“โรงหนัง ศรีพิงค์”

0
872

“โรงหนังศรีพิงค์”

ภาพโรงหนัง “ศรีนครพิงค์” หรือที่ชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่า “โรงหนังศรีพิงค์” บริเวณถนนช้างม่อยตัดกับถนนราชวงศ์ เป็นอีกภาพหนึ่งที่เก็บเรื่องราวในอดีต ของเมืองเชียงใหม่หลายเรื่องราว

ดังที่คุณบุญเสริม สาตราภัย ได้ถ่ายภาพไว้

เป็นเหตุการณ์ใน ปี พ.ศ.2495 ซึ่งเป็นปีที่น้ําท่วมใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ ความจริงแล้วสมัยก่อนนั้นน้ําท่วมแทบทุกปี แต่ครั้งละ ๓-๔ วันท่านั้น จึงไม่สร้าง ความเสียหายให้ชาวเมืองมากนัก แต่กลับกลายเป็นเรื่องสนุกสนาน ได้ดําเนินชีวิต แตกต่างจากวันอื่นๆ ในรอบปี คาดว่าฝนตกหนักมาหลายวัน ในวันที่ถ่ายภาพ ฝนคงหยุดแล้วเพราะสังเกตจากแสงแดดจ้า ชาวเมืองเชียงใหม่รู้ดีว่าน้ําจากทาง เหนือจะไหลเอ่อล้นแม่น้ําปิงและท่วมตลาด รวมทั้งย่านติดแม่น้ําปิง อีกย่านหนึ่ง คือ ถนนเจริญประเทศ ทั้งโรงเรียนมงฟอร์ต พระหฤทัย เรยีนาเชลี นักเรียนคง “เฮ” กันอย่างลิงโลดแล้วเพราะได้หยุดเรียนตลอดอาทิตย์ หลังจากไปมุงดูน้ําปิง และลุ้นให้น้ําท่วมอยู่ก่อนแล้ว

ข้างโรงหนังศรีนครพิงค์ จะเห็นบ้านไม้สองชั้นเป็นแถวเรื่อยไปจนเกือบสุดถนน ก่อนหน้านี้คนเก่าๆ เล่าว่า เดิมเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวที่เรียกว่า “เฮือนแป” เป็นส่วนหนึ่งของคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่ให้ลูกจ้างที่ทํางานในคุ้มได้อยู่ อาศัยกัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นห้องแถวไม้สองชั้นดังในภาพ และเปลี่ยนเป็นตึกแถว อาคารพาณิชย์สองชั้นดังปัจจุบัน

คุณบุญเสริม สาตราภัย เล่าว่า ถ่ายภาพนี้เพราะเห็นว่าเป็นปีที่น้ําท่วม หนักกว่าปีก่อนๆ ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนละแวกนี้ ซึ่งเป็นย่านที่จอแจ โดยขึ้นไป ถ่ายภาพที่ระเบียงของโรงแรมราชวงศ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงหนังศรีนครพิงค์ โรงแรมราชวงศ์ เป็นโรงแรมไม้สองชั้น ชั้นล่างขายกาแฟและมีลาดหน้าที่อร่อย ขึ้นชื่อ ห่อละ 1 บาท สมัยก่อนห่อด้วยกระดาษและใบตองผูกคิ้วด้วยเชือกกล้วย กลับไปกินบ้าน โรงแรมดังกล่าวต่อมารื้อ ปัจจุบัน คือ ร้านนครพิงค์เซ็นเตอร์ จําหน่ายชุดกีฬา นอกจากภาพนี้แล้วคุณบุญเสริม ยังถ่ายภาพมุมอื่นไว้อีก 2 – 3 ภาพด้วย

ด้านข้างโรงหนัง ในคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐและตกเป็นมรดกยังเจ้าราชบุตร ยังมีต้นมะพร้าวอยู่หนาแน่น ถัดไปเป็นต้นไม้อื่น ปัจจุบันพื้นที่นี้เป็นอาคารตลาด นวรัฐและตึกริมถนนราชวงศ์

ดังภาพคาดว่าเป็นช่วงเวลาที่หนังเลิกเพราะเห็นคนเดินออกจากประตู ทางเข้าโรงหนังเป็นแถวไม่ต่ำกว่า 50 คนเหมือนกัน แต่ก็เห็นมีคนรอเดินเข้าสวนไป หลายสิบคนเช่นกัน จากด้านซ้ายของภาพ คาดว่าหนังเรื่อง ชตาชีวิต คงเป็น หนังดีเพราะแม้น้ําจะท่วมแต่ผู้คนก็ยังจะดูอยู่

มีเรือขนาดเล็กอยู่ในภาพ 8 ลําด้วยกัน จะว่านํามาพายเล่นๆ ก็ไม่เชิงนัก เพราะลําด้านบนซ้ายมีคนนั่งบนเรืออยู่ 5 – 6 คนและมีคนพายด้วย สันนิษฐาน ได้ว่าพายมาจากทางถนนราชวงศ์ ย่านนั้นน้ำคงท่วมสูงเดินลุยมาไม่ได้ ทางด้าน ถนนราชวงศ์เลยไปเป็นถนนเมืองสมุทร หลังตลาดเมืองใหม่ ย่านนั้นเป็นที่ต่ำ น้ํา ท่วมสูงกว่าย่านอื่นเป็นที่รู้กัน

ทางด้านซ้ายของภาพเป็นถนนราชวงศ์ มีร้านค้าชื่อร้าน “นิตอนงค์” ซึ่งดู เหมือนว่าน้ำที่ถนนราชวงศ์จะท่วมมากกว่าหน้าโรงหนังสังเกตจากคนที่ยืนอยู่ 2 คน

โรงภาพยนตร์หรือโรงหนัง เริ่มครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.2466 โรงภาพยนตร์ แห่งแรกชื่อว่าโรงภาพยนตร์ “พัฒนากร” ตั้งอยู่ถนนช้างคลาน บริเวณใกล้ไนท์บาซ่า ในปัจจุบัน โรงภาพยนตร์เป็นอาคารไม้หลังคามุงสังกะสี เจ้าของ คือ ขุนอุปติพงษ์ พิพัฒน์ ชื่อเดิม คือ นายสาตร์ อุปติพงษ์ นักธุรกิจจากกรุงเทพฯ ที่อพยพมาอยู่เมือง เชียงใหม่พร้อมครอบครัว นอกจากทําธุรกิจโรงหนังแล้วยังทําโรงพิมพ์อยู่หน้า โรงแรมเพชรงาม ถนนเจริญประเทศ ผู้ที่เช่าโรงหนังนําหนังมาฉาย ชื่อว่า ขุนพุฒ สมัยแรกค่าเข้าชม 25 สตางค์ , 50 สตางค์ และ 1 บาท ก่อนหนังฉาย 1 วัน มีขบวนแห่แตรวงไปทั่วเมือง และประกาศเกี่ยวกับหนังที่จะฉาย หนังฉายประมาณ 3 ทุ่ม เลิกเที่ยงคืน ภาพยนตร์ยุคแรกไม่มีเสียงพากย์ เมื่อหมดม้วนระหว่างรอเปลี่ยน ม้วนหนังจะมีแตรวงบรรเลงคั่นเวลา นอกจากฉายหนังแล้ว สมัยนั้นยังมีละครร้อง ละครพูดมาเช่าแสดงด้วย เช่น คณะแม่ทองสุข คณะแม่บุนนาค คณะแม่เลื่อนบางครั้งมีลิเกมาแสดงด้วย

หลังจากขุนพุฒ เสียชีวิต โรงหนังพัฒนากรถูกปล่อยร้างระยะหนึ่ง จน ประมาณ ปี พ.ศ.2470 คุณนายลัดดา พันธาภา มาเช่าทํากิจการต่อและเปลี่ยน ชื่อเป็นโรงหนัง “ศรีเวียง” ยุคต่อมาเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่มาเช่าทําต่อ (ป้าซิวเฮียง โจลานันท์ สัมภาษณ์)

โรงหนังแห่งต่อมา คือ “ตงก๊ก” อยู่ถนนท่าแพ ตรงข้ามวัดแสนฝาง ต่อมามีผู้เปิดแห่งที่ 3 ชื่อ “ตงเฮง” อยู่ถนนท่าแพ ต่อมาเลิกกิจการเปลี่ยนเป็น
“โรงยาฝิ่น” ภายหลังบริเวณดังกล่าวทําเป็นห้างสรรพสินค้า “ตันตราภัณฑ์” โดยนายธวัช ตันตรานนท์

ส่วนโรงหนัง “ศรีนครพิงค์” แห่งนี้ เริ่มดําเนินการเมื่อปี พ.ศ.2488 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ลงทุนดําเนินการโดย เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ บริเวณโรงหนังเดิมเป็นโรงละครเก่าของเจ้าราชบุตร

บริเวณโรงละครแห่งนี้ อยู่บริเวณคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย อาจเรียกว่าอยู่ด้านท้ายคุ้ม ส่วนด้านหน้าคุ้มอยู่ติดแม่น้ําปิง ปัจจุบัน คือ บริเวณตลาดนวรัฐหรือบริเวณร้านทองโอ้วจินเฮง

บริเวณโรงละครแห่งนี้ อยู่บริเวณคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย อาจเรียกว่าอยู่ด้านท้ายคุ้ม ส่วนด้านหน้าคุ้มอยู่ติดแม่น้ำปิง ปัจจุบัน คือ บริเวณตลาดนวรัฐหรือบริเวณร้านทองโอ้วจินเฮง
เจ้าวงศ์จันทร์ ณ เชียงใหม่ (คชเสนี) ธิดาของเจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่) ซึ่งเติบโตที่คุ้มนี้บันทึกเกี่ยวกับโรงละครแห่งนี้ไว้ว่า “นักเรียนที่เรียน ในคุ้มประมาณ 70 – 40 คน วันเสาร์ วันอาทิตย์โรงเรียนหยุด เด็กๆลครต้องเล่นลคร วันเสาร์ เวลา 16.30 น. มีแตรวงบรรเลงที่หน้าโรงลคร ซึ่งปลูกสร้างขึ้นอยู่ใน บริเวณคุ้มหลวงทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นโรงลครสมัยนั้น รู้สึกว่ามันใหญ่โตมโหฬาร เหลือเกิน ครั้งเวลา 18.30 น. พิณพาทย์จะโหมโรง 20.00 น. ลครลงมือแสดง เจ้าปู่ (เจ้าแก้วนวรัฐ) ท่านมีพร้อมทุกอย่าง เครื่องดนตรี ครูลคร ก็เอาไปจากกรุงเทพฯ มาตอนหลังที่สุดนี้เมื่อ พ.ศ.2480 ได้ขอให้เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศราเสนา) ส่งครูขึ้นไปทําพิธีครอบลครชุดสุดท้าย เมื่อจะเปิดโรงลครใหม่อีก ครั้งหนึ่ง สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงลครจึงทําเพดานเป็นช่องๆ ทําสพานยาวไปจดฝาห้อง แลสพานมีหลายสพาน ทําห่างกันราว ครึ่งเมตรสําหรับแขวนตะเกียง เจ้าพายุเรียกว่า ตะเกียงวอชิงตัน โดยชักรอกขึ้นไปแขวนไว้ รวม 4 ดวง เอาฉาก เขียนผ้าเป็นรูปเมฆหมอกลงมาข้างตะเกียง…”
(หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทาน เพลิงศพ เจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี, 2540)

ชาวเมืองเชียงใหม่ มักผูกพันกับโรงหนัง “ศรีนครพิงค์” มาก ด้วยเหตุผล หลายประการ

เหตุผลที่หนึ่ง เพราะอยู่ใกล้ตลาด ย่านชุมชน เป็นช่วงที่การดูหนังได้รับ ความนิยมมาก

เหตุผลที่สอง เพราะหน้าโรงหนังเป็นจุดที่มีของขายมากกว่าจุดอื่น ทําให้ มีผู้มาแวะเที่ยวเตร่แม้ไม่ได้มาดูหนัง และที่สําคัญ คือ หนุ่มสาวมักมาพบปะกันที่ หน้าโรงหนัง

ผลต่อเนื่องนอกจากหนุ่มสาวได้พบปะกันแล้ว อีกด้านหนึ่ง นักเลงหัวไม้ ทั้งหลายก็มาปะปนอยู่ด้วย ดังนั้นการชกต่อยวิวาทมีเรื่องมีราวกันก็มักจะเริ่มต้น กันที่หน้าโรงหนังแห่งนี้

โรงหนัง “ศรีนครพิงค์” ในอดีต ส่งผลทําให้ร้านค้าย่านถนนช้างม่อยและ ถนนราชวงศ์ขายดี จนถึงตั้งตัวได้ ร้านค้าย่านนั้นยืนยันว่าช่วงที่โรงหนังศรีนคร พิงค์ ยังเปิดฉายหนัง ผู้คนมากมายสัญจรผ่านไปดูหนัง ทําให้ค้าขายดีมาก จนหนัง รอบค่ำเลิกตอน 3 ทุ่มจึงถึงเวลาปิดร้าน

หน้าโรงหนัง ศรีนครพิงค์ นอกจากมีร้านค้าหลายร้าน ร้านหนึ่งที่อร่อย ติดปาก คือ ร้านผัดไทยของป้าบัว อีกร้านหนึ่งคือ ร้านตือคาโคปัจจุบันยังขายที่ ถนนช้างม่อยตัดใหม่ นอกจากนี้ยังมีร้านโกหลิ่ม เป็นร้านอาหารฝรั่งผสม อาหารจีน

ยุคของโรงหนัง “ศรีนครพิงค์” สิ้นสุดลง เมื่อมีการขายพื้นที่บริเวณ โรงหนังให้กับกลุ่มนักธุรกิจ ซื้อโรงหนังสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ขายให้ผู้สนใจ
ก่อนหน้านี้โรงหนัง “ศรีนครพิงค์” เจ้าราชบุตรมอบให้คุณนายลัดดา
พันลาภา เช่า และมีคุณสมพงษ์ เช่าช่วงทํากิจการ จนเลิกกิจการในปี พ.ศ. 2522

ผู้ที่เป็นหลักในการร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจทั้งเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ซื้อ โรงหนัง “ศรีนครพิงค์” จากทายาทของเจ้าราชบุตร คือ คุณเอื้อมพร โออริยะกุล ซึ่งเล่าเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า

“ได้มาเช่าตึกแถวด้านหน้าโรงหนังศรีนครพิงค์เปิดเป็นร้านขายยาวัฒนา พรโอสถ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2502 แล้ว ตึกแถวเดียวกับร้าน เจ้าราชบุตรเป็นเจ้าของ และมอบให้นายชู โอสถาพันธ์ หรือเจ็กโอ๊ว ก่อสร้างอาคารเมื่อปี พ.ศ.2493 โดย เจ๊กโอ้วมีสิทธิเก็บผลประโยชน์ในช่วง 10 ปีแรก หลังจากนั้นเป็นสิทธิของเจ้า ราชบุตร ร้านค้าขายดีมาก ได้ความกรุณาจากเจ้าราชบุตรเก็บค่าเช่าน้อยกว่า ราคาปกติ ก่อนหน้านี้ทราบข่าวเรื่องการบอกขายพื้นที่บริเวณโรงหนังและใกล้เคียงมาช่วงหนึ่งแล้ว มีกลุ่มนักธุรกิจที่ดินมาดูกันหลายราย ตอนนั้นเจ้าราชบุตร เสียชีวิตแล้ว จึงได้พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันแล้วเดินทางไปพบเจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี ธิดาของเจ้าราชบุตรที่กรุงเทพฯ สอบถามราคา ตกลงราคากันที่ 36 ล้านบาท

“เนื้อที่ 5 ไร่เศษ รวมทั้งอาคารตึกแถวเดิมริมถนนช้างม่อยอีก 30 ห้อง ซื้อเมื่อปี พ.ศ.2519 หุ้นส่วนรวม 9 หุ้น คนเชียงใหม่ 3 หุ้น คนกรุงเทพฯ 6 หุ้น เป็นเจ้าของบริษัทยาที่ติดต่อกันจนสนิทและไว้ใจกัน ทําสัญญาจ่าย 4 งวด เงินส่วน หนึ่งนําที่ดินเข้าธนาคารกู้เงินมาจ่าย หลังจากนั้นรื้อโรงหนัง สร้างเป็นตึกแถวอาคาร พาณิชย์ เปิดขายประมาณปี พ.ศ.2525
คุณเอื้อมพร โออริยะกุล เป็นบุตรสาวของนายจุนเลี้ยง แซโอ๊ว ซึ่งอพยพ มาจากเมืองจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เปิดร้านขายของที่ถนนวิชยานนท์ หน้าตลาด วโรรส ชื่อว่า “ร้านโอ่วจุ้นล้ง” พี่น้องรวม 6 คน นอกเหนือจากธุรกิจขายยาแล้ว ธุรกิจส่วนหนึ่ง คือ การซื้อขายที่ดิน

หลังจากพื้นที่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในปี พ.ศ.2519 โรงหนัง ศรีนครพิงค์ ก็เลิกกิจการ กลายเป็นอาคารพานิชย์ เป็นการปิดฉากโรงหนังที่ชาวเมืองเชียงใหม่ คุ้นเคยนับตั้งแต่นั้น.

cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 29) พ.ต.อ.อนุ เนินหาด