ศิษย์เก่าโรงเรียนเรยีนาเชลี ปี พ.ศ.2481

0
1512
ศิษย์เก่าโรงเรียนเรยีนาเชลี พ.ศ.2481

ตามภาพ แถวหน้ายืนซ้ายสุด คือ คุณสร้อยทอง เทียนประสิทธิ์ ถัดมา คือ คุณวรรณคำ ถัดมาที่สาม คือ คุณไพรัตน์ วัฒนวงศ์ , ถัดมา คือ คุณหญิงสวาท วสุวัต ครูประจำชั้น ถัดมา คือ คุณอำพัน ถัดมา คือ คุณคำสวน พุทธรักษา ถัดมาขวาสุด คือ คุณจันทร์ปรุง จารุจินดา ด้านหลังซ้ายสุด คือคุณภัทรา ภูวกุล) ถัดมาทางขวา คือ คุณเส่งยุ้น สุวรรณอัตถ์ ถัดมา คือ คุณเสมียน บ้านอยู่อำเภอเถิน ลำปาง ถัดมา คือ คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ ลูกพ่อค้าคหบดีย่านวัดเกตการาม คุณประพิมพ์เสียชีวิตเนื่องจากเครื่องบินเลาด้าแอร์ตกพร้อมคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ถัดมา คือ คุณเกษร พงษ์พิพัฒน์ บ้านอยู่บ้านฮ่อ ถนนช้างคลาน ถัดมา คือ คุณคิตตี้ เตียวกุล ลูกของโกส่ายเป็นพ่อค้าเชื้อสายจีนจากอำเภอฝาง มาค้าขายอยู่ย่านวัดเกตการาม ทำโรงสีขนาดเล็ก ลูกสาวคนหนึ่งของโกส่าย ชื่อสุภิช แต่งงานกับหมอมนู แมนมนตรี ถัดมาขวาสุด คือ คุณอุณณ์ ชุติมา

คุณภัทรา ณ เชียงใหม่(ภูวกุล) ศิษย์เก่า “เรยีนาเชลี”

ภาพนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยภาพนี้ถ่ายภาพ เมื่อปี พ.ศ.2481เวลาล่วงมาแล้ว 73 ปี ดังนั้นนักเรียนในภาพปัจจุบันจึงอายุใกล้ 90 ปี ด้วยกันทุกคนหามีชีวิตอยู่ เคยทราบว่านักเรียนสมัยก่อนนุ่งผ้าซิ่นมาเรียนหนังสือก็ได้เห็นจากภาพนี้

นักเรียนยุคแรกๆ ของโรงเรียนเรยีนาเชลีนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นลูกของพ่อค้าคหบดีหรือไม่ก็ข้าราชการผู้ใหญ่ที่พิมีฐานะทั้งในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากโรงเรียนเรยีนาฯ ยุคแรกๆ นั้นเก็บค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงกว่าโรงเรียนอื่นๆ

โรงเรียนเรยีนาเชลี มีประวัติว่าเริ่มก่อตั้งและเปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เปิดวันแรกมีนักเรียน 95 คน มีคุณแม่มารี เดอไซมอน เป็นครูใหญ่

คุณภัทรา ณ เชียงใหม่(สกุลเดิมภูวกุล) คือ ผู้ที่แถวหลังด้านซ้ายสุดของภาพเล่าว่า

“ตอนที่เข้าโรงเรียนเรยีนาฯนั้น เข้าชั้นมัธนม 2 ก่อนหน้านี้ป้า(คุณภัทรา) เรียนโรงเรียนอนุสารสุนทร เพื่อนร่วมห้องบางคนมาเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลก็มี สมัยนั้นนักเรียนน้อย มีชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น ห้องหนึ่งก็ประมาณ11 – 12 คน ในภาพนี้มี 13 คนเพราะบางคนตกซ้ำชั้นอยู่ก่อน”

คุณภัทรา ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรสาวของนายเคียง แซ่พัว ค้าขายอยู่ถนนวิชยานนท์ ชื่อว่าร้าน “พัวไท่กี่” ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง พวกเหล็กเส้น ตะปู ปูนซิเมนต์ นายเคียง เดินทางมาจากประเทศจีน ตั้งแต่อายุ 18 ปี แวะทำงานรับจ้างปลูกพริกไทย ที่เกาะซาราวัคระเทศมาเลเซีย ต่อมามารับจ้างทำประมงที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้นอพยพอยู่ที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่งก่อนที่จะอพยพมาอยู่เชียงใหม่เริ่มปักหลักที่ถนนวิชยานนท์แห่งนี้ นำเงินที่สะสมไว้มาเริ่มค้าขายของเล็กๆ จนสร้างฐานะมั่นคงขึ้นเปลี่ยนจากร้านเล็กๆ เป็นอาคารตึกใหญ่ในปี พ.ศ.2471 นายเคียง มีภรรยา 2 คน คือนางเกียงและนางเป๊า แซ่จัง มีบุตรธิดารวมถึง 13 คน มีลูกชายคนเดียว ชื่อ นายศุภวัฒน์ ภูวกุล แต่งงานกับนางปิยะนารถ สกุลเดิมแซ่เหลี่ยว ปัจจุบันทำกิจการขายเครื่องเขียนแบบเรียนชื่อ ร้านรัตนผล ถนนท่าแพ (นายศุภวัฒน์ ภูวกุล,สัมภาษณ์)

คุณภัทรา หลังจากจบโรงเรียนเรยีนาเชลีแล้ว ไปเรียนต่อโรงเรียนราชินีล่าง 2 ปี หลังจากนั้นเรียนต่อโรงเรียนการเรือนสวนดุสิต กลับมาเป็นครูโรงเรียนเรยีนาเชลี 2 ปีแล้วเปลี่ยนเป็นครูโรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ 10 ปีเศษ ต่อมาย้ายไปสอนโรงเรียนครูมูลประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู , วิทยาลัยครู , สถาบันราชภัฏเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ตามลำดับ คุณภัทรา เกษียณอายุในปี พ.ศ.2526

“สมัยก่อนนั้นพ่อแม่มักไม่นิยมให้ลูกสาวเรียนหนังสือ ต่อมารุ่นป้าเริ่มอนุญาตให้ลูกเรียนแล้ว ความคิดเริ่มทันสมัยขึ้น สมัยเมื่อยังเด็ก โรงเรียนรัฐบาลหญิงก็มีโรงเรียนการช่างสตรี ใกล้โรงเรียนยุพราชกับโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพส่วนโรงเรียนเอกชนหญิงที่นิยมที 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนดาราวิทยาลัยและโรงเรียนเรยีนาเชลี แล้วแต่ผู้ปกครองจะส่งเรียนที่ไหน นักเรียนที่เรียนโรงเรียนเรยีนาสมัยนั้นมักเป็นลูกพ่อค้าคหบดีทั้งในเมืองเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ลูกพ่อค้าไม้จากลำปางมาเรียนหลายคนและมักมาอยู่หอพักประจำ บ้านป้าอยู่ที่ย่านตลาด ถนนวิชยานนท์ มาเรียนเรยีนาถือว่าไกลแล้วสมัยนั้น ถนนเปลี่ยวน่ากลัวระยะแรกจ้างรถสามล้อถีบมาส่ง ต่อมาพ่อซื้อรถจักรยานยี่ห้อราเลย์ให้ขี่มาโรงเรียน

คุณหญิงสวาท วสุวัต

“ในภาพผู้ที่ยืนกลางภาพแถวหน้า คืออ ครูประจำชั้น คนนี้เก่งมาก สอนเก่ง ความรู้ดี จบปริญญาตรีจากอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังเป็นคุณหญิง ชื่อ คุณหญิงสวาท วสุวัต เป็นลูกสาวของนายเลียบ วสุทัต ทนายความมีชื่อของเชียงใหม่ ภายหลังเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ พัฒนาโรงเรียนและช่วยเหลือสังคม มีผลงานด้านการพัฒนาเด็กและนำนักเรียนฟ้อนรับแขกบ้านแขกเมืองสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนนาฏศิลป์เชียงใหม่ คุณหญิงสวาท มีชื่อเสียงมาก

“ในชั้นคนที่เรียนเก่งที่สุด คือ คุณอุณณ์ ชุติมา ในภาพอยู่แถวหลังขวาสุดของภาพ ความสูงไล่เลี่ยกับป้า คือ ต่ำที่สุดของชั้นทั้งคู่ เรียนได้ที่ 1 มาตลอด คุณอุณณ์ได้เปรียบคนอื่นเพราะมักจ้างครูไปสอนพิเศษที่บ้านทำให้ความรู้แน่นเวลาสอบก็ทำคะแนนได้ดี คุณอุณณ์ ถือว่าร่ำรวยกว่าคนอื่น คนอื่นอย่างเก่งขี่จักรยานมาโรงเรียนแต่คุณอุณณ์ มีรถยนต์มารับมาส่ง สมัยนั้นรถยนต์มีไม่กี่ครอบครัว บางครั้งนั่งมาพร้อมกับพี่สาว คือ คุณแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ บางครั้งก็มาคนละคัน…”

คุณอุณณ์ ชุติมา นี้เป็นบุตรสาวของนายกี และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ฝ่ายแม่ คือ นางกิมฮ้อ สกุลเดิม ชุติมาเป็นบุตรสาวของหลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง หลวงอนุสารสุทร(นายสุ่มฮี้ แซ่ฉั่ว)นั้นทำธุรกิจค้าขายจนได้ชื่อว่าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองเชียงใหม่มีทรัพย์สินที่ดินมาก คุณอุณณ์ มีพี่น้อง 6 คน คือ นายไกรศรี , นายพิสุทธิ์ , นายอัน , นายเรือง นิมมานเหมินท์ , นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์และนางอุณณ์ ชุติมา (หนังสือที่ระลึกงานณาปกิจนางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ ,2546)

คุณอุณณ์ มีความสามารถด้านการจัดสรรที่ดินยุคแรกๆของเมืองเชียงใหม่เคยซื้อที่นาย่านสันติธรรมจัดสรรที่ดินแบ่งขาย ด้านครอบครัวแต่งงานกับ คุณบวร ชุติมามีลูกชายคนเดียว คือ คุณจุมพล ชุติมา

“ตามภาพ แถวหน้ายืนซ้ายสุด คือ คุณสร้อยทอง เทียนประสิทธิ์ ลูกคหบดีย่านวัดเกตการาม พ่อชื่อ จินต์ แม่ชื่อแม่ตุ้ม แซ่แต่ แต่งงานกับคุณสถิตลูกของนายศรีเรือง ตนะพงษ์ ค้าขายมีร้านอยู่สันป่าข่อยชื่อ ร้านสำราญชน ตรงข้ามห้างอนุสาร ขายอะไหล่รถ แบตเตอรี่ ซ่อมรถจักรยานถัดมา คือ คุณวรรณคำถัดมาที่สาม คือ คุณไพรัตน์ วัฒนวงศ์ . ถัดมา คือ คุณหญิงสวาท วสุวัต ครูประจำชั้น ถัดมา คือ คุณอำพัน บ้านอยู่ท่าศาลา สามีทำงานป่าไม้ ถัดมา คือ คุณคำสวน พุทธรักษา ถัดมาขวาสุด คือ คุณจันทร์ปรุง จารุจินดา คนนี้มาจากลำปางมาอยู่หอพักประจำ

“ด้านหลังซ้ายสุด คือ ป้า (คุณภัทรา ภูวกุล) ถัดมาทางขวา คือ คุณเส่งยุ้น สุวรรณอัตถ์ พ่อเชื้อสายพม่า อาชีพทำไม้อยู่ลำปาง ถัดมา คือ คุณเสนียน บ้านอยู่อำเภอเถิน ลำปาง ถัดมา คือ คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ ลูกพ่อค้าคหบดีย่านวัด เกตการาม คุณประพิมพ์เสียชีวิตเนื่องจากเครื่องบินเลาด้าแอร์ตกพร้อมคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ถัดมา คือ คุณเกษร พงษ์พิพัฒน์ บ้านอยู่บ้านฮ่อ ถนนช้างคลาน หลังร้าน ส.การค้าสมัยก่อน จบคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาชีพแปลบทภาพยนต์ให้โรงเรียนโอเดียนที่กรุงเทพฯ ถัดมา คือ คุณคิตตี้ เตียวกุล ลูกของโกส่าย เป็นพ่อค้าเชื้อสายจีนจากอำเภอฝาง มาค้าขายอยู่ย่านวัดเกตการามทำโรงสีขนาดเล็ก ลูกสาวคนหนึ่งของโกส่าย ชื่อสุภิช แต่งงานกับหมอมนู แมนมนตรี ถัดมาขวาสุด คือ คุณอุณณ์ ชุติมา”

คุณประพิมพ์ ตียาภรณ์ ที่คุณภัทรา กล่าวถึง เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ มีฐานะดีและส่วนหนึ่งแบ่งปันให้สังคม ตามประวัติเป็นบุตรสาวของนายทองอยู่และนางกิมเหรียญ ตียาภรณ์ อาชีพค้าขายทางเรือระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ มีร้านค้าอยู่ย่านวัดเกตการาม ชื่อร้านเตียหย่งเชียง คุณประพิมพ์มีพี่น้อง 7 คน น้องชายคนหนึ่ง คือ อาจารย์สุพจน์ ตียาภรณ์ คุณประพิมพ์ หลังจากจบจากโรงเรียนเรยีนาเชลีแล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนราชินีที่กรุงเทพฯ และจบโรงเรียนการช่างสตรีพระนครใต้ หลังจากนั้นเป็ครูโรงเรียนดาราวิทยาลัย ต่อมาย้ายไปสอนโรงเรียนดรุณดรุณีที่กรุงเทพฯ หลังจากบิดาเสียชีวิตได้กลัมาอยู่ที่เชียงใหม่ ร่วมอยู่ในกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ของเชียงใหม่ การทำบุญกุศลครั้งใหญ่คือการร่วมกับพี่น้องบริจาคที่ดินจำนวน 9 ไร่ที่ตำบลสันผีเสื้อสร้างเป็นมูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ สร้างบ้านพักดูแลคนพิการและได้ร่วมเป็นคณะกรรมการดูแลเรื่อยมา จนในปี พ.ศ.2534 ได้เดินทางไปประเทศออสเตรียกับคณะของนักสังคมสงเคราะห์ของเมืองเชียงใหม่ซึ่งประกอบด้วยคุญหญิงเจ้าศรีนวล ณ เชียงใหม่ , ผู้ว่าฯไรรัตน์ เดชะรินทร์ , คุณหญิงเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน กับคณะรวม 121 คนและเครื่องบินเลาด้าแอร์ที่โดยสารไปเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องและตกที่เขตจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด รวมทั้งคุณประพิมพ์ ตียาภรณ์(กรณีเครื่องบินเลาด้าอิร์ตก,สังคมเมืองเชียงใหม่เล่ม 5,พ.ต.ท.อนุ เนินหาด)

“โรงเรียนเรยีนาเชลีเก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่าโรงเรียนอื่น คือเทอมละ 20 กว่าบาท คนทั่วไปเรียนไม่ได้เพราะอย่างโรงเรียนวัฒโนทัยเสียเป็นค่าบำรุงการศึกษาน้อยมาก ส่วนดีคือ วิชางานฝีมือทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้หมดไม่ต้องไปหาซื้อที่ตลาด สถานที่เรียนดีมีห้องน้ำที่เป็นชักโครกตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว อุปกรณ์การเรียนก็พร้อมทั้งโต๊ะเก้าอี้ น้ำหมึก ปากกาคอแร้งทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้หมดผู้บริหารเป็นศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก จึงเคร่งครัดมากเรื่องความประพฤติและการแต่งกาย อย่างเช่น เมื่อแข่งขันกีฬาก็ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นเหมือนโรงเรียนหญิงอื่น มาแมร์ออกแบบกางเกงพิเศษ ยาวเลยเข่าและมีสายรัดด้วย เชยมากในสายตาของพวกเรา

“เครื่องแบบนักเรียนสมัยนั้น คือ นุ่งซิ่นสีน้ำเงิน ใช้เข็มขัด เสื้อขาวแขนยาวปกเสื้อแบบคอบัว มีกระเป๋าเสื้อด้านล่าง เนคไทสีน้ำเงิน ไว้ผมมสั้นเรียกว่าทรงบ๊อบ สมัยนั้นนิยมไว้สั้นกัน ระเบียบจัดมากในสมัยนั้น ดังเช่น ห้ามนั่งคุยกันสองต่อสอง ต้อง 3 คนขึ้นไป ห้ามพูดซุบซิบนินทา การเล่นต้องมีมาแมร์เฝ้าดูแลมาแมร์สมัยนั้นอธิการ ชื่อ ราฟาแอล รูปร่างใหญ่ เดินสง่าเนิ้บๆเหมือนช้างสง่ามาก มาแมร์ที่ดูแลนักเรียนที่จำได้มี มาแมร์สแตนนิสลอส , มาแมร์แบนนาเดต ชาวฝรั่งเศส มาแมร์คนหนึ่งสวยเหมือนดาราหนังเลย เสียดายจำชื่อไม่ได้ ส่วนครูใหญ่เป็นคนไทย ชื่อ ครูชุมแสง สินธุวณิช สามีเป็นปลัดจังหวัดเชียงใหม่”

ความทรงจำของคุณภัทรา ณ เชียงใหม่ ทำให้เห็นสังคมในอดีตที่งดงามเห็นชีวิตของผู้คนที่มีการเติบโต เปลี่ยนแปลงและสิ้นสุด คงเหลือไว้สำหรับเพียงบางคนที่มีผลงานสร้างประโยชน์ให้สังคใส่วนรวม ที่คนรุ่นหลังพึงได้ศึกษาเรียนรู้และยึดเป็นแนวทางสืบไป.

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ ข้อมูล,รูปภาพ / พ.ต.อ.อนุ เนินหาด