กรณีเครื่องบินตก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กับคณะเสียชีวิต ปี พ.ศ.๒๕๓๔

0
4421

เมื่อ ๑๑ ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมากนั่่นคือ เหตุการณ์เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง ๗๖๗ ของบริษัทเลาด้าแอร์ไลน์ที่ออกจากกรุงเทพฯ จะเดินทางไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี

ที่สร้างความสูญเสียเพราะผู้โดยสารในจำนวน ๒๒๓ คน มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่พร้อมภริยาและนักสังคมสงเคราะห์ชั้นนำของเชียงใหม่โดยสารไปด้วย และเสียชีวิตทั้งหมด

เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ขณะออกจากกรุงเทพฯ ไม่นานเครื่องบินระเบิดและตกที่เขต อ.ด้านช้าง จ.สุพรรณบุรี ทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด
ชาวเมืองเชียงใหม่ทั่วไปบอกว่า เป็นการสูญเสียบุคลากรชั้นนำส่วนใหญ่ของเมืองเชียงใหม่จนแทบจะไม่มีใครเหลือทำงานให้สังคม

การทำงานให้สังคมในที่นี้ย่อมหมายถึง การทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มิได้หวังสิ่งตอบแทนแต่กระทำไปเพื่อมุ่งให้สังคมดีขึ้น ซึ่งผู้ที่ทำงานสังคมสงเคราะห์น่าจะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านทรัพย์สินเงินทองและด้านเวลา ด้านทรัพย์สินเงินทองน่าจะหมายถึงมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ตลอดชีวิตและอาจรวมถึงรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย คงไม่ต้องมีภาระด้านการทำมาหากินเหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไป ส่วนด้านเวลาน่าจะหมายถึงการมีเวลาเพียงพอที่จะสละทำงานให้สังคม ไม่ต้องใช้เวลาไปกับการประกอบอาชีพหรือเวลาสำหรับครอบครัว

การที่คนส่วนใหญ่กล่าวว่า เมืองเชียงใหม่สูญเสียบุคลากรชั้นนำไปเกือบหมดจากกรณีเครื่องบินตกครั้งนั้น จึงน่าสนใจว่าบุคคลดังกล่าวที่เสียชีวิต มีใครบ้าง มีประวัติความเป็นมาอย่างไรและได้สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมอย่างไรบ้าง

เมื่ออ้างอิงทางวิชาการ มีการยอมรับว่าในทุกสังคมมีการแบ่งชนชั้นของคนในสังคมไว้ แบ่งหลักๆ เป็นคนชั้นนำ (ชนชั้นสูง) คนชั้นกลางและคนชั้นล่าง คนชั้นนำของสังคม ภาษาอังกฤษเรียกว่า อีลีต (Elite) แต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป ชนชั้นนำหรือชนชั้นสูงในสังคมไทยมีปัจจัยในการกำหนด นักวิชาการกำหนดปัจจัยไว้ ๖ ประการ คือ

๑.ด้านวงศ์ตระกูล เช่น ตระกูลเจ้านายฝ่ายเหนือ ตระกูลราชวงศ์ในกรุงเทพฯ เป็นต้น สังคมมักยกย่องว่าเป็นคนชั้นนำของสังคมโดยปริยาย แม้บางคนจะมีทรัพย์น้อยกว่านักธุรกิจ สังคมก็ยังพอให้เกียรติ ๒.ด้านตำแหน่งทางราชการและการเมือง เช่น ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำแหน่งผู้บังคับการ หรือ ตำแหน่งนายกเทศมนตรี หรือ ส.ส. , ส.ว. ซึ่งสังคมให้เกียรติและยอมรับว่าเป็นชนชั้นสูง ด้านตำแหน่งหน้าที่ในข้อนี้ชนชั้นกลางหรือชั้นล่างที่มีความสามารถเลื่อนขึ้นมาได้ เช่น ลูกชาวไร่ชาวนา หากเรียนเก่งมีความพากเพียรก็สามารถเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ทำให้สังคมยกย่องได้
๓.ด้านทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น เป็นพ่อค้าคหบดี นักหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากรรมการ หัวหน้าชุมชนใหญ่ เป็นต้น ด้านนี้คนระดับกลางและล่างก็สามารถเลื่อนระดับได้
๔.ด้านความมั่นคง ความร่ำรวยก็ทำให้มีชื่อเสียงและเป็นชนชั้นนำหรือชนชั้นสูงในสังคมได้เช่นกัน
๕.ด้านระดับการศึกษา เช่น เป็นด็อกเตอร์ สังคมไทยยอมรับและยกย่อง
๖.ด้านประเภทอาชีพและวิชาชีพ เช่น เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก สังคมไทยยกย่องด้วยเช่นกัน(มนุษย์สังคม, สังคมและวัฒนธรรมไทย, อานนท์ อาภาภิรม, เอกสารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๑๕)

ย้อนกลับมาเรื่องเครื่องบินตก เครื่องบินดังกล่าว คือ เครื่องบินโดยสารโอบิ้ง ๗๖๗-๓๐๐ ของสายการบินเลาด้าแอร์ไลน์ ของประเทศออสเตรีย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชางต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น ๒๒๓ คน ออกเดินทางเวลา ๒๓.๐๐ น. ของวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เครื่องบินตกหลังจากบินไปเพียง ๑๘ นาที

ผู้โดยสารบนเครื่องบินดังกล่าว มีกลุ่มบุคคลชั้นนำจากจังหวัดเชียงใหม่ รวม ๑๒ คน ประกอบด้วย
๑.นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๒.นางสุภาพ เดชะรินทร์ ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๓.คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่
๔.คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน
๕.คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม
๖.นางนงนุช จินดาศิลป์
๗.นางพิมพ์พันธ์ ฤทษ์เกษม
๘.นายยงยุทธ โอวัชรินทร์
๙.นางรัชนี โอวัชรินทร์
๑๐.แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธ์
๑๑.นางสาวประพิมพ์ ตียาภรณ์
๑๒.นางสาวนงคราญ ทัตตานนท์

ขณะเครื่องบินดังกล่างบินผ่านเขตยอดเขาใหญ่ บ้านเลขที่ ๗ ต.ด่านขมิ้น อ.ด้านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินระเบิดไฟลุกไหม้กลางอากาศและตกลงกลางป่าไผ่ ชิ้นส่วนเครื่องบินกระจายออกรัศมีมากกว่า ๑ กิโลเมตร ผู้โดยสารเสียชีวิตหมดทั้งลำ

กลุ่มที่ร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคมของเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกาชาดจังหวัดเชียงใหม่, กลุ่มหน่วยแพทย์อาสาสมัคร และ สมาคมสตรีลานนาไทย ซึ่งมีคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ เป็นนายกสมาคมสตรีลานนาไทย และปกติมักจะมีการชักชวนกันไปเที่ยวต่างประเทศแทบทุกปี นำโดยคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ และ คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน ในปีที่เกิดเหตุการณ์มีการชักชวนกันไปเที่ยวประเทศออสเตรีย

นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ เกิดวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐ เป็นชาวกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนโตของนายประกิต และนางคิ้ง เดชะรินทร์ มีพี่น้อง ๖ คน การศึกษาจบมัธยม ๘ จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ เข้าเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปี พ.ศ.๒๕๐๔ รุ่น ๑๐

เข้ารับราชการครั้งแรกตำแหน่งนักวิจัยตรี กองฝึกอบรมกรมพัฒนาชุมชน ต่อมาเรียนต่อจบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเดินทางไปสำเร็จปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตรท สหรัฐอเมริกา เริ่มเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกที่จังหวัดชัยนาท ๓ ปี เป็นผู้ริเริ่มให้ชาวบ้านนำฟางข้าวมาทำเป็น “หุ่นฟางนก” และจัดสร้างสวนชัยนาท ครอบคลุมพื้นที่ ๒๐ ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดชัยนาท ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๓๐ มารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

มีผลงานทางวิชาการมากมาย ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับผลงานพัฒนาชนบท และโครงการต่างๆ ถึง ๓๕ เรื่อง เขียนหนังสือวิชาการหลายเรื่อง เช่น เศรษฐกิจชนบทไทย, การพัฒนาชนบทในประเทศไทย, ทฤษฎีและแนวความคิดในการพัฒนาชุมชนในประเทศไทย, การบริหารงานพัฒนาชนบท เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกด้วย (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๒, ๒๕๒๗)

เคยได้รับรางวัลเชิดชูบุคคลดีเด่น คือ รางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ “สังข์เงิน” สาขาการบริหารและการปกครอง จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ.๒๕๓๑ และรางวัล “ผู้บริหารราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี พ.ศ.๒๕๓๒” จากสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมรสกับ รศ.สุภาพ เดชะรินทร์ (สกุลเดิมโชคดารา) มีบุตร ๑ คน คือ นายพสุ เดชะรินทร์

พล.อ.เปรม ติญสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เขียนคำไว้อาลัยตอนหนึ่งว่า
“คุณไพรัตน์ฯ นอกจากจะเป็นนักวิชาการที่มีภูมิปัญญาสูงแล้ว ยังเป็นนักพัฒนาที่ต้องการเห็นประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้วางโครงการหลายๆ อย่างเพื่อพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้บางโครงการจะยังไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงคุณไพรัตน์ฯ ได้ คุณไพรัตน์ฯ ยังมีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปได้อีก การจากไปด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด นอกจากจะยังความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ครอบครัวและญาติมิตรแล้ว กระทรวงมหาดไทยยังสูญเสียบุคคลากรที่ได้ชื่อว่าเป็น เพชรน้ำเอกไปอีกด้วย” (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๒,๒๕๒๗ และหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ดร.ไพรัตน์ รศ.สุภาพ เดชะรินทร์, ๒๕๓๔)

โครงการหนึ่งของผู้ว่าฯไพรัตน์ เดชะรินทร์ คือ โครงการสร้าง “เมืองใหม่” ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนายไพรัตน์ เดชะรินทร์ ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
“การดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเมืองใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นเรื่องที่ใหม่ และเป็นครั้งแรกของการดำเนินการเช่นนี้ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องที่ใหม่ต่อคณะกรรมการฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาร่วมพิจารณาและดำเนินการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ใหม่ต่อการรับรู้ของประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น การดำเนินการเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร นอกจากนี้ความรู้ความสามารถของบุคคลทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมกันมา เพื่อทำให้แนวคิดนี้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ แนวความคิดทฤษฎีทางวิชาการ ความคิดเห็น ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่างๆ จากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถานบันการศึกษา องค์การต่างๆ สื่อมวลชนและประชาชน ทั้งชาวเชียงใหม่และคนไทยทุกคน จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้แนวความคิด ‘เมืองใหม่’ ของเชียงใหม่ปรากฏเป็นจริงได้ในที่สุด”

โครงการเมืองใหม่ มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเลือกสถานที่ระยะแรกมีพื้นที่เขตอำเภอสันกำแพงและอำเภอหางดงให้พิจารณา แต่นายไพรัตน์ฯ เสียชีวิตเสียก่อนทำให้โครงการต้องล้มเลิกไป

รองศาสตราจารย์ สุภาพ เดชะรินทร์ ภริยาของนายไพรัตน์ เดชะรินทร์ เกิดปี พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นชาวกรุงเทพฯ เป็นบุตรสาวของนายเต็ม และนางถนอมศรี โชคดารา มีพี่น้องรวม ๗ คน เป็นคนที่ ๖ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและศึกษาต่อจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่คณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และช่วยราชการสอนที่คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาสถิติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คุณหญิง หม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่
เป็นภริยาของพลตรีเจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่) พลตรีเจ้าราชบุตร เป็นบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ (องค์สุดท้าย) และแม่เจ้าจามรี พลตรีเจ้าราชบุตร มีภริยา ๓ คน คือ เจ้าหญิงจันทร ณ เชียงใหม่ (มีธิดา ๑ คน คือ เจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี), เจ้าหญิงภัทรา ณ ลำพูน (มีธิดา ๒ คน คือ เจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน และเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล) และหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ เป็นภริยาคนสุดท้าย (ไม่มีบุตร)

หม่อมศรีนวล เป็นชาวอำเภอป่าชาง จังหวัดลำพูน ตระกูลเดิมคือ “นันทขว้าง” ตระกูล “นันทขว้าง” เป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของจังหวัดลำพูน มีประวัติว่าเริ่มต้นจาก ท้าวนัน และท้าวขว้าง สองพี่น้องที่อพยพมาจากรัฐสิบสองปันนาเข้ามาเป็นทหารของพระเจ้ากาวิละ ขณะที่ยังนำกำลังปักหลักอยู่ที่อำเภอป่าซาง รุ่นลูนรุ่นหลานของท้าวนัน ท้าวขว้างเติบโตที่อำเภอป่าซางเรื่อยมา หม่อมศรีนวล เป็นบุตรีคนโตของพ่ออุ้ยปวงและแม่อุ้ยรส, นายทวี นันทขว้าง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.๒๕๓๓ และศิลปินแห่งอาเซียนในปีเดียวกัน, นางโสภา เมืองกระจ่าง, นายวีรวรรณ รัตนอุบล และนายประกอบ นันทขว้าง

ครอบครัวมีกิจการทอผ้าฝ้ายและค้าขาย เมื่ออายุ ๓๐ ปี จึงได้สมรสกับพลตรีเจ้าราชบุตร โดยพบกันครั้งแรกในงานวัดที่วัดพระธาตุหริภุญไชย หลังจากแต่งงานแล้วมาอาศัยอยู่ที่คุ้มวงษ์ตวันของเจ้าราชบุตร ซึ่งยู่ตรงข้ามเทศบาลนครเชียงใหม่ คุ้มนี้ภายหลังขายให้นักธุรกิจชาวกรุงเทพฯ

หม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ได้ทำงานเพื่อสังคมเมืองเชียงใหม่มากมาย ตั้งแต่เมื่อเจ้าราชบุตรยังมีชีวิตอยู่ โดยร่วมกับคุณหญิงพูนสมัย ชัยนาม ภริยาของ พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เคยได้รับตำแหน่งสำคัญมากมาย เช่น เป็นนายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมสตรีศรีลานนาไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๒๓ นายกกรรมการเหล่ากาชาดเชียงใหม่ นายกสโมสรไลออนส์สตรีเชียงใหม่ เป็นประธานมูลนิธิเด็กกำพร้าของเชียงใหม่ เป็นกรรมการเหล่ากาชาดและทำงานเป็นประธานสายสนับสนุนของ พ.อ.ส.ว.ของสมเด็จพระศรีฯ

จนได้รับเลือกเป็นนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี ๒๕๒๗ จากมูลนิธิศาสตราจารย์ ปกรณ์ อังศุสิงห์ ในสาขาสังคมสงเคราะห์ด้านบริการสังคม
และที่สำคัญ คือ เป็นหลักในการเตรียมการรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบามราชินีนาถในการเสด็จประทับที่เชียงใหม่ในระยะแรกๆ รวมทั้งต้อนรับราชอาคันตุกะทุกครั้ง จำนวนกว่าสิบครั้งเมื่อมาเชียงใหม่ แม้เจ้าราชบุตรจะถึงพิราลัยในปี พ.ศ.๒๕๑๕ แต่หม่อมศรีนวลก็ยังคงทำงานเพื่อสังคมอยู่เช่นเดิม

ในวันฉัตรมงคล ปี พ.ศ.๒๕๑๖ หม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ชั้นที่ ๔ “จตุตถจุลจอมเกล้า” ได้เป็น “คุณหญิงศรีนวล ณ เชียงใหม่”

หม่อมศรีนวล ได้ชื่อเป็นหลักในการชักชวนสตรีในเมืองเชียงใหม่ให้หันมาช่วยเหลืองานสังคมสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ได้ร่วมทำงานกับหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ มักประทับใจในความดีของหม่อมศรีนวล ดังเช่น คุณประทวล คุ้มสอน ภรรยาของคุณเพชร คุ้มสอน อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้ร่วมทำงานด้านกาชาดกับหม่อมศรีนวล เล่าว่า

“สมัยก่อนการทำงานในเชียงใหม่ต้องหม่อมศรีนวลทุกเรื่อง จังหวัดต้องการอะไร เช่น ข้าวปลาอาหาร หม่อมศรีนวลจัดการให้หมด มีความน่ารักนุ่มนวล เสียสละ เข้ากับคนทุกชั้นได้ ไม่ว่าจะระดับร่ำรวยหรือยากจน ภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดบางท่าน หากเกิดปัญหาในการทำงาน มักมาบอกหม่อมศรีนวลช่วยเหลือประสานด้านการทำงาน พี่ศรีนวลช่วยหน่อย ช่วยพูดกับน้องๆให้ที เนื่องจากหม่อมศรีนวลเป็นที่รักและผูกใจรุ่นน้องๆได้ หากไหว้วานให้ช่วยทำงานมักทำกันด้วยความเต็มใจ อีกทั้งการปฏิบัติตนของหม่อมศรีนวลเป็นการแสดงออกตามธรรมชาติ ไม่ได้เสแสร้ง หรือฝืนใจทำเพื่อมุ่งหวังสิ่งตอบแทนแต่ประการใด

“บ้านของหม่อมศรีนวล ปัจจุบันที่ให้เช่าเป็นสถานกงศุลอินเดีย ก่อนหน้านี้อยู่ในคุ้มวงษ์ตวัน หลังจากเจ้าวงษ์ตวันเสียชีวิต จึงไปซื้อบ้านย้ายมาสร้างบ้านอยู่ มักชวนน้องๆ ที่ร่วมทำงานสังคมไปทานข้าวที่บ้านเสมอ แม่ครัวของหม่อมศรีนวลเก่งทำอาหารเมืองมาก ถึงขนาดเคยทำอาหารเมืองจัดแบบขันโตกไปถวายที่พระตำหนักภูพิงค์ น่าเสียดายที่หม่อมศรีนวลเสียชีวิตเร็ว หากอยู่คงช่วยเมืองเชียงใหม่ได้อีกมาก”
คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ขณะเสียชีวิต อายุ ๗๒ ปี พิธพระราชทานเพลิงศพที่วัดสวนดอก เมื่อวันที่ ๑๘ ม.ค. ๒๕๓๕ (จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่)

คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน
เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๙ ที่คุ้มวงษ์ตวัน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ตรงข้ามสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นธิดาของพลตรีเจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน) ณ เชียงใหม่ และเจ้าหญิงจันทรา ณ เชียงใหม่ (สกุลเดิม ณ ลำพูน) เจ้าพงศ์แก้ว มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือ คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล (สมรสกับคุณสุชาติ สุจริตกุล)

มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ๑ คน คือ เจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี (สมรสกับคุณปฐม คชเสนี อดีตอธิบดีกรมทาง)
เจ้าพงศ์แก้ว จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ และเข้าศึกษาต่อด้านการเรือนที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ที่กรุงเทพฯ

เจ้าพงศ์แก้ว ได้สมรสกับเจ้าพัฒนา ณ ลำพูน ซึ่งเป็นราชบุตรของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๑๐ (องค์สุดท้าย) มีธิดา ๑ คน และบุตร ๓ คน คือ เจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน, เจ้าพัฒนพงศ์ ณ ลำพูน (สมรสกับคุณศริณยา ณ ลำพูน), เจ้าวงศ์จักร ณ ลำพูน (สมรสกับคุณสุวรีย์ ณ ลำพูน) และเจ้าศักดิ์ขจร ณ ลำพูน (สมรสกับคุณวันเพ็ญ ศักดาทร)

คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล กล่าวถึงคุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน พี่สาวว่า
“เจ้าพงศ์แก้ว หลังจากแต่งงานแล้ว แม้จะไปอยู่ที่ลำพูนแต่ก็มาเชียงใหม่อยู่แทบทุกวัน เพราะต้องมาดูแลท่านพ่อ (เจ้าราชบุตร ณ เชียงใหม่) ที่เชียงใหม่ และมาช่วยเหลืองานสังคมในเชียงใหม่ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทำงานได้เข้าร่วมกับคุณหญิงพูนสมัย ภรรยาของผู้ว่านิรันดร ชัยนาม และคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ เช่น เป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรม งานด้านกาชาด สโมสรไลอ้อนสตรีเชียงใหม่ สโมสรไลอ้อนคำดาราในยุคแรกๆ

“การทำงานให้สังคมนั้น ขึ้นอยู่กับเรื่องจิตใจเป็นสำคัญ ที่ต้องการช่วยเหลืองานสังคม อีกส่วนหนึ่งคือ ด้านฐานะทางการเงินที่น่าจะเรียกว่า เงินส่วนเกินของชีวิต บางคนแม้มีเงินส่วนเกินก็อยากพักผ่อน ไม่อยากทำงานให้สังคมเพราะต้องเหน็ดเหนื่อยมาก งานด้านหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเจ้าพี่ คือ ได้ถวายงานในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่เสด็จเชียงใหม่ครั้งแรก รวมทั้งถวายงานต้อนรับอาคันตุกะที่มาเที่ยวเชียงใหม่อยู่เสมอ และที่สำคัญ คือ ได้ถวายงานของสมเด็จพระราชินีนาถ คือ พระองค์ท่านต้องการอนุรักษ์การทอผ้ายกเพื่อไม่ให้สูญหาย เจ้าพี่จึงสร้างโรงงานทอผ้ายกที่บ้านกาด เขตอำเภอสันป่าตอง ถวายเข้าในโครงการพระราชดำริ ในโครงการศิลปาชีพของจิตรลดา ช่วยเหลือคนในเขตบ้านกาดให้มีงานมีรายได้และนำผลผลิตเข้าจำหน่ายในโครงการศิลปาชีพ จนได้รับพระราชทานตราจุลจอมเกล้า ใช้คำนำหน้าว่า คุณหญิง ซึ่งเป็นเกียรติยศต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล”

ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เขียนบันทึกเกี่ยวกับคุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว เกี่ยวกับการทำงานในเมืองเชียงใหม่ว่า
“ในโอกาสที่ได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรภาคเหนือ ปี พ.ศ.๒๕๐๐ ดิฉันโชคดีได้รู้จักเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน พร้อมกับหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ เพราะทั้งสองท่านต่างมีบทบาทสำคัญในการจัดงานรับเสด็จฯ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทั้งสองเปรียบเสมือนสุภาพสตรีชั้นนำของเชียงใหม่ ลำพูน และรักกันกลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ คนไหนรักชอบช่วยเหลือใคร อีกคนก็มีน้ำใจเผื่อแพ่ด้วย เหตุฉะนี้ เมื่อหม่อมศรีนวล รับเป็นประธานร้านจิตรลดา ในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ สาขาเชียงใหม่ เจ้าพงศ์แก้วก็เป็นผู้ช่วยที่เข้มแข็ง งานสำคัญที่ร้านจิตรลดาได้รับความอนุเคราะห์อย่างมากจากเจ้าพงศ์แก้ว คือ เรื่องการทอผ้ายก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้สร้างโรงทอผ้าขึ้นใกล้ๆศาลารวมใจ ต.บ้านกาด อำเภอสันป่าตอง เพื่อให้ชาวบ้านถิ่นนี้มีงานอาชีพทางทอผ้าเป็นรายได้เสริมของครอบครัว เจ้าพงศ์แก้เป็นกำลังสำคัญมากในเรื่องนี้ เริ่มแต่สรรหาตัวครูสอนทอผ้ายก ฝืมือดี ไว้ใจได้ เคยทำงานกับเธอ ก็ยกมาให้จิตรลดา และดูแล แนะนำตลอดมา เพราะเธอเป็นผู้รู้ชำนาญในศิลปะทางนี้มานานแล้ว มีโรงงานทอผ้ายกภายในบ้านจนเป็นที่เลื่องลือว่าผ้ายกสวยฝีมือเลิศต้องเป็นผ้ายกของเจ้าพงศ์แก้ว แห่งเมืองลำพูน เจ้าพงศ์แก้วได้ถ่ายทอดความรู้ศิลปะในการทอผ้า คิดลวดลายอันสวยงาม เลือกสีไหมแก่ครูสอนทอผ้ายกของโครงการศิลปาชีพ เป็นผลให้ผ้ายกที่ผลิตออกมาจากโรงงานบ้านกาด เป็นที่นิยมเช่นเดียวกับที่มาจากบ้านเจ้าพงศ์แก้ว” (จากหนังสือพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเจ้าพงษ์แก้ว ณ ลำพูน)

กรณีเครื่องบินสาบการบินเลาด้าแอร์ไลน์ของประเทศออสเตรียตกที่จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากนอกเหนือจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และภริยาได้เสียชีวิตแล้ว ยังมีบุคคลชั้นนำของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแกนนำในงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลืองานด้านต่างๆ ต้องเสียชีวิตไปพร้อมกันด้วยรวมถึง ๑๒ คน จึงน่าศึกษาถึงวิถีชีวิตและคุณงามความดีของแต่ละคน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อสังคมสืบต่อไป

ผู้เสียชีวิตที่กล่าวไปแล้ว คือ
๑.นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๒.นางสุภาพ เดชะรินทร์ ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๓.คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่
๔.คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน

บุคคลที่ ๕ คือ คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม
คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม เป็นชาวเมืองสมุทรปราการ เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๑ บุตรีคนโตของพระไวทยวิธีการ (พูลสวัสดิ์ บุศยศิริ) และนางเชย สกุลเดิม ขมะสุนทร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก ๒ คน เสียชีวิตตั้งแต่เด็กทั้งคู่ และมีพี่น้องต่างมารดาอีก ๑๘ คน ด้านการศึกษาสำเร็จระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนสาบปัญญา กรุงเทพฯ สำเร็จมัธยามปลายที่โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ หลังจากจบการศึกษาได้ ๑ ปี สมรสกับ ร.ต.ท.นิรันดร ชัยนาม ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองสารวัตรตำรวจสันติบาล หลังแต่งงานแล้วทำหน้าที่แม่บ้านเรื่อยมา

สำหรับ ร.ต.ท.นิรันดร ชัยนามนั้น ยศสุดท้าย คือ พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม เป็นบุตรของพระยาอุภัยพิพากษา (เกลื่อน ชัยนาม) หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจในปี พ.ศ.๒๔๙๙ การโอนจากตำรวจไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้นเชื่อว่ากระทำได้สำหรับคนพิเศษเนื่องจาก พ.ต.อ.นิรันดร เคยเป็นนายตำรวจเวรประจำตัวของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม หลังจากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ย้ายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร จังหวัดขอนแก่น และย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๐๓ ต่อจากนายสุทัศน์ สิริสวย จนถึงเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.๒๕๑๔ รับราชการที่เชียงใหม่อยู่นานถึง ๑๑ ปี ซึ่งคุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม ได้ย้ายมาเชียงใหม่ด้วย หลังจากเกษียณอายุราชการแล้วได้พักอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงใหม่เรื่อยมา

พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ได้ชื่อว่ารับราชการด้วยความซื่อสัตย์ แม้เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังไม่มีบ้านพักส่วนตัว ได้ย้ายออกจากจวนผู้ว่าไปขอพักอาศัยที่บ้านพักของแพทย์คณะแพทย์ศาสตร์ที่ว่างอยู่ และเริ่มสร้างบ้านของตัวเองที่บ้านช่างเคียน ถนนสายคันคลองชลประธาน ระหว่างรับราชการเป็นที่รักใคร่ของชาวเชียงใหม่และมักเรียก พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ว่า “คุณพ่อ” และเรียกคุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม ภริยาว่า “คุณแม่” หลังจากเกษียณอายุแล้วได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่มักเห็นว่าจะได้รับเลือกแน่นอน แต่ผลปรากฏว่าไม่ได้รับเลือก เนื่องจากมีการซื้อเสียงกัน (คุณอินสม ปัญญาโสภา, สัมภาษณ์) พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม เสียชีวิตปี พ.ศ.๒๕๒๘

การช่วยเหลืองานสังคมของคุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม เมื่อมาเป็นภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับตำแหน่งนายกสภาเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นนายกสมาคมสตรีศรีลานนาไทย นอกจากนี้เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานมูลนิธิเด็กกำพร้าอนาถาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นกลุ่มแรกที่ร่วมก่อตั้งหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี และเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ คุณหญิงพูลสมัย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุตถจุลจอมเกล้า เป็นคุณหญิง เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๔

นายแพทย์บุญสม มาร์ติน อดีตคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เขียนคำไว้อาลัยคุณหญิงพูลสมัย ชัยนามว่า
“ผมเรียกคุณหญิงพูลสมัยว่า อาหมัย เนื่องจาก พ.ต.อ.นิรันดร เป็นอาของเพื่อน และผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่พร้อมๆ กับครอบครัวอาหมัย อาหมัยได้ทำหน้าที่ฐานะภรรยาของผู้ว่าราชการจังหวัดได้อย่างเยี่ยมยอด เป็นที่รัก เป็นที่ชอบพอ เป็นที่นิยมของทุกคนที่ได้พบปะและคบค้าสมาคมด้วย คุณความดีทั้งหลายทั้งปวงพิสูจน์ได้จากการที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นคุณหญิงนั้น ย่อมเป็นเครื่องประกันอยู่แล้วว่าเป็นยอดหญิงเพียงใด…” (จากหนังสือพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม, ๒๕๓๔ และ พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม, ๒๕๒๘)

คุณพิมพ์พรรณ ฤกษ์เกษม
คุณพิมพ์พรรณ ฤกษ์เกษม เดิมสกุล “พรหมชนะ” เป็นชาวสันกำแพง บุตรของพ่อคำ – แม่บัวเขียว พรหมชนะ มีพี่น้องรวม ๑๐ คน คือ นางคำป้อ พรหมชนะ, นายบุญชู พรหมชนะ, นางบัวแก้ว ปทีปเสน, นางปทุม ปั้นตระกูล, นางอุบลวรรณ สืบวงศ์แพทย์, นายทองดี พรหมชนะ, นางบัวเทพ ลือลภ, นางเพ็ญพรรณ ชินวัตร, นางพิมพ์พินันท์ ตันสุหัส และนางพิมพ์วรรณ พรหมชนะ

ตระกูล “พรหมชนะ” นั้นเป็นสกุลที่มีชื่อเสียงของอำเภอสันกำแพง ค้าขายผ้าไหมเช่นเดียวกับตระกูล “กัญชนะ” และตระกูล “ชินวัตร” สมัยก่อนทั้งร้านพรหมชนะ และร้านชินวัตร มักถือปฏิบัติคล้ายกันคือ ส่งสาวงามเข้าร่วมประกวดในงานฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหม่ และมักได้ตำแหน่งนางงามเชียงใหม่ หลักจากนั้นนางงามเชียงใหม่จะช่วยประชาสัมพันธ์ร้านค้าและคอนต้อนรับลูกค้าที่มาเข้าร้าน ทำให้สินค้าขายดีขึ้น เป็นการประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากในสมัยก่อน ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของร้านพรหมชนะ คือ คุณสุมิตรา พรหมชนะ เป็นนางงามเชียงใหม่ ที่มีชื่อเสียงมาก (คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล, สัมภาษณ์)

รุ่นพ่อแม่ คือ พ่อคำ – แม่บัวเขียว สร้างฐานะไว้มั่นคง พ่อคำ พรหมชนะ มีที่นาให้เช่ามากมายที่ดินแถบหนองหอยหลังจากถนนมหิดลตัดผ่านทำให้ราคาสูงขึ้น ส่วนแม่บัวเขียวค้าขายเก่ง มักค้าขายกับกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าออกคุ้มอยู่เสมอ ต่อมามีโรงงานทอผ้าไหมและมีร้านจำหน่ายผ้าไหม ชื่อ ร้านพรหมชนะ ทั้งที่อำเภอสันกำแพงและที่ตลาดวโรรส โดยเฉพาะร้านพรหมชนะที่ตลาดวโรรสขายดีทำกำไรได้มาก มักมาข้าราชการผู้ใหญ่ที่มาราชการในเชียงใหม่แวะมาซื้ออยู่เสมอส่วนใหญ่เป็นผ้าไหมซิ่นและผ้าไหมเป็นชิ้นสำหรับตัดเสื้อ ต่อมาย้ายร้านไปที่ถบบห้วยแก้วบริเวณ ๑๒ ห้วยแก้วในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นที่ของตระกูล ต่อมาได้ขายไป

คุณพิมพ์วรรณ จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่ ต่อไปไปอยู่กับพี่สาว คือ คุณบัวแก้ว ปทีปเสน ที่กรุงเทพฯ และเรียนจบมัธยม ๖ ที่โรงเรียนมาแตร์เดอี หลังจากนั้นเรียนเร่งรัดจบด้านบัญชี ต่อมาจึงกลับมาอยู่กับครอบครัวที่อำเภอสันกำแพง ช่วยเหลือกิจการโรงงานทอผ้าไหมและร้ายขายผ้าไหม ขณะอายุ ๒๕ ปี สมรสกับนายแพทย์ระเบียบ ฤกษ์เกษม อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ นายแพทย์ระเบียบ เป็นอาจารย์สอนแพทย์รุ่นแรกๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ เรื่อยมา และนายแพทย์ระเบียบ เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมในการจัดตั้งแพทย์อาสาของมูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชินีนาถ (พอ.สว) รวมทั้งขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้เป็นผู้ที่เชิญชวนคุณกิ่งแก้ว วิบุลสันติ เศรษฐีย่านสันป่าข่อย บริจาคที่ดินและบ้านจัดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กที่กำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ ซึ่งขณะนั้นเป็นปัญหาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ต้องรับภาระเป็นอย่างมาก นายแพทย์ระเบียบฯ เสียชีวิตเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๒๙ (คุณพิมพ์พินันท์ ตันสุหัส, สัมภาษณ์)

ก่อนที่จะเข้าช่วยเหลือสังคมในฐานะนักสังคมสงเคราะห์คุณพิมพ์พรรณ พอมีทรัพย์สินจากรุ่นพ่อแม่ที่มอบให้ และเนื่องจากมีหัวด้านการค้า มักรับซื้อที่ดินราคาถูกที่มีผู้นำมาขายให้ไว้ ต่อมาเมื่อที่ดินราคาสูงขึ้นก็ขาย ทำให้มีกำไรและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจนเพียงพอที่จะใช้ในครอบครัวและแบ่งปันช่วยเหลือสังคม โดยการชักชวนของกลุ่มคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน งานช่วยเหลืองานสังคมสงเคราะห์ เช่น กรรมการมูลนิธิบ้านกิ่งแก้ว กรรมการกาชาด นายกก่อตั้งสโมสรไลอ้อนคำดารา เป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ถึง ๘ สมัยติดต่อกัน คุณพิมพ์พิวรรณ มีบุตรกับนายแพทย์ระเบียบ รวม ๕ คน คือ นายระพีพัฒน์, นายรัตนพงศ์, นายธำมรงค์ฤทธิ์, นายกิตติพันธุ์ และ ด.ช.ธัญญวัฒน์ (ถึงแก่กรรม) (จากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ นพ.ระเบียบ ฤกษ์เกษม, ๒๕๒๙)

คุณนงนุช จิดาศิลป์
คุณนงนุช ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่เก่งคนหนึ่งของเชียงใหม่ที่เก่งเรื่องการค้าขาย ทำธุรกิจที่ดิน ทำหมู่บ้านจัดสรรจนประสบความสำเร็จเป็นพี่สาวของคุณณรงค์ ศักดาทร เจ้าของบริษัทนิยมพาณิช โดยเป็นบุตรสาวของนายริ้ว ศักดาทร และนางหล้า ศักดาทร

ตระกูล “ศักดาทร” หรือที่ชาวเชียงใหม่รับรู้จักกันว่า “ตระกูลนิยมพาณิช”
ก่อนจะมาเป็นนิยมพาณิช ร้านของบรรพบุรุษเดิม คือ ร้าน “บ้วนฮงเสง” เริ่มก่อตั้งมาประมาณ ๙๐ ปี ประมาณปี พ.ศ.๒๔๕๕ ตั้งอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ ตลาดวโวรส อ.เมือง เชียงใหม่ เดิมเป็นห้องแถวเพียง ๑ ห้อง จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ต่อมาขายสบู่และครั่ง

เริ่มต้นโดย นายเอียวฮก แซ่เอง ที่อพยพมาจากประเทศจีน และนางใส ดั้งเดิมเป็นชาวเมืองลำพูน พูดจาเสียงดัง เก่งด้านค้าขาย เริ่มค้าขายโดยนำสินค้าบรรทุกหลังช้างไปขายพม่าและซื้อทับทิมมาขายที่เชียงใหม่ และค้าขายทางเรือระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ก่อร่างสร้างตัวมาจนกิจการและครอบครัวมั่นคงสืบทอดมาถึงรุ่นลูก

นายเอียวฮกและนางใส มีบุตรธิดารวม ๖ คน คือ
นาวแมว ศักดาทร สมรมกับนายกำธร นิมานันท์ บุตรีคนหนึ่ง คือ นางนิภา นิภานันท์สมรสกับนายทวีสิน ตุวานนท์ (เป็นบิดามารดาของนายนิพนธ์ ตุวานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
นายริ้ว ศักดาทร สมรสกับนางหล้า ตนะพงศ์ และนางคาล้อ แซ่เอง
นางจิ้มลิ้ม ศักดาทร สมรสกับนายเอี้ยวเชี่ย ตั้งบุญเรือง
นายกุ่ย ศักดาทร สมรสกับนางพวงแก้ว
นายเซี่ยม ศักดาทร สมรสกับนางเง็กเซ็ง
นายอรุณ ศักดาทร สมรสกับนางฮ้อเซิง

กิจการค้าขายของร้าน “บ้วนฮงเสง” ล่วงมาถึงรุ่นลูกที่รับกิจการของร้านเป็นหลัก คือ คุณริ้ว ศักดาทร หลังสงครามโลกครั้ง๒ (พ.ศ.๒๔๘๙) ขยายร้านบ้านฮกเลงจากคูหาเดียวเป็น ๓ คูหา ๒ ชั้น เริ่มนำสินค้าอุตสาหกรรมมาวางจำหน่าย เช่น จักรเย็บผ้า วิทยุ จักรยาน นาฬิกา โดยเป็นเอเย่นนาฬิกายี่ห้อโอเมก้า จดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทนิยมพาณิชจำกัด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ และเริ่มต้นขายในระบบเงินผ่อน

นายริ้ว ศักดาทร สมรสกับนางหล้า ตนะพงศ์แลพนางคาล้อ แซ่เอง บุตรธิดารวม ๕ คน คือ
นางสมศรี ศักดาทร สมรสกับนายเจียร วังทองคำ
นางนงนุช ศักดาทร สมรสกับนายมังกร จินดาศิลป์
นายณรงค์ ศักดาทร สมรสกับนางจิรา ขัมพานนท์ (บุตรธิดา ๓ คน คือนางวันเพ็ญ ศักดาทร, นางเจนจิรา ศักดาทร และนายภาณุพงศ์ ศักดาทร)
และนางสุรภี ศักดาทร สมรสกับนายศุภฤกษ์ ลิ้มเล็งเลิศ (บุตรธิดา ๓ คน คือ นางสุวิมล ลิ้มเล็งเลิศ สมรสกับนายสมชาย ชีวเกรียงไกร, นายสลิล ลิ้มเล็งเลิศ สมรสกับนางแววดาว สุวรรณกุล และนายสงวน ลิ้มเล็มเลิศ สมรสกับนางอัจฉราวรรณ สุภาวรรณ)

นางนงนุช จินดาศิลป์ (ศักดาทร) เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๙ ที่ร้านถนนวิชยานนท์ เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน เรียนต่อที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยและโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และเรียนชั้นมัธยมที่ ๒ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคพายัพ หลังจากนั้นได้เข้าช่วยกิจการของครอบครัวจากร้านบ้วนฮงเสง ต่อมาครอบครัวขยายกิจการมาที่ถนนราชดำเนินและขยายกิจการมาที่ถนนมหิดลปัจจุบัน โดยช่วยเหลือคุณณรงค์ ศักดาทร พี่ชายในงานด้านเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๔ แยกมาตั้งบริษัท จินดาศิลป์ จำกัด ทำธุรกิจด้านการจัดสรรที่ดิน โดยเริ่มต้นทำหมู่บ้านพัฒนาช้างเผือก ใกล้สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ต่อมาทำหมู่บ้านจินดาเวศน์ ที่ใกล้ตลาดหนองหอย และทำหมู่บ้านจินดาวิลล่า เขตอำเภอสารภี หลังจากด้านธุรกิจและครอบครัวเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เนื่องจากสนิทสนมกับคุณหญิงเจ้าพงษ์แก้ว ณ ลำพูน และพิมพ์พรรณ ฤกษ์เกษม จึงเริ่มต้นเป็นสมาชิกสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย, สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่, สมาชิกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมสตรีศรีลานนาไทยเชียงใหม่, สโมสรไลอ้อนคำดารารัศมี, สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยช่วยงานสังคมสงเคราะห์มาโดยตลอดก่อนที่จะเสียชีวิตจากกรณีเครื่อบินตก

ด้านครอบครัว สมรสกับนายมังกร จินดาศิลป์ (เสียชีวิตปลายปี พ.ศ.๒๕๔๔ อายุ ๘๓ ปี) บุตรธิดา รวม ๓ คน คือ นางสาววิมุติ จินดาศิลป์ จบคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทจากอเมริกา ปัจจุบันทำร้าน “สวนผัก” ที่ข้างห้างสรรพสินค้าโรบินสันแอร์พอร์ต, พ.ญ.วิรัต จินดาศิลป์ (ศิริสันธนะ) รับราชการหัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสุทธิพงศ์ จินดาศิลป์

กิจการของตระกูล จินดาศิลป์ ในปัจจุบันนอกเหนือจากร่วมกิจกรรมของบริษัทนิยมพาริชแล้ว มีธุรกิจสำนักงานให้เช่า ในนาม “แอร์พอร์ต บิซิเนส พาร์ค” ใกล้วิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น และ “ร้านสวนผัก” ข้างห้างแอร์พอร์ตพลาซ่า (จากหนังสืองานฌาปนกิจศพนางนงนุช จินดาศิลป์ ปี๒๕๓๔, หนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพนายณรงค์ ศักดาทร, หนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจนายมังกร จินดาศิลป์, ๒๕๔๔ และสัมภาษณ์แพทย์หญิงวิรัต ศิริสันธนะ)

แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ ขณะมีชีวิตอยู่รับราชการก็สร้างประโยชน์ไว้มากมาย หลังจากเกษียณอายุราชการได้ช่วยเหลือสังคมทั้งในจังหวัดลำพูนและจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่รู้จักและชื่นชมกนเป็นอย่างดี พื้นเพเดิมเป็นชาวบางรัก กรุงเทพฯ เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นบุตรีคนโตของขุนเซี่ยวพิทยากร (เซ่งง่วน บุญสมบัติ) และนางอุบล เชียงพิยาการ มีพี่น้องรวม ๗ คน จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสายปัญญาและโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ทุนเรียนดีมาตลอด และสอบเข้าเตรียมแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒ ปี จึงเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต

หลังจากจบการศึกษารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ และศิริราชพยาบาลรวม ๕ ปี ต่อมาจึงโอนย้ายตามสามี คือ นายแพทย์ จำรูญ ศิริพันธุ์ มารับราชการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจังหวัดลำพูน นานถึง ๑๖ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ จึงย้ายมาที่จังหวัดเชียงใหม่ประจำที่โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ตำแหน่งผู้อำนวยการคลีนิคศูนย์วิจัยประสาทและเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาทรวม ๖ ปี ผลงานขณะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเป็นชื่อเสียง คือ การริเริ่มก่อตั้งชมรมผู้สูงอายุเชียงใหม่ขึ้น ชมรมนี้ได้สร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทุกเดือนอันเป็นประโยชน์แก่อย่างมากต่อผู้สูงอายุต่อผู้สูงอายุทั้งในเมืองเชียงใหม่และอำเภอรอบนอก เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.๒๕๒๓ หลังเกษียณอายุราชการแล้วได้พำนักอยู่ที่เชียงใหม่

คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล กล่าวถึงการช่วยเหลือสังคมของแพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ ว่า
“คุณหมอฉวีวรรณ คุ้นเคยกับคุณหญิงหม่อมศรีนวล และคุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว จึงชวนมาช่วยงานสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาทแล้ว และหลังจากเกษียณแล้วก็เข้ามาช่วยมากขึ้น กิจกรรมที่ร่วม คือ งานกาชาด สมาคมสตรีศรีลานนา สโมสรไลอ้อนคำดารารัศมี ซึ่งแพทย์หญิงฉวีวรรณ เคยเป็นนายกสโมสรด้วย การเสียชีวิตของคุณหมอฉวีวรรณ ทำให้ขาดคนทำงานคนสำคัญของเชียงใหม่ไปอีกคนหนึ่ง”

อีกงานหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม คือ เป็นกรรมการศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคเหนือ
ด้านครอบครัวสมรสกับนายแพทย์จำรูญ ศิริพันธุ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลจำหวัดลำพูน มีบุตร ๑ คน คือ นายธนา ศิริพันธุ์
การทำงานช่วยเหลือสังคมและงานบุญกุศลด้านศาสนาต่างๆทำให้แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ ได้รับโล่รางวัลมากมาย โล่สุดท้ายก่อนเสียชีวตเพียง ๑ เดือน คือ โล่เกียรติคุณจากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในฐานะผู้สูงอายุดีเด่น ในโอกาสวันผู้สูงอายุแห่งชาติปี ๒๕๓๔

แพทย์หญิงวัณรุณี คมกฤส ได้บันทึกเกี่ยวกับแพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ว่า
“…พี่หวีเป็นผู้ที่ประกอบความดีทั้งในหน้าที่การงานและส่วนตัว ในหน้าที่การงานพี่หวีเป็นผู้ที่ตั้งใจทำงาน มีความซื่อตรงและซื่อสัตย์สุจริต ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ พี่หวีก็ได้ช่วยสร้างสรรค์ให้โรงพยาบาลประสาทก้าวหน้า พี่หวีได้พยายามก่อตั้งโครงการผู้สูงอายุขึ้นจนสำเร็จ ก่อนจะเกษียณอายุราชการพี่หวีก็ได้พยายามจัดหาเงินทั้งงบประมาณและบริจาคสร้างอาคารตึกผู้ป่วยนอกให้โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ เป็นศรีสง่าแก่โรงพยาบาล…” (จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพแพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์, ๒๕๓๔)

กรณีเครื่องบินเลาด้าแอร์ตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ นั้น เป็นเหตุให้นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ และภริยา ตลอดทั้งกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ชั้นนำ ของเมืองเชียงใหม่เสียชีวิตทั้งหมดรวม ๑๒ คน ชาวเชียงใหม่ต่างเห็นพ้องกันว่า ในช่วงนั้นเป็นเหตุให้งานสังคมสงเคราะห์ของเมืองเชียงใหม่ขาดคนที่จะทำงานกันเลย

การช่วยเหลืองานด้านสังคม ที่เรียกว่า งานสังคมสงเคราะห์นั้นมีงานหลายด้านและเริ่มต้นมาเป็นเวลานานสืบทอดต่อมาถึงปัจจุบัน คุณหญิงระวีพันธุ์ สุจริตกุล อธิบายเรื่องงานสังคมสงเคราะห์ของเชียงใหม่ว่า
“งานหลักที่ทำกันมา คือ งานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภรรยาของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละรุ่น จะเป็นนายกเหล่ากาชาด ก็จะมีความร่วมมือจากสมาคมย่อยต่างๆ เข้าช่วยเหลือเป็นกรรมการ งานที่ทำ คือ การรับบริจาคโลหิต จัดหาทุนและการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นก่อนที่ฝ่ายกรมประชาสงเคราะห์จะเข้าช่วยเหลือ เช่น ผู้ถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น

กิจกรรมต่อมาที่มักร่วมกันทำ คือ สมาคมสตรีศรีลานนา สมาคมนี้มีทุกจังหวัด แต่จังหวัดอื่นจะเรียกว่า สมาคมวัฒนธรรมหญิง มีของเชียงใหม่ที่เรียกชื่อต่างจากที่อื่น ภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายกสมาคมเช่นเดียวกันสมาคมสตรีนี้ขึ้นกับสภาสตรีแห่งชาติ ซึ่งตัวแทนแต่ละจังหวัดจะต้องไปประชุมทุกปี การเริ่มต้นสมาคมนี้มีมาตั้งแต่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภริยาคือ คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม เริ่มก่อตั้งขึ้น แต่ของเชียงใหม่มีมาก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยที่พระยาราชภักดีมาเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ภริยาคือ คุณหญิงรามราชภักดีเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยรวมแม่บ้านของข้าราชการในจังหวัดร่วมกันทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม และมีกิจกรรมนี้เรื่อยมา งานส่วนใหญ่นอกเหนือจากวัฒนธรรมที่ดีแล้ว ยังมีกิจกรรมออกหมู่บ้าน อบรมกลุ่มแม่บ้านให้ความรู้ด้านต่างๆ และมีเงินทุนให้แต่ละหมู่บ้านยื่นกู้ไปทำกิจกรรมหมู่บ้านคล้ายกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลขณะนี้

“แต่ปัจจุบันสมาคมสตรีศรีลานนา กิจกรรมจะน้อยลงไป เนื่องจากกรรมการส่วนใหญ่เป็นคนเก่าๆ ที่อายุเริ่มมากขึ้น ภรรยาข้าราชการที่เคยเข้ามาเป็นกรรมการในปัจจุบันก็ไม่มีเข้ามาเพิ่ม เพราะส่วนใหญ่มักจะทำงานกัน บ้างก็ไม่ติดตามสามีมาอยู่เชียงใหม่ เป็นเรื่องของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สมาคมสตรีศรีลานนาเป็นภาคเอกชนไม่ใช่ราชการ การทำกิจกรรมต่างๆ จึงไม่ถูกเพ่งเล็ง อย่างคราวหนึ่งสมัยก่อนที่รัฐบาลมีนโยบายห้ามเลี้ยงส่งข้าราชการ แต่เมื่อผู้ว่าฯต้องย้าย ก็ใช้สมาคมสตรีลานนาจัดเลี้ยงให้ภรรยาผู้ว่าฯ ก็เลี้ยงรวมกันไปเลย เรื่องการเลี้ยงส่งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือข้าราชการผู้ใหญ่สมัยนี้ด้านมารยาทในการเลี้ยงส่งก็เปลี่ยนไป สมัยก่อนการเลี้ยงส่งข้าราชการมักทำกันเพื่อการให้เกียรติ ไม่มีการขึ้นไปกล่าวชมเชย ยกยอผลงานกันยืดยาวเหมือนสมัยนี้ ทำเอากระอักกระอ่วนกันทั้งผู้ยกยอและผู้ถูกยกยอ รวมทั้งคนฟังที่มาร่วมงานด้วย สมัยก่อนไม่มีการยกยอกันมากใครดีใครไม่ดีมักรู้กันอยู่แล้ว”

ผู้เสียชีวิตรายที่เก้า คือ คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์
ตระกูล “ตียาภรณ์” เป็นตระกูลใหญ่ฐานะร่ำรวยมาตั้งแต่อดีตอยู่ย่านวัดเกตการาม คุณประพิมพ์ เป็นบุตรของ นายทองอยู่ และนางกิมเหรียญ ตียาภรณ์ อาชีพค้าขายล่องเรือค้าขายระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ บ้านอยู่ย่านวัดเกตการาม เปิดเป็นร้านขายด้าย, ผ้า จนถึงจักรยาน ชื่อว่า “ร้านเตียหย่งเชียง” สร้างฐานะจนมีที่ดินที่เขตอำเภอสันทรายอยู่มากรวมทั้งที่ดินย่านวัดเกต

หากย้อนไปอีกชั้นหนึ่ง นายทองอยู่ ตียาภรณ์ บิดาของคุณประพิมพ์ เป็นบุตรของนายกี แซ่เตีย พี่น้องมี ๓ คน คือ นายทองอยู่, นายแดง และนางกิมเฮียะ น้องชายของนายทองอยู่ คือ นายแดง ตียาภรณ์ ก็สร้างฐานะเป็นคหบดีย่านวัดเกต ภรรยาคือ นางจันทร์เป็ง สกุลเดิม แซ่แต่ บุตรธิดา ๕ คน คือ นางอรพินธ์ (สมรสกับ พล.ต.ต.วิศิษฐ์ เชาวนปรีชา), นางเพ็ญศรี (สมรสกับ นายทวี อัศวนนท์), นางจิตรา (สมรสกับ นายชุน ศิลาสุวรรณ), น.ส.กาญจนา และนายศักดิ์ ตียาภรณ์ (สมรสกับนาง สมศรี พุ่มชูศรี) ตระกูลตียาภรณ์ ภาคภูมิใจที่นายแดง ตียาภรณ์เป็นช่างไม้และช่างก่อสร้างที่มีฝีมือทางช่างยอดเยี่ยมมาก บ้านไม้สักสองชั้นกว้างใหญ่สวยงามที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อยู่ที่ย่านวัดเกตก็เป็นฝีมือของนายแดง ตียาภรณ์ ที่สร้างและคุมสร้างด้วยตนเอง โดยเฉพาะถังไม้ขนาดเล็กหนา ๑ นิ้ว เป็นความสามารถที่น่าทึ่ง สำหรับฝีมือช่างพื้นบ้านในขณะนั้น น่าเสียดายว่าถูกรื้อทิ้งไปแล้ว และคนย่านวัดเกตมักรับรู้กันว่า นางจันทร์เป็ง ภรรยาของนายแดง รักบ้านหลังนี้มาก มักเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอต่อมาบ้านนี้ตกเป็นสมบัติของนางอรพินธ์ บุตรสาว เมื่อแต่งงานกับ พล.ต.ต.วิศิษฐ์ฯ เมื่อนางอรพินธ์เสียชีวิต จึงตกไปยัง พล.ต.ต.วิศิษฐ์ฯ ปัจจุบันญาติฝ่าย พล.ต.ต.วิศิษฐ์ฯ ได้รับกรรมสิทธิ์

คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ มีพี่น้องรวม ๗ คน คือ นายอารักษ์ ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปีเศษ อดีตรองผู้อำนวยการไฟฟ้านครหลวง, นางสาวประพิมพ์ เป็นคนที่สอง, นายตระการ, นางอาภา, อาจารย์สุพจน์ ตียาภรณ์ อาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รุ่นแรก, นางสลวย และนายอำพล ตียาภรณ์ อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า (อาจารย์สุพจน์ ตียาภรณ์, สัมภาษณ์)

คุณประพิมพ์ เป็นโสด จบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย จบระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินีล่าง หลังจากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียนการช่างสตรีพระนครใต้ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว กลับมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย รวม ๕ ปี ย้ายไปเป็นครูสอนโรงเรียนผดุงดรุณีที่กรุงเทพฯ จนปี พ.ศ.๒๕๑๕ เมื่อนายทองอยู่ ตียาภรณ์ บิดาเสียชีวิต จึงกลับมาอยู่เชียงใหม่ เริ่มทำบุญกุศลและช่วยเหลืองานด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะได้ร่วมกับพี่น้อง น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินรวม ๙ ไร่ ที่ตำบลสันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่ สร้างเป็นมูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ สร้างบ้านพักเลี้ยงดูคนพิการ และได้เป็นกรรมการมูลนิธิดังกล่าวเรื่อยมา (เอกสารที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ น.ส.ประพิมพ์ ตียาภรณ์)

ผู้เสียชีวิตรายที่สิบและสิบเอ็ด คือ คุณยงยุทธ โอวัชรินทร์และคุณรัชนี โอวัชรินทร์ เป็นเจ้าของกิจการร้านทองโอ๊วจินเฮง ตลาดนวรัฐ เดิมเป็นชาวกรุงเทพฯ อาชีพเป็นช่างทำทองอยู่ที่บ้านหม้อ ตั้งแต่รุ่นปู่ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๐ อพยพครอบครัวมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เดิมแซ่โอ๊ว แซ่เดียวกับเจ้าของตลาดนวรัฐ คือ เถ้าแก่ชู โอสถาพันธ์ มาซื้อห้องแถวและเปิดร้านขายของที่ตลาดนวรัฐ เดิมอยู่ห้องข้างตลาดด้านทิศเหนือ ต่อมาจึงมาซื้อห้องด้านทิศตะวันออก นายยงยุทธและนางรัชนี มีบุตร ๒ คน คือ นายณรงค์ศักดิ์ โอวัชรินทร์ และนายวรศักดิ์ โอวัชรินทร์

นายยงยุทธและนางรัชนี เริ่มต้นงานช่วยเหลือสังคม เมื่อรู้จักและสนิทสนมกับคุณบุญทวี ตันตรานนท์ พี่สาวของคุณธวัช ตันตรานนท์ เช้าร่วมเป็นสมาชิกสภากาชาดจังหวัดเชียงใหม่และได้รับการชักชวนให้ร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคมกับหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ตอนนั้นกิจการพออยู่ตัวแล้วและมอบให้รุ่นลูกดำเนินกิจการแทน ขณะเสียชีวิตอายุ ๖๗ ปี และ ๖๒ ปีตามลำดับ (คุณณรงค์ศักดิ์ โอวัชรินทร์, สัมภาษณ์)

ผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย คือ คุณนงคราญ ทัตตานนท์ เป็นบุตรบุญธรรมของ พล.ต.ท.อังกูร ทัตตานนท์ นายตำรวจประจำ ตชด.แม่ริม จบการศึกษาจากมหาวิทลัยเชียงใหม่ ทำงานสื่อมวลชนและชอบเข้ากลุ่มสังคมทั้งกลุ่มกาชาด และเป็นสมาชิกของสโมสรไลอ้อนคำดารา โดยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของสโมสร มักติดตามไปกับคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ และคุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน เมื่อมีการนัดกันไปเที่ยวกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสโมสรไลอ้อนคำดารา คุณนงคราญ ขอร่วมเดินทางไปเที่ยวด้วย ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ไม่มีที่นั่งสำหรับคุณนงคราญ แต่ด้วยความมุ่งมั่นอยากจะไปทำให้ในคณะต้องจัดหาตั๋วเดินทางให้จนได้และมาเสียชีวิตพร้อมคณะในครั้งนี้

ผู้ที่ครั้งแรกตกลงที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะในเที่ยวบินดังกล่าวด้วย แต่ภายหลังเปลี่ยนใจกะทันหัน ทำให้มีชีวิตรอดมี ๓ คน คือ คุณธนี พหลโยธิน คุณเพลินพิศ อาสนจินดา และคุณเพิ่มพล อาสนจินดา

คุณธนี พหลโยธิน ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเล่าว่า
“หม่อมเจ้าศรีนวล ชวนไปเที่ยวด้วย คราวนี้มีงานใหญ่คือ งานครบ ๑๐๐ ปี ของโรงละครที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ผู้เข้าร่วมต้องแต่งชุดราตรี จึงมีการเตรียมชุดราตรีสีดำเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเตรียมเครื่องประดับไปอีกส่วนหนึ่ง ปกติกับกลุ่มของหม่อมศรีนวล จะมีการพบปะกันอยู่เสมอ มีการเล่นแชร์และนัดทานข้าวเที่ยวกันบ่อย การไปเที่ยวก็ไปกันบ่อย คราวนั้นตกลงไปด้วยแล้ว ซึ่งต้องขึ้นเครื่องที่สนามบินดินเมืองในวันที่ ๒๔ ก่อนหน้า ๑ วัน คือ วันที่ ๒๓ ไปทำธุระที่อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน ปรากฏว่าเป็นไข้และไข้ขึ้นสูง ซื้อยาพาราเซตามอลมาทานไข้ก็ไม่ลด เมื่อนั่งเครื่องบินไปถึงกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมเดินทางอาการก็ไม่ดีขึ้น ต้องเข้าโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หมอดูอาการแล้วอาการหนักให้นอนพักที่โรงพยาบาล จึงจำเป็นต้องโทรศัพท์แจ้งหม่อมศรีนวลของดการเดินทางกระทันหัน รุ่งขึ้นตอนเช้าอ่านหนังสือพิมพ์จึงทราบว่าเครื่องบินตกเสียชีวิตทั้งหมด เพื่อนฝูงญาติพี่น้องร้องไห้กันทั้งหมดนึกว่าเราร่วมเดินทางไปด้วยและเสียชีวิตแล้ว รอดชีวิตเพราะป่วยแท้ๆ ส่วนอีก ๒ คนที่งดเดินทางกะทันหัน คือ คุณเพลินทิศ อาสนจินดา ปวดท้องกะทันหัน เนื่องจากเป็นนิ่ว ภรรยาไม่ไปทำให้สามี คือ คุณเพิ่มพล อาสนจินดา ก็เลยไม่ไป ต้องอยู่ดูแลภรรยา รอดชีวิตเช่นกัน

“ตอนที่โทรศัพท์คุยงดเดินทาง คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ ก็อิดออดไม่อยากเดินทางไปเช่นกัน เนื่องจากเป็นรูมเมท (เพื่อนร่วมห้องกัน) กัน เที่ยวต่างประเทศมักนอนร่วมห้องกันเสมอ บ่นว่าไม่อยากไปแต่ยกเลิกไม่ได้ ยกเลิกก็จะโดนยึดเงิน ๘ หมื่นบาท ต้องไปและต้องเสียชีวิต
“ตอนนั้นหลังจากทราบข่าวว่าเสียชีวิตกันหมด เราเจ็บหนักกว่าเดิม อาการทรุดเลยนอนอยู่โรงพยาบาลถึง ๑๐ วัน อาการทุเลาแล้วจึงกลับมาช่วยทำบุญงานศพผู้เสียชีวิตที่เชียงใหม่

“เดิมเราเองไม่ได้ช่วยเหลืองานสังคม แต่หลังจากกลุ่มหม่อมศรีนวลเสียชีวิต จำเป็นต้องเข้ามาช่วยงานสังคมเมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการทำบุญให้ผู้เสียชีวิตเหล่านั้น เริ่มสมัครเป็นอาสาสมัครกาชาดจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นมีคุณหญิงมานิต ยุวบูรณ์ ภรรยาของผู้ว่าชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ เป็นนายกเหล่ากาชาดเชียงใหม่ “ในช่วงรับศพมาบำเพ็ญกุศล ศาลาศพส่วนใหญ่เต็มหมด อย่างวัดเจดีย์หลวง ๔ ศาลาครบหมด ดอกไม้จะแต่งศพก็หายากเพราะมีศพจัดพร้อมกัน ความเศร้าของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมีให้เห็นทั่วไป บรรยากาศของความเศร้าหมองมีอยู่ทั่วเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น”

คุณเพิ่มพล อาสนจินดา เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่รอดชีวิตจากการที่เปลี่ยนใจไม่ร่วมเดินทางไปกับคณะทัวร์ เนื่องจากภรรยา คือ คุณเพลินทิศ อาสนจินดา ป่วยกะทันหัน ว่า
“ผมและภรรยาสนิทกับอาจารย์สุภาพ เดชะรินทร์ ภรรยาของผู้ว่าฯ ไพรัตน์ เดชะรินทร์ อาจารย์สุภาพชวนไปเที่ยวยุโรป ผมกับภรรยาก็บอกว่าเคยไปเที่ยวมาแล้ว ๓ ครั้ง อาจารย์สุภาพก็ขะยั้นขะยอให้ไปเที่ยวยุโรปด้วยกันและบอกว่า ผู้ว่าฯ ไพรัตน์ จะไปด้วย ท้ายที่สุดผมและภรรยาตกลงไปร่วมกับคณะทัวร์ด้วย แจ้งชื่อไปก่อนออกเดินทางไปเที่ยวไม่กี่วัน ภรรยาผมมีอาการปวดท้อง ปวดๆ หายๆ กลับมาเชียงใหม่ก็แวะไปให้หมอกำพลตรวจ หมอกำพลบอกว่ามีปัญหาเรื่องถุงน้ำดีและให้ยามากิน ก็คิดว่าจะนำยาติดไปที่ต่างประเทศขณะเที่ยวด้วย ก่อนออกเดินทาง ๑ วันก็โดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมเดินทางก็มีอาการปวดอยู่ ไปพักที่บ้านน้องสาวภรรยา อาการปวดยังมีอยู่ปรึกษากันแล้วหากไปเป็นอะไรที่ต่างประเทศจะลำบาก จึงตกลงยกเลิก เสร็จแล้วก็ให้หลานพาไปส่งที่สนามบินดอนเมืองเพื่อแจ้งให้อาจารย์สุภาพทราบและขอรับตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับ ซึ่งจองตั๋วกลับเชียงใหม่ไว้แล้ว ตอนนั้นประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เครื่องบินจะออกเวลา ๕ ทุ่ม ตามหาอาจารย์สุภาพที่สนามบินดอนเมืองสักพักก็พบพร้อมทั้งคณะทัวร์ ก็แจ้งยกเลิกเพราะภรรยาปวดท้อง อาจารย์สุภาพก็บอกว่าไม่เป็นไรคราวหน้าค่อยเที่ยวด้วยกันและมอบตั๋วมาให้ พบคุณดวงเดือน เจ้าหน้าที่ทัวร์ คือ เพรสซิเดนท์ทัวร์ ก็บอกว่าทัวร์จะคืนเงินให้ภายหลัง เสร็จแล้วก็เดินทางกลับบ้านแจ้งให้ภรรยาทราบ ภรรยาถอนหายใจเฮือก บอกว่าโล่งใจ”

“ตอน ๖ โมงเช้า พี่ของภรรยาจากเชียงใหม่ โทรศัพท์มาถามว่าไปกับคณะทัวร์หรือเปล่า เมื่อทราบว่าไม่ได้ไปก็ดีใจและแจ้งข่าวให้ทราบว่า รับฟังข่าวทราบว่าเครื่องบินคณะทัวร์ตกที่สุพรรณบุรี รุ่งขึ้นผมไปรับเงินจากบริษัททัวร์ ๒ คน เป็นเงิน ๑ แสน ๔ หมื่นบาทเศษ นั่งรถไฟกลับเชียงใหม่ทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน นำเงินบริจาคมอบผ่านคุณหมอชาลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชสมัยนั้น ๑ แสนบาท สมทบทุนอาคารศรีพัฒน์ที่เหลือบริจาคมูลนิธิการกุศลต่างๆ เช่น หูหนวก ตาบอด” “ตอนหลังหมอตรวจภรรยาทราบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีต้องผ่าตัด พบนิ่วขนาดเท่าหัวแม่มือ นิ่วก้อนนี้เองทำให้ผมและภรรยารอดชีวิตมาได้”

เจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล เล่าเรื่องแปลกในขณะนั้น ก่อนที่คณะจะออกเดินทางมีพระมาทักขอให้ยกเลิกการเดินทาง แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
“เป็นเรื่องที่แปลกมาก คือ มีพระรูปหนึ่ง ชื่อ พระมหาอำพัน ประจำอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ทางวัดเจดีย์หลวงต้องการครูมาสอนพระจึงขอนิมนต์มาที่วัดเจดีย์หลวง ก่อนหน้านี้พระรูปนี้ไปอยู่ที่จังหวัดเชียงรายมาก่อน ระหว่างเดินจงกรมเกิดนิมิตเห็นผู้หญิง ๓ คนของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของเมืองมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อมาอยู่วัดเจดีย์หลวงก็เล่าให้พระในวัดฟังและต้องการที่จะพบหญิงที่เห็นในนิมิตทั้งสามคน ถึงกับไปเฝ้าในงานอินทขิลเพื่อหาหญิงทั้งสามคน แต่ก็ไม่พบจนเมื่อมีการจัดงานทำบุญที่บ้านคุณหญิงหม่อมศรีนวลประจำปี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้าราชบุตร คุณพ่อ พระมหาอำพันได้รับนิมนต์ไปสวดด้วย เมื่อพระมหาอำพันพบคุณหญิงหม่อมศรีนวล คุณหญิงพงศ์แก้ว และคุณสุภาพ เดชะรินทร์ ก็จำได้ว่าเห็นในนิมิต หลังจากทำพิธีทางศาสนาเสร็จ ก็ขอคุยกับเจ้าของบ้านและคุยเรื่องที่เห็นในนิมิต และบอกว่าชะตาไม่ดีอย่าเดินทางในช่วงนี้เลย”

“การทักของพระอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำเอาคุณหญิงพงศ์แก้วไม่ชอบใจ บอกว่าเป็นพระมาทักแบบนี้ได้ไง อีกอย่างหนึ่งเป็นพระจากที่อื่นไม่คุ้นเคยกันด้วย หลงจากทำบุญเสร็จวันนั้นเองก็ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเดินทาง ต่อมาก็ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกดังกล่าว เรื่องแบบนี้แม้พระมาทักแต่เมื่อมีการเตรียมการณ์แล้ว ประกอบกับกรณีเครื่องบินตกนั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก จึงยากที่จะเชื่อพระได้ หลังจากนั้นเรื่องพระมหาอำพันสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ก็แพร่ไป ประกอบกับพระมหาอำพันให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้คนเข้าไปพบที่วัดมากขึ้นๆ ซึ่งในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกิจของสงฆ์ ท้ายที่สุดต้องรับนิมนต์กลับวัดที่กรุงเทพฯ พระรูปนี้ตอนนี้ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนแล้ว”

พระมหาอำพันนี้ เดินประจำที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อยบางเขน) เมื่อเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีทางพระของมหามกุฏราชวิทยาลัยต้องออกมาฝึกงานเป็นเวลา ๑ ปี พระมหาอำพันระหว่างอยู่ที่เชียงรายและเชียงใหม่ ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ทางพระมหากุฏราชวิทยาลัยจึงมีหนังสือลับเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ (พระครูโสภณกวีวัฒน์, สัมภาษณ์)

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง ๗๖๗-๓๐๐ ของสายการบินเลาด้าแอร์ไลน์ของประเทศออสเตรีย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น ๒๒๓ คน ออกเดินทางเวลา ๒๓.๐๐ น. ของวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ หลังจากบินขึ้นไปเพียง ๑๘ นาที เครื่องบินเสียการทรงตัวและตกอยู่ที่บ้านหมู่ ๗ ต.ด้านช้าง จ.สุพรรณบุรี เป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด

ผู้โดยสารบนเครื่องบินดังกล่าว มีกลุ่มบุคคลชั้นนำจากจังหวัดเชียงใหม่ รวม ๑๒ คน ประกอบด้วย
๑.นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๒.นางสุภาพ เดชะรินทร์ ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
๓.คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่
๔.คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน
๕.คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม
๖.นางนงนุช จินดาศิลป์
๗.นางพิมพ์พันธ์ ฤทษ์เกษม
๘.นายยงยุทธ โอวัชรินทร์
๙.นางรัชนี โอวัชรินทร์
๑๐.แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธ์
๑๑.นางสาวประพิมพ์ ตียาภรณ์
๑๒.นางสาวนงคราญ ทัตตานนท์

ว่ากันว่าช่วงนั้นความเศร้าโศกมีไปทั่วเมืองเชียงใหม่มากกว่าความโศกเศร้าจากครั้งไหนๆ
และว่ากันว่าการเสียชีวิตในครั้งนั้น ทำให้เมืองเชียงใหม่แทบขาดผู้ทำงานให้สังคม เนื่องจากเสียชีวิตกันแทบทั้งหมด
จึงน่าวิเคราะห์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากประวัติของผู้เสียชีวิตแต่ละคนว่ามีพื้นฐานมาจากครอบครัวอย่างไร ได้ช่วยเหลือสังคมมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ได้ตั้งสมมติฐานคร่าวๆ ว่า หากผู้เสียชีวิตเป็นชนชั้นนำ (Elite) ของเมืองเชียงใหม่ย่อมเป็นไปได้มากที่จะเป็นหลักในการช่วยเหลือสังคมที่เรียกว่า งานสังคมสงเคราะห์

งานสังคมสงเคราะห์ งานสังคมสงเคราะห์หลักๆ คือ งานเหล่ากาชาด, งานของสมาคมสตรีศรีลานนา, งานสโมสรไลอ้อนคำดารา, งานเป็นกรรมการสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าบ้านกิ่งแก้ว, สมาคมนักธุรกิจและวิชาชีพจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
ทั้งนี้โดยใช้ทฤษฎีชนชั้นนำ ที่กล่าวว่าในทุกสังคมย่อมแบ่งชนชั้นต่างๆ แต่การแบ่งจะชัดเจนมากน้อยต่างกันแต่ละสังคม โดยแบ่งเป็นชนชั้นนำหรือชนชั้นสูง ชนชั้นกลางและชนชั้นต่ำ

นักวิชาการกำหนดปัจจัยไว้ ๖ ประการ คือ ด้านวงศ์ตระกูล, ด้านตำแหน่งทางราชการและการเมือง, ด้านทางเศรษฐกิจและการเมือง, ด้านความมั่งคั่ง, ด้านระดับการศึกษาและด้านประกอบอาชีพและวิชาชีพ (มนุษย์กับสังคม, สังคมและวัฒนธรรมไทย, อานนท์ อาภารภิรม, เอกสารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๑๕)

เมื่อวิเคราะห์ผู้เสียชีวิตแต่ละคนจากปัจจัยต่างๆ แล้วเกือบทุกคนอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณไพรัตน์เดชะรินทร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และภริยา คือ รศ.สุภาพ เดชะรินทร์ ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูงในระดับจังหวัด ประกอบกับด้านระดับการศึกษาเป็นที่ยอมรับกัน ซึ่งน่ารวมไปถึงคุณหญิงพูนสมัย ชัยนาม ภริยาของ พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นที่รักของคนเมืองเชียงใหม่แทบทุกคน

ปัจจัยอย่างน้อย ๒ ปัจจัย คือ ด้านวงศ์ตระกูล ด้านความมั่งคั่ง ย่อมบ่งบอกว่าทั้งคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ และคุณหญิงพงศ์แก้ว ณ ลำพูน อยู่ในระดับชนชั้นนำได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ปัจจับด้านตำแหน่งหน้าที่การงานและด้านการศึกษา น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าแพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำได้

ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำที่มาจากปัจจัยความมั่งคั่ง น่าจะเป็นคุณนงนุช จินดาศิลป์ พี่สาวของคุณณรงค์ ศักดาทร เจ้าของกิจการนิยมพานิชและสหพานิช สร้างฐานะเพิ่มจากการทำธุรกิจที่ดิน, คุณพิมพ์พรรณ ฤกษ์เกษม จากตระกูล พรหมชนะ ตระกูลค้าขายผ้าไหมของอำเภอสันกำแพง ต่อมาสมรสกับนายแพทย์ระเบียบ ฤกษ์เกษม อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, คุณยงยุทธและคุณวัชรี โอวัชรินทร์ เจ้าของร้านทองโอ๊วจินเฮง รวมทั้งคุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ ตระกูลร่ำรวยย่านวัดเกตการาม

มีเพียงคุณนงคราญ ทัตตานนท์ เพียงคนเดียว ที่ยังขาดข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ว่าเป็นชนชั้นนำได้
ดังนั้นผู้เสียชีวิตทั้ง ๑๑ คน ย่อมถือได้ว่าเป็นชนชั้นนำของเมืองเชียงใหม่ ประกอบกับข้อมูลด้านการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ทุกคนช่วยเหลืองานสังคมทั้งสิ้น บางคนช่วยงานสังคมสงเคราะห์หลายด้าน บางคนช่วยเพียงงานเหล่ากาชาดเชียงใหม่เพียงด้านเดียว

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ควรนำมาประกอบเพื่อตอบคำถามว่า “ชนชั้นนำดังกล่าวที่เสียชีวิตถึงกับทำให้คนทำงานแทบจะหมดไป” นั้นเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด โดยดูจากรายชื่อคณะกรรมการงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ที่พอค้นหาได้ ปรากฏดังนี้
เหล่ากาดชาดจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ มีคุณภิรมย์ศรี สินธิพงษ์ ภริยานายประเทือง สินธิพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นนายกฯ โดยตำแหน่ง คณะกรรมการ ๑๕ คน ประกอบด้วย ๑. นางภิรมย์ศรี สินธิพงษ์ ๒. คุณหญิงศรีนวล ณ เชียงใหม่ ๓. คุณสุรัตน์ โอสถานนท์ ๔. คุณบุญทวี ตันตรานนท์ ๕. คุณสุรพล ศรศรีวิชัย ๖. คุณนรินทร์ สิงหชวาลา ๗. คุณโสภิต สุขเกษม ๘. คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม ๙. น.พ.ชัยโรจน์ แสงอุดม ๑๐. คุณหญิงสวาท รัตนวราห ๑๑. คุณทิว วิชัยขัทคะ ๑๒. เจ้าระวิพันธุ์ สุจริตกุล ๑๓. คุณหญิงบรรจง วิทยาศรัย ๑๔. คุณอรุณรัตน์ ประพิณ และ ๑๕. คุณสุภาพ มโนธรรม (นสพ.ไทยนิวส์, ๒๗ มิ.ย.๒๕๒๒)

สำหรับสโมสรไลอ้อนสตรีเชียงใหม่นั้น กรรมการในปี พ.ศ.๒๕๒๒ ประกอบด้วย ๑. เจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล เป็นนายกสโมสร ๒. ลัดดา พันธาภา อุปนายกคนที่๑ ๓. คุณสุมาลี เตริยาภิรมย์ อุปนายกคนที่๓ ๔. คุณเพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์ เลขานุการ ๕. คุณสุนทรี ศิวิลัยบูซาร์ ผู้ช่วยเลขานุการ ๖. คุณจินตนา ไพริบูลย์ เหรัญญิก ๗. คุณบุญชู ธนาวิทย์ ผู้ช่วยเหรัญญิก ๘. คุณพิมพรรณ ฤกษ์เกษม เทมเมอร์ ๙. คุณกรองทอง ศรีประณากร เทลทวิสเตอร์ ๑๐. คุณวรรณี จิตติเดชารักษ์ ๑๑. คุณอรุณรัตน์ ประพิณ ประชาสัมพันธ์ ๑๒. คุณจินตนา ลองชัยรังษี ๑๓. คุณจรัสศรี เลาหวัฒน์ ๑๔. คุณรัตนา ระมิงค์วงศ์ ๑๕. คุณประณีต สวัสดิรักษา ๑๖. คุณนงนุช จินดาศิลป์ ๑๗. คุณสุรีย์ วิชัยชัทคะ กรรมการ ๑ ปี ๑๘. คุณกัลยา ศิริกุล ๑๙. คุณดวงจันทร์ คานีเยาว์ ๒๐. คุณเรณู เรืองรองรัตน์ ๒๑. คุณศิริเลิศ วรรธนะพงษ์ ๒๒. คุณสุพิน สุขพงษ์ ๒๓. คุณวิไลวรรณ วังสุนทร ๒๔. คุณหญิงศรีนวล ณ เชียงใหม่ และ ๒๕. แพทย์หญิงฉวีวรรณ ศิริพันธุ์ กรรมการที่ปรึกษา (นสพ.ไทยนิวส์, ๒๖ มิ.ย.๒๕๒๒ น.๑๑)

สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยเชียงใหม่ ได้รวบรวมสตรีที่ประกอบธุรกิจในด้านต่างๆ มาร่วมกันสร้างกิจกรรมของสมาคมฯ เพื่อส่งเสริมให้สตรีมีความตื่นตัวต่ออาชีพที่ทำอยู่ มีรายชื่อในปี พ.ศ.๒๕๒๒ ดังนี้
คุณหญิงศรีนวล ณ เชียงใหม่, คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน, คุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม, คุณวรรณี จิตติเดชารักษ์, คุณวรถวิล ลีฬะหาชีวะ, หม่อมธาดา ชุนศึกเม็งราย, คุณพรรณี รัตนประเสริฐ, คุณแสงเทียน มหาวรรณ, คุณเพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์, คุณบุญสม ชยุตินันตกุล, คุณอุณห์ ชุติมา

คุณอมรา ณ เชียงใหม่, คุณอมรา อารีหนู, คุณดวงจิตร ทวีศรี, คุณจรรยา จิตมุยานนท์, คุณหญิงระวี กิติขจร, คุณสมถวิล มานิตยกุล, คุณวัฒนา โชติวิศรุต, คุณพนิกพันธ์ เตะพันธ์, เจ้าดารารัศมี ณ ลำพูน, คุณวิไล ประยูร, คุณกฤษดาวรรณ พรหมชนะ, คุณดวงพร ขันธสัมฤทธิ์, คุณอำภา, คุณสมจิตต์ หิรัญพฤกษ์, คุณเยาวลักษณ์ คล่องคำนวณการ, คุณจริยา บุญนาค, คุณเพ็ญพรรณ ชินวัตร, คุณวสุรีย์ ณ ลำพูน, คุณเพ็ญนี สุรพลชัย (นสพ.ไทยนิวส์, ๖ ก.ย.๒๕๒๒ น.๗)

จากรายชื่อผู้ทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มีอยู่จำนวนมากดังกล่าวข้างต้น ทำให้ถ้อยคำที่ว่า “คณะผู้ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกดังกล่าว ทำให้เมืองเชียงใหม่แทบจะขาดคนทำงานเพื่อสังคม” นั้น น้ำหนักความเป็นจริงลดน้อยลงไป
เนื่องจากน่าเชื่อว่ายังมีผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมอยู่อีกจำนวนมากพอสมควร ที่จะสานต่องานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ยากที่จะนำมาวิเคราะห์คือ ผลการทำงานระหว่างคณะกรรมการที่เสียชีวิตกับคณะกรรมการชุดที่เหลือมีผลงานแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

แม้จากการวิเคราะห์จะได้คำตอบที่เป็นด้านลบจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่จากการสอบถามผู้ทำงานสังคมสงเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ได้ทำงานร่วมกับคณะที่เสียชีวิต ต่างยืนยันว่าคณะที่เสียชีวิตเป็นแกนหลักในการเป็นผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้กิจกรรมต่างๆของเมืองเชียงใหม่ก้าวหน้าไปด้วยดี และเมื่อขาดบุคคลเหล่านั้นส่งผลให้งานชะงักและขาดความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น แม้การเสียชีวิตของคณะชนชั้นนำดังกล่าวจะไม่ถึงกับทำให้เมืองเชียงใหม่ขาดคนทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ แต่ก็ทำให้งานสังคมสงเคราะห์ขาดผู้นำและขาดการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

สังคมใดที่ผู้ที่มีฐานะมั่นคง นำส่วนเกินลงมาสงเคราะห์ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมที่มีอยู่มากมาย ย่อมทำให้สังคมนั้นมีการพัฒนาดีขึ้น สังคมเมืองเชียงใหม่เองหากมีคนที่ทำงานเพื่อสังคมมากขึ้นย่อมต้องมีความเจริญเติบโตยิ่งขึ้น งานสังคมสงเคราะห์มีประโยชน์ในเชิงสังคมด้านหนึ่ง คือ เป็นการลดความกดดันในเรื่องชนชั้นได้ หากชนชั้นนำหรือชนชั้นสูงวางตัวเลิศเลอ ดูถูกกดขี่ชนชั้นกลางและชนชั้นต่ำ ย่อมทำให้ชนชั้นกลางและต่ำเกิดความรู้สึกชิงชังและมุ่งก่ออาชญากรรมปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ เรียกค่าไถ่ขึ้นได้ ดังในยุคปี พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๒๕ ที่มีคดีประเภทนี้เกิดขึ้นมากงานสังคมสงเคราะห์นี้ คุณหญิงเจ้าระวิพันธุ์ สุจริตกุล กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า
“งานสังคมสงเคราะห์นอกเหนือจากต้องพอมีทรัพย์ส่วนเกินของครอบครัวแล้ว ยังต้องสละเวลาส่วนตัวมอบให้ส่วนรวมและที่สำคัญมาก คือ ด้านจิตใจที่ต้องมีการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ประสบเคราะห์ ในสังคมเชียงใหม่ยังีคนอีกจำนวนมากที่มีเงินทองทรัพย์สินเหลือเฟือแต่ไม่ต้องการสงเคราะห์ใคร”

Cr.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๑๓ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๕)