เพลงน้อยไจยากับบ้านวังสิงห์คำ

0
8436

เพลงน้อยไจยากับบ้านวังสิงห์คำ (ตอนที่1)

เพลงพื้นเมืองทางล้านนาเพลงหนึ่งที่มีความไพเราะเป็นที่ยอมรับกันคือ เพลงน้อยไจยา มีข้อเด่นตรงนอกจากทำนองไพเราะแล้ว ด้านเนื้อหาที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่ของคนเมือง เชียงใหม่ในสมัยก่อนหลายประการ

เนื้อเพลงขึ้นต้นได้อย่างจับใจว่า
“ดวงดอกไม้ เบ่งบานสลอน ฝูงภมร ภู่เผิ้งสอดไซ้
ดอกพิกุล ของเปิ้นต้นใต้ ลงปั๊ดไม้ ไปเถิงบ้านตู่ ฮู้แน่ชัด
เข้าสอดสองหู ว่าสีจมปู ถูกป้ำเก๊าเนิ้ง เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเสิ้ง
ล้ำกิ่งเนิ้ง ป๋ายโก้นตวยแนว ดอกพิกุล ก็คือดอกแก้ว
ก็เป็นของเปิ้น แล้วเนอ”

ชื่อเพลงอาจเป็น น้อยไชยา แต่การออกเสียงเป็น น้อยไจยา ผู้สูงอายุหลายคนบอกว่า อาจเป็นทำนองเพลงที่สืบทอดกันมานานและชาวบ้านใช้เล่นเพลงซอพื้นเมืองเรื่อยมา

มีประวัติว่า หลังจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จกลับมาประทับที่เมืองเชียงใหม่เป็นถาวรเมื่อปี พ.ศ.2457 ได้ทรงพัฒนาด้านนาฏศิลป์และการดนตรีหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ทรงให้ท้าวสุนทรโวหาร ซึ่งเป็นเสนาแผนกอาลักษณ์ของเจ้าอินทวโรรสฯ แต่งบทละครเรื่อง “น้อยไชยาหรือน้อยไจยา”หรือ”ไจยา-แว่นแก้ว” โดยพระองค์ได้แนวความคิด มาจากละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

เพลงน้อยไจยานี้ ต่อมาเป็นเพลงที่มักร้องประกอบการฟ้อนชุดน้อยใจยา ที่เป็นการฟ้อนคู่ นิยมฟ้อนตามช่างฟ้อนศรัทธาวัดต่างๆ โดยจะแต่งตัวเป็นชายและหญิงคู่กันไป

เนื้อหาของเพลงเป็นการตัดพ้อกันระหว่างคู่รัก ฝ่ายชายชื่อ “น้อยไจยา”จึงใช้เป็นชื่อเพลง “น้อย” หมายถึงผู้ที่ผ่านการบวชเณรมาแล้ว ชื่อคือ “ไจยา” คนเก่าๆบอกว่า เป็นชื่อแบบชาวบ้านมาก ความหมายน่าจะหมายถึงขวัญใจของพ่อแม่อะไรทำนองนั้น ปัจจุบันไม่มีใครตั้งชื่อลูกเช่นนี้แล้วน้อยไจยา จึงต้องเป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป มิได้เกิดในตระกูลพ่อค้าคหบดีหรือข้าราชการแต่อย่างใด

ฝ่ายหญิง ชื่อว่า “แว่นแก้ว” คาดว่าเป็นหญิงงานที่มีชายหลายคนหมายปอง รวมทั้งชายร่ำรวยจากย่าน “วัดสิงห์คำ” คือ หมู่บ้านในเขตเมืองเชียงใหม่ อยู่ติดแม่น้ำปิงฝั่งด้านตะวันตก อยู่ติดกับที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ด้านทิศเหนือเรื่อยไปจนถึงบ้านป่าตัน

เนื้อหาของเพลงน้อยไจยานี้ใช้ “คำเมือง” โบราณ แม้คนเมืองจริงๆบางคำกฌไม่ทราบความหมายจนได้ผู้รู้บางคนอธิบายความหมาย จึงได้รู้สึก ซาบซึ้งกับคู่รกคู่นี้ น้อยไจยากับแม่แว่นแก้ว

ชาย“มวลดอกไม้เบ่งบานสลอน ฝูงภมรแม่เผิ้งสอดไซ้ ดอกพิกุล ของเปิ้นตนใต้ ลงปั๊ดไม้มาสู่บ้านตู๋” เพลงเริ่มต้นด้วยให้เห็นภาพดอกไม้ที่เบ่งบานสวยงามมีแมลงบินตอม และโยงมาถึงต้นพิกุลต้นทางทิศใต้ ซึ่งลดพัดมาทางบ้าน “ตู๋” หมายถึง “เรา” บ้านของเรา อะไรทำนองนั้น

“ฮู้แน่ชัดเข้าสอดสองหู ว่าสีชมปูถูกป้ำเก๊าเนิ้ง เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเสิ้ง ลำกิ๋งเนิ้งป๋ายโก้นตวยแนว ดอกพิกุลก็คือดอกแก้ว ไป๋เป๋นของเปิ้นแล้วเนอ” ฝ่ายชาย คือ น้อยใจยา เริ่มตัดพ้อว่า รู้แน่โดยฟังมาทั้งสองหูเลยว่าสีชมพู ซึ่งอาจหมายถึงฝ่ายหญิง คือ สาวแว่นแก้ว ถูกป้ำเก๊านิ้ง หมายถึง ถูกทำให้ลำต้น (หากเปรียบกับต้มไม้) เอนเอียงไป เมื่อลำต้นนอนเสียแล้ว กิ่งก้านก็คงต้งหวั่นไหวไปด้วยแน่ และฝ่ายชายสรุปตัดบมเลยว่า “หป๋เป็นของเปิ้นแล้วหนอ” เศร้าจัง

ฝ่ายหญิง แม่แว่นแก้ว ตอบโต้บ้าง
“แต๋มเก๊าเนิ้งกิ่งมันบ่ถอน บ่ไหวเฟือนคอน เตี้ยงมั่นแต๊เล้าต๋ามกำลม (-ตามคำพูดของผู้คน) ตี้ปั๊ดออกเข้า มีแต่เก๊าไหลหวั่นคอนเฟือน กิ่งมันแต๊บ่แซเสมือน บ่เหมือนลมเจยำเพนก็เกื้อนั้น…” หญิงก็โต้ตอบอย่างมั่นใจตัวเองว่า แม้ลำต้นจะกระทบบ้างแต่กิ่งและใบไม้สั่นคลอนไปด้วยเป็นก็แค่คำพูดของคนก็เท่านั้นเอง นั่นแสดงว่าทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่งกินแหนงแคลงใจเกี่ยวกับความรักของท้งคู่มาแล้ว

“อันใจ๋คำญิงน้องหนิมเตี้ยงมั่น บ่เป๋นของเปิ้น คนใดยัง เป๋นกระจกแว่นแก้วเงาไส บ่ไหวคอนเหงี่ยงจ๊ายเนอ” หญิงแว่นแก้วให้ความมั่นใจว่า จิดฝจยงไม่สั่นคลอน เที่ยงมั่น ยังไม่วอกแวกไปกับหนุ่มคนไหน ยังเป็นแว่นแก้วที่ใสบริสุทธิ์เช่นเดิม (เจ้า)

แต่ฝายชาย คือ น้อยไจยาก็ใช่ว่าจะเชื่อได้โดยง่าย เพราะข่าวที่ได้รับมามันเหลือที่จะทำใจได้ จึงกล่าวแบบไม่เกรงใจเลยว่า

“ตั๋วปี้น้อยจะขอถาม ต๋ามกำลมที่เปิ้นเล่าอู้ ว่านายมีจู๊อยู่บ้านวัดสิงห์คำ ฝ่ายตางปู๊นเปิ้นมาใส่ประจำ บ้านวัดสิงห์คำเปิ้นมาหมั้นก็ไว้แล้ว…” แปลได้ว่า ตัวพี่ (น้อยใจยา) จะขอถามหน่ยเกิด ที่คนเขาพูดกันว่า แม่แว่นแก้ว ยืนยันว่าไม่ได้ “จุ๊” ให้น้องขุ่นข้องใจ ประสงค์แต่งงานให้เป็นภรรยาาด้วย และยกให้เป็น “นางจ้างแก้ว” อาจยกย่องเป็นช้างแก้ว ม้าแก้ว เหมือนดังนางในดวงงใจเยทีเดียว ส่วน “สิเนห์” หมายถึงเสน่หา คือ รักสุดหัวใจ อะไรทำนองนั้น หากพี่โกหกขอให้ฟ้าผ่าแม่เธอตายไปเลยแทนที่จะให้ฟ้าผ่าพ่อน้อยใจยา กลับไปให้ผ่าแม่ยายเสียนี่ ความร้ายกาจมากเลย จึงโดยแม่แว่นแก้วหยิกเข้าให้ที่ต้นแขนแบบกื่งหมั่นไส้

หนุ่มน้ยไจยา ต่อว่า “…ลูกแม่ญิงฟู่เล่นดาย (เดิมใช้คำว่า ฟู่ต่อมาคำร้องระยะหลังใช้คำว่า อู้) ลูกป้อจาย ฟู่แต้ก็บ่คืน (เดิมใช้คำว่าบ่ปั๊ง)จะหลอนนายต๋าย เป๋นไก่ตั้ง ปี๋น้อยจะต๋าย เป๋นคืนฟู้ฮื่อถูก วันพูกบ่ขืน ฟู่เมือคืน ตึงบ่ขึ้นเมื่อเจ๊า อั๋นก๋ารฮักกั๋น กับข้าตึงเจ้า เป๋นเหมือนเหล้า กับป๋าง ปากกำใด ปี้ก็ตึงใฝ่อ้าง ใจ๋บจ๋างจาก น้องเนอ “ จบ

พ่อนายน้อยไจยา ยกคำเปรียบเปรยความรักของตัวเองที่มั่นคงกับแม่นายแว่นแก้วว่า ผู้หญิงนั้นพูดเล่นได้แต่ผู้ชายพูดจริงแน่ๆ หากน้องตายและเกิดเป็นไก่ตั้ง คือ ไก่ที่ขยันขันในตอนใกล้รุ่ง พี่จะขอเกิดเป็นเวลากลางคืนเสมอ เพื่อจะได้อยู่กับน้องและฟังน้ำเสียงของน้องอยู่ตลอดเวลา คือ ไม่ให้สว่างกันเลยล่ะ หากน้องเป็นเหล้าพี่ก็ขอเป็นป๋าง คือ แก้วเหล้าที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ และนายน้อยใจยาสรุปแบบจับใจว่าคำพูดอย่างไรความรักที่มีต่อน้องก็เป็นแบบนั้นเลย

เนื้อหาของเพลงน้อยไจยากล่าวถึงชายร่ำรวยแห่งบ้านวังสิงห์คำที่ให้ผู้ใหญ่มาติดต่อขอหมั้นสาวแว่นแก้ว นั่นหมายถึง บ้านวังสิงห์คำ ย่อมมีคนที่ฐานะร่ำรวย

ชายผู้นี้อาจมาจากตระกูลชนะนนท์, สุขเกษม, สุกัณศีล, พิมพ์สมบัติหรือศรีมงคล ตระกูลค้าไม้แห่งบ้านวังสิงห์คำ

(จากหนังสือดารารัศมี สายใยรักสองแผ่นดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์ ขอขอบคุณ คุณบุญคิด วัชรศาสตร์และคุณสมหวัง ฤทธิเดช ศรัทธาวัดเกตการามที่ช่วยด้านเนื้อเพลงบางส่วนและเปลเนื้อหา)

หมายเหตุ มีบางท่านแย้งมาว่าข้อความว่า “…ลูกแม่ญิงฟู่เล่นดาย ลูกป้อจาย ฟู่แต้ก็บ่คืน จะหลอนนายต๋าย เป๋นไก่ตั้ง ปี้น้อยจะต๋าย เป็นคืนฟู้ฮื่อถูก วันพูกบ่ขืน ฟู่เมื่อคืน ตึงบ่ขึ้นเมื่อเจ๊า…” คำว่า จะหลอนนายต๋ายเป๋นไก่ตั้ง ปี้น้อยจะต๋าย เป๋นคืน “คืน” นั้นไม่น่าจะหมายถึงกลางคืนแต่น่าจะหมายความถึง “คืน” ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายแร้วซึ่งเป็นเครื่องมือดักสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง เดิมนั้นคุณสมหวัง กรรมการวัดเกตการามแปลมาให้เปรียบเทียบเรื่องความรักความผูกผัน ระหว่างไก่ตั้ง คือ ไก่ที่ตื่นมาขันแต่ฟ้ายังไม่แจ้งกับกลางคืนที่บ่งบอกความผูกพันกัน แต่ความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวกับไก่ต้งกับเครื่องดัก ก็น่าจะผูกพันกันมากพอดู.

เพลงน้อยใจยากับบ้านวังสิงห์คำ (ตอนที่2)

เพลงน้อยไจยา เป็นเพลงพื้นเมืองของล้านนาที่แทบทุกคนคุ้นเคยทำนองเพลงนี้ ชื่อเพลงอาจเป็น น้อยไชยา แต่การออกเสียงเป็น น้อยไจยา

มีประวัติว่า หลังจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาประทับที่เมืองเชียงใหม่เป็นถาวรเมื่อปี พ.ศ.2457 ได้ทรงพัฒนาด้านนาฏศิลป์และการดนตรีหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ทรงให้ท้าวสุนทรโวหาร ซึ่งเป็นเสนาแผนกอาลักษณ์ของเจ้าอินทวโรรสฯ แต่งบทละครเรื่อง “น้อยไชยาหรือน้อยไจยา” หรือ “ไจยา-แว่นแก้ว” โดยพระองค์ได้แนวความคิดมาจากละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้าของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (จากหนังสือดารารัศมีสายใยรักสองแผ่นดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์)

ผู้สูงอายุบอกว่าเป็นทำนองเพลงที่สืบทอดกันมานานและ ชาวบ้านทั่วไปมักใช้เล่นเพลงซอพื้นเมือง
เพลงน้อยไจยา ขึ้นต้นด้วยคำว่า
“ดวงดอกไม้ เบ่งบานสลอน ฝูงภมร ภู่เผิ้งสอดไซ้
ดอกพิกุล ของเปิ้นต้นใต้ ลงปั๊ดไม้ ไปเถิงบ้านตู่ ฮู้แน่ชัด
เข้าสอดสองหู ว่าสีจมปู ถูกป้ำเก๊าเนิ้ง เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเสิ้ง
ล้ำกิ่งเนิ้ง ป๋ายโก้นตวยแนว ดอกพิกุล ก็คือดอกแก้ว
ก็เป็นของเปิ้น แล้วเนอ”

เนื้อหาของเพลงเป็นการตัดพ้อกันระหว่างคู่รัก ฝ่ายชายชื่อ “น้อยไจยา” จึงใช้เป็นชื่อเพลง “น้อย” หมายถึงผู้ที่ผ่านการบวชเณรมาแล้ว ฝ่ายหญิง ชื่อว่า “แว่นแก้ว” คาดว่าเป็นหญิงงามที่มีชายหลายคนหมายปองรวมทั้งชายร่ำรวยจากย่าน “วังสิงห์คำ” คือ หมู่บ้านในเขตเมืองเชียงใหม่อยู่ติดแม่น้ำปิงฝั่งด้านตะวันตก อยู่ติดกับที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ด้านทิศเหนือเรื่อยไปติดกับบ้านป่าตัน

เนื้อหาของเพลงบ่งบอกความน้อยเนื้อต่ำใจของ น้อยไจยาที่มีฐานะไม่ดี ต่างกับชาววังสิงห์คำที่มีฐานะดีกว่าและติดต่อหมั้นหมายแม่แว่นแก้วไว้แล้ว

การที่เนื้อเพลงบ่งบอกว่า ถึงชายหนุ่มฐานะร่ำรวยที่มาจากบ้านวังสิงห์คำ ย่อมบ่งบอกถึงความสำคัญของบ้านวังสิงห์คำว่าผู้คนมีฐานะดีกว่าย่านอื่น มิฉะนั้นแล้วก็น่าจะบอกว่าชายร่ำรวยจากบ้านช้างม่อย บ้านพวกแต้ม บ้านช้างเผือก บ้านฟ้าฮ่าม บ้านฮ่อม บ้านพระสิงห์ เป็นต้น

ย่านหรือหมู่บ้านอื่นอาจมีคนรวยอยู่บ้าง แต่ที่บ้านวังสิงห์คำ เชื่อว่ามีคนรวยมากกว่า

บ้านวังสิงห์คำ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงมีถนนคั่นระหว่างแม่น้ำปิงกับบ้านชาวบ้าน ฝั่งตรงข้ามบ้านที่ติดแม่น้ำปิง เมื่อเกิดเป็นที่ดินงอกเพิ่มหน้าบ้านใครก็ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์เจ้าของบ้านนั้น ต่อมาจึงมีการอนุญาตให้ออกเอกสารสิทธิ และเนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำปิง สะดวกในการนำไม้ซุงมาไว้ในบ้าน ชาวบ้านวังสิงห์คำหลายครอบครัว จึงสร้างฐานะด้วยการทำโรงเลื่อยไม้ในบริเวณบ้าน โดยใช้เลื่อยแรงคน ซึ่งย่านอื่นแทบจะไม่มีโรงเลื่อย ดังนั้นหากชาวเมืองเชียงใหม่จะทำบ้าน ซึ่งสมัยก่อนสร้างด้วยไม้ทั้งสิ้นก็จะต้องมาสั่งซื้อที่ย่านบ้านสิงห์คำแห่งนี้ การบรรทุกไปส่งตามบ้านก็ใช้เกวียนเป็นหลัก (คุณบุญนำ สุกัณศีล, สัมภาษณ์)

อาชีพทำไม้ต้องมีทุนรอนพอสมควรเพื่อซื้อไม้ซุง อีกทั้งต้องมีทุนในการจ้างคนงานมาเลื่อยและขายทำกำไร อาจเนื่องจากมีผลกำไรดีจึงมักเรียกพ่อค้าไม้ย่านวังสิงห์คำว่า “พ่อเลี้ยง” แทบทั้งสิ้น

ตระกูลทำโรงเลื่อยและค้าไม้แปรรูปบ้านวังสิงห์คำมีอยู่หลายตระกูลได้แก่
ตระกูลขนะนนท์ เริ่มต้นจากขุนกันชนะนนถี
ตระกูลสุขเกษม เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม
ตระกูลสุกัณศรี เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศิลป์
ตระกูลพิมพ์สมบัติ เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยหมู พิมพ์สมบัติ อดีตกำนันตำบล ป่าตัน
ตระกูลศรีมงคล เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้องเป็ง ศรีมงคล

นอกจากนี้ยังมีตระกูลพ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ พ่อเลี้ยง หม่องถ่อ ชาวพม่าที่มาตั้งรกรากอยู่บ้านวังสิงห์คำ เป็นต้น

หากจากตลาดเทศบาลนครเชียงใหม่ไปด้านทิศเหนือ ปัจจุบันคือ ตลาดเมืองใหม่ ติดกับตลาดเมืองใหม่เป็นบ้านของพ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศิลป์ ถัดไปประมาณ 100 เมตร เป็นบ้านของขุนกันชนะนนท์ (เดิม คือ ขุนกันชนะนนถิ ต่อมามักเรียกกันติดปากว่าขุนกันชนะนนท์) ถัดไปประมาณ 200 เมตรเป็นบ้านของพ่อเลี้ยงน้อยหมู ทิพย์สมบัติ ถัดไปเป็บ้านพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม และเลยไปเป็นบ้านพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง ศรีมงคล จากนั้นเป็นบ้านชาวบ้านอีกไม่กี่หลังและสิ้นสุดถนนที่ลาดด้วยหิน ณ บริเวณนี้ หลักจากนั้นเป็นบ้านป่าตันที่เป็นทางโคลน (คุณบุญศรี สุขเกษม, สัมภาษณ์)

ตระกูล “ชนะนนท์” เริ่มต้นจากขุนกันชนะนนถี ชื่อเดิมคือ “ส่างกะณะ” เป็นบุตรของจะเลวุณณะและนางอิ่ง (ชาวไทยใหญ่) เกิดที่รัฐียงตุง ประเทศพม่า บิดามารดาพร้อมทั้งญาติอพยพมาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนประกอบอาชีพค้าขายระหว่างแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ โดยรับซื้อสินค้าจำพวกผ้าไหม ยารักษาโรคจากพม่า และบรรทุกม้าต่าง มาขายที่เมืองเชียงใหม่ ต่อมาได้พบปะและคุ้นเคยกับครอบครัวของแม่วันดี บุตรสาวของพญานาวาและแม่อินหวัน แห่งบ้านวังสิงห์คำ จึงเกิดรักใคร่ชอบพอ

พญานาวา เป็นต้นสกุล นาวาระ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านสมัยเจ้าอินทโรรสสุริยวงศ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 7 มีหน้าที่ดูแลบ้านวังสิงห์คำ บ้านป่าตัน บ้านเมืองลัง บ้านเชียงยืนและบ้านสันทรายหลวง ประมาณปี พ.ศ.2444 ด้วยเหตุที่ส่างกะณะมีความเอางานเอาการขยันหมั่นเพียร พญานาวาจึงอนุญาตให้แต่งงานกันและส่างกะณะพักอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายภรรยากลายเป็นชาวบ้านบ้านวังสิงห์คำนับแต่นั้น

นอกเหนือจากอาชีพค้าขายแล้ว ส่างกะณะประกอบอาชีพทำไม้โดยรับช่วงจากบริษัทเบอร์มาฯ ตัดไม้ซึ่งสมัยนั้นมีรายได้ดี นอกจากนั้นยังรับซื้อไม้บางส่วนมาเลื่อยเป็นแผ่นขายให้ชาวบ้านอีกด้วย ที่บริเวณบ้านจึงทำเป็นโรงเลื่อยที่ใช้แรงคน ด้วยความมานะหมั่นเพียรของส่างกะณะทำให้ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นคหบดีคนหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

ขุนกันชนะนนถี

ในช่วงที่มีการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ โดยการนำของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พระโอรสพระองค์หนึ่งของรัชการที่ 5 ทรงพัฒนาสนามบินเชียงใหม่และทรงตั้งกองบินขึ้นในปี พ.ศ.2457 การปรับพื้นที่เพื่อสร้างเป็นสนามบิน ส่างกะณะได้ช่วยเหลือโดยเกณฑ์ผู้คนและสละทรพย์ช่วยเหลือราชการด้านนี้จนงานสำเร็จ ทางราชการโดยเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ฯ ได้เสนอชื่อ ขอพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนกันชนะนนถี” เมื่อปี พ.ศ.2460 ชาวเมืองเชียงใหม่ทั่วไปเรียกกันว่า “ขุนกัน”

และสิ่งที่เป็นเกียรติยศของขุนกันและครอบครัวต่อมา คือ ขุนกันได้เป็นหลักในการช่วยเหลือพระครูบาศรีวิชัยในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในปี พ.ศ.2477 โดยเฉพาะช่วงโค้งสูงชันก่อนที่จะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพที่สร้างยาก ขุนกันได้รับอาสาจากครูบาศรีวิชัยและนำคนงานจากบ้านมาช่วยและสละทรัพย์ส่วนตัวจนทางโค้งนี้สำเร็จด้วยดี ครูบาศรีวิชัยจึงตั้งชื่อโค้งที่ขุนกันชนะนนท์สร้างนี้ว่า “โค้งขุนกัน” และเรียกกันมาจนทุกวันนี้ (จากหนังสือ 55 ปีถนนศรีวิชัยช่วงสุดท้าย, 2532)

นอกเหนือจากการไม้โดยรับจ้างจากบริษัทบอมเบย์ เบอร์ม่าแล้ว ในปี พ.ศ.2480หมดสัญญาชักลากไม้จึงเริ่มนำรถบรรทุกที่ชักลากไม้บางส่วนมาทำเป็นรถบรรทุกคอกหมูวิ่งรับส่งเป็นรถโดยสารระหว่างในเมืองเชียงใหม่กับอำเภอในสายเหนือตั้งแต่อำเภอแม่ริมเรื่อยไปจนถึงอำเภอฝาง เนื่องจากขุนกันฯ เริ่มมีอายุมาก จึงมอบให้ลูกๆ คือ คุณบุญปั๋น ชนะนนท์, คุณคำดวง ชนะนนท์ น้องชาย, คุณบุญศรี ธัมธมาลา พี่เขยและคุณอุ่นเรือน ยุตบุตร เพื่อนของคุณบุญปั๋นร่วมกันดำเนินกิจการ เป็นหุ้นส่วนสามัญ รถโดยสารครั้งแรกประมาณ 8 คัน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าเป็นกิจการรถโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น

เดิมตั้งชื่อว่า ห้างหุ้นส่วน ส.ร.ท. คือ สหายรถยนต์ไทย ภายหลังเปลี่ยน เป็น ส.ร.ช. คือ สหายรถยนต์เชียงใหม่ เป็นรูปบริษัท ซื้อที่ดินตลาดบุณอยู่ ข้างโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย มี ร.ต.คำปัน เป็นเจ้าหน้าที่บัญชีหลังหมดสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทบอมเบย์ฯ ว่าจ้างไปขนชักลากไม้เหมือนเดิม โดยออกทุนซื้อรถลากไม้ใหม่ 4 คัน เป็น รถรุ่น 46 พวงมาลัยซ้ายซื้อรถเก่าจากลำปางมาเพิ่มอีก 2 คัน กิจการก้าวหน้าดี ภายหลังมีปัญหาเรื่องการทุจริตของหุ้นส่วนบางคน และปัญหาคนขับบางคนใช้รถขนฝิ่นจาก อำเภอฝางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฝิ่นมีการค้ากันมา จนมีการประชุมกรรมการบริษัทและยุบเลิกบริษัท ขายกิจการแบ่งปันหุ้นกัน เลิกกิจการประมาณปี พ.ศ2497 (คุณคำจันทร์ ชนะนนท์, สัมภาษณ์)

คุณลุงคำจันทร์ ชนะนนท์ เป็นหลานคนหนึ่งของขุนกันชนะนนท์เล่าเกี่ยวกับอาชีพทำไม้ของครอบครัวว่า

“ที่บ้านพ่อเลี้ยงขุนกัน ทำเป็นโรงเลื่อยแปรรูปด้วยมือ มีคนงาน 10 กว่าคน ไม้ซุงที่นำมาแปรรูปมาจากสองทาง คือ ทางหนึ่งจากไม้เกรดต่ำที่บริษัทบอมเบย์คัดออกและขายให้ผู้รับช่วง คือ พ่อเลี้ยงขุนกัน อีกทางหนึ่งรับซื้อจากชาวบ้านที่ตัดมาขาย สมัยก่อนไม้ทางอำเภอพร้าว แปรรูปหยาบๆ ทำเป็นแพล่องแม่น้ำปิงมาขายให้ ได้มาแล้วก็มาเลื่อยซอยอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนหลังเลิกเนื่องจากมีโรงเลื่อยเครื่องยนต์มาเปิดและรัฐบาลไม่อนุญาตให้ตั้งเพิ่ม ความจริงก่อนหน้านี้ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ ปี พ.ศ.2489 ก็มีโรงเลื่อยยนต์มาเปิดเป็นของนายภู่เทียม ลินพิศาล ตั้งอยู่ที่บ้านฟ้าฮ่าม ใกล้กับร้านข้าวซอยลำดวนขณะนี้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นค่าใช้จ่ายสูงและจำหน่ายได้น้อยไม่คุ้มกับการลงทุน โรงเลื่อยยนต์ก็เลิกไป หลังปี พ.ศ.2500 เริ่มมีโรงเลื่อยยนต์มาอีกครั้งหนึ่ง ทางครอบครัวขุนกันก็เดินเรื่องขออนุญาตตั้งโรงเลื่อย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีโควต้าแล้ว อนุญาตให้ไม่กี่รายส่วนหนึ่งเราสู้การวิ่งเต้นในระบบธุรกิจแบบใหม่ไม่ได้ จึงต้องเลิกธุรกิจโรงเลื่อย”

ขุนกันชนะนนท์ สมรสกับแม่วันดี ชนะนนท์ มีบุตรธิดาถึง 12 คน ปัจจุบันมีรุ่นหลานรุ่นเหลนไม่น้อย

ตระกูลอื่นๆ ของบ้านวังสิงห์คำ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลสุขเกษมที่เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม ตระกูลสุกัณศีลที่เริ่มต้นจากพ่เลี้ยงบุญทา ตระกูลพิมพ์สมบัติที่เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยหมู ตระกูลศรีมงคลที่เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง ก็มีประวัติความเป็นมาและร่ำรวยไม่แพ้ตระกูลชนะนนท์เช่นกัน

เพลงน้อยใจยากับบ้านวังสิงห์คำ (ตอนที่3)

เพลงน้อยไจยา เป็นเพลงที่หลังจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จกลับมาประทับที่เมืองเชียงใหม่ เป็นถาวรเมื่อปี พ.ศ.2457 ได้ทรงพัฒนาด้านนาฏศิลป์ และการดนตรีหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ทรงให้ท้าวสุนทรโวหาร ซึ่งเป็นเสนาแผนกอาลักษณ์ของเจ้าอินทวโรรสฯแจ่งบทละครเรื่อง “น้อยไชยาหรือน้อยไจยา” หรือ “ไจยา-แว่นแก้ว” โดยพระองค์ได้แนวความคิดมาจากละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (จากหนังสือดารารัศมี สายใยรักสองแผ่นดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์)

เนื้อเพลงกล่าวถึงรักสามเส้า คู่รักคือ น้อยไจยาและสาวแว่นแก้วซึ่งคงรักกันมานาน ส่วนมือที่สาม คือ หนุ่มจากบ้านวังสิงห์คำ ในเนื้อเพลงไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่มีฐานะร่ำรวยส่งผู้ใหญ่มาทาบทามสาวแว่นแก้วแล้วทำให้หนุ่มน้อยไจยารู้สึกแย่แล้วจึงนัดหมายสาวแว่นแก้วมาปรับทุกข์ผูกใจกันที่น้ำตกห้วยแก้ว สถานที่เที่ยวพักผ่อนของคนเมืองเชียงใหม่ในอดีต

เนื้อเพลงบ่งบอกหนุ่มร่ำรวยจากบ้านวังสิงห์คำ ย่านที่ถัดจากสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ไปทางด้านเหนือ อยู่ติดแม่น้ำปิง ศึกษาแล้วย่านวังสิงห์คำสมัยก่อนมีฐานะร่ำรวยอยู่หลายตระกูล เนื่องจากมักมีอาชีพทำไม้ คือ ซื้อไม้สักมาแปรรูปเป็นไม้แผ่นและขายปลีก คนเมืองเชียงใหม่มักมาซื้อไม้จากบ้านวังสิงห์คำไปทำบ้าน ตระกูลหนึ่ง คือ ตระกูลชนะนนท์ เริ่มจากขุนกันชนะนนถี

ขุนกันชนะนนถี สมรสกับแม่วันดี ชนะนนท์ มีบุตรธิดา คือ

1.นางคำเชย สมรสกับ นายบุญศรี ธัมทะมาลา บุตรธิดา 4 คน คือ นางสุนันทา(สมรสกับพล.ต.ท.เดช ขัตพันธ์), นางแสดงดาว(สมรสกับนายกัมพล สุขเกษม), นายสุชาติ ธัมทะมาลา และนางแสงคำ (สมรสกับนายนิวัต พนายางกูร)

2.นายบุญปั๋น สมรสกับนางบัวเขียว รัตนนิคม บุตรธิดา 8 คน คือนางสำราญ (สมรสกับนายศักดิ์ วัฒนากูล), นายสมจิตต์ (สมรสกับนางพัชราภรณ์ อิสสระภาพ), นางพิศมัย (สมรสกับนายสมบูรณ์ อินทวิวัฒน์), นายศิริ (สมรสกับนางศิริภา บุญจันทร์), นางสาวพัฒนุช ชนะนนท์และนายสนั่น(สมรสกับนางผ่องเพ็ญ ต๊ะรังษี)

3.นายคำดวง สมรสกับนางยอดคำ มณีวรรณ

4.นางสาวจันทร์หอม ชนะนนท์

5.นางบุญมี สมรสกับนายบุญชื่น ชูสุวรรณ

6.นายเมืองใจ ชนะนนท์

7.นางจันทร์สม สมรสกับเจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่ มีบุตรธิดา 4 คน คือ เจ้าวงศ์สัก (สมรสกับนางชนิดา), เจ้าสมพงษ์ (สมรสกับนางอัมรา สิริสิงห์), เจ้าเติมศักดิ์ (สมรสกับนางกิ่งแก้ว วรการบัญชา) และเจ้าพิมพกา ณ เชียงใหม่

8.นายทองอินทร์ (สมรสกับนางสุนทรีย์ มะลิวัลย์) บุตรธิดา 5 คน

9.นางสิริวัลย์ (สมรสกับนายชั้น มิ่งขวัญ) บุตรธิดา 4 คน

10.ด.ช.แดง ชนะนนท์

11.น.ส.ทองคำ ชนะนนท์

12.นางศิรินวล (สมรสกับนายประสาตร์ จีรมณีนัย) บุตรธิดา 4 คน (จากหนังสือ 55 ปี ถนนศรีวิชัยช่วงสุดท้าย ญาติพี่น้องจัดพิมพ์, 2532)

ตระกูล “สุขเกษม” เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม อาชีพเป็นพ่อค้าไม้สักโดยมักค้าขายกับบริษัทฝรั่งชาวอังกฤษ ฐานะร่ำรวยขนาดที่ซื้อรถยนต์คันแรก ของบ้านวังสิงห์คำสมัยที่รถยนต์มีไม่กี่คันในเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น นอกจากนี้ยังบุกเบิกที่ดินต่างอำเภอจึงครอบครองที่ดินนับพันไร่ คุณบุญศรี สุขเกษม รุ่นหลานของพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น เล่าเรื่องคุณตาว่า

“ผมทันเห็นพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น ที่เป็นคุณตา ค้าขายไม้กับฝรั่งชาวอังกฤษจึงสนิทสนมกับทางกงสุลอังกฤษมาก รถยนต์คันแรกที่คุณตาซื้อก็สั่งมาจากประเทศอังกฤษโดยกงสุลอังกฤษสั่งซื้อให้ เรียกสมัยนั้นว่า รถกูบ เปิดประทุนได้เป็นรถยนต์คันแรกของบ้านวังสิงห์คำ ต่อมาพ่อเลี้ยงบุญปั๋น ชนะนนท์ ลูกชายของขุนกันฯ ซื้อเป็นคันที่สอง สมัยนั้นประมาณปี พ.ศ.2480 ผมอายุประมาณ 7-8 ขวบ ได้นั่งรถคนนี้ไปตากอากาศนอกเมืองอยู่บ่อยๆ สมัยนั้นรถในเมืองเชียงใหม่มีไม่กี่คัน มีของเจ้าแก้วนวรัฐเป็นรถคันใหญ่ มีรถของหลวงศรีประกาศ รถของเถ้าแก่โหวง ร้านเตียงเม่งไถ่ หลักๆ ของคนมีรถยนต์สมัยนั้นก็แค่นี้

พ่อเลี้ยงน้อยตั๋น และภรรยาแม่เลี้ยงบัวเขียว สุขเกษม

“บ้านของคุณตากว้างเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ติดแม่น้ำปิง สร้างปี พ.ศ.2469 มีปีพ.ศ.ที่สร้างเขียนไว้ที่บ้าน สมัยนั้นราคาประมาณ สี่ถึงห้าหมื่นบาท ปัจจุบันบ้านหลังนี้ขายต่อไปแล้ว สมัยนั้นในบริเวณบ้านมีโรงเลื่อยไม้แบบใช้คนเลื่อคนงานประมาณ 30-40 คน นอกจากนี้คุณตามีโรงสีข้าวอยู่ที่ถนนห้วยแก้วก่อนถึงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยสีข้าวโดยใช้พลังน้ำจากน้ำตกห้วยแก้วให้น้องของคุณยายดูแลตอนหลังประมาณปี พ.ศ.2489 เกิดไฟไหม้เสียหายจึงเลิกกิจการ

“นอกจากค้าไม้ คุณตายังค้าขายทางเรือระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพด้วย และค้าขายกับประเทศพม่า พูดถึงฐานะแล้วร่้ำรวยมาก มีที่ดินนับ 1,000 ไร่ ทั่วไปทั้งในเมือง แม่ริม สันทราย แม่แตง ดอยสะเก็ด สมัยก่อนที่นาตามอำเภอไกลๆ มักไม่ต้องซื้อ อย่างที่ดอยสะเก็ดใช้วิธีว่าจ้างคนงานไปบุกเบิกทำเป็นนา ค่าจ้างไร่ละ 5 บาท ส่วนที่ในเมือง แม่ริมและสันทรายมักซื้อต่อมาจากตระกูลเจ้าเชียงใหม่นำมาขายให้ ที่ดินบริเวณหลังโรงพยาบาลลานนาประมาณ 300 ไร่ก็เป็นที่ดินของคุณตาบุญตั๋น ที่ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน”

พ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม มีภรรยาชื่อแม่เลี้ยงบัวเขียว สุขเกษม มีบุตรธิดา 5 คน คือ นายบุญมี นางบัวถา นางบัวนวล นางบัวนำและนางบัวคลี่ พ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2496

คุณบุญศรี สุขเกษม ปัจจุบันอายุ 72 ปี เป็นบุตรของนางบัวถา พี่น้อง 3 คน คือ นางบัวซอน นายบุญศรีและนางวงเดือน ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อเลี้ยงน้อยตั๋นตั้งแต่เล็ก จึงใช้นามสกุลสุขเกษมเรื่อยมา (คุณบุญศรี สุขเกษม, สัมภาษณ์)

ตระกูล “สุกัณศีล” เริ่มต้นสร้างฐานะถึงขั้นคหบดีในรุ่นพ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศรี โดยเป็นบุตรของนายหมู-นางบัวเขียว ชาวบ้านย่านวังสิงห์คำ พ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศรีประกอบอาชีพซื้อไม้ซุงมาแปรรูปเป็นไม้แผ่นและขายปลีก มีบ้านอยู่ย่านวังสิงห์คำเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ในบริเวณบ้านทำเป็นโรงเลื่อยใช้แรงคนที่เรียกว่า โรงเลื่อยมือ ใช้ลูกจ้างหลายสิบคน มีเกวียน 2 เล่มสำหรับบรรทุกไม้แปรรูปไปส่งให้ลูกค้าในเมืองเชียงใหม่

พ่อเลี้ยงบุญทา แต่งงานกับแม่เลี้ยงอิ่นแก้ว บุตรธิดา 11 คน คือ นายสมเพชร, นางสุนิล, คุณหญิงจินดา (สมรสกับนายสุกิจ นิมมานเหมินท์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี), นายจรัญ, นางวันดี, พระภิกษุบุญทรง, นางวงคำ, น.ส.บุญนำ, นายอำนวย, นางสำรวย ติยวลีย์และนายสมพร สุกัณศีล (คุณบุญนำ สุกัณศีล, สัมภาษณ์)

นายสมเพชร สุกัณศีล บุตรชายคนโตของพ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศีลก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำธุรกิจจนเป็นที่รู้จักของคนเมืองเชียงใหม่ เริ่มต้นด้วยการทำหัวร่มจำหน่ายที่บ้านวังสิงห์คำ ต่อมาไปซื้อที่บริเวณติดกับตลาดสมเพชรด้านถนนราชวิถีและค้าขาย นำรถยนต์เก๋งมาจำหน่ายและทำปั๊มน้ำมันจนติดปากชาวบ้านว่าปั๊มน้ำมันสมเพชร ต่อมาเมื่อมีชาวบ้านมานั่งขายอาหารจนติดเป็นตลาด แม้เจ้าของคือขุนชำนินรการ แต่ชาวบ้านเมืองเชียงใหม่มักเรียกว่า “ตลาดสมเพชร” จนทุกวันนี้

คุณบุญศรี สุกัณศีล (สกุลเดิมหล้าปิงเมือง) ภรรยาของนายสมเพชร สุกัณศีล เล่าเรื่องสร้างฐานะของครอบครัว ว่า

ครอบครัว “สุกัณศีล”

“แต่งงานกับคุณสมเพ็ชรช่วงประมาณปี พ.ศ.2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอาศัยอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยงบุญทา บิดาของคุณสมเพ็ชร คุณสมเพ็ชร เป็นคนที่ชอบศึกษาด้านเครื่องจักรเครื่องกล ไปซื้อรถบดถนนเก่ามาดัดแปลงเป็นเครื่องสีข้าว ซื้อข้าวเปลือกมาสีข้าวเป็นข้าวสารวางขายอีกทั้งรับสีข้าวจากชาวบ้านด้วย ไม่คิดค่าสีแต่ขอแกลบและเศษข้าวไว้ ต่อมาแยกครอบครัวมาเช่าบ้านของน้าชาย ชื่อน้าดวงแก้ว บุญเลิศ ที่บริเวณปั๊มน้ำมันสมเพ็ชรมุมถนนราชวิถีติดตลาดสมเพ็ชรในปัจจุบันนี้ เดิมเป็นบ้านไม้ และย้ายเครื่องสีข้าวมารับจ้างสีที่นี่ ชาวบ้านที่ผ่านไปหาเห็นเครื่องสีข้าวของคุณสมเพ็ชรก็มาขอซื้อกันหลายราย คุณสมเพ็ชรเห็นว่าน่าจะเป็นธุรกิจได้ จึงจัดซื้อเครื่องสีข้าวจากกรุงเทพฯมาวางขาย อีกทั้งซื้อเครื่องจักรอย่างอื่นมาขายด้วยมีทั้งเครื่องสูบน้ำ หลอดไฟ พัดลม เครื่องปั่นไฟ สมัยนั้นขายดี ส่วนใหญ่คนซื้อก็เป็นญาติหรือไม่ก็รู้จักกัน เงินมีไม่พอก็ขอผ่อนส่ง คนสมัยก่อนซื่อสัตย์ ไม่มีเบี้ยวกัน ถึงเวลาก็นำเงินมาจ่าย เดือนไหนเงินไม่พอก็มาบอกและด้วยความเกรงใจกันก็มักมีของมาให้ตอบแทนแช่น บางคนเอาสลุงเงินมาให้ เป็นต้น ต่อมาประมาณช่วงปี พ.ศ.2500 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเก้นและฟอร์ด ขายทั้งรถเก๋งและรถแทรคเตอร์และในระยะเดียวกันทำปั๊มน้ำมันสมเพ็ชร เป็นตัวแทนขายน้ำมันเชลล์ สมัยนั้นมีแค่ 3 แห่ง คือที่นี่ ที่สันป่าข่อย และที่ตลาดนวรัฐของเถ้าแก่โอ๊ว (นายชู โอสถาพันธ์) ปั๊มเราเป็นเอเย่นต์ของเถ้าแก่โอ๊วอีกทอดหนึ่ง นอกจากนั้นคุณสมเพ็ชร ยังรับเหมาทำถนนด้วย”

นายสมเพ็ชร สุกัณศีล เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2537 ขณะอายุ 77 ปี ด้านครอบครัวสมรสกับนางบุญศรี สุกัณศีล บุตรธิดา 4 คน คือ นางจรรยา สุกัณศีล, พ.ญ.โสภา วัฒนานิกร, นางสารภี จงจิตร และนายสุรพงษ์ สุกัณศีล (นางบุญศรี สุกัณศีล, สัมภาษณ์)

เพลงน้อยใจยากับบ้านวังสิงห์คำ (ตอนที่ 4)

เพลงพื้นเมืองเก่าและไพเราะของชาวล้านนาเพลงหนึ่ง คือ เพลงน้อยไจยา เป็นเพลงที่หลังจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จกลับมาประทับที่เมืองเชียงใหม่ เป็นการถาวรเมื่อปี พ.ศ.2457 ได้ทรงพัฒนาด้านนาฏศิลป์และการดนตรีหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ทรงให้ท้าวสุนทรโวหารซึ่งเป็นเสนาแผนกอาลักษณ์ของเจ้าอินทวโรรสฯ แต่งบทละครเรื่อง “น้อยไชยาหรือน้อยไจยา” หรือ “ไจยา-แว่นแก้ว” โดยพระองค์ได้แนวความคิดมาจากละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (จากหนังสือดารารัศมี สายใยรักสองแผ่นดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์)

เนื้อเพลงกล่าวถึงรักสามเส้า คู่รักคือ น้อยไจยาและสาวแว่นแก้ว ซึ่งคงรักกันมานาน ส่วนมือที่สาม คือ หนุ่งจากบ้านวังสิงห์คำ ในเนื้อเพลงไม่ได้บอกว่าใคร แต่มีฐานะร่ำรวยส่งผู้ใหญ่มาทาบทามสาวแว่นแก้ว ทำให้หนุ่มน้อยไจยารู้สึกแย่แล้วจึงนัดหมายสาวแว่นแก้วมาปรับทุกข์ผูกใจกันที่น้ำตกห้วยแก้ว สถานที่เที่ยวพักผ่อนของคนเมืองเชียงใหม่ในอดีต

เนื้อเพลงบ่งบอกหนุ่มร่ำรวยจากบ้านวังสิงห์คำ ย่านที่ถัดจากสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ไปทางด้านเหนือ อยู่ติดแม่น้ำปิง ศึกษาแล้วย่านวังสิงห์คำสมัยก่อนมีฐานะร่ำรวยอยู่หลายตระกูล เนื่องจากมักมีอาชีพทำไม้ คือ ซื้อไม้สักมาแปรรูปเป็นไม้แผ่นและขายปลีก คนเมืองเชียงใหม่มักมาซื้อไม้จากบ้านวังสิงห์คำไปทำบ้าน

ตระกูลทำโรงเลื่อยและค้าไม้แปรรูปบ้านวังสิงห์คำมีอยู่หลายตระกูล ได้แก่
ตระกูลขนะนนท์ เริ่มต้นจากขุนกันชนะนนถี
ตระกูลสุขเกษม เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงน้อยตั๋น สุขเกษม
ตระกูลสุกัณศีล เริ่มต้นจากพ่อเลี้ยงบุญทา สุกัณศิลป์ บุตรคนหนึ่งคือ นายสมเพ็ชร สุกัณศิลป์ เจ้าของปั๊มน้ำมันสมเพ็ชร ใกล้ตลาดสมเพ็ชร ซึ่งคนเมืองเชียงใหม่ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเจ้าของตลาดสมเพ็ชร แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ คุณบุญศรี สุกัณศิลป์ ภรรยาของคุณสมเพ็ชรฯเล่าว่า

“ร้านสมเพ็ชรและปั๊มน้ำมันสมเพ็ชร เป็นที่มาของตลาดสมเพ็ชรความจริงตลาดไม่ใช่เราเป็นเจ้าของ คนมักเข้าใจผิด เดิมนั้นเริ่มต้นมีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งของขายกันที่ริมคูเมืองตรงข้ามบ้านของเรา บริเวณนั้นสมัยก่อนมีที่ว่างตอนหลังนายกเทศมนตรีสมัยนั้นคือคุณหมอกนก รัตนัย เห็นว่าไม่ค่อยเหมาะสมจึงหาที่ขายใหม่ มาปรึกษาคุณสมเพ็ชร จึงแนะนำไปขายที่บริเวณที่ว่างที่บ้านพ่อเลี้ยงอุ่นเรือน ยุตบุตร บ้านอยู่ติดกับปั๊มน้ำมันของเรานี่เองอาจจะอยู่ใกล้ปั๊มเราและคุณสมเพ็ชรเป็นคนดำเนินการเรื่องตลาด ชาวบ้านจึงมักเรียกกันเรื่อยมาว่า ตลาดสมเพ็ชร ต่อมาขุนชำนินรการซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของพ่อเลี้ยงอุ่นเรือน แต่มีถนนคั่นกลางอยู่เห็นว่าตลาดน่าจะไปได้ดี จึงรื้อบ้านและทำเป็นตลาดขึ้น ต่อมาคนเริ่มติดและตลาดใหญ่ขึ้นปัจจุบันมีเจ้าของ 2 เจ้าคือ พ่อเลี้ยงอุ่นเรือนและขุนชำนินรการ โดยมีถนนคั่นกลาง ปัจจุบันรุ่นลูกดำเนินกิจการอยู่”

ถนนคั่นกลางสายนี้สมัยก่อนมักมีแม่ค้าพ่อค้ามานั่งขายของกันเต็มถนน เมื่อมีรถผ่านมาครั้งหนึ่งก็ลุกให้รถผ่าน เป็นที่สับสนวุ่นวาย ทางเทศบาลและตำรวจจราจรจับกุมกันจนปัจจุบันเป็นระเบียบขึ้น

คุณสมเพ็ชร สุกัณศีล เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2537 ขณะอายุ 77 ปี ด้านครอบครัวสมรสกับคุณอบุญศีล บุตรธิดา 4 คน คือ นางจรรยา สุกัณศีล, พ.ญ.โสภา วัฒนานิกร, นางสารภี จงจิตรและนายสุรพงษ์ สุกัณศีล (นางบุญศรี สุกัณศีล, สัมภาษณ์)

ตระกูลของพ่อเลี้ยงน้อยหมู เป็นอีกตระกูลหนึ่ง ถือว่าเป็นผู้มีฐานะของย่านวังสิงห์คำ อยู่ถัดไปทางเหนือจนเกือบถึงบ้านป่าตัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเขตติดต่อทางเหนือ สร้างฐานะด้วยการทำโรงเลื่อยไม้ในบ้านและจำหน่ายไม้แปรรูป

พ่อเลี้ยงน้อยหมู ชื่อจริงคือ นายหมู พิมพ์สมบัติ เคยเป็นกำนัน ตำบลป่าตัน มีภรรยา 2 คนและอยู่ที่บ้านเดียวกัน คือ นางเต่าและนางอิ่นแก้ว มีบุตรสาวที่เกิดจากนางอิ่มแก้วเพียงคนเดียว ชื่อ นางนงเยาว์ พิมพ์สมบัติ ต่อมาแต่งงานกับนายอุทัย ขันธสีมา ซึ่งเป็นบิดามารดาของนายมานิตย์ ขันธสีมา

คุณอุทัย ขันธสีมา ปัจจุบันอายุ 78 ปี บุตรเขยของพ่อเลี้ยงน้อยหมู เล่าเกี่ยวกับธุรกิจของพ่อเลี้ยงน้อยหมูว่า

“บ้านผมอยู่ติดกับบ้านนายน้อยหมู ต่อมาจึบแจ่งงานกับลูกสาวและเข้ามาช่วยกิจการโรงเลื่อยของนายน้อยหมู ย่านนี้ทำโรงเลื่อยกันหลายบ้าน เช่น บ้านพ่อเลี้ยงบุญทา บ้านพ่อเลี้ยงแสน และบ้านนายน้อยหมู ไม้ซุงที่นำมาแปรรูปบางบ้านซื้อมา แต่ที่บ้านผม ผมไปขอสัมปทานตัดเอง สมัยนั้นประมาณปี พ.ศ.2492 ไม้ที่ตัดเป็นไม้เนื้อแข็งสมัยนั้นทางอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตงมีมาก ที่อำเภอแม่ริมขอสัมปทานจากป่าไม้อำเภอ บริเวณที่มีไม้สมบูรณ์ คือ บริเวณใกล้น้ำตกแม่สาไม้ต้นใหญ่ ไม้ที่ขอเป็นไม้เนื้อแข็งที่เรียกว่าไม้เบญพรรณ ขอตัดทีละ 20 ต้น ขนาดประมาณ 1 คนโอบหรือ 2 คนโอบ สมัยนั้นซื่อสัตย์กนขอกี่ต้นก็ตัดเท่านั้นต้น ไม่ตัดเกิน มีลูกจ้างตัดและลากมารวมกัน หลังจากนั้นก็แจ้งป่าไม้อำเภอไปวัดปริมาตรไม้และเสียค่าภาคหลวง สมัยนั้นต้นใหญ่ขนาดยาว 4 เมตร วัดรอบต้น 200 ซ.ม. เสียค่าภาคหลวงต้นละ 20 บาท สมัยเดียวกันนี้มีนายสืบสวัสดิ์ โทณวณิก เจ้าของโรงแรมสืบสวัสดิ์ หน้าวัดพระสิงห์ เป็นเจ้าของโรงเลื่อยใหญ่ก็ไปตั้งโรงเลื่อยที่บริเวณใกล้ต้นตกแม่สานี่เอง

“ได้ไม้มาก็บรรทุกรถมาที่บ้าน ทำการแปรรูป เมื่อมีคนมาติดต่อซื้อก็บรรทุกเกวียนไปส่ง สมัยนั้นบ้านใช้ไม้ทำทั้งนั้น อาชีพนี้มีกำไร มาเลิกทำโรงเลื่อยเมื่อปี พ.ศ. 2504 เนื่องจากเริ่มมีโรงเลื่อยแบบใช้เครื่องยนต์มาแล้ว ซึ่งได้เปรียบกว่าโรงเลื่อยใช้มือ เพราะรวดเร็วกว่า เสียเนื้อไม่น้อยกว่าและหน้าไม้เรียบกว่า ได้รับความนิยมมากว่า แห่งแรกคือ โรงเลื่อยช้างเผือกการขออนุญาตยากต้องวิ่งเต้นเสียเงินมาก จึงต้องเลิกกิจการในที่สุด”

พ่อเลี้ยงน้อยหมู พิมพ์สมบัติ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2508 (นายอุทัย ขันธสีมา, สัมภาษณ์)

ตระกูลพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง ศรีมงคล เดินพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง เป็นคนบ้านฮ่อ แถบโรงแรมเพชรงาม ถนนเจริญประเทศ ส่วนแม่บัวจันทร์สกุลเดิม คือ ชนะพรหมเมือง เป็นคนบ้านดอนจั่น เมื่อแต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านวังสิงห์คำ บ้านอยู่ท้ายของบ้านวังสิงห์คำติดต่อกับบ้านป่าตัน พ่อเลี้ยงน้อยเป็ง-แม่บัวจันทร์ มีบุตรธิดาคือ

1.นายบัวเที่ยง ศรีมงคล
2.นางทองอินทร์ ศรีมงคล
3.นางเพลินจันทร์ ศรีมงคล
4.นางเพ็ญศีล โตไพบูลย์
5.นายดอกไม้ ศรีมงคล
6.นายสมควร ศรีมงคล

เมื่อพาครอบครัวมาอยู่บ้านวังสิงห์คำแล้ว ครอบครัวพ่อเลี้ยงน้อยเป็งประกอบอาชีพรับซื้อไม้ซุงมาเลื่อยเป็นไม้แผ่นและจำหน่าย นอกเหนือจากรายได้จากด้านนี้แล้ว พ่อน้อยเป็ง มีไร่นาเยอะ เดิมที่ดินหน้าลานประตูท่าแพเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษก็เป็นของพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง และขายให้เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ ทำโรงหนัง ปัจจุบันเป็นบริเวณห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ที่ดินติดตลาดคำเที่ยงประมาณ 100 ไร่เศษ ซึ่งจัดสรรทำหมู่บ้านศรีมงคล ก็เป็นของพ่อเลี้ยงน้อยเป็ง ที่รุ่นลูกจัดการด้านธุรกิจที่ดิน รวมทั้งที่ดินทางแถบบ้านดอนจั่นอีกประมาณ 100 ไร่รวมทั้งตลาดอ้อมเมือง ก็เป็นตระกูลศรีมงคลด้วยเช่นกัน (คุณเพ็ญศรี โตไพบูลย์, สัมภาษณ์)

ตอนจบของเพลงน้อยไจยานั้น เนื้อหาจบลงที่สองหนุ่มสาว คือ หนุ่มน้อยไจยา และสาวแว่นแก้ว มีความเข้าใจกันดีหลังจากที่ไม่แน่ใจในความรักของซึ่งกันและกัน หนุ่มน้อยไจยาก็กริ่งเกรงว่าสาวคนรักจะไปปันใจให้หนุ่มบ้านวังสิงห์คำที่มีฐานะร่ำรวย แถมมีข่าวว่าส่งผู้ใหญ่มาหมั้นหมายแล้วด้วยคิดว่ายังไงก็คง “แห้ว” แน่แล้ว แต่เมื่อนัดหมาย สาวแว่นแก้วมาคุยกันที่น้ำตกห้วยแก้วแล้วทำให้สบายใจกินอิ่มนอนหลับเพราะสาวแว่นแก้วยืนยันในความรักของเธอกับหนุ่มน้อยไจยา และต้องการร่วมเรียงเคียงหมอนด้วย

เนื้อเพลงจบลงแบบนี้ ทำให้ต้องคาดเดาต่อว่า อนาคตของทั้งคู่จะเป็นประการใด ด้านหนึ่ง ทั้งคู่แอบหนีตามกันไปและครองรักกันในกระท่อมน้อยอย่างมีความสุขสมในรัก แม้จะต้องเสาะหาเห็ดเผาะ ขุดหน่อไม้กินไปตามเรื่องตามราว

อีกด้านหนึ่ง พ่อแม่ของสาวแว่นแก้วไม่ยอมเนื่องจากรับหมั้นหนุ่มบ้านวังสิงห์คำไว้แล้ว ติดตามหาและแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์และข่มขืนกระทำชำเรา หากสาวแว่นแก้วอายุต่ำกว่า 18 ปี หนุ่มน้อยไจยาของเราตายแน่เพราะกฎหมายระบุว่าแม้ยินยอมก็ผิดและยอมความไม่ได้

หนุ่มน้อยไจยา ถูกดำเนินคดี ส่วนสาวแว่นแก้วถูกบังคับให้แต่งงานกับหนุ่มบ้านวังสิงห์คำ เป็นเรื่องเศร้าเรื่องหนึ่งของล้านนา

หนุ่มบ้านวังสิงห์คำที่ได้ครอบครองสาวสวยนาม “แว่นแก้ว” จะต้องมาจากตระกูลไหนตระกูลหนึ่งแน่ ระหว่างตระกูลชนะนนท์, สุขเกษม, สุกัณศีล, พิมพ์สมบัติ, ศรีมงคล หรือตระกูลอื่นแห่งบ้านวังสิงห์คำที่มิได้เอ่ยถึงก็เป็นได้