กล้องมูยา ภูมิปัญญาของชาวลัวะ

0
3860

ชาวล้านนาเรียกกล้องยาสูบดินเผาว่า “มูยาดิน” หรือ “กล้องมูยา-กล้องบูยา” (เรียกแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละท้องถิ่น) พบว่ากล้องมูยามีขนาดมาตรฐาน กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร หากนับรวมบ้อง (ด้าม) ด้วยก็ยาวเกือบ 20 เซนติเมตร

กล้องมูยาจัดเป็นเครื่องปั้นดินเผาอีกประเภทหนึ่ง ที่ค้นพบในพื้นที่อันหลากหลาย ทั้งที่ราบ ที่นา ที่สวน และบนดอยสูงก็พบเช่นกัน ทั่วอาณาเขตล้านนา ตลอดไปจนถึงดินแดนล้านช้างหรือลาวและบางจังหวัดในภาคอีสานตอนบน

กล่าวให้ง่ายคือ เขตที่ค้นพบมูยาดินมักพื้นที่ที่ชาวลัวะเคยอาศัยมาก่อน เนื่องจากมูยาดินเป็นประดิษฐกรรมของชาวลัวะ ปัจจุบันแม้ว่าชาวลัวะจะอพยพถิ่นฐานจากเคยอยู่พื้นที่ราบขึ้นสู่ดอยสูง บ้างถูกกลืนประชากรโดยชนเผ่าชาติพันธุ์อื่น ต้องละทิ้งมาตุคามเดิม ทำให้บ้านบางหลังของคนผู้มาใหม่ทีี่อาศัยทับที่ถิ่นฐานเดิมของชาวลัวะ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม เมื่อขุดลงไปในชั้นดินระดับความลึกประมาณแค่ 1 เมตร ก็สามารถพบกล้องมูยาได้โดยง่าย

กล้องมูยาส่วนใหญ่มากกว่า 99.5 % ทำด้วยดินเผาสีเทาดำ (ส่วนน้อยจึงจะทำด้วยวัสดุทองเหลือง) มีจุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งลวดลายโดยรอบตัวกล้อง ลวดลายที่เน้นมากเป็นพิเศษคือรูปกลีบบัวค่อนข้างยาว เรียกกันว่า “บัวแวงหรือบัวจงกล” มีเม็ดเกสรบัวหรือหยดน้ำประดับล้อมตัวกล้อง อันเป็นลายยอดนิยมที่สุด ปกติลายกลีบบัวนี้จะมีการทำเป็นกลีบบัวซ้อนกัน 2 ชั้น หรือกลีบบัว 3 ชั้น คอกล้องคอด ส่วนลำตัวหรือฐานก็ทำเป็นกลีบบัวล้อกับลำกล้อง

ตัวก้านขูดขีดเป็นลายเส้นแนวตั้ง สลับกับลายแนวนอน ก้นเบ้ามีรูทะลุถึงด้าม บางชิ้นมีความวิจิตรมากขึ้น อาจทำเป็นลายรูปหงส์ นกหัสดีลิงค์ ช้าง นาค หน้าสิงห์ ฯลฯ อีกด้วย

กล้องมูยาบางชิ้นมีการสวมด้ามต่อจากตัวก้านเพื่อความสะดวกในการถือจับขณะที่สูบ มือจะได้ไม่ต้องประชิดกับความร้อนของตัวกล้องมากเกินไป ด้ามที่ต่อยาวเรียกว่า “บ้อง” ทำด้วยทองเหลือง แต่ในชั้นแรกนั้นคงจะใช้ไม้ไผ่เป็นด้าม ต่อมาจึงพัฒนาเป็นด้ามโลหะที่มีการตกแต่งลวดลายวงแหวนรัดเป็นช่วงๆ อย่างสวยงาม

กรรมวิธีการทำกล้องมูยาดินเผานี้พบว่า เกิดจากการถอดแม่พิมพ์สองชิ้นประกบกันและอัดดินข้างใน เพื่อคั่นรูปทรง ในขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องมือประเภทหนึ่งคว้านบริเวณภายในตัวกล้องที่จะต้องใช้บรรจุยาสูบให้เกิดเป็นหลุมไปพร้อมๆ กันด้วย ร่องรอยการคว้านจะปรากฏเส้นบางๆ ให้เห็นภายในตัวกล้อง เสร็จแล้วจึงแกะแม่พิมพ์ออก และนำไปเผา

บางชิ้นมีการชุบน้ำเคลือบก่อนเผา (แต่มีส่วนน้อยมาก) ความร้อนที่ใช้ในการเผาจะมีอุณหภูมิระดับต่ำ (ประเภทนี้เรียก Earthenware) จนถึงระดับปานกลาง (กลายเป็น Stoneware) จึงปรากฏให้เห็นว่าเนื้อดินเผามีทั้งประเภทที่ไม่อุ้มน้ำ และชนิดที่แกร่งคล้ายหินปะปนกันไป

มีข้อน่าสังเกตว่า ไม่ว่ากล้องมูยาจะผ่านการใช้งานหรือสูบมามากเพียงใดก็ตาม แต่ภายในตัวกล้องมูยานั้นยังคงปรากฏผิวดินเดิม ไม่มีคราบใดๆ อันเกิดจากการเผาไหม้ยาเส้นเกาะติด

ผลการสำรวจทางโบราณคดี จากแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตาสันกำแพง เตาเวียงกาหลง เตาวังเหนือ ฯลฯ ไม่เคยพบว่ามีการเผากล้องมูยารวมอยู่ในเตาเผานั้นด้วยเลย อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะให้ความกระจ่างว่ากล้องมูยานั้นทำมาจากเตาเผาแบบใด

เนื่องจากไม่มีการพบแหล่งเตาเผาหรือแหล่งผลิตกล้องมูยาในพื้นที่ราบ ทำให้นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่า กล้องมูยาอาจผลิตขึ้นโดยชนเผ่าจากดอยสูง นั่นคือชาวลัวะ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของล้านนา โดยชนกลุ่มนี้อาจนำกล้องมูยามาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับคนในพื้นที่ราบก็เป็นได้

จากปริมาณที่พบกล้องมูยาดินจำนวนมหาศาลทั่วดินแดนล้านนานี้ ทำให้ทราบว่าวัฒนธรรม “การสูบยา-อมเมหมี้ยง” เป็นวิถีชีวิตของชาวล้านนาหลังรับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ทั้งหญิงและชาย โดยการสูบยาของชาวลัวะจะใช้กล้องมูยา แต่กลุ่มชาติพันธุ์ไทเผ่าต่างๆ นิยมใช้วิธีสูบหรี่แบบที่เรียกว่า “ขี้โย”

คำว่า “บุหรี่ขี้โย” นี้ บ้างก็ออกเสียงเป็น “ขี้โย้” “ซีโย” แต่สำหรับชาวล้านนาพื้นเมืองรุ่นก่อนมักเรียกว่า “ปูลีต๋องจ่า” (บุหรี่ตองจ่า) คือบุหรี่ที่มวนด้วยใบตองอ่อนๆ รีดด้วยเตาถ่านร้อนให้มีกลิ่นหอม

ตามตลาดชายแดนไทย-พม่า ทั้งแม่สายและแม่สอด เรียกบุหรี่ขี้โยว่า ‘เซเปาะเละ’ ทุกวันนี้ยังวางขายกันอยู่บ้างแม้ไม่มากนัก โดยที่ผู้ขายส่วนใหญ่มักเป็นแม่ญิง

สะท้อนว่า “ปูลีต๋องจ่า” หรือ ‘เซเปาะเละ’ เคยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มคน “ไท-ไต” ทั้งในดินแดนล้านนา รัฐฉานในพม่า สิบสองปันนา ตลอดจนทั่วล้านช้าง เวียดนามตอนเหนือ

จนกระทั่งชาวอังกฤษในยุคล่าอาณานิคมเรียกบุหรี่ขี้โยของคนพื้นเมืองว่า Banana leaf Cigaretteแต่ “ขี้โย” ยาเส้นสายพันธ์ุพื้นเมือง แตกต่างไปจาก “บุหรี่” หรือ Cigarette ที่ทำมาจาก “ใบยาสูบ” ทั้งภายนอกและภายใน

ภายนอก ขี้โยจะมวนด้วยใบตองอ่อนตากแห้งนำมารีดให้เรียบจนเกิดกลิ่นหอม ดังนั้นมวนบุหรี่จึงมีความยาวเท่ากับขนาดความกว้างของใบตอง คือขนาดค่อนข้างเป็นแท่งยาวและใหญ่กว่าบุหรี่ซองแบบปัจจุบันหลายเท่าตัว แต่บางทีก็อาจหั่นให้สั้นลงได้ตามความต้องการของผู้สูบ เพราะส่วนใหญ่จะมวนเอง โดยเฉลี่ยแล้วความยาวในแต่ละมวนหนึ่งๆ สามารถสูบได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน

สำหรับคนชนบทในพม่าปัจจุบัน มีบ้างที่ใช้ “กาบข้าวโพด” มวนยาเส้นแทนใบตอง ซึ่งก็สอดคล้องกับบันทึกของ Christopher Columbus เมื่อปี พ.ศ. 2035 เมื่อเขามาถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ได้พบชาวพื้นเมืองเอาใบข้าวโพดมามวนยาสูบ จุดไฟตอนปลายแล้วดูดควัน

วัสดุที่ใช้ทาประสานให้ใบตองติดกันเป็นแท่งนั้น นิยมใช้ “ยางบะปิน” (ยางมะตูม) ซึ่งยางชนิดนี้เมื่อกรีดได้แล้ว มักจะหากระปุกมาใส่ไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว

ภายใน นอกจากความแตกต่างของใบตองหรือกาบข้าวโพดที่นำมาใช้ห่อภายนอกแล้ว ตัวยาเส้นภายในเองก็ไม่ใช่ใบยาสูบประเภท Tobacco ซึ่งมีแหล่งกำเนิดบริเวณตอนกลางของทวีปอเมริกา โดยชาวอินเดียแดงเป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่รู้จักใช้ยาสูบกันอย่างแพร่หลาย

ในเมื่อยาสูบไม่ใช่พืชพื้นเมืองของสุวรรณภูมิแต่ดั้งเดิม และกว่าประเทศแรกในทวีปเอเชียที่เริ่มปลูกยาสูบก็คือฟิลิปปินส์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากล้านนาจะรู้จัก Tobacco ก็ตกราวช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 แล้ว จากนั้นจึงแพร่หลายต่อไปยังอินโดนีเซีย อินเดีย และจีน

ประเทศไทยเองก็ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำเข้ามา อย่างไร และเมื่อใด มีเพียงบันทึกของเมอสิเยอร์ เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 2211 ได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่าคนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใบยาที่ใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นได้จากเกาะมะนิลาบ้าง จากเมืองจีนบ้าง และที่ปลูกใบบ้านเราบ้าง

แต่สำหรับชาวล้านนานั้นยังคงไม่รู้จักใบยาสูบจนกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งถือว่าเป็นของใหม่ จึงเรียกทับศัพท์บุหรี่ว่า “ยากาแรต”

ดังนั้นยาเส้นที่นำมามวนในบุหรี่ขี้โยก็ดี นำมาใส่ในกล้องมูยาก็ดีนั้นทำมาจากอะไร หากมิใช่ใบยาสูบ?

ยาเส้นพื้นเมืองทำมาจากเนื้อไม้ส้มปี้ ซึ่งเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง มีรดชาดฝาดเปรี้ยว เอาเนื้อไม้มาสับให้ละเอียด ปัจจุบันหาไม้ส้มปี้ยากมาก จึงใช้เปลือกฝักแห้งของมะขามบดหยาบแทน ไม่ได้เกี่ยงว่ามะขามหวานหรือมะขามเปรี้ยว

นอกจากนี้ยังอาจมีส่วนผสมของต้นผักเสี้ยวหรือชงโคป่า ไม้มะไฟ นำมาสับตามขวางให้เป็นชิ้นบางๆ ตากให้แห้ง แล้วนำมาตำละเอียด คือภูมิปัญญาของคนล้านนาในอดีต พยายามคิดค้นหาพืชชนิดใดก็แล้วแต่ เพื่อจะนำมาสอดไส้เป็นเนื้อยาเส้น ขอให้มีคุณสมบัติหลักๆ คือ เมื่อสูบเข้าไปแล้วต้องให้ได้กลิ่นส้มๆ เปรี้ยวๆ ฉุนๆ ขื่นๆ

การสูบกล้องมูยาและขี้โยซึ่งมีรสทั้งขื่น ทั้งฉุน ทั้งเปรี้ยว ทั้งฝาดเช่นนี้ ผู้สูบคงมิได้มีวัตถุประสงค์แค่สนองความรื่นรมย์กระตุ้นประสาทเพียงอย่างเดียวเป็นแน่แท้ จากงานวิจัยหลายสำนักระบุตรงกันว่า สรรพคุณหรือประโยชน์ใช้สอยของยาเส้นล้านนานั้น มีมากมายหลายประการ

ประการแรก ไม่ว่าจะใช้วิธีสูบยาด้วยกล้องมูยาหรือสูบแบบขี้โย ชาวล้านนานิยมนำเครื่องยาเส้นติดตัวไปด้วยขณะทำไร่ไถนา เพื่อให้ควันยาสูบนั้นช่วยขับไล่ยุงและแมลงทั้งหลายไม่ให้มากัดหรือรบกวนได้ ตอนกลางวันนิยมสูบในยามที่ต้องเข้าไร่เข้าสวน หรือจับสัตว์ในช่วงกลางคืนซึ่งมียุงชุกชุม พรานจะใช้วิธีอมควันไว้ในปากแล้วพ่นออกมา

เพราะกลิ่นอันฉุนของยาเส้นนี้จะช่วยดับกลิ่นตัวของมนุษย์ แมลงหวี่แมลงวัน ยุงเป็นฝูงๆ ย่อมทนไม่ไหวเลิกไต่ตอมไปเอง ในยุคทีี่ชาวบ้านยังไม่มีไบกอน อาร์ท ยาทากันยุง ยาฉีดฆ่าแมลง ถือว่ายาเส้นมีความสำคัญยิ่ง นับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ช่วยให้มนุษย์มีเครื่องมือป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งปลอดภัยจากโรคไข้ป่าไปโดยปริยายโสดหนึ่ง

ประการที่สอง ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นมากขึ้นในสังคมเมืองหนาว มีสถิติออกมาแน่ชัดแล้วว่า ประเทศในยุโรป อเมริกา เขตหนาว ผู้คนนิยมสูบบุหรี่มากกว่าประเทศในเขตร้อน

ประการที่สาม การสูบยาถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการต้อนรับแขกผู้มาเยือน หลังจากกินอาหารคาวเสร็จแล้ว คนเหนือไม่นิยม (หรือแทบไม่มี) การกินของหวานล้างปาก แต่จะวางสำรับของ “เหมี้ยง” คู่กับกล้องมูยา หรือขี้โยไว้รับแขกแทน

การอมเหมี้ยงคือการเอาใบเหมี้ยงที่เป็นส่วนใบอ่อนมาหมักให้มีรสเปรี้ยวอมฝาด เมื่อหมักนานได้ที่แล้ว จะเอาใบเมี่ยงมาผสมเกลือเม็ดหรือของกินอื่นก็แล้วแต่ แล้วนำมาเคี้ยวอม บ้างก็กลืน บ้างก็คายทิ้ง

ชาวสยามอาจจะชอบเคี้ยวหมาก แต่ชาวล้านนากลับชอบอมเหมี้ยง วัฒนธรรมการ “อมเหมี้ยง-สูบขี้โย” หลังมื้ออาหารหลักนี้ น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคหริภุญไชยแล้วในกลุ่มชาวลัวะซึ่งเป็นประชากรหลักกลุ่มใหญ่ในดินแดนภาคเหนือ แล้วจึงแพร่หลายสืบต่อมาในวิถีชีวิตคนไทโยนสมัยล้านนาทั้งชายและหญิง

แต่ปัจจุบันนี้วิถีชีวิตดังกล่าวกำลังจะค่อยๆ หมดไป ยังคงเหลือแต่คนดอยหรือชนเผ่าบนภูเขาสูงเท่านั้นที่ยังคงมีการใช้กล้องมูยากันอยู่จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งชาวกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอเรียกกล้องมูยานี้ว่า “ม็อก”