“บ้านตีนขัวเก่า”

0
770

“บ้านตีนขัวเก่า”

“ขัว” คือ สะพาน “ตีนขัว” หมายถึง บริเวณต้นหรือปลายสะพาน อย่างเช่น ตีนดอย ย่อมหมายถึง เชิงๆ ของดอย

“คนกาด” หรือ “คนตลาด” รุ่นเก่า คือ คนที่พักอาศัยหรือมีร้านค้าอยู่ละ แวกตลาดวโรรสหรือตลาดต้นลําไย หากเอ่ยถึง ขัวเก่า มักรู้กันว่า หมายถึง สะพาน ข้ามแม่น้ําปิงระหว่างตลาดต้นลําไยข้ามไปยังฝังวัดเกตการาม ด้านทิศตะวันออกส่วน “ขัวใหม่” หมายถึง สะพานนวรัฐ ที่เชื่อมต่อระหว่างถนนเจริญเมือง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ําปิงกับถนนท่าแพ ฝั่งตะวันตก

ความ “ใหม่” และ “เก่า” เนื่องจากมีการก่อสร้างคนละช่วงเวลากัน

“ขัวเก่า” ที่ปัจจุบันเป็นสะพานคอนกรีตชื่อว่า สะพานจันทร์สม นั้น สร้างมาก่อนสะพานนวรัฐ สมัยนั้นต่างเป็นสะพานที่สร้างด้วยไม้ด้วยกันทั้งคู่ คนรุ่นเก่าบอกว่า สะพานจันทร์สมสร้างได้กว้างใหญ่กว่า ไม้ที่ใช้แต่ละแผ่นกว้างและ หนา เป็นยุคสมัยที่ไม้สักทางภาคเหนือมีอยู่ชุกและหาง่าย ต่อมาหลังปี พ.ศ.2475 ไม่นานสะพานแห่งนี้ถูกแรงน้ําดันจนพัง

ยุคต่อมาทางเทศบาลนครเชียงใหม่สร้างเป็นสะพานไม้ไผ่ใช้เป็นการชั่วคราวเรียกกันว่า “ขัวแตะ”

ส่วนสะพานนวรัฐเปลี่ยนจากสะพานไม้ เป็นสะพานเหล็ก และต่อมาเปลี่ยน เป็นสะพานคอนกรีตดังปัจจุบัน

การเปลี่ยนจากสะพานไม้เป็นสะพานเหล็กนั้น เป็นการเปลี่ยนในช่วงที่ รัชกาลที่ ๗ จะเสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ทางราชการปรับปรุงสะพานนวรัฐ ที่ทรุดโทรมเต็มที่แล้วให้แข็งแรงและทันสมัย พร้อมๆ กันนั้น สถานที่หนึ่งที่สร้าง พร้อมๆ กับสะพานนวรัฐ คือ ศาลากลางจังหวัด ที่ปรับปรุงเป็นคอนกรีตทันสมัย (ป้าซิวเฮียง โจลานันท์,สัมภาษณ์)

บ้านตีนขัวเก่าในที่นี้ หมายถึง บ้านไม้ที่อยู่ปลายสะพานจันทร์สมฝั่ง ตลาดต้นลําไย บ้านตีนขัวเก่าแห่งนี้มีเรื่องราวในอดีตมากมายที่น่าสนใจ
เป็นบ้านและร้านค้าของนางซิวเฮียง โจลานันท์ เกิดปี พ.ศ.2459ปัจจุบันอายุ 88 ปี ชื่อว่าร้าน “วิศาลบรรณาคาร”

บ้านหลังนี้เป็นบ้านของรุ่นพ่อแม่ คือ นางบัวตอง อยู่กับสามี คือ นาย จินเหลียง แซ่โจ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นสกุล โจลานันท์)

หากย้อนไปไกลกว่านั้น เริ่มต้นจากนายเซ่งโฮก แซ่ลิ้ม อพยพจากเมือง จีนมาอยู่ย่านวัดเกตการาม แต่งงานกับแม่เฒ่าวันดี อาชีพค้าขายมีร้านอยู่ติด แม่น้ําปิงข้างร้านของเจ๊กอุย แซ่เหลี่ยว ซึ่งปัจจุบันคือ ร้านแกลลอรี่ ร้านของนาย เซ่งโฮก ขายผ้าเป็นหลัก ต่อมาตกเป็นของลูกชายชื่อ นายบุญมี เปลี่ยนสกุลจากแช่นิ่ม เป็นนิมานันท์

นายเซ่งโอก และแม่เฒ่าวันดี แซ่ริ้ม มีบุตรธิดา 5 คน คือ นางเป้า นายบุญมี นายกิมซิ้ว นายกิมสูน และนายกิมไล นิมานันท์

นางเป๊า แต่งงานกับนายกอ แซโต๋ว บุตรธิดา 2 คน คือ นางบัวตอง และนายทวีสิน ใช้สกุล แซ่โต๋ว ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ตุวานนท์”

นางบัวตอง บุตรสาวคนโต แต่งงานกับนายจินเหลียง แซ่โจ บุตรธิดา 2 คน คือ นางซิวเฮียง และนายดุสิต แซโจ ต่อมาเปลี่ยนเป็น “โจลานันท์”

ส่วนนายทวีสิน แต่งงานกับนางนิภา บุตรธิดารวม 6 คน บุตรคนหนึ่งคือ ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ป้าซิวเฮียง โจลานันท์ ปัจจุบันอายุ 91 ปี กล่าวถึงร้านวิศาลบรรณา คารแห่งนี้ว่า

“ร้านเดิมของรุ่นพ่อแม่ ชื่อ ร้าน บ้วนฮวดเส็ง ขายผ้าฝ้าย และเสื้อผ้า ต่อมาเปลี่ยนเป็นขายหนังสือ เมื่อปี พ.ศ.2475 ใช้ชื่อว่าร้าน วิศาลบรรณาคาร

“ข้างๆ ด้านทิศใต้ เป็นบ้านจีนยี่ลัง แซ่ตั้งต่อมาเป็นธนาคารกรุงเทพพณิชการ ปัจจุบันเป็นร้านทอง ถัดไปเป็นห้องแถวของตลาดต้นลําไย สมัยก่อนเป็นของหลวง โยนการพิจิตร ต่อมาจํานองกับหลวงอนุสารสุนทรและนายอุย แซ่เหลียว เจ้าของ ร้านเหลี่ยวย่งง้วน และเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของตระกูลของหลวงอนุสาร สุนทรและบุตรหลาน ของนายอุย

“ตรงข้ามบ้านของป้าเป็นคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ ตอนเสียชีวิต (พิราลัย) จําได้ว่าจัดพิธีใหญ่ มีราชรถบรรทุกศพไปวัดสวนดอก สมัยนั้นป้าอายุ ๑๐ ขวบเศษ คนไปร่วมงานศพเจ้าแก้วฯ กันเยอะ ผ้าดําที่ต้องนํามาตัดเสื้อผ้าร่วมพิธีศพถูกซื้อ จนหมดตลาด นายห้างโมตีรามขายผ้าดําจนร่ำรวย สมัยนั้นพระราชชายายังมีชีวิต อยู่ ทําให้คนไปร่วมงานกันเยอะ เพราะพระราชชายาเก่ง เข้ากันพ่อค้าวาณิชได้ดี

“บ้านสร้างปี พ.ศ.2480 แม่ (นางบัวตอง) ไม่ชอบตึก สมัยนั้นคนพอมีเงิน ก็มักสร้างเป็นตึกกันเป็นส่วนใหญ่ จําได้ว่าสร้างบ้านหลังนี้พร้อมกับตึกแถวของ เจ้าอินทนนท์ บุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ ด้านฝั่งตรงข้ามบ้าน บริเวณดังกล่าวเดิมเป็น ห้องแถวไม้ให้บ่าวไพร่อยู่อาศัย ต่อมาพ่อเจ้า (เจ้าแก้วนวรัฐ) สร้างให้เจ้า อินทนนท์ เป็นตึก 2 ชั้นมี 10 ห้องแบ่งให้เช่า จนพ่อเจ้าสิ้น เจ้าอินทนนท์ย้ายไปอยู่หน้าวัด ป่าเป้า บริเวณนี้ขายต่อ จนต่อมารัฐบาลเวนคืนที่ดินบริเวณตึกแถวนี้ รื้อและสร้าง เป็นถนนเลียบริมน้ําปิง จากตีนสะพานนครพิงค์ไปต่อกับถนนไปรษณีย์ด้านหน้าที่ ทําการจราจร

“สมัยก่อนนั้น บ้านตีนขัวเก่าหลังนี้ อยู่ติดกับแม่น้ําปิงและสะพานข้าม น้ําปิงมาถึงฝาบ้านป้าเลย แม่น้ําปิงสมัยก่อนกว้าง ต่อมามีการทําถนนสายริมน้ําปิง ริมน้ําปิงสมัยก่อนจึงยังไม่มีถนน มีเพียงถนนวิชยานนท์ตัดจากถนนท่าแพผ่าน ตลาด เลาะข้างน้ําปิงไปถึงเทศบาลนครเชียงใหม่และเลี้ยวซ้ายไปถึงข้างวัดชัยศรีภูมิ”

ป้าเฮียงเล่าว่าบริเวณคุ้มและรอบคุ้มที่ติดถนนวิชยานนท์และถนนช้างม่อย เดิมเจ้าแก้วนวรัฐ (ด้านถนนช้างม่อย) สร้างเป็นห้องแถวสองชั้นให้เช่า ส่วนด้าน ถนนวิชยานนท์สร้างตึกแถว 2 ชั้น ให้เจ้าอินทนนท์ บุตรชายเก็บค่าเช่า บ้านของ ป้าชิวเฮียงค้าขายจึงมีลูกค้ามาเล่าเรื่องราวในคุ้มให้แม่ฟัง ทําให้ได้รับรู้เรื่องราวไปด้วย

“เดิมเป็นของเจ้านายทั้งนั้น แต่ต่อมาขาย อย่างในคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ นั้น สมัยป้าอายุ 10 ปีเศษ เริ่มจะเป็นสาวแล้ว หลังจากเจ้าแก้วนวรัฐ สิ้นบุญแล้ว ในคุ้มเหลือเจ้าราชภาคินัยและเจ้าบัวทิพย์ ครอบครองอยู่ ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่บอก ขาย คือ ห้องแถวด้านติดถนนช้างม่อยมี 10 ห้องตั้งแต่ร้านทองมังกรทองเรื่อยไป ทางตะวันตก ส่วนถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นห้องแถวของเจ้าราชติกวงศ์ คงได้รับ มาจากเจ้าแก้วนวรัฐ ห้องแถว 10 ห้องต้องการขายในราคา 5 หมื่นบาท มาบอก ขายให้แม่ แม่ก็อยากได้ แต่ตอนนั้นมีเงินแค่หมื่นเศษ ไปปรึกษาขุนอนุพลที่เป็น ญาติกันก็ไม่อยากได้เพราะที่ทางมีเยอะแล้ว คนหนึ่งที่สนใจ คือ เถ้าแก่ไข่จิ๋วพ่อค้า จากตลาดสันป่าตอง ขอต่อเหลือ 3 หมื่นบาท ทางเจ้านายไม่ขาย ต่อมาระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 มีการขายคุ้มและที่ดินบริเวณห้องแถวให้แก่เจ๊กโอ๊วในราคา 1.3 แสนบาท ทําให้มีการฟ้องร้องกับแขกโมตีรามซึ่งได้รับจํานองห้องแถวและที่ ดินบางส่วนไว้ เจ๊กโอ๊วแต่งทนายคือ หลวงศรีประกาศ ส่วนแขกโมตีรามตั้งทนายคือ พระยาวิทยาศรัย ปรากฏว่าเจ๊กโอ้วชนะคดีและเป็นกรรมสิทธิ์คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ

“การจํานองที่ดินสมัยก่อนถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ทํากันเนื่องจากยังไม่มี ธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อได้เหมือนปัจจุบัน สมัยอายุ 10 กว่าขวบ (ประมาณ พ.ศ. 2470) มักได้พบเห็นว่าชาวบ้านตามนอกเมืองมักนําที่ดินมาจํานองหรือขายฝาก ไว้กับชาวจีนในตลาด เนื่องจากต้องการเงินไปใช้จ่าย เงินทองหายาก มักเรียกว่าเอาไปกินไปตาน คือเอาไปใช้จ่ายและทําบุญ เป็นค่านิยมสมัยนั้นที่มักทําตามกัน คือ เอาที่ดินไปจํานองและได้เงินก้อนใหญ่มาใช้จ่าย ส่วนหนึ่งนํามาบวชลูกชายที่ ต้องใช้เงินไม่น้อย ต่อมาไม่มีเงินมาไถ่คืนก็ถูกยึดที่นากัน

“คนหนึ่งที่ป้ารู้จักชื่อ พญาจันทร์ รูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดยาวโค้ง เป็นผู้ ดูแลที่นาของเจ้าแก้วนวรัฐ มักมาซื้อของที่บ้านและพูดคุยกับแม่อยู่บ่อยๆ เรื่อง การขายที่แถวหนองประทีปเลยไปทางสันกําแพงที่มีที่ไว้เยอะ ป้าเคยถาม พญาจันทร์ และทราบว่าสมัยก่อนหากได้ที่ดินก็เอาไม้ไปปักไว้และมาขอจากเจ้า แก้วนวรัฐ เจ้าแก้วนวรัฐก็บอกว่า เอาไปเตาะ ๆ ก็ได้เป็นกรรมสิทธิ์แล้ว ละแวก ใกล้เคียงกับตลาดเอื้องคํา คือ บริเวณที่ดินเก่าของพญาจันทร์ ที่ขายต่อไป

“สมัยป้าเป็นเด็กนั้น กลางถนนวิชยานนท์ มีป้อมตํารวจอยู่ป้อมหนึ่ง อยู่กลางถนนเลย สมัยนั้นรถยังมีน้อยก็ไม่กีดขวางการจราจรอะไร ตอน ๙ โมงเช้า จะมีแถวตํารวจ เดินแถวมา 12 คน จากโรงพักแม่ปิง (ปัจจุบันเป็นที่ทําการจราจร) มาปล่อยตํารวจเปลี่ยนคนเก่าที่ป้อมนี้ 1 คน คนเก่าที่ออกเวรก็เข้าแถวเดินไป เปลี่ยนยามที่ป้อมหน้าวังพระราชชายา(ปัจจุบันเป็นกงสุลอเมริกัน) ป้อมก็เป็น ป้อมเล็กๆ หลังคามุงดินขอ ทําด้วยไม้ ขนาดไม่กว้างนัก หันหน้าไปทางทิศใต้ เป็นป้อมยามดูแลคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ แต่มาอยู่กลางถนนคงดูแลความเรียบร้อย ประชาชนด้วย สมัยนั้นตํารวจเงินเดือนน้อย แค่เดือนละ 14 บาท ไม่ค่อยมีใคร อยากเป็นตํารวจ ครูเงินเดือน 20 บาท นายอําเภอแค่ 80 บาท ชาวตลาดหาก ทําอาหารมากก็ไปแบ่งให้ตํารวจกินด้วย อย่างเช่นวันศีล (วันพระ) ทําขนม ทํากับข้าวมาก ก็ใส่ปิ่นโต ใส่ถ้วยชามไปฝากตํารวจ สมัยนั้นตํารวจจราจรยังไม่มี โจรผู้ร้ายก็ไม่มี ชาวบ้านมาจากต่างอําเภอนําสินค้ามาขายในตลาดก็ไม่เคยมีการ ปล้นจี้กัน คนมีศีลมีธรรม”
บ้านตีนตัวเก่า หรือร้านวิศาลบรรณาคาร ยังคงยืนหยัดเคียงข้างอาคาร ตึกที่เพิ่มขึ้นโดยรอบ หลากหลายเรื่องราวในอดีตติดตามมากับความทรงจํา ของผู้ครอบครอง บางเรื่องย่อมเป็นประโยชน์ เป็นแบบเรียนของคนรุ่นต่อไป.

cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมคนเมือง เล่น 29) พ.ต.อ.อนุ เนินหาด