การทำบุญกุศลของคนเชียงใหม่รุ่นก่อน

0
1184

ทุกสังคมย่อมมีคนอยู่หลายประเภท ประเภทหนึ่ง เมื่อสะสมทรัพย์ได้พอสมควร ก็แบ่งปันให้สังคม ที่เรียกว่า สงเคราะห์สังคม หรือที่เรียกว่า งานสังคมสงเคราะห์ น่าสนใจตรงที่การทำบุญกุศลของผู้คนในยุคที่ผ่านมา ทำบุญกุศลอะไรไว้บ้าง ซี่งจะเป็นประโยชน์หรือเป็นทางเลือกสำหรับสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือสังคม

ปี พ.ศ.๒๔๗๗ ครูบาศรีวิชัยกับคณะศรัทธาร่วมกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ย้อนไปปี พ.ศ.๒๔๖๔ มีการบูรณะวิหารและพระธาตุของวัดเกตการามใช้เงิน ๘,๐๑๖ รูเปีย มีผู้ร่วมบริจาค ๑๑๕ ราย
ปี พ.ศ.๒๔๖๖ มีการสร้างโรงพยาบาลสุขาภิบาลและที่ทำการสุขาภิบาลเชียงใหม่ หลวงอนุสารสุนทรกิจ กรมการพิเศษ ได้รับสร้างโรงพยาบาลขึ้นตามแบบด้วยทุนทรัพย์ของตนเองหลังหนึ่ง รวมค่าก่อสร้างทั้งสิ้นเป็นเงิน ๗,๓๒๗ รูเปีย (๑ รูเปีย ประมาณ ๘๐ สตางค์) ๘ สตางค์ ส่วนการสร้างโอสถสภาและอื่นๆ เรี่ยไรได้เงิน ๖,๖๓๐ บาท ๔๐ สตางค์ กับ ๒๐๐ รูเปีย มีผู้ร่วมบริจาคทั้งเจ้าหลวงเชียงใหม่ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน รวม ๑๒๑ คน

ปี พ.ศ.๒๔๗๓ หลวงอนุสารสุนทร ตระกูลนิมมานเหมินทร์และชุติมา สร้างอุโบสถวัดอุปคุต
นอกจากนี้ยังสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์เป็นคอนกรีตสองชั้น มอบเป็นบุญกุศลให้นางคำเที่ยง อนุสารสุนทร ภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน

ปี พ.ศ.๒๔๙๔ จากกรณีท่านปัญญานันทะมาแสดงธรรมะที่เชียงใหม่ ส่งผลให้มีกลุ่มบุคคลร่วมกันสร้างพุทธสถานเชียงใหม่ขึ้น เสร็จในปี พ.ศ.๒๕๐๑ ใช้งบประมาณ ๑ ล้าน ๒ แสนบาท หางบประมาณจากการรับบริจาค

ปี พ.ศ.๒๕๐๗ หลังจากนางจันทร์สม โกศลาภิรมย์เสียชีวิตไม่นาน นายมนตรี โกศลาภิรมย์ คหบดีที่สร้างฐานะมาจากการค้าผ้าได้เห็นความยากลำบากของผู้คนที่สัญจรระหว่างตลาดวโรรสและย่านวัดเกต ประกอบกับเทศบาลกำลังจะสร้างสะพานแบบถาวร จึงได้เสนอตัวบริจาคเงินจำนวน ๒ แสนบาท ให้ทางเทศบาลและทางเทศบาลหาทุนอีก ๑ แสนบาท สร้างสะพานคอนกรีตที่ใช้มาจนทุกวันนี้และให้เกียรติตั้งชื่อว่า “สะพานจันทร์สมอนุสรณ์”

ปี พ.ศ.๒๕๑๑ นางกิ่งแก้ว วิบุลสันติ เศรษฐีย่านสันป่าข่อยบริจาคบ้านและที่ดินย่านถนนวัวลายให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าเชียงใหม่ บริจาคเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลนครเชียงใหม่มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน รวมเงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท

นอกจากนี้ นางสาวกานตา วิบุลสันติ น้องสาวของนางกิ่งแก้ว บริจาคเงิน ๖ แสนบาทสร้างตึกผู้ป่วยอนาถาสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและวัณโรคให้แก่โรงพยาบาลนครเชียงใหม่
ปี พ.ศ.๒๕๑๒ มีการร่วมใจกันของชาวเมืองเชียงใหม่สร้างอนุสาวรีย์ ๓ กษัตริย์ เริ่มต้นจากพระมหากมล เจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยกับคณะตั้งใจจะสร้างอนุสาวรีย์พญามังราย แต่นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีศึกษาธิการให้ความเห็นว่าควรสร้างรวมเป็นอนุสาวรีย์ ๓ กษัตริย์ และเริ่มต้นการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๕ ล้าน ๑ แสนบาท ได้จากการรับบริจาคและจำหน่ายเหรียญที่ระลึก

ปี พ.ศ.๒๕๑๘ แม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ธิดาคนหนึ่งของหลวงอนุสารสุนทร (นายสุ่นฮี้ ชุติมา) เป็นมารดาของนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ได้มีจิตเป็นกุศลสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางหูชื่อโรงเรียนอนุสารสุนทรขึ้นที่ย่านสันติธรรมในที่ดิน ค ไร่เศษ ซึ่งต่อมาได้โอนให้เป็นของรัฐบาลในปี พ.ศ.๒๕๒๔ หากคิดเป็นมูลค่าคงหลายล้านบาท

ปี พ.ศ.๒๕๒๑ คุณนายลัดดา พันธาภา เจ้าของสวนธรรมชาติลัดดาแลนด์ร่วมบริจาคทรัพย์ร่วมสร้างโรงพยาบาลมหาราช ตึกสุจิณโณโดยรับเป็นเจ้าภาพ จำนวน ๑ ชั้น เป็นเงิน ๒ ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างตึกสุจิณโณ ๑ ชั้น เป็นเงิน ๑ ล้าน ๖ แสนและจำนวน ๔ แสนบาทสำหรับซื้อเครื่องมือแพทย์ ต่อมาเมื่อมีการสร้างตึกศรีพัฒน์ที่โณงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คุณนายลัดดา พันธาภา ได้เป็นเจ้าภาพสร้างตุกศรีพัฒน์อีก ๑ ชั้น เป็นเงิน ๓ ล้านบาท

หลังปี พ.ศ.๒๕๓๐ มีสตรีนักสะสมบุญ ๒ ท่าน เริ่มสะสมบุญกุศล บริจาคทรัพย์สร้างอาคารสถานที่สำหรับพระภิกษุ สร้างอาคารเรียนสำหรับนักเรียนสร้างอาคารโรงพยาบาลและอุปกรณ์สำหรับรักษาผู้เจ็บป่วย ทั้ง ๒ ท่าน คือ คุณวรรณี ปัทมอดิศัยและคุณสมศรี วังทองคำ

ปี พ.ศ.๒๕๓๗ มีบุคคลหนึ่งเริ่มสละทรัพย์ทำบุญกุศลเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๔ คือ คุณวรรณี ปัทมอดิศัย อาจเรียกได้ว่าเป็น “นักสะสมบุญ” ในยุค ๑๐ ที่ผ่านมา ทรัพย์สินที่ใช้สะสมบุญประมาณ ๗๐ ล้านบาท
การสะสมบุญของคุณวรรณี ชาวเมืองเชียงใหม่มักเรียกว่า “ทำเงียบ” คือ ทำคนเดียวโดยไม่บอกบุญให้คนอื่นๆ เป็นความพึงพอใจส่วนตัวโดยแท้

จึงน่าศึกษาในด้านมูลเหตุจูงใจหรือแรงบันดาลใจให้คุณวรรณี สละทุนทรัพย์ทำบุญกุศลมากมาย รวมทั้งประเภทของถาวรวัตถุและทุนทรัพย์ที่ใช้สร้าง อีกทั้งประโยชน์ที่สังคมได้รับว่ามีมากน้อยเพียงใด

คุณวรรณี ปัทมอดิศัย ชาวตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรส มักเรียกกันว่า “เจ๊ฮวย” หรือ “ป้าฮวย” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของคุณวรรณี
ตามข้อมูลประวัติคุณวรรณี ปัทมอดิศัย ที่ญาติพี่้น้องช่วยกันเรียบเรียงและอ่านในพิธีศพ มีรายละเอียดว่า คุณวรรณี เป็นบุตรสาวของนายเตี่ย เองล้ง และแม่บัวหอม ปัทมอดิศัย ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่ถนนช้างม่อย ค้าขายหม้อดิน กระถางต้นไม้ มีพี่น้องรวม ๑๐ คน ต่อมาแต่งงานกับนายโจฮง แซ่ลิ้ม มีบุตร ๑ คน คือ นายธนิต นิมมลรัตน์

การทำบุญกุศลสร้างถาวรวัตถุของคุณวรรณี ปัทมอดิศัย จากเอกสารที่ญาติพี่น้องอ่านเผยแพร่ในพิธีฌาปนกิจศพมีรายการดังนี้
๑. ที่วัดอู่ทรายคำ สร้างศาลาการเปรียญ ๓ ชั้น งบประมาณ ๓ ล้านบาทและกุฏิ ๑ หลัง ราคา ๑ ล้านบาท รวม ๔ ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕
๒. ที่วัดเจ็ดยอด สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม และวิหารสำหรับพระเจ้า ๗๐๐ ปี สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ ใช้งบประมาณ ๗.๕ ล้านบาท ส่วนวิหารสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ ใช้งบประมาณ ๓.๕ ล้านบาท
๓. ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคาร ๒ ชั้นครึ่ง บริจาคสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ใช้เงิน ๑๒ ล้านบาท
๔. ที่วัดหนองตอง อำเภอหางดง สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาการเปรียญและหอฉัน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ๒ ชั้น ศาลาการเปรียญและหอฉัน ๒ ชั้น ใช้งบประมาณ ๗ ล้านบาท
๕. ที่วัดบุพพาราม ถนนท่าแพ สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ใช้งบประมาณ ๗ ล้านบาท
๖. สร้างวิหารวัดแม่เต๋าดิน อำเภอดอยสะเก็ด ใช้งบประมาณ ๓ ล้านบาท
๗. สร้างอุโบสถวัดพระธาตุจอมแจ้ง อำเภอแม่แตง ใช้งบประมาณ ๑ ล้านบาท
๘. สร้างศาลาปฏิบัติธรรมและกุฏิ สำนักแม่ชีดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด สร้างให้เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ ราคาประมาณ ๖ ล้านบาท และสร้างกุฏิ ๑ หลัง ราคาประมาณ ๕ แสนบาท
๙. ปรับปรุงอาคารผู้ป่วยใน ตึก ๑ เป็นห้องพิเศษ จำนวน ๓๕ ห้องที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม ใช้งบประมาณ ๓.๕ ล้านบาท
๑๐. สร้างอาคารผู้ป่วยและซื้อที่ดินมอบให้โรงพยาบาลดอยสะเก็ด โดยสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นอาคารผู้ป่วยใน ขนาด ๖๐ เตียง ๒ ชั้น ราคาประมาณ ๙ ล้านบาท นอกจากนี้ได้ซื้อที่ดินด้านหลังโรงพยาบาลเนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวา มอบให้โรงพยาบาลเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถ ราคาประมาณ ๑ ล้านบาท ความผูกพันและภูมิใจกับการสร้างโรงพยาบาลดอยสะเก็ดแห่งนี้ เมื่อคุณวรรณี ล้มป่วยลงได้มานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลดอยสะเก็ด รักษาตัวได้ ๑ เดือน ๒๐ วันก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลดอยสะเก็ด
๑๑. ชื้อที่ดินสร้างอาคารเรียนหอฉัน ถวายวัดกลางเวียง อำเภอพร้าว
๑๒. สร้างพระเจดีย์ สำนักสงฆ์ จังหวัดน่าน ใช้งบประมาณ ๒ ล้านบาท
๑๓. ศาลาการเปรียญ วัดวงศ์เมธา อำเภอหางดง สร้างถวายวัดเมื่อคราววันเกิด ๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ใช้งบประมาณ ๔ ล้านบาท
ประมาณการณ์กันว่ามูลค่าทรัพย์สินที่คุณวรรณี ทำบุญกุศลรวมมูลค่าถึง ๗๑ ล้านบาท (ซึ่งยังไม่รวมทำบุญที่อำเภอพร้าว)

การทำบุญกุศลบริจาค ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคุณวรรณี มักมีความเห็นสอดคล้องกันว่า คุณวรรณี ทำบุญด้วยความเห็นของตนเองทั้งสิ้น แม้จะถูกหว่านล้อมชักจูงอย่างไรหากไม่พึงพอใจแล้วก็จะปฏิเสธไปโดยสิ้นเชิง
คุณวรรณี ปัทมอดิศัย เสียชีวิตเมื่อกลางเดือนมีนาคม ๒๕๔๘ ศิริอายุได้ ๘๐ ปี
ด้านคุณสมศรี วังทองคำ บุตรีของนายริ้ว ศักดาทร และนางคางง้อ ศักดาทร แห่งบริษัทนิยมพานิช


บุญกุศลที่ทำ เช่น
สร้างบูรณะวิหาร อุโบสถ หอพระไตรปิฎก ศาลาการเปรียญ หอฉันและถวายรถยนต์แก่วัดเมืองมาง อำเภอเมืองเชียงใหม่
สร้างและบูรณะวิหาร หอไตรฯ วัดร่ำเปิง อำเภอเมืองเชียงใหม่
สร้างวิหาร ศาลา กุฎิสงห์วัดศรีมงคล อำเภอจอมทอง
สร้างโรงเรียนพระประยัติธรรมวัดอิทาราม อำเภอฮอด เป็นต้น
สร้างอาคารไอซียู โรงพยาบาลนครพิงค์และสร้างหอผู้ป่วยหนัก
สร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลอำเภอจอมทอง
สร้างอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลสันป่าตองและบริจาคเครื่องฟอกไต ๓ เครื่อง อีกทั้งสมทบจัดซื้อรถฉุกเฉินส่งผู้ป่วยขยายอาคารผู้ป่วยโรงพยาบาลแม่ออน
บริจาครถตู้ เครื่องซักผ้าผู้ป่วยให้โรงพยาบาลอำเภอพร้าว
สร้างอาคารเรียน สร้างอาคารวิทยาศาสตร์
สร้างโรงอาหารโรงเรียนหนองโค้ง อำเภอสันกำแพง
สร้างอาคารเรียนโรงเรียนแม่ปูคา, สร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด, สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดอุเม็ง อำเภอสันป่าตอง, สร้างห้องสมุด หอประชุมโรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม, สร้างอาคารสาธิตรวมใจ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริจาครถส่งผู้ป่วยโรงพยาบาลแม่วาง อำเภอสันป่าตอง

รวมทำบุญกุศลรวม ๔๐ รายการ รวมแล้วประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท
คุณสมศรี วังทองคำ เสียชีวิตเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๔๗ สิริอายุ ๘๗ ปี (จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนางสมศรี วังทองคำ,๒๕๔๗)

ต้นปี พ.ศ.๒๕๔๔ มีการทำบุญุกุศลครั้งใหญ่ย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ คือ การบริจาคบ้านไม้สักสองชั้นเก่าแก่ของตระกูลกิติบุตรและทิพยมณฑลให้คณะสถาปัตกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาคารดังกล่าวเป็นคุ้มเก่าของเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) อาคารดังกล่าวเป็นคุ้มเก่า เรียกว่า คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์)

“เจ้ามหาอินทร์” เจ้าของคุ้มเก่าเป็นหลานของเจ้าหลวงคำฝั้น ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓ ได้สร้างคุ้มไว้อาศัยที่บริเวณแยกกลางเวียงเชียงใหม่ คาดว่าประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๒-๒๔๓๖ เมื่อเจ้ามหาอินทร์เสียชีวิต บุตรชายคือ เจ้าน้อยชมชื่น ณ เชียงใหม่ ได้ไว้ครอบครอง ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๗-๒๔๘๙ หลังจากเจ้าน้อยชมชื่น เสียชีวิต คุ้มดังกล่าวตกมาเป็นของเจ้าบุษบา ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นภรรยา

จนต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐ นางบัวผัน นิกรพันธ์ (ทิพยมณฑล) ซื้อต่อจากเจ้าบุษบา ณ เชียงใหม่ ในราคา ๕ พันบาท และเชิญบิดา คือ พระนายกคณานุการ (เมือง ทิพยมณฑล) มาพำนักที่คุ้มแห่งนี้ พร้อมด้วยบุตรหลานและเรียกว่า “คุ้มกลางเวียง”

พระนายกคณานุการ นามเดิม “เมือง ทิพยมณฑล” รับราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ เป็นเสมียนแผนกมหาดไทย ขณะรับราชการได้สร้างผลงานมากมายต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระนายกคณานุการ” ตำแหน่งกรมการพิเศษ จังหวัดเชียงใหม่ ลาออกจากราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ และเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ “คุ้มกลางเวียง”

ตระกูลทิพยมณฑลมาเกี่ยวข้องตระกูลกิติบุตร ในรุ่นหลานของพระนายกคณานุการ คือ นางบู่ทอง (บุตรสาวของนางบัวผัน ทิพยมณฑล) มาแต่งงานกับนายจรัญ (หรือจรัล) กิตติบุตร บุตรของนายกีตี๋หรือกิติ และย่าสุ่น กิติบุตร

การทำบุญกุศลย่อมส่งผลต่อผู้ทำด้านความเชื่อทางศาสนา แต่ผลของการทำกุศลย่อมจุนเจือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เป็นประโยชน์ที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๒๙)