะเก็ดระเบิด เสียชีวิต

ทหารญี่ปุ่นที่พลุกพล่านอยู่ทั่วไป ปกติมักไม่รังแกชาวบ้านยกเว้นต่างชาติที่มาอาศัยในเมืองเชียงใหม่จะถูกขับไล่ บ้านหนึ่ง คือ บ้านของมิสเตอร์แบร์ชาวเดนมาร์ค อยู่ด้านตะวันตกของวัดศรีเกิด ทหารญี่ปุ่นเข้าครอบครองอาศัยแต่ถ้าหากมีชาวบ้านบางคนลักขโมยของก็จะถูกจับขึงให้ตากแดดที่สนามบินเป็นการทำโทษ สินค้าชาวบ้านที่ขายดีมาก คือ กล้วยหอม เป็นที่นิยมของทหารญี่ปุ่นเรื่องการที่มหารญี่ปุ่นสมารถพิมพ์ธนบัตรได้เองส่งผลให้สินค้ามีราคาแพง ทหารญี่ปุ่นจะนำธนบัตรของไทยมาใช้จับจ่ายซื้อของในตลาด มักเป็นธนบัตร ฉบับละ 10 บาท นำมาเป็นปึกเมื่อถึงตลาดก็ใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็นฉบับซื้อสินค้า ตัดขอบตรงบ้านไม่ตรงชาวบ้านก็รับไว้หมด เพราะไม่มีทางเลือกและถือเป็นธนบัตรที่ถูกต้องเนื่องจากเหมือนธนบัตรไทยทุกประการเชื่อกันว่ารัฐบาลไทยจำต้องยอมให้ญี่ปุ่นพิมพ์มาใช้

มีผู้บอกว่าด้านหลังวัดพระสิงห์ มีโสเภณีอาศัยอยู่ประมาณ 20 คน เป็นหญิงสาวชาวไต้หวันและจีน เข้าใจว่าทหารญี่ปุ่นบังคับมาเพื่อบำรุงขวัญนายทหารญี่ปุ่น ไม่แน่ใจว่าบังคับหรือไม่ เนื่องจากแต่ละคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี

(ข้อมูลจากลุงบุญแถม ไชยทอง, มาสเซอร์สมาน ผอนตระกูล, มาสเซอร์เฮง เงาโสภาและคุณปิยะนารถ ภูวกุล)

สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเชียงใหม่ (ตอนที่2)

ปี พ.ศ.2487 ระยะปลายสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่พระนครธนบุรีและตามจังหวัดใหญ่ๆ อันเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ได้ถูกโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตระหว่างนี้สถิติคดีอาญาทุกประเภทมีแนวโน้มสูงขึ้นเศรษฐกิจของประเทศทรุดโทรมหนัก ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค ประเทศตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ ประชาชนตกอยู่ในความหวาดกลัวจากการกระทำของนักเลงอันธพาลประจำท้องถิ่น เวลานั้น พล.ต.อ.หลวงอดุลยเดชจรัส เป็นอธิบดีกรมตำรวจและเป็นฝ่ายเสรีไทยในการต่อต้านญี่ปุ่น (ประวัติและวิวัฒนาการของตำรวจไทย, พล.ต.ต.สุวรรณ สุวรรณเวโช, น.127) ในเชียงใหม่ขณะนั้น พ.ต.ต.บุญชัย ไชยคุณา เป็น ผกก.เชียงใหม่ (ต่อจาก พ.ต.ท.หลวงศิลป์ประสิทธิ์) กองกำกับการและ สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ย้ายไปอยู่วัดข่วงสิงห์เป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับสถานที่ราชการอื่น เนื่องจากหวั่นเกรงระเบิด ด้านงานสอบสวนมีการตั้งจุด รับแจ้งชั่วคราวที่วัดศรีเกิด ข้างสภ.อ.เมืองเชียงใหม่นั่นเอง (พ.ต.ท.ศิริ ไชยศิริ, สัมภาษณ์)

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปลายปี พ.ศ.2484 สิ้นสุดเอาเมื่อ พ.ศ.2488 ทหารญี่ปุ่นเข้ามาประจำที่วัดต่างๆ เกือบทุกวัน ย่านกลางเมืองเชียงใหม่ เช่น วัดเจดีย์หลวง, ร.ร.พุทธิโสภณ, วัดหมื่นเงินกอง, วัดเมืองมาง, วัดหมื่นสาร ส่วนที่วัดชัยพระเกียรติ มีทหารไทยมาอาศัยอยู่ที่เจดีย์หลวง เป็นที่กักขังเชลยที่เป็นชาวต่างประเทศเพื่อใช้แรงงาน

คุณป้าเรณู ณ น่าน อายุ 72 ปี บอกว่า “ช่วงเกิดสงคราม อายุราว 15 ปี บ้านอยู่ใกล้แยกพุทธิโสภณ ช่วงเกิดสงคราม คนในเมืองเชียงใหม่ส่วนใหญ่หนีออกจากในเมืองไปอยู่ตามต่างอำเภอ เช่น เพื่อนบ้านหนีไปอยู่บ้านสันป่าสัก อ.หางดง เนื่องจากกลัวถูกระเบิด ทำให้ในละแวกที่พักมีเหลือเพียง 3 บ้าน ที่ตกที่นั่งลำบากก็คือสุนัขที่เลี้ยงกันไว้ เจ้าของหนีสงครามแต่ไม่ยอมนำสุนัขไปด้วยยามค่ำคืนเสียงสุนัขคงคิดถึงเจ้าของส่งเสียงเห่าหอนกันน่าหดหู่ใจและยิ่งฟังน่ากลัวยามสงคราม ที่มีคนตายกันทุกวันเช่นนี้ วันหนึ่งจำได้แม่น คือ เห็นเครื่องบินประมาณ 6-7 ลำบินมาทิ้งระเบิดที่สนามบินเชียงใหม่ ครั้งแรกบินเลยไปทางอำเภอแม่แตง ไม่นานเลี้ยงกลับมาดิ่งหัวลงทิ้งระเบิดที่สนามบินทีละลำๆ เสร็จก็บินจากไป ทราบว่าคราวนั้นมีคนตายกันมาก แต่ไม่ได้ไปดู”

คุณป้าเรณู สมัยเด็กมีความสนใจในภาษาญี่ปุ่นและหาซื้อหนังสือมาอ่านเรียนด้วยตนเอง สมัยสงครามโลกครั้งนี้ จึงได้อาชีพเป็นล่ามกับทหารญี่ปุ่นโดยติดตามผู้รับเหมาจัดซื้ออาหารสำหรับทหารญี่ปุ่น ผู้รับเหมา คือ ที่โรงเรียนจีนเก่าถนนช้างคลาน สินค้าที่ติดต่อซื้อขายกับทหารญี่ปุ่น คือ ข้าว ผัก ผลไม้ เป็นหลัก ครั้งหนึ่ง เคยติดรถบรรทุกแบบคอกหมู ซึ่งสมัยนั้นมักเป็นรถของบริษัทสหายรถยนต์ จำกัด ที่คนเมืองเชียงใหม่ เรียกกันว่า สรย. บริษัทตั้ง อยู่บริเวณตลาดบุญอยู่เก่า ใกล้สี่แยกร.ร.ยุพราช มีพ่อเลี้ยงอุ่นเรือน เป็นหุ้นส่วนใหญ่ไปกันประมาณ 4-5 คัน ไปส่งข้าวเปลือกให้ทหารญี่ปุ่นบ้านแม อำเภอสันป่าตองคนขับคือฝรั่งที่ถูกบังคับมาทำงาน สองข้างทางเห็นศพคนตายอยู่ทั่วไป บางคนก็แขนขาขาด ที่บ้านแม อำเภอสันป่าตองนี้ คาดว่าเป็นที่ตั้งขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น

คุณลุงสิงห์คำ ณ เชียงใหม่ บ้านอยู่หลังวัดเมืองมาง เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า “ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นอายุประมาณ 15 ปี ละแวกวัดเมืองมางนี้ คนเฒ่าคนแก่ก็อพยพไปบ้านนอกเช่นกัน ทิ้งสุนัขไว้เห่าหอนคล้ายวอนให้เจ้าของกลับมาหา สิ่งที่ขาดแคลน คือ ยารักษาโรค เป็นความเดือดร้อนของชาวเมืองเชียงใหม่ทั่วไป ยารักษาโรคส่วนหนึ่งได้จากทหารญี่ปุ่นที่มาตั้งอยู่ที่วัดต่างๆ ทั่วไป โรคที่เป็นกันมาก คือโรคบิด, ไข้รากสาด, ตุ่มตาควาย ยารักษาโรคส่วนหนึ่งขอจากทหารญี่ปุ่นซึ่งรู้สึกว่าเต็มอกเต็มใจที่ จะช่วยเหลือคราวที่หลวงพ่อวัดเมืองมาง เมื่อเจ็บป่วย ทหารญี่ปุ่นฝ่ายเสนารักษ์ก็มารักษาให้วันหนึ่งทางการนำรถมาประกาศว่า จะมีเครื่องบินของมิตรประเทศมาประจำที่สนามบินเชียงใหม่ ขออย่าตกใจ และไม่นานประมาณ 10 โมง มีเครื่องบินญี่ปุ่นบินหึ่มมาลงที่สนามบินประมาณ 100 ลำ เป็นเครื่องบิน ปีกชั้นเดียวที่เรียกว่า ซีโรตอนนั้นเป็นวัยรุ่นวิ่งไปดูกัน สนามบินตอนนั้น ยังเป็นเพียงดินอัดเป็นสนามหญ้า นอกจากนี้ทางการนำรถมาประกาศให้พรางไฟ อย่าให้แสงออกนอกอาคาร และต้องขุดหลุมหลบภัยทุกบ้านด้วย การทิ้งระเบิดของเมืองเชียงใหม่ที่จำได้ คือ 3 ครั้ง ครั้งแรกถือว่าหนักที่สุด คือ ทิ้งระเบิดสถานีรถไฟเชียงใหม่ ตอนนั้นทหารญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังเตรียมตัว ขนย้ายอุปกรณ์และเดินทางขึ้นรถไฟ ฝ่ายอเมริกาคงทราบข้อมูล จึงมาทิ้งระเบิด ใช้เครื่องบินสูงและทิ้งแบบปูพรม ทำให้ชาวบ้านละแวกสถานีรถไฟอีกทั้งโรงงานในย่านนั้นเสียหาย มีคนตายหลายร้อยคน ไฟไหม้อยู่เป็นเดือนกว่าจะดับหมดมีการขนศพคนตายไปไว้ที่สุสานต่างๆ ขุดหลุมใหญ่นำศพฝังรวมกัน ภายหลังจึงไปขุดมาฌาปณกิจ การโจมตีครั้งที่ 2 คือ เครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สนามบินเชียงใหม่ มีเครื่องบินญี่ปุ่นถูกทำลายและมีคนตายหลายคนอยู่เหมือนกัน ครั้งที่ 3 มีประมาณ 3-4 ลำ เวลาราว 4 โมงเย็น ใช้วิธีการยิงกราดตามถนนที่เห็นว่ามีรถยนต์วิ่งซึ่งขณะนั้นรถส่วนใหญ่คือรถทหารญี่ปุ่น เครื่องบินของสัมพันธมิตรลำหนึ่งถูกปืนปตอ. ที่ตั้งอยู่บริเวณโรงแรมลานนาพาเลสในปัจจุบันยิงถูกไปตกที่ลำพูน ต่อมาได้นำปีกเครื่องบินที่ถูกยิง มาไว้กลางทุ่งใกล้โรงแรมลานนาพาเลส เป็นเครื่องบินของจีนคณะชาติ”

“ตลกดีเหมือนกันที่สะพานนวรัฐในช่วงสงครามมีการพรางเพื่อไม่ให้เครื่องบินฝ่ายอเมริกามาทิ้งระเบิด โดยการใช้ทางมะพร้าวทำเป็นหลังคาปิดไว้คาดว่าจัดทำโดยทางอำเภอ มองดูก็ช่างน่าขบขันเพราะเมื่อมองจากเครื่องบินคงไม่สามารถพรางสายตานักบินที่มองจากด้านบนได้ หากจะทิ้งระเบิดสะพานคงทำได้ไม่ยาก” คุณแม่กรรณิการ์ กัณฑารัตน์ อายุ 73 ปี เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 “ขณะนั้นเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัยที่ถนนแก้วนวรัฐ ช่วยสงครามโรงเรียนหยุด มีทหารมาอยู่ที่โรงเรียน จำได้ว่าพร้อมกับเพื่อนนักเรียน ไปส่งแหม่มที่มาสอนที่โรงเรียนขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ มีแหม่มแมคครัว, แหม่มนิบรอค ส่วนอีกคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้ ก็ไปส่งแบบเปิดเผย คาดว่าทหารญี่ปุ่น คงกดดันให้ต่างชาติออกจากเชียงใหม่ ไม่ได้บังคับหรือติดตามจับกุมตัว ต่อมามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดสถานีรถไฟ ระเบิดลูกหนึ่งลงใกล้โรงสีแสงไทย ถนนทุ่งโฮเต็ล ตอนนี้ยังเป็นแอ่งใหญ่อยู่เลย”

ช่วงสงครามมีฝรั่งต่างชาติ ถูกนำมาบังคับให้ใช้งาน โดยเฉพาะการขับรถบรรทุกและใช้แรงงานแบกหาม คุณลุงเอื้อม ตนานนท์ อายุ 88 ปี (เกิด พ.ศ.2456) แม่ทำกิจการโรงสีข้าวหนองประทีป อยู่บริเวณโรงเรียนเชียงใหม่เทคโนโลยี ในปัจจุบัน ช่วงสงครามทหารญี่ปุ่นมาซื้อข้าวสารขนส่งไปที่เลี้ยงทหาร ที่อำเภอเชียงดาว อำเภอปาย และที่อื่นๆ โดยจะติดต่อคนกลางมาก่อน และนำรถบรรทุกมาบรรทุกคราวละไม่ต่ำกว่า 10 คัน ข้าวสารบรรจุในถุงเสื่อ ถุงละ 50 ก.ก. รถบรรทุกแต่ละคัน มีฝรั่งเป็นคนขับและเป็นคนขนข้าวขึ้นรถ แต่ละคนไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว แม้แต่ในช่วงหน้าหนาวที่อากาศหนาวก็ไม่ได้รับอนุญาติให้สวมเสื้อ และห้ามสูบบุหรี่ มีทหารญี่ปุ่นควบคุมมา หากทำผิดจะถูกตบหน้า มักเป็นฝรั่งชาติออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คาดว่าพามาจากสิงค์โปร์มาทำงาน และที่เห็นที่อื่นๆ เช่นในตลาดวโรรส ทหารญี่ปุ่นมาซื้อผัก เนื้อ ก็ใช้ฝรั่งเป็นคนขับ และเป็นคนใช้แรงงานทั้งนั้น เงินที่ได้รับค่าข้าวสารเป็นเงิน ฉบับละ 10 และ 20 บาท ธนบัตรใหม่สวยเป็นปึก สมัยนั้นพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น”

ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ในปี พ.ศ.2488 สภาพสังคมและการค้าขายในเมืองเชียงใหม่ จึงกลับสู่ภาวะปกติ แม้ในภาคกลางจะเกิดปัญหาโจรผู้ร้าย ปัญหาข้าวยากหมากแพง ขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค แต่ที่ เชียงใหม่สังคมยังอุดมสมบูรณ์ไม่อัตคัตขาดแคลนจนถึงกับต้องปล้นจี้กันดังเช่นภาคกลาง.

สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเชียงใหม่ (ตอนที่ 3)

ในปี พ.ศ.2487 ซึ่งเป็นระยะปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 พระนครธนบุรีและตามจังหวัดใหญ่ๆ อันเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ได้ถูกโจมตีทางอากาศฯ จากฝ่ายสัมพันธมิตร ในระหว่างนั้นสถิติคดีอาญาทุกประเภทมีแนวโน้มสูงขึ้น เศรษฐกิจของประเทศทรุดโทรมหนัก การขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคมีอยู่ทั่วไป ศีลธรรมของปะเทศทรุมโทรมลงไปมาก การคมนาคมและสิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกภัยสงครามทำลาย ประเทศตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ ประชาชนอยู่ในความหวาดกลัวภัยจากการกระทำของนักเลงอันธพาลประจำท้องถิ่น สถิติคดีอุกฉกรรจ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น

ช่วงสงคราม มีฝ่านสหประชาชาติส่งอาวุธให้ฝ่ายเสรีไทยทางเครื่องบินและส่งผิดเป้าหมายทำให้อาวุธกระจัดกระจาย เป็นเหตุให้คนร้ายได้อาวุธที่ทันสมัยกว่าตำรวจ และหลังสงครามอาวุธปืนของทหารญี่ปุ่นถูกนำมาขายถึงมือประชาชนจำนวนมาก หลังสงครามมีโจรผู้ร้ายมาก การปราบปรามยากลำบาก มีอุปสรรคทั้งด้านการคมนาคม การติดต่อสื่อสาร และยานพหนะไม่เพียงพอโจรผู้ร้ายมีอาวุธสงครามเป็นเครื่องมือ เนื่องจากหาได้ง่ายทั้วอาวุธของฝ่ายสัมพันธมิตรและอาวุธของทหารญี่ปุ่นภาคกลางใกล้กรุงเทพฯ เกิดชุมโจรต่างๆ เช่น โจรบ้านกอไผ่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เสือใช้ดักปล้นเรือโยงขนส่งสินค้า, เสือหนอม เสือแก้ว จังหวัดกาญจนบุรี เสือผาด จังหวัดนครปฐม เสือผาด คอยปล้นเรือโดยสารเส้นทางแม่น้ำท่าจีน (ต่อมา พ.ต.อ.ประชา บูณณธมิต ปราบสำเร็จ ตัดหัวเสียบประจานที่นครปฐม) เสือหรีด ชุมโจรเขาสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ (ประวัติและวิวัฒนาการของตำรวจไทย, พล.ต.ต.สุวรรณ สุวรรณเวโช, น.210)

ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงหลังสงครามไม่ค่อยมีปัญหาเดือดร้อนเหมือนทางกรุงเทพฯ และภาคกลาง อาจเนื่องจากยังเป็นสังคมเกษตรกรรมและมีผลผลิตดีข้าวในยุ้งมีกิน จึงไม่ลำบาก ประกอบกับสภาพจิตใจของผู้คนเมืองเชียงใหม่ที่ดีงามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ปัญหาเรื่องการปล้นจี้หรือลักขโมยสิ่งของ จึงแทบจะไม่มียกเว้นคนจากที่อื่นเท่านั้นที่มาก่อเหตุในระหว่างสงครามมีคนร้ายเข้าปล้นบ้านหลังหนึ่งบริเวณใกล้ชลประทานแม่กวง เขตอำเภอดอยสะเก็ด เจ้าของบ้านได้ยินเสียงสุนัขเห่า จึงคว้าอาวุธปืนและใช้ไฟฉายฉายดูบริเวณหน้าบ้าน คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าของบ้านตายและเข้าค้นทรัพย์สิน มีหัวจักรเย็บผ้าและเงินจำนวนเล็กน้อยหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหาได้เป็นทหารจากจังหวัดนครสวรรค์ที่มาปฏิบัติหน้าที่ในเชียงใหม่ (คุณประเทือง เธียรสิริ อายุ 72 ปี, สัมภาษณ์)

เรื่องที่เดือดร้อนมากหลังสงคราม คือ การขาดแคลนยารักษาโรค โดยเฉพาะยาควินิน ขาดแคลนมาก และราคาแพง ราคาขวดละ 200-300 บาท ส่วนสินค้าบริโภคไม่แพงขึ้นมากนัก เนื้อหมู กก.ละ 10 ส.ต., ข้าวสารลิตรละ 10 ส.ต. ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีไร่มีนาของตัวเอง ข้าวที่เก็บไว้ในยุ้งฉางก็ยังอยู่นำมากินหรือขายได้เหมือนเดิม (ป้าเฮียง โจลานันท์, สัมภาษณ์)

ในช่วงสงครามในเชียงใหม่ มีกลุ่มลักขโมยทรัพย์สินของทหารญี่ปุ่นทั่วไปสิ่งของที่ขาดแคลน คือ น้ำมันเบนซิน น้ำมัดก๊าด ยางล้อรถยนต์บรรทุก เป็นต้น หากมีการลักมาจำหน่ายได้จะมีรายได้สูง เป็นสิ่งล่อใจให้หลายคนในเชียงใหม่หาช่องทางลักจากทหารญี่ปุ่น เป้าหมายหนึ่ง คือ น้ำมันเบนซินที่บรรจุในถังขนาด 200 ลิตรขนส่งมาทางรถไฟและกองสุมรวมกันไว้ที่บริเวณสถานีรถไฟ มีคนเชียงใหม่แอบลักน้ำมันเบนซินด้วยวิธีการเจาะถังน้ำมันถังที่อยู่ด้านล่าง และต่อสายยางไปในพงหญ้า ถ่ายใส่ถังที่เตรียมไว้นำไปขาย ภายหลังปรากฎว่า ถังน้ำมันด้านบนยุบตัวลงทำให้ทหารญี่ปุ่นรู้และออกสืบสวนหาคนที่ลัก ฝ่ายสืบสวน คือ สารวัตรทหารแต่งนอกเครื่องแบบมีอยู่ทั่วไป มักแวะเวียนนั่งคุย กับชาวบ้านตามร้านค้าทั่วไป คุณเอื้อม ตนานนท์ อายุ 88 ปี เล่าว่า พี่ชายมีรถจิ๊ป อยู่คันหนึ่งต้องขับขี่ไปมาระหว่างโรงสีข้าวหนองประทีปกับสันกำแพง ที่พัก น้ำมันเบนซินขวดจึงรับซื้อไว้จากชาวบ้าน ปรากฎว่าวันหนึ่ง สารวัตรทหารญี่ปุ่นมาสอบสวนและพาตัวไปที่โรงเรียนยุพราช ซึ่งเป็นที่สอบสวนคดีของไทยและญี่ปุ่น ต่อมารับการปล่อยตัว เนื่องจากตำรวจเชียงใหม่รับรองและขาดหลักฐาน

พ.ต.ท.ศิริ ไชยศิริ อายุ 89 ปี อดีตตำรวจประจำ สภ.อ.เมืองเชียงใหม่เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า “ยางรถยนต์ก็เป็นสิ่งของขาดแคลน เช่นกัน และราคาแพง เส้นละถึง 4 พันบาท ค่ำวันหนึ่ง ส.ต.ท.สม ชุ่มจิต มาบอกว่าพบยางล้อรถบรรทุกเส้นหนึ่งซ่อนไว้ที่ป่าห่างไปทางด้านหลังโรงพักกองเมืองจึงไปดูกัน จึงเห็นยางรถยนต์ซ่อนไว้ คาดว่าคงเป็นชาวบ้านลักจากค่าบทหารญี่ปุ่นมาซ่อนไว้ก่อนเตรียมนำไปขาย ตอนค่ำจ้างรถสามล้อมาขนใส่นำไปขายที่บ้านเถ้าแก่โอ้ว มีเสมียนคอยรับซื้อ ได้เงินพันกว่าบาท สมัยนั้นเวินพันถือว่ามากเรื่องชาวบ้านขโมยของญี่ปุ่นในช่วงสงครามมากพอดู แต่เมื่อมาแจ้งแล้ว ตำรวจมักแกล้งทำเฉยไม่ตามจับให้ภายหลังทหารญี่ปุ่นจับขโมยได้มักลงโทษกันเอง”

สถานที่ราชการสำคัญ ต้องย้ายไปอยู่นอกตัวเมืองเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเกรงจะถูกลูกระเบิดเสียหาย ดังเช่น ที่ทำการอำเภอเมืองเชียงใหม่ย้ายไปอยู่ที่วัดโรงเรียนบ้านท่อ ต.ป่าตัน (นายอินทร์ มัณตะเล, ชาวบ้านบ้านร้องอ้อ ต.สันผีเสื้อ, สัมภาษณ์), สถานีตำรวจกองเมืองย้ายไปอยู่ข่วงสิงห์ การรับแจ้งความย้ายไปวัดศรีเกิด.

จังหวัดเชียงใหม่ แม้ไม่ประสบปัญหาเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพเหมือนกรุงเทพฯ แต่ปัญหาความเสื่อมโทรมทางสังคม ปัญหานักเลงท้องถิ่นแต่ละชุมชนมีให้เห็น หลังเสร็จสิ้นสงครามโลกประมาณสิบปี เริ่มมีแก๊งค์อินทรีขาว, แก๊งค์ช้างม่อย, แก๊งค์วัดเกต, แก๊งค์หนองเส้ง, แก๊งประตูเชียงใหม่ หลายคน วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นผลพวงมาจากสงคราม ประกอบรัฐบาลมีภาระยุ่ง กับเรื่องสงครามไม่สามารถวางแผนการศึกษาและหางานให้กับกลุ่มเยาวชนที่เติบโตขึ้นมา.

สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเชียงใหม่ (ตอนที่4)

การโจมตีโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรที่สถานีรถไฟมีข้อมูลว่า เป็นวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2486 เวลาประมาณ 16.00 น. คุณลุงศรี ปัณณวลี อายุ 70 ปีเศษ บ้านอยู่ข้างโรงแรมรถไฟ ถนนทุ่งโฮเต็ล เล่าเหตุการณ์ว่า “ปี พ.ศ.2486 วันนั้นเป็นวันเกิดผมพอดิบพอดี คือ วันที่ 21ธันวาคม กำลังนั่งอยู่ที่บันไดบ้าน เห็นเครื่องบินบินมา 7 ลำ เรียงกันมา พอวนมาพ้นโรงแรมรถไฟก็ทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟทันที บึ้มๆ ผมรีบกระโดดลงหลุมหลบภัยหลังบ้าน ทิ้งเที่ยวเดียวก็ไปเลย ประมาณ 10 นาที กลับมาลำหนึ่ง บินมายิงใส่ทหารญี่ปุ่นที่มีปืนกลหนัก 4 กระบอก ตั้งยิงเครื่องบินอยู่ที่ถังน้ำบริเวณสถานีรถไฟ จนพังก็บินกลับไปสถานี รถถูกทำลายเสียหายมาก ต้นมะพร้าวเหลือแต่ตอ ฝูงแร้งพากันเกาะกิ่งไม้เพื่อกินชิ้นส่วนของศพคนตายในบริเวณค่ายกาวิละก็โดนระเบิดเช่นกัน ลูกของน้าเป็นทหาร เสนารักษ์อยู่ในค่าย วิ่งมาหลบอยู่ข้างต้นฉำฉาถูกระเบิดที่คอเกือบขาด ทหารอีกคนหนึ่งโดนที่ท้องเสียชีวิต ช่วงนั้นความรู้สึกของคนเหมือนกันหมด คือ รู้สึกกลัวสับสน ชุลมุน และไม่รู้ว่าเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดอีกเมื่อไหร่”

ภาพหลุมระเบิดจากเครื่องบินฝ่านพันธมิตร

ผลจากการทิ้งระเบิดทำให้โรงสีข้าวและฉางข้าวที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะโรงสีง่วนฮวดเฮ็ง ของเถ้าแก่หน่อ (นายอมร ชวชาติ) ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ได้รับความเสียหาย มาก ระเบิดที่ลงมาเป็นระเบิดเพลิง ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งอาคารและพืชไร่เสียหายทั้งหมด เหลือเพียงปล่องไฟและหม้อต้มน้ำ ไฟไหม้อยู่นานเนื่องจากไม่มีรถดับเพลิงมาช่วย มีคนงานถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิตประมาณ 10 กว่าคน ขณะถูกระเบิดเถ้าแก่หน่อไปเยี่ยมญาติที่อำเภอฝางโดยก่อนหน้านี้ 1 วัน ทหารญี่ปุ่นมีการขนถ่ายอาวุธ ยุทโรปกรณ์ขึ้นรถไฟไปจังหวัดลำปาง วันรุ่งขึ้นจึงมีการทิ้งระเบิด (นายเซียม ชวชาติ อายุ 81 ปี, สัมภาษณ์)

การโจมตีครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกประมาณ 3 เดือน เวลาประมาณ 10.00น. มีการทิ้งระเบิดอีก บริเวณบ้านหนองประทีป ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีโรงสีข้าวแสงไทยของเถ้าแก่โอ้ว ซึ่งสมัยนั้นมีการติดต่อค้าขายข้าวกับทหารญี่ปุ่น คาดว่าต้องการให้โรงสีได้รับความเสียหาย ปัจจุบันบังปรากฎหลุมระเบิดจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร ลึกประมาณ 2 เมตร มีประมาณ 5 หลุม ระยะห่างกันพอสมควร ระเบิดลูกหนึ่งตกที่ด้านหลังโรงสีข้าวแสงไทย (คุณอัมพร นพคุณ อายุ 70 ปี, สัมภาษณ์)

เมื่อเริ่มสงครามใหม่ๆ คนในเมืองเชียงใหม่ยังไม่ค่อยเกรงกลัวพิษของสงคราม จึงยังไม่ค่อยมีการอพยพไปอยู่นอกเมือง จนเมื่อมีการทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟมีคนตายจำนวนมาก คนในเมืองเชียงใหม่จึงอพยพไปอยู่นอกเมืองกันคุณดวงสอน มหากันธา อายุ 76 ปี เล่าว่า “บ้านอยู่ใกล้ประตูท่าแพ ข้างโรงแรมมนตรีในปัจจุบัน เดิมบริเวณนี้เป็นห้องแถวชั้นเดียวมี 3-4 ห้อง เจ้าของเป็นคนภาคกลาง อาชีพทำข้าวหมากขาย จำได้ว่าวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ขณะไปคัดตัววิ่ง 1500 เมตร ที่โรงเรียนยุพราช ทางการประกาศให้มีการพรางไฟเนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราม และให้ยกเลิกกิจกรรมทั้งหมด รวมทั้งกีฬาสีด้วย ขณะนั้นเรียนอยู่โรงเรียนบูรณศิลป์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนท่าแพ ภายหลังเป็นโรงแรมสุภาวดี ทางโรงเรียนรับสมัครนักเรียนที่เรียนยุวชนทหารปี 2 และปี 3 ให้ช่วยเหลือราชการ ขณะนั้นเรียนอยู่ปี 2 ทุกบ่ายวันพุธต้องเดินไปเรียนที่ค่าบกาวิละ ปี 2 เรียนยิงปืนได้แล้ว จึงสมัครพร้อมกับเพื่อนในชั้นรวม 6 คน และส่งไปที่สถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่มียุวชนทหารสมัครประมาณ 50 คน เครื่องแบบคือ เครื่องแบบยุวชนทหารเป็นกางเกงสีเขียวขี้ม้า เสื้อแขนสั้นสีเดียวกับกางเกง ถุงเท้ายาวสีดำและนองเท้าสีดำ ส่วนหมวกทรงหม้อตาลสีเขียวทหารมีแถวสีแดง หลังจากนั้นได้รับแจกดาบปลายปืนยาวประมาณหนึ่งศอกเป็นอาวุธ แยกกำลังยุวชนทหารร่วมกับตำรวจไปทำงาน ผมร่วมกับตำรวจนั่งรถบรรทุกดอทช์ไปยึดบ้านฝรั่งที่ถนนห้วยแก้ว มีบ้านนายแมกฟรีและนายคีรีเปิล ช่วยเหลือราชการแบบเช้าไปเย็นกลับ บางครั้งมีการจัดให้เข้าเวรเดินตรวจเรื่องการพรางไฟ โดยเดินกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ตรวจแถวถนนท่าแพ ตรอกข่วงเมรุ กำชับเรื่องให้พรางไฟ บางบ้านไม่ใช้ผ้าสีดำคลุมเนื่องจากเห็นว่าจุดอยู่ในบ้าน ต้องไปเคาะประตูแจ้งให้ทราบ

ช่วงสงคราม นักเรียนที่เรียน ม.5 รัฐบาลอนุญาติให้ยกชั้นขึ้น ม.6 ได้จึงเรียกรุ่นนี้ว่า รุ่นโตโจ เป็นชื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต่อมา ม.6 เดินใช้เกณฑ์ 50 เปอร์เซ็นต์จึงจะจบ ภายหลังมีคำสั่งใหม่ให้ใช้เกณฑ์ 45 เปอร์เซ็นต์ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากนักเรียนเรียนได้ไม่เต็มที่ แต่คุยกันว่า เหตุผลแท้จริง คือ ลูกของผู้นำประเทศเรียนได้แค่ 45 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องให้ผ่าน หลังจากจบชั้น ม.6 แล้ว ทางราชการการส่งยุวชนทหารไปจังหวัดลำพูนไปเฝ้าสถานที่ราชการ เนื่องจากเกรงจะมีการวางระเบิด ต้องไปนอนอยู่ลำพูนเดือนเศษ ด้านอาหารเจ้าทางลำพูนจัดเลี้ยงให้

ขณะสมัครรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอแม่ริม ที่เขตติดต่อบ้านห้วยทรายและบ้านหนองปลามัน มีเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรลำหนึ่งถูกกระสุนปืน บินตกกลางทุ่ง ประมาณบ่ายสามโมง คนขับเป็นชาวอเมริกันผู้ใหญ่บ้านชื่อ นายสงัด ฉิมพลี ได้เข้าช่วยเหลือ เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชาวบ้าน นำไปพบนายอำเภอสมัยนั้น คือ นายสว่าง พรหมปฏิมา ทราบว่านำไปหลบซ่อนไว้ในค่ายกาวิละ ทหารญี่ปุ่นเมื่อรู้ว่ามีเครื่องบินถูกยิงตกก็เดินทางติดตามแต่เจอปัญหาค่ำคืน เสียก่อน พยายามค้นหาแต่ก็ไม่พบ”

เส้นทางที่ทหารญี่ปุ่นเดินทางไปทางแม่ฮ่องสอนเข้าประเทศพม่า คือ เส้นทางสายแม่มาลัย, ปาย

เส้นทางขากลับหลังจากทหารญี่ปุ่นพ่ายแพ้ มีข้อมูลว่า เส้นทางหนึ่ง คือ เส้นทางสายแม่ฮ่องสอน ขุนยวม แม่แจ่ม แม่วิน บ้านกาด หางดง ใช้เวลาเดินทางโดยเดินเท้าประมาณ 7 วัน ทหารญี่ปุ่นจะว่าจ้างชาวบ้านตำบลบ้านกาดไปแบก ข้าว อาหาร น้ำตาล จากที่เก็บสัมภาระของทหารญี่ปุ่น คือ ที่ว่าการอำเภอเก่าของอำเภอสันป่าตองที่ตำบลบ้านเปียง แบกไปส่งที่ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่มได้ค่าจ้างคนละ 300 บาท คนกลางในการติดต่อหาลูกจ้างชาวบ้าน คือ คุณทองดี อิสระชีวิน ซึ่งเป็น ส.ส. เชียงใหม่ในยุคนั้น ทหารญี่ปุ่นเดินทางจากทางแม่ฮ่องสอนและมาพักอยู่ที่บ้านกาดจำนวนมาก ไล่ต้อนวัว ม้า ช้างมาด้วย เนื่องจากเส้นทางไกลและลำบาก ช้าง ม้า วัว เดินทางไกล อดอาหาร มักมาตายที่บ้านกาด รวมทั้งทหารญี่ปุ่นมาเสียชีวิตที่บ้านกาดจำนวนมาก ที่พักของทหารญี่ปุ่น คือ โรงเรียนบ้านกาด และวัดม่าน ซึ่งเป็นวัดไทยใหญ่

เมื่อแพ้สงคราม อาวุธปืนที่ทหารญี่ปุ่นใช้ถูกยึดเก็บทั้งหมดรวมทั้งกระบี่ส่วนตัวด้วย นำเก็บไว้ที่ยุ้งข้าวของพ่อน้อยทา ที่บ้านกาด ต่อมาต้องใช้เกวียน 2 ลำขนไปเก็บที่ตำบลบ้านเปียง สันป่าตอง คาดว่ามีการทำลายโดยการเผาไม่กี่ปีมานี้ มีชาวญี่ปุ่นมาขุดหากระดูกทหารญี่ปุ่นที่ฝังอยู่นำกลับไปและสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่บริเวณโรงเรียนบ้านกาด (นายทา น้อยสุยะ อายุ 85 ปี, สัมภาษณ์)

ช่วงสงคราม นอกเหนือจากใช้สนามบินเชียงใหม่แล้ว มีข้อมูลว่า มีการจัดทำสนามบินชั่วคราวอีกแห่งหนึ่งที่บ้านสันข้าวแคบ ขึ้นกับหมู่ 3 และหมู่ 5 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีการปรับนาข้าวเป็นสนามบิน โรยทรายและใช้รถบดอัด สนามบินยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร มีเครื่องบินมาจอด 7 เครื่องนานๆครั้งจะมีทหารญี่ปุ่นใช้จักรยานยนต์แบบ 3 ล้อ มีนายทหารนั่งด้านข้างมาตรวจเยี่ยมเครื่องบินเหล่านี้นักบินเป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ละวันมีการฝึกบิน ใช้ผ้าผูกกับต้มมะขามใหญ่กลางทุ่งและบินใช้อาวุธปืนยิงจากเครื่องบิน ใช้ประมาณครึ่งปีเข้าหน้าฝน สนามบินแห่งนี้ก็เลิกไป ( ร.ต.ต.สิงห์แก้ว วงค์คำแดง อายุ 68 ปี อดีตตำรวจสภ.อ.หางดง)

สงครามโลกครั้งที่ 2 (ตอนที่ 5) “รุ่นเสาหิน”

“รุ่นเสาหิน” ไม่เกี่ยวข้องกับนักมวยดังที่ชื่อ สลักหิน แต่ประการใด แต่คำว่า “เสาหิน” มาจากชื่อของวัดเสาหิน ทางเข้าอยู่บริเวณหน้า สภ.ต.แม่ปิงสันป่าเลียง ขึ้นกับหมู่ 1 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ประมาณ 5 ก.ม.

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 เรื่อยมาจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 ญี่ปุ่นบุกไทย และใช้เป็นทางผ่านเข้าประเทศพม่า รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จำต้องยินยอมเพราะมิอาจต้านทานกำลังทหารของญี่ปุ่นได้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญใช้เป็นที่ตั้งกองกำลังและเป็นแหล่งเสบียงส่งให้ทหารญี่ปุ่นที่สร้างทางเข้าประเทศพม่า

การเข้ามาของทหารญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ได้ใช้วัดและโรงเรียนเป็นที่ตั้งกองกำลังส่งผลให้โรงเรียนต่างๆต้องหยุดการเรียนการสอน โดยเฉพาะโรงเรียนของฝรั่ง คือ ร.ร.ปรินซ์โรแยล, ร.ร.มงฟอร์ต, ร.ร.ดาราวิทยาลัยครู, อาจารย์ ที่เป็นชาวต่างชาติต้องหลบหนีออกจากประเทศไทย

ร.ร.ดาราวิทยาลัยนักเรียนส่วนใหญ่สมัครเข้าเรียนที่ โรงเรียนสตรี ศรีนคร บริเวณอาคารของบริษัทบิเนียวย่านใกล้วัดเกต เป็นอาคารปูน 2 ชั้น ซึ่งครู ร.ร.ดาราฯ มาเปิดสอน เปิดได้ประมาณ 3-4 ปีก็หยุดกิจการ นักเรียนอีกส่วนหนึ่งไปสมัครเข้าเรียน ร.ร.วัฒโนทัย ซึ่งในช่วงสงคราม โรงเรียนวัฒโนทัยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของทหารญี่ปุ่นโรงเรียนต้องย้ายไปเปิดสอนที่โรงเรียนฮั่วเอง ซึ่งเป็นโรงเรียนจีนอยู่บริเวณ ไนท์บาซ่าร์ในช่วงแรก และต่อมาย้ายไปเรียนที่วัดหนองผึ้ง เขตอ.สารภี ส่วน ร.ร.เรยีนาวิทยาลัย ใช้สถานที่เป็นโรงพยาบาลทหารช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ในยามสงคราม

ด้าน ร.ร.ยุพราช ย้ายไปเปิดการสอนที่บริเวณวัดเสาหินแดง วัดศรีบุญเรือง มีนักเรียนจากร.ร.ปรินซ์ฯและร.ร.มงฟอร์ตย้ายมาเรียน ร.ร.ยุพราชจํานวนมาก โดยชั้น ม.1-ม.3 เรียนที่วัดศรีบุญเรือง ส่วน ม.4-ม.6 เรียนที่วัดเสาหิน ซึ่งไม่ไกลกันนัก

ชั้น ม.1-ม.3 ซึ่งเรียนที่วัดศรีบุญเรืองขณะนั้นมีประมาณชั้นละ 2 ห้อง เท่านั้นไม่มากเหมือนเดิม เนื่องจากนักเรียนบางส่วนอพยพไปอยู่นอกเมือง บางส่วนก็เลิกเรียน การเรียนการสอนใช้ศาลาวัดเป็นที่เรียนมี 3 ศาลาพอดิบพอดี การกั้นห้องก็ใช้กระดานดํากั้น การเรียนในช่วงนั้นไม่ค่อยสม่ําเสมอ เรียนบ้าน หยุดบ้าง บางครั้งหยุดเป็นอาทิตย์ก็มี ขณะเรียนหากมีเสียงหวอก็ต้องหยุดและ วิ่งลงหลุมหลบภัยกันจ้าละหวั่น หลุมหลบภัยมี 2 แห่งในบริเวณวัดศรีบุญเรือง แห่งหนึ่งกลบแล้วและใช้เป็นพื้นที่สร้างโบสถ์ อีกแห่งหนึ่งยังเป็นหลุมใช้เป็น สระน้ําจนทุกวันนี้ การที่เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ประกอบกับครูไม่พอสอน ทําให้ ความรู้ของนักเรียนด้อยมาก ผลการสอบมักไม่ผ่านเกณฑ์ คือ 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ ในระดับชั้น ม.6 ใครที่ได้คะแนนเกิน 45 เปอร์เซ็นต์ทั่ว ประเทศ ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด เนื่องจากเล่ากันทั่วไปว่า บุตรนายกรัฐมนตรี ของไทยในยุคนั้นสอบได้แค่ 45 เปอร์เซ็นต์หากใช้เกณฑ์ 50 เปอร์เซ็นต์เหมือน เช่นเคยปฏิบัติจะต้องตกซ้ําชั้น นักเรียนชั้นม.6 ในรุ่นเดียวกันทั่วประเทศจึงได้รับ อานิสงฆ์นี้ทั่วหน้า ผ่านกันหมด เรียกรุ่นนี้ว่า “รุ่นม.6 โตโจ” คําว่า โตโจ เป็นชื่อนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงคราม(คุณอินสม ไชยชาววงศ์ สัมภาษณ์)

ส่วนชั้น ม.4-ม.6 เรียนที่วัดเสาหิน เนื่องจากไม่มีอาคารเรียน จึงต้องสร้างอาคารแบบง่ายๆ ใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก คุณประเทือง เธียรสิริ อายุ 72 ปี สมาชิกรุ่นเสาหินผู้หนึ่ง เล่าว่า “เดิมเรียนอยู่ ร.ร.ปรินซ์ ชั้น ม.2 อายุ 14 พอมีสงครามปั๊บ ได้ขึ้น ม.3 โดยไม่ต้องสอบ ร.ร.ปรินซ์ หยุดการสอนเป็นแห่งแรก เนื่องจากอาจารย์ฝรั่งหนีไปต่างประเทศ จึงย้ายไปเรียน ร.ร.ยุพราช เหมือนกับ นักเรียนคนอื่นๆ นักเรียนร.ร.มงฟอร์ต ก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ย้ายมาเรียนร.ร.ยุพราช ซึ่งให้นักเรียนชั้น ม.4-ม.6 ไปเรียนที่บริเวณวัดเสาหินในช่วงสงคราม ส่วนชั้น ม.3 ไปเรียนที่วัดศรีบุญเรือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน บริเวณวัดเสาหินค่อนข้างกว้าง สร้างอาคารเรียนแบบง่ายๆ ทําด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตองตึง อาคารละหนึ่ง ชั้นเรียน แต่ละชั้นมีหลายห้องก็ใช้กระดานดํากันเป็นห้อง แต่ละชั้นมีประมาณ 6 ห้อง ห้องหนึ่งมีนักเรียนประมาณ 35 คน

สมัยก่อนมีการเรียนวิชาพิเศษ เรียกว่า “ยุวชนทหาร” ยิ่งในช่วงสงคราม ทําให้นักเรียนสมัครเรียนกันมากขึ้น ทางการไม่บังคับใครไม่เรียนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเรียนกันได้แต่งเครื่องแบบยุวชนทหาร ชุดสีกากีแกมเขียวแบบทหาร แต่กางเกง เป็นขาสั้น หมวกหม้อตาลสีแบบทหาร ต้องไปฝึกที่ค่ายกาวิละ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง บางครั้งเวลาบ่าย บางครั้งก็เช้า ไม่แน่นอน ไปเรียนที่วัดเสาหิน ประมาณ 2 ปี สงครามเลิก กลับมาเรียนที่ร.ร.ยุพราชที่เดิม แต่เนื่องจากนักเรียน ย้ายมาจากที่อื่น จํานวนมาก ส่วนครูที่สอนมีน้อย บางคราวก็ต้องสอนกันเองก็มีนักเรียนมีตกซ้ำ ชั้นกันมาก”

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างอยู่ในภาวะสงคราม ทําให้การเรียน การสอนไม่เต็มที่มีการหยุดเรียนบ่อย โดยเฉพาะหลังจากมีการทิ้งระเบิดสถานี รถไฟในเดือนธันวาคม พ.ศ.2486 แล้วหลังจากนั้นมักมีเครื่องบินมายิงปืนกล กราดอยู่บ่อย ทําให้ผู้คนในเมืองเชียงใหม่ส่วนใหญ่อพยพหนีไปอยู่นอกเมือง บางส่วนที่เหลือไว้เฝ้าบ้านก็อยู่อย่างหวาดผวา เสียงหวอสัญญานให้หลบ ลงหลุมหลบภัยดังขึ้นบ่อยครั้ง ที่พึ่งด้านจิตใจของชาวบ้านยุคนั้น คือ คาถาอาคมที่พระละแวกบ้านมอบให้ท่องเพื่อให้แคล้วคลาดและบํารุงขวัญ

ผลจากสงคราม ส่งผลให้นักเรียนหลายคนเลิกการเรียน โรงเรียน ที่วัดเสาหินและที่วัดศรีบุญเรืองหยุดบ่อยขึ้น อาจารย์ท่านหนึ่ง คือ อาจารย์เล็ก ผาสุก สอนวิชาเลชาคณิต จึงเปิดสอนพิเศษเพิ่มเติมให้นักเรียนที่บ้านอยู่แถว วัดเสาหิน ด้านการสอนก็ขาดแคลนสมุดและตําราเรียน ต้องเก็บสมุดเก่าที่มีเนื้อที่เหลือมาใช้ต่อ อาจารย์ที่สอนก็ไม่มีตําราสอน โดยเฉพาะวิชาไวยากรณ์ภาษา อังกฤษและภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนชั้น ม.5 และ ม.6 หลังเสร็จสิ้นสงคราม แต่ละโรงเรียนเปิดทําการสอนเช่นเดิม นักเรียนที่ย้ายมาจากโรงเรียนปรินซ์ฯ โรงเรียนมงฟอร์ต ส่วนใหญ่ย้ายกลับไปเรียนโรงเรียนเดิม นักเรียนที่ย้ายกลับมา เรียน ม.5 ในช่วงหลังสงคราม มักเรียกกันว่า “รุ่นแมคอาเธอร์” เป็นชื่อนาย พลทหารของอเมริกาที่บุกรบกันญี่ปุ่นจนญี่ปุ่นยอมแพ้จากการถูกทิ้งระเบิดปรมณู (คุณประวิณ นิวาสวัต, สัมภาษณ์)

ปัจจุบันนักเรียนที่เคยเรียนที่วัดเสาหินและวัดศรีบุญเรือง ในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 มีการรวมตัวกันเป็นชมรม เรียกว่า ชมรมเสาหิน นัดพบปะและทํา กิจกรรมเพื่อสังคมกัน สมาชิกเกือบ 200 คน แต่หากนับอายุรวมกันคาดว่าไม่ต่ํากว่า หมื่นห้าพันปี.

Cr.สะป๊ะเรื่อง ตะวา, พ.ต.ท.อนุ เนินหาด/ข้อมูล, รูปภาพ