พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

0
859

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดพื้นที่ “พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา” ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมล้านนาและการจัดแสดงถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวล้านนา เพื่อเป็นศูนย์กลางรองรับกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีทั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน่วยงานจากภายนอกมหาวิทยาลัยและประชาชนชาวเชียงใหม่

1.บ้านทรงอิทธิพลตะวันตก – อาคารรูปทรงแบบโคโลเนียลหรือทรงอาณานิคม
เจ้าของบ้านเดิม คือ นายอาเธอร์ ไลออนเนล คิวริเปอร์ สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.2465 โดนมีหม่องตันชาวพม่าเป็นสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง ถูกเวนคืนให้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีพ.ศ.2506 และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดให้ก่อนหน้านี้อาคารหลังนี้เป็นที่ทำการของสถาบันวิจัยสังคม และสำนักงานสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนถึงปี พ.ศ.2557

2.เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ – เฮือนพญาปงลังก๋า
สร้างเมื่อราวปีพ.ศ.2439 ตรงกับปีที่อายุเมืองเชียงใหม่ครอบ 600 ปี เจ้าของเรือนเดิม คือ พญาปงลังกาและนางคำมูลเรือนไม้ คุณจรัส วณีสอน ทายาทรุ่นที่ 5 ของพญาปงลังกา มอบให้เป็นสมบัติของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มูลนิธิจุมกฏ – พันธุ์ทิพย์สนับสนุนการรื้อถอนและย้ายมาปลูกสร้าง ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547

3.เรือนกาแล – เฮือนอุ๊ยผัด
เจ้าของผู้อาศัยเดิม คือ อุ๊ยผัด โพธิทา สันนิษฐานว่าตัวเรือนสร้างขึ้นกว่า 100 ปีแล้ว และถูกขนย้ายมาปลูกสร้างที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ในปีพ.ศ.2536 ประกอบไปด้วยเรือนสองหลัง มีชายคาชนกัน มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ “กาแล” จุดเชื่อมต่อของชายคามี “(ฮางริน)” (รางระบายน้ำฝน) เรือนหลังใหญ่เป็นเรือนนอน เรือนหลังเล็กเป็นเรือนครัว เป็นเรือนที่ย้ายมาพร้อมกับเรือนไทลื้อ (เฮือนหม่อนตุด)

4.เรือนกาแล – เฮือนพญาวงศ์
ปลูกสร้างเมื่อประมาณปีพ.ศ.2440 โดยลูกเขยของพญาวงศ์ ชื่อว่า “พญาอุด” ที่บ้านสบทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ภายหลังเมื่อไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ ท่านพระครูเวฬุวันพิทักษ์ (เขื่อนคำ อตฺตสนฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า เจ้าคณะอำเภอป่าซางได้รื้อมาปลูกสร้างที่วัดสุวรรณวิหาร บ้านแม่อาว ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน หลังจากนั้น นายแฮรี่ วอง ชาวสิงคโปร์ ได้ซื้อไว้และภายหลังเสียชีวิตลง มูลนิธิดร.วินิจ – คุณหญิงพรรณี วินิจนัยภาค ได้มอบเรือนหลังนี้และให้การสนับสนุนรื้อถอนและย้ายมาปลูกตั้ง ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ในปีพ.ศ.2541

5.เรือนไทลื้อ – เฮือนหม่อนตุด
สร้างเมื่อปี 2460 พ่อน้อยหลวง สามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้น ตั้งอยู่ที่ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ถูกรื้อถอนปลูกสร้างมาปลูกใหม่ ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ และคณะ เป็นผู้ประสานงานโดยการสนับสนุนของมูลนิธิจุมกฏ – พันธุ์ทิพย์ ในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนกรกฎาคม 2536 จึงถือว่าเรือนไทลื้อ เป็นต้นกำเนิดของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมหลังแรกเริ่มตั้งแต่นั้นสืบมา

6.เรือนพื้นบ้านล้านนา – เฮือนอุ๊ยแก้ว
สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าของเดิม คือ อุ๊ยอิ่นกับอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ชาวบ้านสันต๊กโตหรือย่านสันติธรรมใกล้กับบริเวณแจ่งหัวลิน ถนนห้วยแก้วในปัจจุบันอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ได้ติดต่อขอซื้อเรือนเมื่อปีพ.ศ.2530 จากการสนับสนุนของมูลนิธิ มร.ยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโตเซกะ กรุงโตเกียว และได้ทำการย้ายเรือนจากที่เดิมมาปลูกสร้างที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อพ.ศ.2540

7.เรือนพื้นถิ่นแม่แตง
ปลูกสร้างประมาณปี พ.ศ.2460 ที่บ้านป่าไผ่ ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเป็นเรือนของพ่อน้อยปิงและได้ตกทอด มาถึงนางขาล ตาคำ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิจุมกฏ – พันธุ์ทิพย์ ในการรื้อถอนจากบ้านป่าไผ่ ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง และย้ายมาปลูก ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อปีพ.ศ.2551

8.เรือนทรงปั้นหยา – เฮือนหลวงอนุสารสุนทร
เดิมเป็นเรือนของหลวงอนุสารสุนทร และนางคำเที่ยง ชุติมา ที่สร้างให้กับบุตรชาย คือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปีพ.ศ.2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร ถนนช้างคลาน ในความครอบครองของบริษัทสุเทพ จำกัด ต่อมาทายาทได้มอบเรือนให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมูลนิธิจุมกฏ – พันธุ์ทิพย์ ให้การสนับสนุนและนำมาสร้างใหม่ขึ้นอีกครั้ง ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักศิลปวัฒนธรรม เมื่อปีพ.ศ.2547

9.ยุ้งข้าว – หลองข้าว
หลองข้าวเป็นอาคารโครงสร้างพื้นถิ่นล้านนา สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นหลัก เน้นความแข็งแรง นิยมใช้ไม้ทั้งลำต้นเป็นเสา ตั้งให้สอบเข้าเพื่อการรับน้ำหนักที่ดี มีการสอดแวง (รอด) วางตงและปูพื้นไม้ตามแนวขวางเหมือนกับเรือนพักอาศัย หากแต่หลองข้าวจะไม่มีบันได เมื่อต้องการขึ้นไปบนหลองข้าวจะใช้เกิ๋น (บันไดลิง) พาดขึ้นไป ผนังหลองข้าวประกอบขึ้นจากแผ่นไม่เรียงประกอบกันตามแนวตั้งมีคร่าวไม้ยึดด้านใน ไม่มีหน้าต่าง นอกจากช่องเปิดเพื่อขนถ่ายข้าวเปลือก โครงสร้างผนังหลองข้าวมีรูปแบบคล้ายผนังเรือน โดยมีการยกติดตั้งหลังจากทำโครงสร้างส่วนเสา คานพื้น และโครงหลังคาแล้วเสร็จ การเข้ามุมผนังประกอบกันด้วยการเข้าไม้ใส่สลัก โครงสร้างหลังคามีรูปแบบเดียวกันกับโครงสร้างหลังคาของเรือนพักอาศัย ซึ่งนิยมทำหลังคาระนาบเดียว แต่หลองข้าวหลังนี้มีลักษณะพิเศษ คือทำหลังคาซ้อนกันเป็นสองระนาบ หลังคาส่วนบนมีแง็บ (ไขราปีกนก) ที่ตีนแหนบ (จั่ว) หลังคาส่วนล่างมีความชันน้อยกว่าและค่อยๆลาดลง ทำให้ดูอ่อนช้อยมีลักษณะเป็นไขรากันสาดโดยรอบหลังคา หลองข้าวเดิมมุงด้วยกระเบื้องดินขอ มีการตกแต่งยอดจั่วและส่วนปลายปั้นลมให้มีรูปร่างคล้ายพญานาค เราสามารถพบเห็นหลองข้าวลักษณะนี้ในบางพื้นที่ของล้านนา เช่น อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่แจ่ม เป็นต้น