Home ศิลปวัฒนธรรม ข่าวศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวัดพระสิงห์ ...

จิตรกรรมฝาผนังวัดพระสิงห์ ประชันสองสิงห์ยอดสล่า “หนานโปธา” – “เจ๊กเส็ง”

0
5536

               จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่ สร้างในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (เจ้ามหาชีวิตอ้าว) ราว พ.ศ. 2406 (นับจนถึงปัจจุบัน 2562 มีอายุครบ 156 ปีแล้ว)

               แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่าตัววิหารลายคำหลังนี้ก่อสร้างในยุครัตนโกสินทร์ ปีเดียวกับการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยเช่นกัน ในความเป็นจริงตัวอาคารนั้นสร้างมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยล้านนาเพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์

               สิ่งที่น่าตื่นเต้นภายในวิหารลายคำก็คือ มีการแบ่งพื้นที่สองฟากผนังให้จิตรกรสองคนประชันฝีมือกันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเจ้ามหาชีวิตอ้าวโปรดให้กั้นม่านตรงกลางวิหาร เพื่อให้สองจิตรกรแข่งขันกันวาดภาพใส่พลังอารมณ์และทุ่มเทอย่างเต็มที่ ชนิดที่ว่าไม่ให้แต่ละฝ่ายมองเห็นแนวคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

               ผนังทิศใต้ (เมื่อเข้าไปจากประตูวิหารลายคำอยู่ด้านซ้ายมือ) เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ “หนานโพธา” (ออกเสียงพื้นถิ่นเป็น “โปตา”) เอกสารบางเล่มระบุชื่อเพี้ยนไปว่า “หนานสุภา” เขียนภาพเล่าเรื่อง “สุวรรณหงส์ชาดก”

               ในขณะที่ผนังด้านทิศเหนือ (หรือขวามือของเราเมื่อหันหน้าสู่พระประธาน) เป็นผลงานของช่างพื้นเมืองเชื้อสายจีนนาม “เจ๊กเส็ง” เลือกที่จะวาดภาพวรรณคดีจากเรื่อง “สังข์ทอง”

               ทั้งสุวรรณหงส์ และสุวรรณสังข์ (สังข์ทอง) ต่างก็เป็นนิทานชาดกนอกนิบาต 2 ใน 50 เรื่องที่เรียกว่า “ปัญญาสชาดก” ที่แต่งขึ้นโดยพระภิกษุล้านนาประมาณ พ.ศ. 2000

               เรื่องย่อของสุวรรณหงส์มีดังนี้ พระสุวรรณหงส์เป็นโอรสของท้าวสุทัณฑ์นุราชแห่งนครไอยรัตน์ วันหนึ่งพระสุวรรณหงส์ทรงสุบินนิมิตไปว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แต่จะมีผู้แก้ให้ฟื้นคืนชีพได้ โหรทำนายว่าจะเป็นเรื่องจริง และผู้มาช่วยชุบชีวิตให้คือนางเกศสุริยง แต่นางต้องต่อสู้กับนางยักษ์ตนหนึ่งที่หลงรักพระสุวรรณหงส์

               เรื่องย่อของสังข์ทองมีดังนี้ ท้าวสามลมีมเหสี 2 องค์ นางจันทาเทวีมเหสีรองใส่ร้ายนางจันทร์เทวีมเหสีเอกว่าเป็นกาลีบ้านกาลีเมืองเพราะประสูติโอรสเป็นหอยสังข์ ให้เอาไปถ่วงน้ำ แต่พระสังข์รอดตายเพราะนางยักษ์พันธุรัตน์นำมาเลี้ยง ต่อมาพระสังข์หนีนางยักษ์ด้วยการชุบตัวในบ่อทองกลายเป็นเจ้าเงาะ ต้องการกลับไปหาบิดา พบว่าท้าวสามลประกาศเลือกคู่ให้พระธิดาทั้ง 7 โดยนางรจนาน้องคนสุดท้องเห็นน้ำใจงามของเจ้าเงาะมากกว่าเปลือกนอกจึงได้เลือกเจ้าเงาะ

               เห็นได้ว่า พล็อตหลักของนิทานทั้งสองเรื่องจะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ นางยักษ์ที่หลงรักหรืออุ้มชูตัวพระเอก ตัวพระเอกที่ต้องระหกระเหินตกระกำลำบาก และตัวนางเอกที่คล้ายเป็น “ฮีโร่” ต้องมาช่วยชุบชูชีวิตหรือเชิดชูพระเอก 

               ปรากฏว่าผู้คนประทับใจในฝีมือของเจ๊กเส็งมากกว่าหนานโปธา เพราะมีหลายฉากหลายตอนที่ชาวล้านนาเมื่อยุค 150 ปีก่อนดูแล้วสัมผัสถึงมากกว่า อาทิ การที่เต๊กเส็งกล้าเปิดพื้นที่เขียน “ภาพกาก” หมายถึงพื้นที่เล็กๆ ที่เขียนภาพสามัญชน สะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านได้ถึงอกถึงใจยิ่งนัก เช่น ภาพแม่ญิงล้านนาเปลือยอก นั่งสูบบุหรี่ขี้โยยื่นให้อ้านบ่าวมาต่อมวน ภาพชายหนุ่มโชว์ขาที่สักหมึกดำ หรือที่ชาวสยามเรียกว่าลาวพุงดำ คนนั่งล้อมวงซดเหล้า ฯลฯ

               ข้อสำคัญ เจ๊กเส็งยังเป็นจิตรกรที่กล้าใส่ signature ฝากไว้ ซึ่งโดยธรรมเนียมแล้วการวาดภาพให้กับวัดหลวง ศิลปินผู้สร้างย่อมอยู่ในฐานะ “คนนิรนาม” ไร้ตัวตน ต้องอุทิศผลงานแบบ “พุทธพลี” ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่ทราบนามของจิตรกรเลย แต่เจ๊กเส็งกล้า “แหกกฏขนบนิยมแห่งอดีต” ด้วยการวาดภาพเหมือนของตนเอง ฝากไว้บนกรอบช่องหน้าต่างบานกลางด้านทิศเหนือ

               เป็นรูปชายหนุ่มสวมหมวกไว้หนวดไว้เครายาว ไม่ได้โกนหัวไว้ผมเปียแบบชาวจีนแมนจู แต่ไว้ผมทรงบ๊อบยาวประบ่า ดูค่อนข้าง “แนว” หรือ “ฮิปสเตอร์” มากทีเดียวเมื่อเทียบกับคนสมัยรัชกาลที่ 4

               เจ๊กเส็งนั่งประสานมือในท่าชันเข่า ซึ่งหากคนทั่วไปไม่รู้ประวัติของจิตรกรผู้นี้ ก็อาจเกิดความสงสัยว่า “อีตาแป๊ะ” นี่มานั่งทำอะไรอยู่บนกรอบหน้าต่างในพระวิหาร?

               อนึ่ง ยังมีภาพปริศนาอีกแห่ง รูปผู้ชายแต่งตัวรุ่มร่ามในชุดดำ กำลังจะเดินเข้าซุ้มประตู หลายท่านเชื่อว่าน่าจะเป็นเจ็กเส็งด้วยเช่นกัน เพราะเขียนไว้ในจุดสุดท้ายของภาพเล่าเรื่อง (ใกล้แท่นแก้วพระประธานด้านใน) คล้ายกับเป็นการลงลายเซ็นว่าได้วาดภาพเสร็จสิ้นแล้ว

การพบกันของอิทธิพลทางชนชั้น 3 รูปแบบ

พม่า สยาม ล้านนา

               การประชันผลงานกันระหว่าง “หนานโปธา” กับ “เจ๊กเส็ง” สองจิตรกรคนสำคัญแห่งล้านนานี้ พบว่าทั้งคู่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (2399-2413) หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 25 อันตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

               คนหนึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นชาวพื้นเมืองที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว และเมื่อสึกออกมาจึงมีคำเรียกนำหน้าว่า “หนาน” หรือ “ขนาน” หนานโปธาจึงน่าจะคุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมจารีตแบบล้านนาอย่างลึกซึ้ง

               ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นชาวจีนที่เข้ามาอาศัยในเชียงใหม่ มีฉายาว่า “เจ๊กเส็ง” สมัยก่อนนั้นไม่สนใจชื่อสกุลจริง ด้วยยังไม่มีการตราพระราชบัญญัตินามสกุล จึงไม่มีใครทราบว่า ลูกหลานของเจ็กเส็งนั้น ต่อมาใช้แซ่หรือนามสกุลอะไรกันบ้าง

               ทั้งคู่ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้าหลวงเชียงใหม่ ส่งให้เดินทางไปศึกษาดูงานจิตรกรรมฝาผนังชิ้นเยี่ยมที่กรุงสยาม เช่นวัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น รวมทั้งที่กรุงอังวะมาแล้ว

               เห็นได้จากกลิ่นอายหรืออิทธิพลของจิตรกรรมรัตนโกสินทร์โชยคละคลุ้งอยู่ในวิหารลายคำแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะวาดภาพ “เทพชุมนุม” ชั้นบนสุดใต้หลังคา อันเป็นคตินิยมของภาคกลางที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

               หรือการใช้โครงสีฟ้า คราม เขียว (สีวรรณะเย็น) ครอบคลุมภาพเขียนโดยรวม โดดเด่นแทนที่สีวรรณะร้อนพวกแดง ทอง แบบประเพณีนิยมล้านนาโบราณ

               ผนังด้านทิศใต้ ที่หนานโปธารับผิดชอบนั้น มีความตั้งใจที่จะลอกเลียนลวดลายและลีลาศิลปกรรม ให้ใกล้เคียงกับแบบแผนของจิตรกรรมรัตนโกสินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิ ความพยายามที่จะใช้กรอบเส้นสินเทาแบ่งรูปภาพ การสอดแทรกลายคลื่นน้ำ นางเงือก สัตว์ในจินตนาการ พวกวารีกุญชร ดุรงคปักษิณ ฯลฯ ตามมุมต่างๆ

               ในขณะที่เจ๊กเส็งกลับไม่ค่อยสนใจในอิทธิพลของทางสยามมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอภาพวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างเต็มที่ เช่น แม่ญิงล้านนากำลังหาบน้ำถุ้ง (กระชุใส่น้ำ/ ครุน้ำ) หนุ่มสาวชาวบ้านกำลังเกี้ยวพาราสีกัน

               พบว่า ตัวละครสำคัญจะใส่เครื่องทรงแบบพม่าในชุด “มหาลดาปราสาท” อาคารสถาปัตยกรรมที่เป็นพระราชวัง เขตพระราชฐานก็จะเป็นหลังคาซ้อนชั้นทรงพญาธาตุ หรือภาษาพม่าเรียก “เปี๊ยะดั๊ด” (Pya That) เครื่องแต่งองค์ภูษาภรณ์ของคนชั้นสูงเป็นแบบพม่า-ไทใหญ่

               แต่ชนชั้นขุนนาง ข้าราชการให้แต่งกายแบบสยามหรือรัตนโกสินทร์ เช่น ฝ่ายชายไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหดาไทย ฝ่ายหญิงนุ่งโจงกระเบนลายดอก ไว้จอนหู

               ส่วนสามัญชน คนชั้นล่างสุด กลับนุ่งผ้าเตี่ยวผ้าต้อย และนุ่งผ้าซิ่นแบบคนเมืองล้านนา

               ภาพจิตรกรรมที่นี่สะท้อนถึงลำดับความสำคัญของกลุ่มชนที่อาศัยในเชียงใหม่ยุคเจ้ามหาชีวิตอ้าว (ก่อนที่จะมีการส่งเจ้าดารารัศมีไปถวายให้รัชกาลที่ 5) ไว้อย่างน่าสนใจ แบ่งเป็น 3 ชนชั้น พวกพม่าไทใหญ่เป็นชนชั้นสูงสุด พวกสยามเป็นชนชั้นรองลงมา และกลุ่ม Third Class ก็คือคนพื้นเมืองล้านนา

               ไม่มีหลักฐานชิ้นอื่นใดอีกเลยว่า จิตรกรทั้งสองคือหนานโปธาและเจ๊กเส็งยังจะได้มีการประชันฝีมือแข่งขันกันเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ณ วัดอื่นใดให้สะท้านสะเทือนวงการอีกบ้างหรือไม่

               ก็ในเมื่อฝีมือเข้าฝักระดับพระกาฬกันขนาดนี้แล้ว เป็นไปได้อย่างไรเล่าที่จะทิ้งผลงานไว้ให้เราเชยชมเพียงที่วัดพระสิงห์แห่งเดียว? เรื่องนี้ต้องศึกษาสืบค้นกันต่อไป

ภาพประกอบ

01-02 ภาพเหมือนของจิตรกรล้านนาเชื้อสายจีน “เจ๊กเส็ง” ผู้วาดภาพผนังทิศเหนือเรื่องสังข์ทอง

03-04 ภาพพระราชวังใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า-ไทใหญ่

05 ท้าวสามล พระราชาและมเหสี สวมชุด “มหาลดาปราสาท” แบบพม่าแต่ขุนนางแต่งกายแบบสยาม

06-07 ตัวละครที่เป็นเจ้าชาย ทั้งสังข์ทองตอนถอดรูป และเจ้าชายที่มาเสนอตัวให้ธิดาทั้ง 7 เลือกคู่ แต่งกายแบบพม่า

08 สังข์ทองตอนชุบตัวในบ่อทองจะมีรูปงาม แต่หากลงอีกบ่อจะกลายเป็นเจ้าเงาะ

09 เจ้าเงาะกับรางรจนา

10 ขุนนางพลทหารแต่งกายแบบสยาม

11-12 เปรียบเทียบภาพบุคคล 2 กลุ่ม พวกขุนนางแต่งกายแบบสยาม แต่ชาวบ้านแต่งกายแบบล้านนา

13-14 สตรีในวัง แต่งกายแบบสยามนุ่งโจงกระเบนลายดอก และทรงผมหลักแจวไว้จอนหู

15-16-17 ภาพกาก แสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน กินเหล้า เลี้ยงลูก สูบขี้โย สักหมึกดำ

18-19 พระสุวรรณหงส์ มีพาหนะเป็นหงส์

20 พระสุวรรณหงส์และนางเกศสุริยง

21 นางเกศสุริยงถูกนางยักษ์ลวงไปฆ่า แต่เอาตัวรอดได้

22-23-24-25 ภาพประกอบพวกนางเงือก กินนร กินรี ช้างน้ำ ม้าน้ำ ที่หนานโปธาได้รับอิทธิพลมาจากจิตรกรรมฝาผนังกรุงรัตนโกสินทร์