เรือนขนมปังขิง พรายพริ้งเมืองแพร่

0
2826

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในบรรดา “เรือนขนมปังขิง” ที่ได้รับยกย่องจากแวดวงสถาปนิกและมัณฑนากร ว่ามีความงดงามที่สุดในประเทศไทยนั้น ก็คือกลุ่มเรือนขนมปังขิงที่ตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่

ไม่ใช่เพียงแค่ด้านคุณภาพของลวดลายอันรุ่มรวยเท่านั้น หากยังรวมไปถึงด้านปริมาณหรือจำนวนอาคารอันมากมายหลายหลังอีกด้วย

ความหมายของ “เรือนขนมปังขิง”

คำว่า “ขนมปังขิง” มาจากคำทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “Gingerbread” เป็นคำที่ชาวตะวันตกใช้เรียกลวดลายประเภทหนึ่งที่ใช้ตกแต่งส่วนต่างๆ ของสถาปัตยกรรม ที่มีลักษณะหงิกงอเป็นแง่งคล้ายขิง อาจเป็นลายขมวด คดโค้ง ลายเรขาคณิต หรือเป็นลายกระจุ๋มกระจิ๋ม พวกพรรณพฤกษาดอกไม้ ใบไม้เ คล้ายกับลายลูกไม้ถักทอ หรือการถักโครเชต์

จุดกำเนิดของการออกแบบลวดลาย Gingerbread มีขึ้นในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร (ค.ศ.1837-1901) ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดขึ้นจากการที่พระนางมีพระราชประสงค์เสด็จประพาสวนอุทยานในชนบทที่ห่างไกล ทรงโปรดให้สถาปนิกของราชสำนักออกแบบพลับพลาที่ประทับชั่วคราวให้ได้บรรยากาศแบบลำลอง ไม่ต้องเป็นทางการมากเกินไป

เมื่อสถาปนิกได้รับโจทย์ จึงเลือกสรรรูปแบบอาคารให้มีลักษณะที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ทิวเขา ต้นไม้ ดอกไม้ป่า แบบดูแล้วสบายตา จึงใช้วัสดุประเภทไม้มาก่อสร้าง เรียกโดยรีวมว่า English Cottageแล้วหยิบยืมเอาลวดลายโบราณที่เคยใช้ตกแต่งโบสถ์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11-13 ของสมัยกอทิก (Gothic) มาใช้ เช่น ลายดอกจิก ลายกากบาท ลายไม้กางเขน ลายเปลวไฟ ลายตาข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายดอกทิวลิป เป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มาใช้ตกแต่งในส่วนต่างๆ ดังเช่น เชิงชายหลังคา กรอบหน้าจั่ว หน้าต่าง ประตู ลูกกรงระเบียง ช่องแสง บันได ฯลฯ

เรือนขนมปังขิง ในยุคสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย นิยมใช้สีอ่อนๆ แบบพาสเทล สร้างความรู้สึกเบาสบาย ผ่อนคลาย ให้แก่ผู้อาศัยภายใน ถือว่าเป็นจริตรสนิยมแบบผู้หญิงๆ Feminine Emotion

อิทธิพลเรือนขนมปังขิงในยุคอาณานิคม

เรือนขนมปังขิงได้แพร่กระจายจากประเทศอังกฤษ สู่ภาคพื้นยุโรป จากนั้นเมื่อมีการล่าอาณานิคมในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4-5 ชาวตะวันตกหลายชาติเมื่อมาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบอุษาคเนย์ ได้นำเอารูปแบบเรือนขนมปังมาสถาปนาให้แก่คนในพื้นถิ่น เนื่องมาจากเหตุผล 4 ประการ

ประการแรก ทรัพยากรในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีไม้มากกว่าวัสดุประเภทอื่นที่ชาวยุโรปถนัดใช้ในการก่อสร้าง อาทิ หิน ปูน เหล็ก และกระจก ไม้เป็นวัสดุหาง่าย โดยเฉพาะในภาคเหนือ มีไม้สักทองคุณภาพดีเยี่ยม

ประการที่สอง ชาวยุโรปเมื่อต้องมาอยู่ในประเทศเขตร้อน พวกเขามองเห็นว่าบรรยากาศแบบ Tropicana เช่นนี้ ไม่เหมาะที่จะสร้างบ้านเรือนแบบตึกทึบอับดูหนัก เพราะจะยิ่งทำให้ร้อน ไม่เกิดการระบายอากาศ

ประการที่สาม ในนามของนักล่าอาณานิคม พวกเขาไม่ได้มีความคิดว่าจะปักหลักในสยามหรือล้านนาอย่างถาวร ดังนั้นการสร้างบ้านแบบเรือนขนมปังขิง อันเป็นอาคารที่มีลักษณะชั่วคราว น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ประการที่สี่ ชนพื้นเมืองในพม่า สยาม และล้านนามีความสันทัดในด้านการแกะสลักไม้ รวมไปถึงชาวมลายูในปีนัง มาเลเซีย ปัตตาเวีย (จาร์กาตาร์) ที่นับถือศาสนาอิสลาม ก็มีรสนิยมในการสร้างอาคารด้วยการแกะสลักลวดลายตกแต่งอย่างละเอียดลออประดับส่วนต่างๆ ของบ้านเรือนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลทำให้ อิทธิพลการทำเรือนแบบขนมปังขิง หลั่งไหลเข้ามาสู่สยามประเทศทุกทิศทุกทาง ไม่เพียงแต่เขตล้านนาเท่านั้น ทางหัวเมืองปักษ์ใต้ก็มีเรือนขนมปังขิงจำนวนมาก และใจกลางกรุงเทพมหานครเอง ก็เต็มไปด้วยเรือนแบบขนมปังขิง เนื่องจากมีประชากรชาวตะวันตกอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งในรูปแบบนักการทูต นักการศาสนา มิชชันนารี และพ่อค้า

เรือนขนมปังขิงเมืองแพร่

การที่ีเมืองแพร่เป็นเขตที่มีไม้สักทองคุณภาพดีที่สุดในล้านนา (หรือหลายท่านบอกว่า ดีที่สุดในโลกด้วยซ้ำ) น่าจะเป็นเหตุให้เมืองแพร่มีการสร้าง “เรือนขนมปังขิง” อย่างรุ่มรวยที่สุดในประเทศไทย

ตัวอย่างเรือนขนมปังขิงชิ้นเยี่ยมของเมืองแพร่ได้แก่ อาคารคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ที่ดูแลโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่) คุ้มเจ้าวงค์บุรี (ภาษาล้านนาใช้ วงค์บุรี แต่เขียนแบบภาคกลางเป็น วงศ์บุรี) คุ้มวิไชยราชา คุ้มวงศ์พระถาง บ้านหลวงศรีนครา โรงเรียนนารีรัตน์ เรือนมิชชันนารี เป็นต้น

ในบทความชิ้นนี้ขอนำเสนอบางตัวอย่างให้เห็นดังนี้

อาคารคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้ายคือ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงษ์ สร้างคุ้มแห่งนี้ในปี พ.ศ. 2435 หลังจากสร้างคุ้มได้ประมาณ 10 ปีได้เกิดเหตุชาวเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงษ์ต้องลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบาง กองทหารม้าจากรุงเทพฯ ขึ้นไปรักษาความปลอดภัยของเมือง ได้ใช้คุ้มเป็นที่ตั้งกองกำลังทหารอยู่ช่วงระยะหนึ่ง

อาคารคุ้มเจ้าหลวงสีเขียวหลังนี้ ก่ออิฐถือปูน มี 3 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นชั้นใต้ดิน ที่ครั้งหนึ่งเคยจำขังนักโทษ “กบฏเงี้ยว” อาคารทั้งหลังไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนที่เป็นไม้เนื้อแข็งประเภทไม้แดง เป็นตัวรองรับฐานเสาทั้งหลัง

หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด มีมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมาด้านหน้าอาคาร มีการประดับลวดลายแบบขนมปังขิงด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ซึ่งมีทั้งฝีมือช่างชาวจีน ปะปนกับช่างพื้นเมืองชาวล้านนา

ภายในคุ้มมีประตูจำนวนมากถึง 72 บาน แต่ละบานมีการบันทึกชื่อประตูพร้อมถึงความเป็นสิริมงคลด้านต่างๆ เมื่อก้าวข้ามประตูแต่ละบาน

คุ้มเจ้าวงค์บุรี

ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนคำลือ (ใกล้วัดพงษ์สุนันท์) อำเภอเมืองแพร่

สร้างตามดำริของ “เจ้าแม่บัวถา” ชายาองค์แรกของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2440 โดยเจ้าพรหม (หลวงพงษ์พิบูลย์) และเจ้าสุนันตา วงค์บุรี ธิดาเจ้าบุรีรัตน์ ข้อมูลจากทางคุ้มระบุว่าช่างที่สร้างอาคารหลังนี้เป็นชาวจีนมาจากเมืองกวางตุ้ง (บ้างระบุว่าเป็นช่างเซี่ยงไฮ้) ส่วนช่างฝีมือแกะสลักไม้เป็นช่างพื้นถิ่น ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 3 ปี

อาคารเป็นเรือนไม้สักทองสองชั้น ทาสีชมพูหวาน ชั้นล่างเปิดใต้ถุนโล่ง หลังคาเป็นทรงปั้นหยา มีการแกะสลักลวดลายไม้ที่หน้าจั่ว เชิงชายหลังคา ระเบียงลูกกรง ช่องลม ช่องแสง หน้าต่าง ประตู จุดเด่นคือการใช้ลวดลายฉลุสีขาวคล้ายลูกไม้รายรอบอาคาร

ภายในคุ้มตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้เก่าแก่ของตระกูล เครื่องเรือน เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา แหย่งช้าง กำปั่นเหล็ก อาวุธโบราณ เอกสารที่สำคัญ เช่นเอกสารสัมปทานป่าไม้ เอกสารการซื้่อขายทาสอายุกว่า 100 ปี ฯลฯ

ปัจจุบันทั้งอาคารคุ้มเจ้าหลวงพิริยะเทพวงษ์ และคุ้มเจ้าวงค์บุรี ได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้สนใจเข้าชม

คุ้มวิไชยราชา

สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2429 เจ้าของคุ้มนี้คนแรกคือเจ้าหนานขัติย์ ต้นตระกูลแสนศิริพันธุ์ เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงษ์ ในยุคที่ฮ่อ (จีนบก) เข้าปล้นภาคเหนือเจ้าหนานขัติย์ได้ให้ความช่วยเหลือพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เมื่อครั้งเป็นจมื่นไวยวรนาถ) ถูกสยามส่งขึ้นมาปราบฮ่อ ทำให้เจ้าหนานขัติย์ได้รับพระราชทินนามจากรัชกาลที่ 5 ว่า “พระวิไชยราชา”

ชาวแพร่เรียกคุ้มแห่งนี้ว่า “คุ้มเจ้าโว้ง” ตามนามของเจ้าวงศ์ แสนศิริพันธุ์ หรือ “เจ้าโว้ง” บุตรชายคนเล็กของวิไชยราชา ต่อมาครอบครัวแสนศิริพันธุ์ย้ายออกไป คุ้มวิไชยราชาร้างอยู่นานเกือบ 40 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2527เป็นต้นไป) จนกระทั่งนายวีระ สตาร์ ได้หางบประมาณมาซื้อคุ้มและทำการบูรณะดังที่เห็นในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุปได้ว่า “เรือนขนมปังขิง เพริศพริ้งพรายพรรณ คือสัญลักษณ์เมืองแพร่อย่างแท้จริง”