ร้านแดงปากหมา ข้าวต้มดั้งเดิมของเชียงใหม่

0
902

คนเชียงใหม่รุ่นเก่ามักจะผูกพันกับข้าวต้มร้าน “แดง” บางคนเรียกข้าวต้ม “แม่ข่า” บางคนเรียกข้ามต้ม “ปากหมา”

ทุกชื่อย่อมีที่มา ความจริงชื่อแรกๆ มักเรียกกันว่าข้าวต้มแม่ข่า เนื่องจากร้านอยู่ติดกับสะพานแม่ข่าฝั่งทิศตะวันตกของถนนท่าแพ
ถนนท่าแพในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๐๐ เล็กน้อยนั้น มีความสำคัญสำหรับหนุ่มสาวในยุคนั้นมาก เนื่องจากเป็นที่เที่ยวเตรีในยามค่ำคืน

ถนนท่าแพสมัยหลังปี พ.ศ.๒๕๐๐ เล็กน้อย คึกคัก มีร้านค้าขายสินค้าพื้นเมืองหลายร้านที่เปิดขายให้บริการตลอดทั้งวัน รวมทั้งยามค่ำคืน จะปิดร้านก็ถึง ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่ม แต่ละร้านมีสาวงามมาคอยต้อนรับลูกค้า
สมัยนั้นร้านค้ามักมีค่านิยมที่จะเสาะหาสาวสวยส่งประกวดงานฤดูหนาวเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็จ้างมาขายของในร้าน เน้นการต้อนรับและพูดคุยกับลูกค้า เป็นการดึงดูดลูกค้าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ได้เป็นอย่างดี แม้ไม่ซื้อสินค้า แต่แวะเวียนมาพูดคุยกับสาวงามของร้านก็ไม่มีใครว่ากัน

นอกจากเดินดูสินค้า จีบสาวแล้ว หากต้องการดูหนัง ก็รอดูหนังรอบ ๓ ทุ่มก็เป็นเวลาที่เหมาะ
แหล่งเดินเที่ยวของผู้คนมักเริ่มตั้งแต่แยกศรีนครพิงค์ที่มีโรงหนังศรีนครพิงค์เป็นสำคัญ ของกินแถวนั้นมีตือโคคาเจ้าเก่า ใกล้กันที่ถนนราชวงศ์มีร้านข้าวขาหมูอร่อย ชื่อว่า “ร้านขาหมูโอเค” เรื่อยมาถึงถนนท่าแพที่มีโรงหนังศรีเวียงทางด้านถนนช้างคลาน ใกล้ไนท์บาซ่าในปัจจุบัน มุมถนนช้างคลานตรงข้ามกับวัดอุปคุตก็มีร้านกาแฟอยู่หลายร้าน บางร้านลูกสาวสวยจนได้ตำแหน่งนางงามก็มี เรื่อยมาตามถนนท่าแพมีโรงหนังศรีวิศาลอยู่ตรงข้ามวัดแสนฝาง ตรงข้ามวัดบุปพาราม วัดมหาวัน มีร้านค้าขายของพื้นเมืองหลายร้าน เช่น ร้านพัชรินทร์ ร้านทัศนาภรณ์ จนสุดถนนท่าแพมีโรงหนังสุริวงศ์ ที่ใต้ถุนเป็นร้านหนังสือสุริวงศ์เซ็นเตอร์

ละแวกนี้มักมีรถสามล้อถีบจอดเป็นแถวคอยรอเรียกใช้บริการจากผู้มาเที่ยวเตร่
ส่วนด้านลานท่าแพก็คึกคักกับร้านอาหารที่เน้นเป็นร้านข้าวต้มหลายร้าน ร้านโอวตี่ก็อยู่ที่นี่ ร้านดาเรศก็อยู่ไม่ไกล ละแวกนี้จึงเหมาะสำหรับที่ดื่มกินของผู้คนสมัยนั้น ก่อนที่จะไปเที่ยวกันต่อ การเที่ยวในสมัยนั้นก็ไม่พ้นบ้านสาว หากพอมีเงินหน่อยก็เที่ยวบลูมูนไนท์คลับ หรือรินแก้วไนท์คลับ

สมัยนั้นกำแพงเมืองเชียงใหม่บริเวณนั้นถูกรื้อไปก่อนแล้ว ถนนจากท่าแพพุ่งตรงไปถนนราชดำเนินและมีไฟเขียวไฟแดงในระยะต่อมา ด้านฝั่งตะวันออกของถนนท่าแพเป็นสนามเด็กเล่น ต้อนรับเด็กละแวกนั้นยามเย็นค่ำ

ใกล้กันร้านลาบศรจันทร์คอยต้อนรับขาประจำที่นิยมลาบดิบ เลยไปทางด้านทิศใต้เป็นร้านอรุณไร ร้านอาหารพื้นเมืองเก่าแก่ของย่านนี้ที่มักมีประวัติการดื่ม เมา ล้มโต๊ะหรือไม่ก็ยกพวกตีกัน ที่ร้านนี้เอง “พันยัก” กลุ่อินทรีย์ขาวเคยพาเพื่อนมาดื่มกินและฉวยโอกาสแกล้งทำเป็นวิวาทกันเองในโต๊ะ คว่ำโต๊ะ จานชามกระจุย วิ่งไล่ชกต่อยเตะถีบออกนอกร้านหายลับตาไป โดยไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร โดยที่เจ้าของร้านมองตามตาปริบๆ

สมัยนั้นสังคมเมืองเชียงใหม่มีอันธพาลอยู่ไม่น้อย อาจถือได้ว่ามากกว่าในยุคอื่นๆก็ว่าได้
นั่นเป็นเหตุผลและเป็นที่มาของคำว่า “ข้าวต้มปากหมา”

เจ้าของร้านข้าวต้มข้างสะพานแม่ข่า ถนนท่าแพในรุ่นที่สอง คือ รุ่นลูก มีลูกสาว ๒ คนเป็นหลัก เห็นสภาพของสังคมที่มักอันธพาลมากินข้าวต้มบ้างดื่มเหล้าเบียร์ เมื่อตอนเช็คบิลล์ก็ออกอาการอันธพาล โวยวายว่า คิดเงินเกินไปบ้างหละ อาหารแพงบ้างหละ พาลจะไม่จ่ายเงินเอาดื้อๆ บางคนขึ้นรถขับหนีไปเลย เจอสถานการณ์เช่นนี้บ่อยทำให้เจ้าของร้านสาวสวยของคนต้องปรับตัว จากที่เคยอ่อนหวานพูดจาสุภาพกลายเป็นต้องแสดงบทโหด สีหน้าบึ้งตึง พูดน้อย เสียงดัง

เจ้าของร้านสองพี่น้อง คนโต ชื่อว่า โต้ คนน้องชื่อ แดง แม้จะมีน้องๆผู้ชายอีก ๓ คน มาช่วยเสิร์ฟ ช่วยเก็บ แต่ก็ไม่ค่อยกล้ามีบทบาทมากนัก มอบหมายให้เจ๊โต้และเจ๊แดง แสดงบทบาทกันเต็มที่ เพื่อมุ่งรักษาผลประโยชน์ของทางร้านให้ได้มากที่สุด

ร้านข้าวต้มข้างสะพานแม่ข่า เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อาจเพราะกับข้าวรสชาติดี ทำเลริมถนนท่าแพเหมาะสม แต่เหตุผลประการหนึ่งที่เป็นเหมือนสิ่งดึงดูดลูกค้า คือ ความพูดไม่ไพเราะของเจ้าของร้าน จนเรียกกันว่า “ข้าวต้มปากหมา” แทนคำว่า “ข้าวต้มแม่ข่า” น้อยคนที่จะเรียกว่า “ข้าวต้มแดง”

แม้ละแวกถนนท่าแพจะมีข้าวต้มเจ้าอื่นอีก ๒ เจ้า คือ ข้าวต้มลิ้มเจริญและข้าวต้มปู่ลิ้ม เจ้าของชื่อ ลิ้มเหมือนกัน อยู่ถนนท่าแพไม่ห่างไกลกันมากนัก แต่ร้านข้าวต้มปากหมากับมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากลูกค้ามากกว่า

ก่อนหน้านี้ข้าวต้มปากหมา มิได้เริ่มต้มข้างสะพานแม่ข่า แต่เริ่มต้นยิ้นไปทางตะวันออกฝั่งตรงข้ามห้างตันตราภัณฑ์ เจ้าของเป็นรุ่นพ่อแม่ของสองสาวที่ว่าข้างต้น ชื่อว่า “นายชัวปี แซ่ลี่” อพยพมาจากประเทศจีนมารับจ้างอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เป็นกุ๊กร้านข้าวต้มหลังโรงยาฝิ่นตงก๊ก ถนนท่าแพนี่เอง ระหว่างนั้นก็มาพบรักกับนางบัวจิน คนทางอำเภอฝางติดต่ออำเภอเชียงดาวละแวกนั้น ต่อมาจึงมาเช่าห้องอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว เริ่มต้นขายข้าวต้มกันที่เรียกว่า “ข้าวต้มแผงลอย” โดยใช้เชิงชายคาบ้านของนายซิงงอ ริมถนนท่าแพ ร้านค้าของนายซิงงอปิดร้านตอน ๕ โมงเย็นแล้ว ตอน ๖ โมงเย็นนายชัวปีและนางบัวจินก็นำโต๊ะเก้าอี้มาตั้งขายข้าวต้ม เริ่มต้นจากกับข้าวไม่กี่อย่างที่ทำง่ายๆ เช่น จับฉ่าย เต้าหู้พะโล้ ปลาทอด ปลาเค็ม ไข่เค็ม กระเทียมดอง ลูกค้ามักเป็นพวกที่มาสูบฝิ่นที่โรงฝิ่นเป็นหลัก สมัยนั้นโรงฝิ่นยังถูกกฎหมายอยู่

หากย้อนไปนายชัวปี แซ่ลี่ เริ่มขายข้าวต้มมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไม่กี่ปี
ทั้งคู่เฝ้าหวังว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นผู้ชาย เพื่อให้ช่วยเหลืองานแบ่งเบาภาระ แต่เหมือนชะตาแกล้งให้ต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไป ลูก ๓ คนแรกเป็นทั้งหมด ตั้งชื่อให้ว่า “โต้”, “เตา” และ “แดง” ให้เรียนจบแค่ระดับประถมก็ให้ออกมาช่วยกันขายข้าวต้ม การทำงานช่วยเหลือพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ทำให้สามสาวแกร่งเหมือนผู้ชาย พูดเสียงดัง ไม่ไพเราะเสนาะหู ซึ่งช่างขัดกับหน้าตาของสามสาวที่สะสวยขาวหมวยชวนมอง

นายชัวปีและนางบัวจิน แซ่ลี่ มาสมหลังเมื่อลูก ๓ คนหลังเป็นชายล้วน ชื่อ “เต๋ง” , “ณรงค์” และ “อรุณ” แต่ถึงตอนนี้นายชัวปีและนาวบังวจินก็สบายแล้วเพราะลูกสาว ๓ คน รับผิดชอบงานแทนได้เกือบครบ ต่อมาจึงได้ย้ายร้านมาข้างสะพานแม่ข่าประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๕ เช่าหน้าบ้านของชาวบ้านจุดนั้น นายชัวปีขณะนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีแล้วจึงปล่อยให้ลูกสาวช่วยดำเนินกิจการ

ลูกสาวทั้งสาวขณะนั้นก็เหมือนดอกไม้ที่ผลิบาน กลิ่นเกสรหอมหวานแมลงต่างแวะเวียนมาดมดอมหมายปอง โดยเฉพาะลูกสาวคนกลางที่มีนามว่า “แดง” หน้าตาดีกว่าพี่น้อง ชายหนุ่มแวะเวียนมาแสดงตัวขอเป็นคู่ครองไม่น้อย รวมทั้งหนุ่มจากกรุงเทพฯ เชื้อสายเจ้าที่คนทั่วประเทศรวมทั้งคนเมืองเชียงใหม่รู้จักในนามของ “รุจิกร” นักพากย์หนังฝีปากดี

ม.ล.รุจิกร มนตรีกุล คือ ชื่อนามสกุลจริง เป็นบุตรของพระยาราโชทัยมนตรีกุล มีลูก ๓ คนที่เป็นนักพากย์หนังชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักนอกจาก “รุจิกร” แล้วก็คือ “รุจิรา” และ “มารศรี” โดยเฉพาะ “รุจิรา” มีลูกสาวคนหนึ่งที่เป็นดาราชื่อดัง คือ อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา

“รุจิกร” มาทำหน้าที่พากย์หนังในเมืองเชียงใหม่หลายโรง หากเป็นหนังดังมักว่าจ้าง “รุจิกร” มาพากย์ โดยเฉพาะโรงหนังสุริวงศ์ ของเจ้าสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ มักจ้าง “รุจิกร” พากย์เป็นประจำ นอกจากนี้ “รุจิกร” ยังแสดงหนังหลายเรื่อง เช่นเรื่อง สาวเครือฟ้า เป็นต้น

เสร็จจากงานพากย์หนัง “รุจิกร” มักเวียนมากินข้าวต้มและพูดเย้าแหย่กับสาวแดงอยู่แทบทุกวัน บางคราวกลับไปกรุงเทพฯ ก็มีของมาฝากจนเป็นที่มั่นใจของสาวแดง หลังจากนั้นมีการติดต่อแต่งงาน หลังแต่งงานสาวแดงแยกไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ต่อมาจึงชวน “รุจิกร” มาอยู่ที่เชียงใหม่เป็นการถาวร

แม่แดงกลับมาช่วยครอบครัวขายข้าวต้ม ส่วน “รุจิกร” รับอาชีพพากย์หนังเรื่อยไปจนอายุ ๔๐ ปีก็เลิก ทั้งคู่ซื้อที่ปลูกบ้านอยู่หลังวัดแสนฝางที่สมัยก่อนได้ชื่อว่าเปลี่ยวและ “ผีดุ” มีคนเห็นผีเปรตคอยาวเลยต้นไม้ บางคนเห็นผีนางยักษ์ตัวสูงใหญ่

ความเจริญที่ถนนท่าแพมีมากเข้า จนเจ้าของบ้านที่เคยให้ร้านข้าวต้มปากหมาเช่าหน้าร้านขอเลิกสัญญา เนื่องจากมีผู้เช่ารายใหม่ คือ ร้านวิมลท่าแพ ร้านข้าวต้มปากหมาเจ้าเก่าริมสะพานแม่ข่าจำเป็นต้องหาทำเลร้านใหม่ ย้ายไปเปิดที่บ้านของนางแดง หลังวัดแสนฝาง

ป้าแดง มนตรีกุล ณ อยุธยา ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐) เล่าเรื่องการย้ายร้านและการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่อมาว่า
“สมัยที่ขายอยู่ถนนท่าแพ ข้างสะพานแม่ข่าระยะแรกๆ นั้น น้ำประปะยังไม่แพร่หลาย ต้องใช้น้ำจากบ่อที่วัดบุปพาราม มีบ่อน้ำใหญ่ สะอาด ชาวบ้านละแวกนั้นใช้น้ำที่แห่งนี้ทั้งนั้น ต้องจ้างคนไปตัก บ่อนี้ห้ามผู้หญิงเข้าไปตักอย่างเด็ดขาด เคยมีผู้หญิงเข้าไปใกล้บ่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้น้ำในบ่อเน่าเหม็นเดือดร้อนกันไปทั่วไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ ทำให้ความเชื่อเรื่องห้ามผู้หญิงเข้าไปมีมากขึ้น บ่อน้ำแห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า บ่อทิพย์ ตอนนี้ก็ยังมีการรักษาบ่อน้ำนี้ไว้

“ปี พ.ศ.๒๕๑๕ จากข้างสะพานแม่ข่าย้ายร้านมาเปิดที่บ้านป้า แต่ก็ยังเป็นของครอบครัวพี่ๆน้องๆให้พี่สาวดูแลร้านนี้ ต่อมาป้าไปเปิดอีกร้านหนึ่ง ใช้ชื่อว่า ร้านข้าวต้มแดง ๒ ข้างวัดแสนฝาง เช่าห้องเดือนละ ๔ พันบาท ข้างวัดแสนฝางขายดีมาก คนติดกัน โดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๕๒๒ แม่ช้อยนางรำ เขียนคอลัมน์เปิบพิสดารในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแวะมากินและนำไปเขียน ทำให้ดังเลย คนจากกรุงเทพฯ เดินทางมาเพื่อกินข้าวต้มแดงข้างวัดแสนฝาง ลงรถไปมาก็นั่งสามล้อต่อมา กินแล้วก็ซื้อกระเทียมดอง หัวไชโป๊ดอง ผักกาดดอง ขิงดองไป ขายดีจนแทบไม่ทัน ตอนนั้นใส่ขวดโหล ขวดละ ๑๐๐ กว่าบาท ส่วนที่ร้านหลังวัดแสนฝางต่อมาพี่สาวเสียชีวิต น้องชาย ชื่อ ณรงค์ ทำต่อ ป้าทำที่ข้างวัดแสนฝางขณะนั้นกำลังขายดี เจ้าของตึกต้องการขายตึกราคาสูงไม่มีเงิน จำเป็นต้องย้ายร้านพอดีที่สาวอีกคนที่ชื่อ เตา พอมีเงินก็เซ้งไว้ต่อและขอให้ชื่อร้านเดิมให้ลูกๆดำเนินกิจการต่อ ส่วนป้าย้ายไปเปิดถนนช้างคลาน ตรงข้ามร้านเด่นดวง ขายดีพอลูกค้าเริ่มติดเจ้าของตึกแถวบอกเลิกสัญญาอีกแล้ว ย้ายมาตรงไนท์บาซ่าไม่นานต้องย้ายไปตลาดอนุสาร แล้วก็ย้ายมาถนนช้างม่อยเช่าหน้าร้านหมอถาวรข้างสะพานแม่ข่า หลังสุดต้องย้ายกลับมาเปิดขายที่บ้านตัวเองหลังวัดแสนฝาง ข้างร้านก็มีร้านของ ณรงค์ น้องชายขายอยู่เดิม ทำให้เหมือนแข่งกันในทันที แต่ก็แล้วแต่ลูกค้าใครลูกค้ามัน”

ป้าแดง บอกว่าการขายข้าวต้มเจอปัญหาหลายอย่าง สมัยก่อนเจอคนเออะโวยวายบ่อย กินแล้วพาลไม่จ่าย ขึ้นรถหนีไปดื้อๆ ก็มี เมาแล้วทะเลาะชกต่อยกันในร้านก็มี ทำให้ต้องกล้าไปโดยธรรมชาติ มันแต่พูดเพราะก็ไม่ไหวจึงเป็นสมญาว่า “ร้านแดง ปากหมา” เรื่อยมา

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๒๙)