ตันฮั่วง้วน สู่ห้างตันตราภัณฑ์ ห้างริมปิงและเซเว่นอีเลฟเว่น

0
3246

ร้านตันฮั่วง้วน ตั้งอยู่ถนนวิชยานนท์ ถนนที่คั่นกลางระหว่างตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย เจ้าของร้าน คือ เถ้าแก่ง่วนชุน แซ่ตั้ง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนนามสกุลเป็น “ตันตรานนท์” คาดว่าร้านตันฮั่วง้วนเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๐ เรื่อยมา ถือเป็นร้านใหญ่ที่ขายสินค้านานาชนิดเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของร้านที่ได้ชื่อว่ามีอัธยาศัยดีชอบคบค้ากับผู้คนทั่วไป เป็นแกนหลักในการสร้างโรงเรียนจีนในจังหวัดเชียงใหม่

หลังเถ้าแถ่ง่วนชุน เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ บุตรชายคนโตคือ คุณประสงค์ ตันตรานนท์ ดูแลกิจการร่วมกับคุณธวัช ตันตรานนท์ ต่อมาคุณธวัช ขยายมาเปิดห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ที่ถนนท่าแพ ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ทันสมัยที่สุดในเมืองเชียงใหม่ มีสินค้าจำนวนมาก ทั้งนี้นายธวัช ได้ศึกษาจากห้างสรรพสินค้าของกรุงเทพฯ และสั่งสินค้าจากประเทศฮ่องกงมาจำหน่ายด้วย

คุณธวัช ตันตรานนท์ เคยกล่าวถึงความเป็นมาของห้างตันตราภัณฑ์ถนนท่าแพ ว่า
“ที่ดินบริเวณถนนท่าแพเป็นที่ดินเก่าของเตี่ย (เถ้าแก่ง่วนชุน) ซื้อต่อจากเจ้าของเดิม คือ ยายศรี คนย่านวัดเกตการามมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๐ และที่แห่งนี้ยายศรีนำจำนองไว้กับครอบครัวนิมมานเหมินท์ เนื้อที่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา เมื่อซื้อต่อได้นำเงินไปชำระที่ห้างอนุสาร ราคา ๒ หมื่น ๔ พันบาท เตี่ยเป็นคนถือเงินไปจ่ายเอง เป็นเงินแยะ ทั้งแบงค์ ๕ ,๑๐ ,๑๐๐ บาท ที่ดินนี้เคยเป็นโรงฝิ่น ชื่อโรงฝิ่น ตงเฮง ต่อมามีผู้เช่าทำโรงหนัง ชื่อ โรงหนังตงเฮง

“นำเงินลงทุนทำห้างใหม่ ใช้งบก่อสร้าง ๓ แสน ๕ หมื่นบาท สร้างตึก ๓ ชั้น ขายทุกอย่าง โดยเน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป สมัยนั้นร้านใหญ่ที่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป คือ ร้านกวงหลง, ร้านกวงยูหลง และร้านแฟชั่น อยู่ถนนวิชยานนท์ ของจีนแคะ โดยผมไปดูการทำร้านสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ มาทำหน้าที่ห้างตันตราภัณฑ์และเป็นร้านแรกของเมืองเชียงใหม่ที่ติดราคาไว้ที่สินค้าและไม่ลดราคาจากป้าย

“ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ ติดตั้งบันไดเลื่อนแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ ใช้งบ ๔ แสน ๒ หมื่นบาท เป็นช่วงที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จที่ห้างพอดี

“การลงทุนค้าขายขณะนั้น ใช้ความกล้าอย่างมาก ต้องไปเมืองนอกบ่อยโดยเฉพาะประเทศฮ่องกงไปเป็นประจำ ซื้อเสื้อกันหนาวเข้ามาขาย สมัยนั้นยังไม่มีโรงงานผลิตในประเทศไทย กำไรดีมาก วันหนึ่งขายได้ถึง ๘ หมื่น ๑ แสนบาท มีการจัดลดราคาปีละครั้ง คนมาซื้อกันมากของที่สต็อกไว้ขายได้เกือบหมด”

ระหว่างที่ห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ท่าแพกำลังมียอดขายดีอยู่นั้นในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ขยายไปห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ สาขาช้างเผือก และห้างแอร์พอร์ต

“เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นสถานเล่นโบลิ่งและหยุดกิจการ เจ้าของมีหลายหุ้น คนหนึ่งคือ คุณพัฒน์ เลาหวัฒน์ โดยซื้อต่อในราคาประมาณ ๗ ล้านบาท ค่าก่อสร้างประมาณ ๒ ล้านเศษ หลังจากเปิดการดำเนินการยอดจำหน่ายดี ต่อมาจึงซื้อที่ดินด้านข้างของคุณบุญทวี ตันตรานนท์เพิ่มเติม ทำเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตและที่จอดรถ เงินที่นำมาลงทุนทำห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ช้างเผือก ได้จากการนำห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ท่าแพไปค้ำประกันเงินลงทุนส่วนหนึ่ง และในขณะเดียวกันนั้น ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ได้เริ่มต้นสร้างห้างสรรพสินค้าแอร์พอร์ตพลาซ่าด้วย มอบให้ลูกชาย คือ นายวรวัชร ตันตรานนท์ ดำเนินกิจการ

“หลังจากเปิดห้างสรรสินค้าตันตราภัณฑ์ช้างเผือกไม่นานนักต้องประสบปัญหาจนต้องเลิกกิจการ จากปัญหาใหญ่สองประการ คือ ห้างสรรพสินค้ากาดสวนแก้วที่ถนนห้วยแก้วเปิดดำเนินการ มีความพร้อมมากกว่าทำให้การแข่งขันสูง ส่งผลให้ยอดขายที่ห้างตันตราภัณฑ์ช้างเผือกไม่ดี ประกอบกับการจัดระบบการจราจรรอบคูเมืองจากเดินรถสองทางเป็นเดินรถทางเดียว ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งหายไป ภายหลังจึงต้องเลิกกิจการ

“ส่วนห้างแอร์พอร์ตพลาซ่า เนื่องจากมีปัญหาในด้านการบริหารและปัญหาอื่น เมื่อบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด มาขอซื้อในส่วนของพลาซ่า คือ ส่วนที่เป็นพื้นที่สำหรับแบ่งให้ร้านค้าย่อยมาวางจำหน่ายสินค้า จึงขายให้ไปและต่อมาขายห้างสรรพสินค้าให้ทาง ‘โรบินสัน’ “

คุณธวัช ตันตรานนท์ เคยกล่าวว่า ปัญหาหลักของการไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเงินลงทุนที่สูง จากการที่ลงทุนซื้อที่ดินบริเวณห้างสรรพสินค้าแอร์พอร์ต ซึ่งนักลงทุนยุคใหม่จะไม่ลงทุนซื้อที่ดิน แต่จะเช่ามากกว่า เช่าระยะยาว ๒๐-๓๐ ปี ดังเช่นการเช่าดำเนินการของห้างโลตัสที่เช่าที่ของตระกูล “นิมมานเหมินท์” ทั้งสาขาถนนเชียงใหม่-หางดง และสาขาตลาดคำเที่ยง

หลังจากนั้น ครอบครัว “ตันตรานนท์” ลงทุนห้างสรรพสินค้า “ริมปิง” ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ ในที่ดินของตระกูลบริเวณถนนเชียงใหม่-ลำพูน เมื่อได้ผลกำไรดีต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๖ จึงได้เริ่มเปิดอีกสาขาหนึ่งที่ถนนโชตนา ย่านช้างเผือก โดยเช่าพื้นที่จากตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” หลังจากที่ถนนโชตนาหมดสัญญาแล้ว เปลี่ยนมาเปิดที่ถนนมหิดล เยื้องบริษัทนิยมพาณิช จำกัด

อาจสรุปได้ว่า แม้จะประสบปัญหาด้านถูกห้างใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่าดึงลูกค้าไป ทำให้ห้างตันตราภัณฑ์และแอร์พอร์ตพลาซ่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในโอกาสเดียวกันห้างริมปิงทั้งสองสาขา ก็สามารถฉีกแนวในการดึงดูดลูกค้าและทำกำไรได้ดี

ห้างเซเว่น-อีเลฟเว่น คือ อีกหนึ่งธุรกิจของตระกูล “ตันตรานนท์”
คุณวรวัชร ตันตรานนท์ เคยกล่าวถึงการเริ่มต้นของห้างขนาดเล็กที่เปิด ๒๔ ชั่วโมง แบบนี้ว่า เนื่องจากได้ศึกษาเมื่อไปเรียนจากต่างประเทศ เมื่อกลับมาอยู่เชียงใหม่ เห็นว่าน่าจะประสบความสำเร็จ จึงเริ่มเปิดในชื่อว่า “ช้อยส์มินิสโตร์” เปิด ๔ แห่ง

เราปรับวิธีการจัดการทั้งด้านสินค้าและการให้บริการ มีการเปิดบริการ ๒๔ ชั่วโมง เปิดได้ ๔ แห่ง ต่อมาพี่วรกร (นายวรกร ตันตรานนท์) พี่ชายรู้จักกับกลุ่มซีพี ซึ่งเริ่มมีการทำร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น จึงคุยกันและปรับร้านช้อยส์มินิสโตร์ เป็นร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ข้อตกลง คือ เราจ่าย ๔ เปอร์เซ็นต์ของยอดขายให้ซีพี ซึ่งมาควบคุมด้านสินค้า ระบบการจัดการและการอบรมพนักงาน ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นกระจายเปิดตามชุมชนต่างๆ ปัจจุบันเราดำเนินการ ๓ จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนและลำพูน ปัจจุบันมีมากกว่า ๔๐ สาขา

“ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น เดิมเน้นเรื่องเป็นครัว คือ ชาวบ้านสามารถหาซื้ออาหารได้ใกล้บ้านตลอด ๒๔ ชั่วโมง ขาดน้ำตาล ขาดน้ำปลาหรืออาหารง่ายๆ หาซื้อได้ไม่ว่าจะดึกดื่นขนาดไหน ต่อมาปรับยุทธศาสตร์เป็นทั้งครัวและเป็นเพื่อน

“เป็นเพื่อนตลอดคืนได้เพราะเปิดไฟสว่างมาก แวะมาเดินเที่ยวได้ พูดคุยกับคนขายได้ อีกทั้งปัจจุบันเป็นสถานที่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟได้ ในกรุงเทพฯ การขายบัตรคอนเสิร์ต วางขายที่เซเว่น-อีเลฟเว่นเพราะกระจายอยู่ทั่วไป

“เมื่อเป็นครัว เป็นเพื่อนแล้ว แม้จะรู้ว่าสินค้ามักแพงกว่าห้างใหญ่ แต่ลูกค้าก็เต็มใจที่จะซื้อเพราะเราเน้นบริการที่ดี ทักทายลูกค้า ให้เกียรติลูกค้า อย่างตัวอย่างจุดหนึ่งที่อยู่ได้และมีกำไร คือ ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นหน้าห้างโลตัส ทางไปหางดง จะอยู่ก่อนเลี้ยวเข้าห้างโลตัส เราก็ขายสินค้าได้เนื่องจากกลุ่มลูกค้าต่างกันและโอกาสในการซื้อสินค้าต่างกันด้วย

แม้คุณธวัช ตันตรานนท์ จะเสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ แต่การเริ่มต้นการลงทุนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมืองเชียงใหม่เมื่อ ๕๐ ปีล่วงมา ยังคงเป็นแบบเรียนในเชิงธุรกิจ รุ่นหลังควรต้องรักษา

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๒๙)