มิสเตอร์ฮาร์โรล เมสัน ยังก์ ผู้บุกเบิก “สวนสัตว์เชียงใหม่”

0
628

กว่าจะมาเป็น “สวนสัตว์เชียงใหม่” ดังเช่นปัจจุบันนี้ สวนสัตว์เชียงใหม่มีการพัฒนามาอย่างน่าสนใจ
หากมีคำถามว่า การเริ่มต้นของสวนสัตว์เชียงใหม่น่าจะมีความเป็นมาอย่างไร

คำตอบทั่วไปมักเริ่มต้นว่า รัฐบาลมีนโยบายให้สร้างสวนสัตว์ให้ประชาชนได้ศึกษาและได้สัมผัสในความน่ารักของสัตว์จึงมีการเริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เริ่มสร้างสวนสัตว์ อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่เกษตร หลังจากนั้นก็พัฒนาให้ใหญ่โตขึ้น
คำตอบนั้นผิด เพราะสวนสัตว์เชียงใหม่เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัวของคนคนหนึ่งที่เริ่มเลี้ยงสะสมสัตว์ที่บ้านจนมีสัตว์มากขึ้น หลังจากนั้นจึงเปิดให้ชาวเชียงใหม่เข้าชม เริ่มจากเข้าชมฟรีตนมีการเก็บเงินสำหรับค่าอาหารสัตว์ ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่

ผู้ที่ทำสวนสัตว์ส่วนตัวไว้ในบ้าน เป็นชาวฝรั่งเชื้อสายอเมริกัน ชื่อว่า นายฮาร์โรล เมสันยังก์ สวนสัตว์ในระยะแรกจึงเรียกกันว่า “สวนสัตว์ฝรั่ง” หรือ “สวนสัตว์นายยังก์”

พบข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสวนสัตว์เชียงใหม่ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ต้นปี พ.ศ.๒๕๒๕ ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ไว้ อดีตเคยเป็นครู ชื่อว่า นายโหม้หรือนายศักดิ์ ต่อมามาทำหน้าที่ขับรถของมิสเตอร์ยังก์และได้ช่วยเหลือดูแลบริหารสวนสัตว์ของมิสเตอร์ยังก์ ได้เขียนบทความไว้ทำให้ทราบประวัติความเป็นมาของสวนสัตว์เชียงใหม่เป็นอย่างดี จึงเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อมา

เหตุการณ์เริ่มมีขึ้นประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๓ มิสเตอร์ฮาร์โรล เมสันยังก์ ซึ่งชาวเชียงใหม่ทั่วไปมักเรียกว่า มิสเตอร์ยังก์ ประวัติเป็นบุตรชายของหมอสอนศาสนาประจำรัฐฉาน เกิดที่รัฐฉานประเทศพม่า ซึ่งขณะนั้นรัฐฉานอยู่ในการปกครองของรัฐบาลอังกฤษ เมื่อโตขึ้นกลับไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาด้านธรรมชาติวิทยา ต่อมาได้กลับมาทำงานที่รัฐฉาน ระหว่างทำงานมิสเตอร์ยังก์ได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังท้องถิ่นเมืองต่างๆ ของรัฐฉาน ระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) มิสเตอร์ยังก์เข้ารับราชการเป็นทหารยศร้อยเอกของกองทัพอังกฤษ ทำงานที่ประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อประเทศอินเดียประกาศตัวเป็นเอกราชพ้นจากการปกครองของประเทศอังกฤษ มิสเตอร์ยังก์ต้องเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างนั้นได้แวะที่เมืองเชียงใหม่เป็นการชั่วคราว ระหว่างที่อยู่เมืองเชียงใหม่ มิสเตอร์ยังก์และครอบครัวเช่าบ้านและที่ดินของนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ คือบ้านเวฬุวันเชิงดอยสุเทพ

บ้านเวฬุวัน เป็นบ้านของรุ่นพ่อแม่ของนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ คือ นายกี และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ด้านนางกินฮ้อ เป็นบุตรสาวของหลวงอนุสารสุนทร นายกีและนางกิมฮ้อสร้างบ้านพักส่วนตัวเสมือนเป็นบ้านพักตากอากาศอยู่ริมถนนสายสุเทพ อยู่ทางขึ้นร้านอาหารกาแลฝั่งขวามือ เนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ส่วนด้านซ้ายเป็นสุสานของตระกูล เมื่อนางกิมฮ้อเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ กรรมสิทธิ์สู่รุ่นลูก คือ นายไกรศรี, นายพิสุทธิ์, นายอัน, นายเรือง, นางแจ่มจิตต์ และนางอุณณ์ ช่วงระยะเวลาหนึ่งมิสเตอร์ยังก์ได้เช่าบ้านและที่ดินแห่งนี้เป็นที่พักอาศัย

นายโหม้หรือนายศักดิ์ ผู้เขียนเรื่องนี้ซึ่งเคยรับราชการครู ได้ลาออกมาทำหน้าที่คนขับรถให้กับมิสเตอร์ยังก์ ซึ่งบุคคลผู้นี้หลังจากที่มิสเตอร์ยังก์สร้างสวนสัตว์เชียงใหม่แล้ว ตนเองได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ มีมิสเตอร์กอร์ดอนยังก์ บุตรชายของมิสเตอร์ยังก์เป็นผู้ช่วยและที่ปรึกษา นายโหม้หรือนายศักดิ์ได้เขียนว่า การเริ่มต้นความคิดที่จะทำสวนสัตว์ของมิสเตอร์ยังก์ว่า “เนื่องจากมิสเตอร์ยังก์อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ เพราะท่านชอบธรรมชาติ หมายความว่า ต้องเห็นป่าอยู่กับท่านตามที่เคยอยู่มาแล้ว ข้าพเจ้าในหน้าที่รองผู้อำนวยการพร้อมกับพราน ๒ คนและคนติดตาม ต้องพาท่านไปเที่ยวชมนกชมไม้ในป่า นอนกับดินกินกับทราย ไปครางหนึ่งก็ ๓-๔ วัน จนเวลาล่วงเลยต่อมามิสเตอร์ยังก์ก็ปรึกษากับข้าพเจ้าว่า ควรจะหาสัตว์มาเลี้ยงไว้ที่บ้านแก้เหงา เอาสัตว์ประเภทที่ไม่ดุร้าย เลี้ยงง่าย ทำกรงให้มันอยู่แบบธรรมชาติ เพราะบริเวณบ้านก็กว้างขวางพอจะเลี้ยงสัตว์ได้สบาย ข้าพเจ้าก็เห็นดีด้วย”

“ครั้งแรกข้าพเจ้าได้ไปหาซื้อสัตว์ป่าแถบบริเวณบ้านเชิงดอย ซึ่งชาวบ้านชอบเอามาเลี้ยง บังเอิญโชคดีข้าพเจ้าซื้อลูกลิงมาตัวหนึ่ง พวกเราตั้งชื่อว่า “น้อย” นับเป็นลิงตัวแรกในสวนสัตว์เล็กๆของเรา ต่อมาก็ได้ซื้อชะนี นกต่างๆ เต่าหลายชนิด ตลอดจนงูที่ไม่มีพิษมาเลี้ยงไว้ พวกเราก็ทำกรงให้สัตว์เหล่านี้ ให้อาหารดูแลรักษา จนกิตติศัพท์นี้เลื่องลือไปตามชนบท พวกชาวบ้านถ้าเขาจับลูกเก้งลูกกวางได้หรือนกแปลกๆ เช่น นกเงือก นกเงือกเล็ก นกฮูก ฯลฯ เขาก็จะนำมาขายให้ โดยปกติพวกนี้ถ้าเขาจับได้เขาจะฆ่ามันเป็นอาหาร อาศัยที่พวกเราเคยไปทำความสนิทสนมและเข้าใจกับชาวบ้านชนบทเหล่านั้น ซ้ำข้าพเจ้าอธิบายว่า ถ้าจับสัตว์ได้ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ขอให้ส่งมาขายให้ฝรั่ง ได้ราคาดี ค่ารถเขาก็จะออกให้ ส่วนเงินค่าขายสัตว์นั้นอาจจะนำไปซื้อเสื้อผ้าอุปกรณ์อย่างอื่นได้อีก เขาก็เชื่อภายหลังก็นำมาขายให้ ต่อมาสวนสัตว์ย่อมๆ ภายในครอบครัว ในตอนนี้เองบ้านที่เคยเงียบเหงาก็กลายเป็นป่าของเรา มีเสียงร้องของสัตว์ต่างๆเหมือนกับในป่า ต้องจ้างคนมาดูแลรักษาเลี้ยงดูเป็นพิเศษ เพราะมันมากขึ้น ตอนนี้คนในเมืองเชียงใหม่ชักจะสนใจอยากดูสัตว์ที่ฝรั่งนำมาเลี้ยงที่บ้านเวฬุวัน เพื่อดูเล่นแก้เหงา”

“ดังนั้นพอวันเสาร์หรืออาทิตย์ก็พาลูกหลานเข้าชม มิสเตอร์ยังก์ก็ยังไม่ว่าอะไร กลับชอบใจว่ายังมีคนสนใจเรื่องสัตว์อยู่หรือ นับว่าไม่เลว เขาอยากดูก็ให้เขาดูไป บางทีท่านก็มีเวลาว่าง ท่าก็นำพวกที่เข้าชมอธิบายชื่อสัตว์ต่างๆ การเป็นอยู่ของมัน ธรรมชาติของมัน จนเป็นที่ติดเนื้อต้องใจของบรรดาผู้มาดูแลและมาชมจนเลื่องลือไป”

สวนสัตว์เชียงใหม่ของมิสเตอร์ยังก์ ได้รับความนิยมจากชาวเมืองเชียงใหม่มาก จนในที่สุดมิสเตอร์ยังก์กับคณะจำเป็นต้องเก็บเงินค่าเข้าชม เหตุผลผู้เขียนระบุไว้ว่า

“ยิ่งนานวันก็มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกว้างขวางกันมากขึ้น จนผู้ชมมากมายบางคนก็มาดูดีๆ บางคนก็ชอบแหย่สัตว์ให้มันได้รับความเจ็บปวด เห็นเป็นของสนุกไป บางคนขากลับก็มักจะเอาของต่างๆติดไม้ติดมือไปด้วย เช่น ไข่เต่า ขนเม่น หางนก ดอกไม้ ผลไม้ต่างๆ เช่น ลำไย เงาะ ลางสาด แล้วแต่ฤดูกาลของผลไม้เหล่านั้น พวกเราจึงมาปรึกษากันว่าหากขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเห็นทีจะแย่ ตกลงจะเก็บค่าผ่านประตูดีกว่า คือ ผู้ใหญ่คนละ ๑ บาท เด็กคนละ ๕๐ สตางค์ ประจวบกับตอนนั้นข้าพเจ้าได้จับลูกเสือดาวมาตัวหนึ่ง โดยวิธีการวางกับดัก ลูกเสือดาวตัวนี้ชอบมาขโมยไก่ของคุณประเสริฐ เจ้าของเชียงใหม่เกสท์เฮาท์ ตอนนั้นคุณประเสริฐทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่บ้านของตัวเองบริเวณติดกับวัดนันทาราม ตำบลหายยา ในตัวเมืองเชียงใหม่นี่เอง คราวแรกนึกว่าเป็นสัตว์จำพวกอีเห็น กลับกลายเป็นลูกเสือดาว นับเป็นโชคอันดีของสวนสัตว์เล็กๆนี้ เมื่อจับได้ก็นำมาเลี้ยงที่สวนสัตว์ พวกชาวบ้านผู้ไม่เคยเห็นเสือต่างก็พาลูกพาหลานมาดูเสือดาว โดยยอมเสียค่าผ่านประตู เสือดาวตัวนี้ปัจจุบันก็ยังอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ โตและมีอายุมากแล้ว (เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕) จนนานนับวันคนก็ยิ่งเข้าชมกันหนาแน่น พอดีเป็นปีวันเด็กเริ่มแรก บรรดาโรงเรียนต่างๆที่พอจะรู้ว่าที่ฝรั่งเสี้ยงสัตว์ไว้ให้ดูหลายอย่าง ต่างก็พานักเรียนเข้ามาชมกันอย่างแออัด จนทำให้สถานที่ดูจะคับแคบลงไปถนัด เพราะในวันเด็กสมัยก่อนนั้นเก็บค่าดูเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนเด็กๆให้ชมฟรี”

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ มีการจับเสือดาวได้บริเวณวัดนันทาราม เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอยู่เหมือนกัน วัดนันทารามอยู่นอกประตูเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ ปัจจุบันมีบ้านช่องหนาแน่น การมีเสือดาวมาอาศัยอยู่แสดงว่า ย้อนไป ๖๑ ปี บริเวณนั้นคงเป็นป่าทึบพอสมควรที่เสือสามารถมาอยู่อาศัยได้ ย้อนมาถึงปัญหาของมิสเตอร์ยังก์ คือ ปัญหาที่มีผู้ชมมากเข้าประกอบกับสถานที่คับแคบ ทำให้มีการขยายสวนสัตว์ไปยังที่ที่เหมาะสม ตอนนี้เองที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือโดยได้รับความร่วมมือของนายประเสริฐ กาญจนดุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้น

ผู้ช่วยของมิสเตอร์ยังก์ ชื่อว่า ศักดิ์ บันทึกถึงปัญหาที่มิสเตอร์ยังก์ต้องประสบในขณะนั้นว่า
“ผลที่สุด มิสเตอร์ยังก์กับมิสเตอร์กอร์ดอนยังก์ (บุตรชาย) ซึ่งตอนนั้นมิสเตอร์กอร์ดอนยังก์ ได้เข้ามาอยู่ในเชียงใหม่แล้ว ท่านสองคนพร้อมกับข้าพเจ้าก็ได้มาปรึกษาหารือกันว่าเห็นจะไม่ไหวเสียแล้ว เพราะสวนสัตว์นี้คับแคบลงไปมาก ควรจะหาทางขยับขยายให้กว้างขวาง ด้ายความคิดอันนี้ก็พากันไปปรึกษาคุณไกรศรี นิมมานเหมินท์ ว่าอยากจะได้ที่ดินเพื่อทำสวนสัตว์ใหม่ให้กว้างขวางกว่าเก่า ฝ่ายคุณไกรศรี ก็ใจดีบอกว่าท่านมีที่ดินอยู่แห่งหนึ่งแถวๆใกล้ๆน้ำตกห้วยแก้ว ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางกว่าเดิม ท่านจะยกให้ทำเป็นสวนสัตว์ ที่ดินดังกล่าวนี้ปัจจุบันอยู่บริเวณศาลาอ่างแก้ว ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อไปสำรวจดูผลปรากฏว่าเป็นพื้นที่ที่ดี มีต้นสนปกคลุมหนาแน่น แต่มีข้อเสียอยู่ว่าจะเอาน้ำที่ไหนมาใช้ เพราะสวนสัตว์ต้องใช้น้ำมากจะอาศัยน้ำที่สวนรุกขชาติน้ำก็คงจะไม่มีพอ ตกลงไม่เอาที่ตรงนั้น”

“ข้าพเจ้าให้ความคิดเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ควรจะไปปรึกษาทางจังหวัด บางทีทางจังหวัดจะช่วยได้บ้างในเรื่องนี้ เวลาคุณประเสริฐ กาญจนดุล ยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่อยู่ เมื่อมิสเตอร์ยังก์กับมิสเตอร์กอร์ดอน เข้าไปพบและปรึกษาหารืออ้างเหตุผลต่างๆนาน ท่านผู้ว่าฯ ก็ยอมตกลงร่วมมือด้วย โดยให้พวกเราไปสำรวจหรือหาที่จะจัดตั้งสวนสัตว์ใหม่ โดยท่านกรุณาบอกว่า เลือกเอาชอบใจ ถ้าพบสถานที่เป็นที่พอใจแล้วขอให้รายงานให้ท่านด้วย ท่านจะได้ออกใบอนุญาตให้ ตอนนั้นห้วยแก้วยังไม่เจริญ ไม่มีมหาวิทยาลัย ถนนหนทางก็ยังเป็นลูกรังอยู่ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ทั้งป่าแถบบริเวณดอยสุเทพในตอนนั้นยังไม่มีคำว่าป่าสงวน ที่ดินเหล่านั้นก็รกร้างว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ จังหวัดเป็นผู้ที่ดูแลรักษา เมื่อหาที่ดินเป็นที่สวนสัตว์เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าจึงมีหนังสือรายงานยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อได้รับรายงานท่านก็กรุณาออกไปสำรวจที่ดินเหล่านั้นและได้ออกใบอนุญาตให้ มื่อได้รับใบอนุญาตแล้วก็ได้เริ่มต้นบุกเบิกเพื่อสร้างเป็นสวนสัตว์ ข้าพเจ้าเกือบลืมเรียนให้ท่านทราบว่า ตอนนั้นสวนสัตว์ยังไม่มีชื่อสวยสดเหมือนเดี๋ยวนี้ เรียกกันแต่ว่า สวนสัตว์ฝรั่ง หรือ สวนสัตว์ของนายยังก์ เท่านั้น”

การเริ่มบุกเบิกสร้างสวนสัตว์ยังสถานที่แห่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการและจ้างคนมาช่วยเหลือ มิสเตอร์ยังก์และคณะแก้ไขปัญหาอย่างไร

สวนสัตว์เชียงใหม่ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓
ผู้ที่เริ่มบุกเบิกก่อตั้ง คือ มิสเตอร์ฮาร์โรล เมสันยังก์ ซึ่งชาวเมืองเชียงใหม่ทั่วไปมักเรียกว่า มิสเตอร์ยังก์ เป็นบุตรชายของหมอศาสนาประจำรัฐฉาน เกิดที่รัฐฉานประเทศพม่า ซึ่งขณะนั้นรัฐฉานอยู่ในการปกครองของรัฐบาลอังกฤษ มิสเตอร์ยังก์ได้พาครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงใหม่เป็นการชั่วคราว ระหว่างที่อยู่เมืองเชียงใหม่ มิสเตอร์ยังก์และครอบครัวเช่าบ้านและที่ดินของนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ คือบ้านเวฬุวันเชิงดอยสุเทพ ช่วงระยะเวลาหนึ่งมิสเตอร์ยังก์ได้เช่าบ้านและที่ดินแห่งนี้และได้เริ่มสร้างสวนสัตว์ส่วนตัว แต่ต่อมามีสัตว์มากขึ้น ทำให้สถานที่คับแคบและมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงต้องขยับขยายหาสถานที่แห่งใหม่ และในที่สุดได้สถานที่แห่งใหม่ ซึ่งเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ความสำเร็จส่วนหนึ่งเพราะการมองเห็นคุณประโยชน์ในอนาคตของผู้นำจังหวัดในขณะนั้น คือ นายประเสริฐ กาญจนกุล ผู้ว่าราชการจังหวัด

การย้ายสถานที่มายังที่แห่งใหม่ไม่ใช่งานที่ง่ายๆ ซึ่งจะต้องจัดเตรียมสร้างกรงสัตว์ขึ้นใหม่ การจัดการเรื่องน้ำสำหรับสัตว์ รวมทั้งภาระด้านค่าใช้จ่ายแม้จะเป็นงานหนักแต่ก็ไม่พ้นจากความพยายามของมิสเตอร์ยังก์ผู้นี้ไปได้

ผู้ช่วยของมิสเตอร์ยังก์ ชื่อว่า ศักดิ์ ได้เขียนบทความไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ฉบับกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ เกี่ยวกับการเริ่มต้นของสวนสัตว์เชียงใหม่ และปัญหาที่มิสเตอร์ยังก์ต้องประสบในขณะนั้นก่อนที่จะพัฒนามาเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน

“เมื่อได้รับอนุญาตเป็นทางการแล้ว ก็เริ่มบุกเบิกแผ้วถางหญ้าที่ขึ้นรกรุงรัง ส่วนต้นไม้ที่เหลืออยู่ก็เป็นต้นไม้เล็กๆ ส่วนใหญ่ๆก็ตัดทิ้ง เพราะชาวบ้านมาช่วยกันบุกเบิก คงเหลือแต่ต้นเล็กๆ แต่เดี๋ยวนี้จะเจริญเติบโตแล้ว เพราะไม่มีใครตัด พอแผ้วถางราบดีแล้วก็เริ่มโครงการสร้างกรงสัตว์ ปราบพื้นที่บางส่วน เพื่อทำถนนและกรง ต้นไม้ที่เหลือห้ามตัดหรือทำลายเด็ดขาด แม้แต่จะเอามีดไปสับหรือฟัน ใครผู้ใดทำผู้นั้นจะต้องถูกทำโทษโดยไม่ให้ทำงานต่อไป เป็นการลำบากเหลือเกิน ตอนทำกรงสัตว์ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายต้นไม้เหล่านั้น นอกจากจำเป็นจริงๆ มิสเตอร์ยังก์เป็นฝ่ายทำแปลงกรงสัตว์ มิสเตอร์กอร์ดอน บุตรชายเป็นฝ่ายทำประปา คือ นำน้ำห้วยแก้วต่อท่อประปามาจากบ้านตาดพระนาย ระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร น้ำต้องขึ้นเขาลงห้วยมาสู่อ่างเก็บน้ำและนำมาใช้ในสวนสัตว์ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไปบ้างเล็กน้อย ข้าพเจ้าเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทั่วไป ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เป็นหน้าที่ของมิสเตอร์ยังก์ ท่านได้มีหนังสือติดต่อกับมิตรสหายเพื่อนฝูงที่อเมริกาขอเงินมาสร้างสวนสัตว์ ซึ่งท่านเหล่านั้นได้บริจาคมาให้ด้วยความเต็มใจจนสวนสัตว์เป็นรูปร่างขึ้นมา”

“ต่อมามีสมาคมโรตารี่ ช่วยเหลือออกเงินสร้างกรงหมี นายแพทย์จินดา สิงหเนตร เป็นผู้บริจาคให้ คณะสมาคมสตรีชาวอเมริกันในเชียงใหม่ โดยดการชักนำของมิสเตอร์ยังก์ ก็ได้ช่วยกันบริจาคสร้างโรงช้างชื่อ พลายคำแสน ซึ่งข้าพเจ้าได้ซื้อมาจากอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ต่อมาปรากฏว่าเกิดเป็นช้างสำคัญเตรียมจะทูลเกล้าถวายเป็นช้างคู่บารมีอยู่แล้ว และได้ส่งไปอบรมที่โรงเรียนสอนช้างที่จังหวัดลำปาง แต่เคราะห์ร้ายพ่อพลายคำแสนถูกงูเห่ากัดเสียชีวิตไป เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง”

“ดร.ไวท์ เพื่อนของมิสเตอร์ยังก์ เป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง ได้ช่วยออกเงินสร้างกรงขังวัวแดง ซึ่งข้าพเจ้าได้ซื้อมาจากอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งตอนนั้นคุณชุ่ม บุญเรือง ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภออยู่ที่นั่น นอกจากนั้นก็มีคณะสหายสวนสัตว์ พวกจัสเมก ได้ช่วยกันคนละไม้ละมือออกเงินช่วยสร้างกรงต่างๆขึ้น พอการก่อสร้างเสร็จก็เริ่มขนย้ายสัตว์จากบ้านเวฬุวันไปอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่”

การขนย้ายสัตว์ต่างๆมายังสถานที่ใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นสร้างสวนสัตว์อย่างถาวร จึงเริ่มมีการตั้งชื่อสวนสัตว์แห่งนี้ขึ้น

“คราวนี้มีปัญหาว่าจะตั้งชื่อสวนสัตว์อะไรดี มิสเตอร์ยังก์ก็ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า CHIANGMAI-ZOOLOCICAL PARK เป็นภาษาไทยตั้งชื่อว่าอย่างไรดี จะว่าสวนสัตว์มิสเตอร์ยังก์ หรือ สวนสัตว์ห้วยแก้ว แต่ก็ไม่สมกับคำในภาษาอังกฤษนั้น ข้าพเจ้าก็เลยแปลตามศัพท์ภาษาอังกฤษว่า สวนสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อเป็นเกียรติยศของทางจังหวัด ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้กรุณายกที่ดินให้ในนามของจังหวัดเชียงใหม่ฟรีๆ โดยไม่มีข้อแม้ แต่ปัจจุบันก็เลยตัดคำว่า จังหวัด ออก เหลือแต่คำว่า สวนสัตว์เชียงใหม่”

คุณศักดิ์ ผู้เขียนเรื่องนี้ไว้ ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อตั้งสวนสัตว์เชียงใหม่ตั้งแต่ต้น ได้บันทึกไว้ว่าสวนสัตว์เชียงใหม่แห่งใหม่ ณ สถานที่ดังปัจจุบันนี้เริ่มเปิดให้ประชาชนเข้าชมเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๘ หลังจากการสร้างสะพานไม้ข้ามลำธารห้วยแก้วเสร็จแล้ว และต่อมาภายหลังก็ได้ทำการทำสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นแทนสะพานไม้ ปรากฏว่าเมื่อเปิดสวนสัตว์ใหม่ๆมีคนเข้าชมพอสมควรและเก็บค่าเข้าชมตามเดิม เว้นแต่ภิกษุสามเณรฟรี ส่วนวันเด็กนั้นก็เก็บแต่ผู้ใหญ่ ต่อมาก็มีการทำบัตรผ่านประตู เพราะต้องมีคนขายบัตร ท่านผู้ว่าฯกรุณาแนะนำความคิดเห็นว่า ในบัตรผ่านประตูนั้นควรมีคำขวัญเล็กๆน้อยๆพิมพ์ลงในบัตรผ่านประตูนั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจต่อผู้เข้าชม ข้าพเจ้าก็ได้เขียนคติและนำเสนอผู้ว่าฯพิจารณาคำขวัญ ในที่สุดผู้ว่าฯก็อนุมัติคำขวัญอันหนึ่งซึ่งว่า ‘สวนสัตว์นี้เป็นของท่าน โปรดช่วยกันระวังรักษา กรุณาอย่าแหย่สัตว์ อย่าเด็ดดอกไม้’ เพราะตอนนั้นพวกเราเริ่มปลูกต้นไม้ต่างๆ เพื่อทดแทนที่เราตัดมิ้ทิ้งไป และปลูกลงในที่ทางซึ่งอยู่ทางด้านหน้าใกล้กับที่ทำการของสวนสัตว์

“อนึ่งที่ทำการของสวนสัตว์ปัจจุบัน ฯพณฯ จอมพลประพาส จารุเสถียร เป็นผู้บริจาตเงินให้สร้าง ควรให้ชื่อว่า ตึก “จารุเสถียร” ส่วนดอกไม้ก็ปลูกรอบๆบริเวณ เป็นดอกไม้ธรรมดา ซึ่งข้าพเจ้าเที่ยวไปขอตามชาวบ้าน เราไม่มีปัญญาจะซื้อของดีมาปลูก เพราะเงินไม่ค่อยมี จะต้องจัดไปไว้ใช้ทางอื่นบ้าง ชาวบ้านก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อุตสาห์แบ่งปันให้ต้นไม้ที่จะเจริญเติบโตในข้างหน้า เช่น ต้นไทร ต้นตากบ ทองกวาว ฯลฯ ก็รักษาไว้จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันก็เติบโตขึ้นเต็มที่แล้วจนเป็นที่อยู่อาศัยของผูงนกต่างๆอย่างที่ท่านได้เข้าไปชมได้เห็นอยู่แล้ว”

“คราวนี้สวนสัตว์ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น มีสัตว์ต่างๆเพิ่มขึ้น เช่น ช้างหัวโตเป็นช้างพัง นอกจากพลายคำแสนตอนนั้นยังเล็กอยู่ ได้ลูกสิงโตมาคู่หนึ่งชื่อว่า แพนและแอม พวกลิงชะนีชนิดต่างๆ รวมทั้งจระเข้ ซึ่งข้าพเจ้าได้ขอบูชาจากวัดเชียงมั่นและวัดป่าแคโยง ส่วนสัตว์อื่นๆก็เพิ่มมาอีกเป็นต้นว่า พวกอีเห็น ชะมอ อีกา อีแร้ง นกฮุกพันธุ์ต่างๆ แต่สัตว์โดยมากที่เลี้ยงไว้เป็นสัตว์พื้นบ้านพื้นเมืองมาเลี้ยงก่อน ส่วนสัตว์ต่างประเทศถ้ามีทุนเหลือค่อยเสาะหามาเลี้ยง”

ปัญหาที่ติดตามมาคือ คนเข้าชมเริ่มเบื่อ เนื่องจากมีสัตว์เดิมทำให้ความรู้สึกจำเจ อีกทั้งปัญหาใหญ่การขาดงบประมาณเป็นค่าอาหารสัตว์ มิสเตอร์ยังก์แก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายวิธีด้วยกัน

“นานเข้าคนที่เข้าชมก็ชักจะเบื่อและขอร้องให้หาสัตว์ต่างประเทศเอาไว้ให้ชมด้วย พวกเราก็จนใจเพราะไม่มีทุนเหลือเฟือพอที่จะเสาะหามาได้ แม้เงินที่จะซื้ออาหารเลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่ก็แทบจะไม่มีพออยู่แล้ว นอกจากวันไหนเป็นวันสำคัญ เช่น งานเทศกาลต่างๆ วันเด็ก สันสงกรานต์ ตรุษจีน ก็รู้สึกว่าค่อยยังชั่ว ได้เงินค่าผ่านประตูพอที่จะซื้ออาหารให้สัตว์กิน พวกสัตว์ต่างๆก็ได้กินอิ่มไปตามๆกัน คนเลี้ยงก็ดีใจที่สัตว์ได้กินอาหารมาก”

“เนื่องจากเหตุนี้มิสเตอร์ยังก์ก็ไม่อาจจะนิ่งดูได้ ท่านได้พยายามเสาะแสวงหาเงินมาจุนเจือรายจ่าย เป็นต้นว่า รับสอนวิชาการดำรงชีพในป่าให้กับหน่วยชัยยะ ซึ่งท่านก็มีความชำนาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนพวกข้าพเจ้าก็ช่วยกันจับผีเสื้อกลางคืนและแมลงต่างๆ มาสตาฟส่งไปขายเมืองนอก แต่ก็ไม่พออยู่นั่นเอง เดือดร้อนทางจังหวัดอีก ทางจังหวัดได้ช่วยบริจาคเงินให้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาท) โดยผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ก็ยังไม่พออยู่ จนข้าพเจ้าสู้ที่จะอดทนต่อไปได้ก็บอกมิสเตอร์ยังก์ว่า เราควรจะยกสวนสัตว์นี้ให้ทางสวนสัตว์ดุสิต หรือเรียกง่ายๆว่า สวนสัตว์เขาดิน ตอนนั้น พ.ต.ท.สุทัศน์ สุขุมวาทย์ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอยู่ ซึ่งมิสเตอร์ยังก์กับพ.ต.ท.สุทัศน์ ก็รู้จักคุ้นเคยกันดีและแลกเปลี่ยนสัตว์จำพวกนกและลิงเสมอๆ แต่มิสเตอร์ยังก์ยังรักสัตว์ของท่านก็ไม่ยอมเห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็หาทางออกเอาตัวรอดไปก่อน ท่านจึงได้เสาะแสวงหาที่ดินสักแห่งเพื่อทำไร่ปลูกพวกกล้วย มะละกอ และผลไม้อื่นๆ เพื่อขายและนำมาเลี้ยงสัตว์เป็นการช่วยรายจ่าย ก็ไปพบที่ดินแห่งหนึ่งในเขตอำเภอเชียงดาว ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๑๑/๕๐๐ ถนนสายเชียงใหม่-ฝาง เป็นที่ทำเลเหมาะก็พากันไปหักร้างบุกเบิกทำเป็นไร่ปลูกกล้วย มะละกอและส้ม เพื่อจะได้นำมาให้สัตว์และจำหน่ายด้วย เพื่อเป็นการช่วยรายจ่ายที่จะอยู่รอดได้ และไร่นี้พวกเราตั้งชื่อว่า สวนแม่ป๋อย ตามชื่อลำห้วยที่ไหลผ่าน”

“พอปลูกอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางกรมป่าไม้เชียงใหม่เกิดไม่ยอมให้ทำ ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเดือดร้อนอีก จนมิสเตอร์ยังก์ได้ให้ข้าพเจ้าเขียนหนังสือยื่นเสนอ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ตอนนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ได้อ้างเรื่องราวและความจำเป็นในการทำสวนไร่แม่ป๋อย แต่กฎหมายเพราะที่ตรงนั้นบังเอิญเป็นป่าสงวน ฯพณฯจอมพลสฤษดิ์ ก็หาทางออกให้โดยมีคำสั่งให้ทางจังหวัดเป็นผู้ขอเช่าจากกรมป่าไม้ เรื่องก็เป็นอันเสร็จเรื่องกัน จนตราบเท่าทุกวันนี้”

“ต่อมาภายหลังก็ได้ตั้งเป็นแหล่งรับซื้อสัตว์ ซึ่งพวกชาวบ้านป่าทางแถวเหนือเอามาขาย และเป็นที่พักฟื้นของพวกนกต่างๆ ที่ข้าพเจ้ากับพวกพรานป่าจับได้ พอมันเชื่องและรู้จักกินอาหารที่มนุษย์เป็นฝ่ายให้ เราก็พาไปเลี้ยงดูในสวนสัตว์ต่อไป ส่วนพืชผลที่ผลิตได้จากในไร่ นอกจากกล้วยแล้ว มะละกอและผักต่างๆที่สัตว์กินไม่ได้ เราก็นำไปจำหน่ายเพื่อเป็นทุนสำรองไว้ซื้อให้อาหารสัตว์ และนำมาเป็นค่าจ้างคนเลี้ยงสัตว์และคนงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่อไป ตราบจนถึงปัจจุบันจนถึงวาระสุดท้ายชีวิตของมิสเตอร์ยังก์ ก็ได้มอนสวนสัตว์ให้แก่ทางจังหวัดเพื่อจะได้รักษาไว้ให้ประชาชนได้ชมกันต่อไป”

“นี่แหละคือประวัติการก่อตั้งสวนสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมิสเตอร์ยังก์หรือมิสเตอร์ฮาร์โรล เมสันยังก์ ได้เป็นผู้ริเริ่ม ถ้าหากไม่มีท่านพวกเราชาวเชียงใหม่ก็คงจะไม่มีไว้ประดับบ้านเมืองและเป็นแหล่งท่องเที่ยวและให้การศึกษาในวิชาธรรมชาติวิทยาเกี่ยวกับสัตว์ เป็นที่ความรู้แก่บรรดาท่านทั้งหลายทุกวัย ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด เป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองเชียงใหม่ สมกับที่ท่านได้เคยบอกกับข้าพเจ้า ท่านทำเป็นวิทยาทานให้ความเพลิดเพลิน ให้ความรู้แก่คนทั่วไปด้วยความเพียรพยายาม อดทน เสียสละทุกอย่างเพื่อให้สวนสัตว์เป็นสวนสัตว์ ท่านได้สละเวลาความสุขส่วนตัว ทั้งเสียสละเงินทองเพื่อสวนสัตว์จะได้ดำรงอยู่เป็นคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าร่วมงานกับท่านมายังคิดว่าคงจะไปไม่รอดแน่ๆ แต่ท่านก็มีความพยายามทุกอย่างจนทรัพย์สินของท่านเกือบจะหมดไป เพราะการสร้างสวนสัตว์ และคงจะไม่มีใครอีกแล้วที่จะคิดสร้างสวนสัตว์ขึ้นมาถ้าไม่มีทุน เพราะจะมีก็แต่รายจ่ายอย่างเดียวไม่มีรับเลย”

“ในที่สุดท่านก็ได้จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ ท่านได้เสียชีวิตที่เชียงใหม่และท่านก็เคยตั้งปณิธานไว้ว่าท่านรักเชียงใหม่ จะขอฝากทุกอย่างไว้ที่เชียงใหม่ แม้ร่างที่ไร้วิญญาณก็ไม่ให้นำกับไปอมเริกา ถึงแม้ตัวท่านไม่ใช่คนไทย แต่จิตใจของท่านเป็นคนไทยและเป็นคนเชียงใหม่ก็ขอตายในเชียงใหม่ ท่านได้จากไปเมื่ออายุได้เพียง ๖๘ ปี ทิ้งผลงานและคุณงามความดีของท่านให้เป็นตัวอย่างชนรุ่นหลังซึ่งพวกเราไม่อาจลืมได้ ท่านเป็นคนรักธรรมชาติ รักสัตว์ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับชนทุกชั้น ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่หวงวิชา เป็นกันเองกับลูกน้องทุกคน ถึงตัวท่านไม่มี ท่านก็ยอมให้ลูกน้องก่อนและเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ท่านจากเราไปเร็วเกินไปที่ท่านไม่ได้เห็นความเจริญเติบโตของสวนสัตว์ในปัจจุบัน สวนสัตว์ที่ท่านรักและหวงแหนถึงแม้ท่านจะจากไปแต่ชื่อและคุณงามความดีที่ท่านได้ให้ไว้กับเมืองเชียงใหม่ของเรายังเป็นอนุสรณ์ที่ลูกหลานควรจะจดจำเอาไว้เป็นแบบอย่าง”

“และสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตอธิษฐานขอให้วิญญาณของท่านมิสเตอร์ยังก์จงไปสู่สุขคติในภายภาคหน้าเถิด นรชาติที่วางวายมลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดีประดับไว้ในโลกา”

เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ในบทความดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียนบทความไว้ ทำให้ไม่สามารถทราบไว้ว่าเป็นผู้ใด (บทความ นสพ.ไทยนิวส์ ๑๒,๑๓,๑๔, ก.พ. ๒๕๒๕)

ด้วยความที่เป็นความรักสัตว์ของมิสเตอร์ยังก์ ทำให้มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับปัญหาต่างๆที่ประสบอยู่ในขณะนั้น การต่อสู้ปัญหาของมิสเตอร์ยังก์น่าจะเป็นแบบอย่างของผู้ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาต่างๆอยู่ในขณะนี้ หากไม่มีมิสเตอร์ยังก์คงจะไม่มีสวนสัตว์เชียงใหม่วันนี้

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๒๙)