สิทธิอันพึ่งได้คนไร้ที่พึ่ง-ผู้ด้อยโอกาส

0
410

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ได้สำรวจข้อมูลหรือยัง กรณี “บุคคล” ในพื้นที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการไร้ที่พึ่ง หรือด้อยโอกาส เป็นปัญหาให้สังคมเพื่อรายงานให้สำนักงาน พม.จังหวัดทราบเพื่อหาแนวทางจัดหาเงินงบประมาณมาบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจรายละไม่เกิน 3,000 บาท  เพราะเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการในปี 2563

เรื่องการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง จากกรณีศึกษาประชาชนในตําบลผาสิงห์ อําเภอเมือง จังหวัดน่าน โดย อัจฉราพร ปะทิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการบริหารและนโยบายสวัสดิการสังคม ภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจต่อการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง โดยรวมมีระดับความรู้ ความเข้าใจในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายๆ เห็นได้ว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ในด้านการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ความหมายของคนไร้ที่พึ่งและคนขอทาน ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 87.5, 75.0, 50.0

ยกเว้นด้านกฎหมายคนไร้ที่พึ่งและคนขอทาน ซึ่งประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง อยู่ในระดับน้อย คิดเป็นร้อยละ 100 ตามลำดับ และประชาชนมีความคิดเห็นว่า ความเหมาะสมความจำเป็นที่ต้องการมีการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง คือการให้ความช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งควรสร้างอาชีพมากกว่าการให้เงิน รูปแบบการคุ้มครอง คนไร้ที่พึ่ง ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า มีการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในพื้นที่ที่อาศัยอยู่

ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา ควรมีการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานแก่ประชาชนและชุมชน เพราะจะได้ทราบการคุ้มครอง ได้เข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ได้มีความรู้ ได้ให้มีการช่วยเหลือตนเอง เป็นการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในช่วยเหลือแก้ไขปัญหา และสามารถนำไปปรับใช้กรณีที่เกิดปัญหาขึ้น และควรเน้นให้ชุมชนดูแลคนไร้ที่พึ่งมากกว่าการส่งคนไร้ที่พึ่งเข้ารับการดูแลในสถานสงเคราะห์ เพราะจะได้ไม่ถูกทอดทิ้ง ลดภาระของภาครัฐ ชุมชนจะได้ช่วยเหลือกัน และศูนย์คนไร้ที่พึ่งต้องช่วยเหลือเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในการแก้ไขปัญหา เมื่อมาดูแนวคิดการจัดสวัสดิการสําหรับคนไร้ที่พึ่งในประเทศไทย สวัสดิการสังคมเป็นความช่วยเหลือที่เอื้อให้ผู้อ่อนแอหรือด้อยโอกาสทางสังคมช่วยเหลือตนเองได้ งานสวัสดิการสังคมเป็นภารกิจที่มุ่งสนองความต้องการประเภทต่างๆ ประกอบด้วย ความต้องการของบุคคลธรรมดา และความต้องการของบุคคลที่มีปัญหา ฐานคิดของการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในประเทศไทยนโยบายการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่ผ่านมา รวมถึง พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งพูดถึงการทำงานกับคนไร้ที่พึ่งอยู่ใน 3 ลักษณะ คือ “มีที่พึ่ง พึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้” คือระบบการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ต้องช่วยให้คนไร้ที่พึ่งมีที่พึ่ง ได้รับการบริการและสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่เหมาะสมและช่วยให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาจนกลายเป็นคนปกติที่สามารถเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้

ด้วยการที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง มุ่งไปที่ตัวบุคคลทำให้มีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าตนต้องปฏิบัติงานกับคนในกลุ่มใดบ้าง เป็นการให้ความเคารพต่อบุคคลเหล่านั้น ในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญ ในการออกแบบกระบวนการในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการ เพื่อช่วยเหลือคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งให้เขากลายเป็นผู้ที่มีที่พึ่ง และสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาวกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการให้บริการแก่คนขอทานและคนไร้ที่พึ่งใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.ให้การอุปการะในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 2.ให้คำแนะนำด้านบริการ และการช่วยเหลือจากหน่วยสำรวจและช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง การให้ความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าว เป็นการให้ความช่วยเหลือเพียงเพื่อบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น รัฐและสังคมยังขาดมาตรการรองรับและติดตามผลในระยะยาว เป็นผลให้บุคคลเร่ร่อนไร้ที่พึ่งเหล่านี้ง่ายที่จะกลับไปสู่วงจรเดิมเมื่อการได้รับการบริการช่วยเหลือจากรัฐสิ้นสุดลง และที่ผ่านมา ยังไม่มีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงชีวิตของคนไร้ที่พึ่งอย่างจริงจังและสมบูรณ์มาก่อน การขาดการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจชีวิตของบุคคลเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักที่ผลักดันให้บุคคลเหล่านี้ต้องกลายสภาพมาเป็นคนไร้ที่พึ่ง ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเปราะบางของสถาบันครอบครัว การขาดการสนับสนุนจากเครือญาติ ปัญหากระทบจากภาวะสังคมและเศรษฐกิจรอบตัว การประสบกับปัญหาภาวะวิกฤตในชีวิต

“เรื่องดังกล่าวทางเทศบาลตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง เชียงใหม่ ให้ความสำคัญมากเพราะถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเหลื่อพี่น้องประชาชน จึงมอบหมายให้หน่วยงานพัฒนาชุมชนประสานความร่วมมือกับผู้นำหมู่บ้าน สมาชิกสภาเทศบาล ดำเนินการสำรวจข้อมูลบุคคลที่ไร้ที่พึ่งพิง เป็นบุคคลด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งจากการสำรวจในพื้นที่พบมีประมาณ 60 กว่าราย จึงได้ทำเรื่องเสนอไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงจังหวัดเชียงใหม่ หรือ พม.เชียงใหม่” นายณรงค์ ปะมาละ นายกเทศมนตรีกล่าว

นายณรงค์ กล่าวอีกว่าจากการสำรวจข้อมูล การสัมภาษณ์ บุคคลที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นการเฉพาะบรรเทาทุกข์ได้ไม่เกินรายละ 3,000 บาท อยู่ที่เจ้าหน้าที่ของ พม.พิจารณาแต่เชื่อว่าคงจะได้รับอนุเคราะห์ช่วยเหลือกันทุกคน และเมื่อได้ครั้งแรกแล้วอาจจะมีครั้งที่สองหรือสามตามมา แต่จะไม่ได้ตลอดไปเพราะนี่คือเป็นการบรรเทาทุกข์เป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งรายชื่อ 60 กว่ารายก็มีบุคคลพิการ ผู้ป่วยติดเตียง รวมอยู่ในจำนวนนี้อีกด้วย ซึ่งทางเทศบาลถือว่าเป็นสิทธิอันพึงจะได้ของผู้ด้อยโอกาส ผู้ไร้ที่พักพิง ทั้งนี้อยู่ที่การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ พม.ต่อไป.