ภาพช้างรุ่นสุดท้ายในเมืองเชียงใหม่

0
556

ภาพคนงานนำช้างลงไปอาบน้ำในแม่น้ำปิงภาพนี้ คุณบุญเสริม สาตราภัย ถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ.2493 บริเวณด้านหลังบ้านอาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ บริเวณเชิงสะพานนครพิงค์ ขณะนั้นสะพานนครพิงค์ยังไม่ได้สร้าง ภาพนี้ทำให้เห็นภาพของบ้านเรือนในช่วงก่อนปี พ.ศ.2500

คุณบุญเสริม สาตราภัยเป็นนักถ่ายภาพและเก็บสะสมภาพเก่าที่เกี่ยวข้องกับเมืองเชียงใหม่มากมาย ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ผู้คนในอดีตที่แตกต่างจากยุคปัจจุบัน ทำให้เห็นรากเหง้าหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมของเมืองเชียงใหม่ ภาพเหล่านี้มีคุณค่ามากในปัจจุบันและจะมีค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต

คุณบุญเสริมเริ่มตระเวนถ่ายภาพและรวบรวมไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 เรื่อยมา ขณะนั้นมาช่วยพี่สาวขายปุ๋ยที่ตลาดต้นลำไย ด้วยว่าชอบการถ่ายภาพและมองเห็นว่าในอนาคตภาพเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังจึงถ่ายภาพไว้เรื่อยๆ ต่อมาทำงานหนังสือพิมพ์คนเมืองประมาณ 10 ปี และทำงานหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์อีกประมาณ 10 ปี เลิกถ่ายภาพเมื่อปี พ.ศ. 2530 รวมระยะเวลาถ่ายภาพสะสมประมาณ 38 ปี เหตุผลที่เลิกการถ่ายภาพ คุณบุญเสริมให้เหตุผลว่าเริ่มเบื่ออีกทั้งเริ่มมีคนสนใจภาพเก่าที่ถ่ายสะสมไว้ เริ่มจากโรงเรียนดาราวิทยาลัยทำปฏิทินรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี หลังจากนั้นก็มีคนสนใจภาพเก่าโดยเฉพาะภาพสภาพสังคมเมืองเชียงใหม่ยุคเก่ามากขึ้น จนต่อมาทางจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอให้ล้างและอัดภาพเก่าจัดแสดงนิทรรศการที่โรงแรมกาดสวนแก้ว ทำให้คนสนใจมากยิ่งขึ้น

คุณบุญเสริม เล่าเรื่องการถ่ายภาพช้างในแม่น้ำปิงซึ่งอาจถือว่าเป็นช้างรุ่นสุดท้ายในเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้

“ภาพนี้ถ่านประมาณบ่ายสองโมงเมื่อปี พ.ศ.2493 วันนั้นขี่จักรยานจากร้านที่ตลาดต้นลำไย ข้ามสะพานนวรัฐเลี้ยวซ้ายผ่านมาทางย่านวัดเกตการามผ่านมาถึงบ้านอาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ เป็นบ้านไม้สองชั้น ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังอยู่ที่เชิงสะพานนครพิงค์ น้องคนหนึ่งของอาจารย์สุกิจ ชื่อ สุภาพ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม เรียนที่โรงเรียนปรินซ์ฯด้วยกัน ต่อมาไปเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญที่กรุงเทพฯ และกลับมาเรียนโรงเรียนปรินซ์ฯอีก ตอนหลังทำงานธนาคารกับอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์

“ผมมองไปที่น้ำแม่ปิงเห็นคนงานกำลังนำช้าง 3 เชือกไปอาบน้ำในลำน้ำปิงช้างเหล่านี้เป็นช้างลากไม้ของบริษัทบอเนียว ที่ทำการบริษัทตั้งอยู่ใกล้วัดเกตการาม ก่อนหน้านี้เห็นช้างอยู่บ่อยๆ ช่วงที่ถ่ายภาพช้างขณะนั้นช้างไม่ค่อยได้เห็นในตัวเมืองแล้ว ประมาณ 7-8 ปีก่อน มีเหตุการณ์ คือ คนงานบริษัทบอเนียว ซึ่งควบคุมโดยคนตระกูลคิริเปิล นำช้างมาอาบน้ำที่น้ำปิงด้านหลังโรงพักแม่ปิง (ปัจจุุบันเป็นที่ทำการจราจร) ปรากฏว่าช้างตัวหนึ่งตกมัน ร้องเสียงดังและอาละวาดไล่ทำร้ายคนงาน คนมุงดูกันเยอะ นายศรีอู๊ด ลูกหลานของตระกูลคิริเปิล เอาหอกไล่จะบังคับช้างให้ได้ แต่ถูกช้างไล่แทงต้องวิ่งหนี คนดูตะโกนโห่กันใหญ่ ตอนหลังก็ควบคุมช้างได้ไม่มีคนบาดเจ็บ”

เกี่ยวกับบริษัทบอเนียวนี้ เป็นบริษัทรับสัมปทานตัดไม้จากรัฐบาล สัญญา 100 ปี สัญญาสิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ.2498 คุณแจ๊ค เบน ปัจจุบันอายุ 88 ปี (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2547) บุตรชายของนายวิลเลี่ยม เบน ซึ่งเคยทำงานที่บริษัทบอเนียวอีกทั้งคุณแจ๊ค ก็เคยทำงานที่บริษัทบอเนียวด้วยเช่นกัน เล่าว่า สมัยที่บริษัทบอเนียวรับสัมปทานตัดไม้จากรัฐบาลต้องใช้ช้างสำหรับชักลากไม้ซุงที่ตัดแล้วลงแม่น้ำปิงล่องไปที่จังหวัดตาก นอกจากนี้ระหว่างทางตั้งแต่อำเภอเชียงดาวถึงจังหวัดตากต้องใช้ช้างคอยงัดไม้ซุงที่ลอยมาติดฝั่งให้ลอยน้ำต่อไป โดยกำหนดระยะทางไว้เช่นแม่ขะจาว บ้านวัดเกต เลยไปก็บ้านเด่น มีช้างประจำชุดละ 3-4 เชือก มักให้ช้างอยู่ตามป่าช้าซึ่งมีบริเวณกว้างและเป็นป่า ที่บริเวณบริษัทบอเนียวเคยมีต้นไทรใหญ่ 6 ต้นสำหรับผูกช้าง ส่วนการตัดไม้นั้นมักให้ผู้รับเหมาตัดอีกต่อหนึ่งหลังจากบริษัทเข้าสำรวจไม้แล้ว เช่นที่จังหวัดลำปางมักให้พ่อเลี้ยงวงศ์ ชัยวงศ์ รับเหมาตัด ในจังหวัดเชียงใหม่ผู้รับเหมา คือ พ่อเลี้ยงทองอินทร์ ชนะนนท์ ระยะหลังมักมีชาวบ้านขโมยไม้ซุงเมื่อไม้ซุงไหลผ่าน ต้องจ้างตำรวจคอยตรวจจับ

การถ่ายภาพช้างอาบน้ำของคุณบุญเสริม สาตราภัย ทำให้ได้เห็นบ้านริมฝั่งน้ำปิงทางทิศตะวันตก คุณบุญเสริมอธิบายว่า

“ผ่านมาเห็นช้างอาบน้ำครั้งนั้นจึงถ่ายไว้ 2 ภาพ ระยะเวลาล่วงมา 61 ปีแล้ว ได้เห็นช้างในแม่น้ำปิงซึ่งอาจเรียกว่าเป็นช้างรุ่นสุดท้ายในเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ ถัดจากช้างไปเห็นเรือชาวบ้านกำลังหาปลา เป็นการหาปลาที่เรียกว่า “บอกเบ็ด” คือ การนำกระป๋องโอวัลตินมาผูกเชือกผูกเบ็ด ใส่เหยื่อ ครั้งละเป็นสิบเบ็ด และปล่อยลอยน้ำไปตามน้ำ เจ้าของเบ็ดพายเรือตามและคอยปลดปลาเมื่อปลาติดเบ็ด

“ถัดไปเห็นบ้านเรือนริมน้ำปิงฝั่งตะวันตก ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว อาคารด้านซ้ายของภาพ คือ คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ ต่อมาขายให้เถ้าแก่โอ๊วภายหลังรื้อและสร้างเป็นตลาดนวรัฐ ถัดมาทางขวาเป็นโรงพยาบาลอเมริกัน ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลยุคแรกของคริสเตียนในเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะย้ายมาสร้างโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ถัดมาเป็นสถานพยาบาลกาชาดที่ 3 ถัดมาเป็นบ้านเรือนชาวบ้านและขวาสุด เป็นบ้านไม้สองชั้นของเศรษฐีย่านนั้น ต่อมาทางเทศบาลเชียงใหม่เวนคืนและตัดถนน จากเดิมที่เป็นซอยเล็กๆ ตั้งชื่อถนนนี้ว่า ถนนท้ายวัง อีกทั้งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่ 2 ให้เป็นที่สัญจรระหว่างคนทางตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำปิง ตั้งชื่อว่า สะพานนครพิงค์ สร้างประมาณปี พ.ศ.2499-2500”

คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่คุณบุญเสริม กล่าวถึง เป็นคุ้มของเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย (องค์ที่9) นามว่าเจ้าแก้วนวรัฐ นามเดิมคือ เจ้าอินทแก้ว เป็นราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 เจ้าแก้วนวรัฐเป็นน้องชายของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 และเป็นพี่ชายของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้าแก้วนวรัฐ พิราลัยในปี พ.ศ.2482 บุตรธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ คือ เจ้าอุตรการโกศล(เจ้าน้อยศุขเกษม) , เจ้าหญิงบัวทิพย์ , เจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน) , เจ้าพงษ์อินทร์ , เจ้าหญิงศิริประกายและเจ้าอินทนนท์ (เพ็ชรลานนาเล่ม 2 , ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง)

ต่อมาคุ้มและที่ดินบริเวณคุ้มตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชู โอสถาพันธุ์ หรือ เถ้าแก่โอ๊ว รื้อคุ้มนำไปสร้างที่บริเวณห้างริมปิง และได้สร้างเป็นตลาดนวรัฐปัจจุบัน คือบริเวณร้านทองโอ๊วจินเฮง

ถัดมาจากบริเวณคุ้มแก้วนวรัฐ เป็นโรงพยาบาลอเมริกันหรืออีกชื่อหนึ่งคือโรงพยาบาลเชียงใหม่มิชชั่น โรงพยาบาลแห่งนี้้เป็นโรงพยาบาลแผนใหม่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2433 โดยนายแพทย์เจมส์ ดับบริว แม็คเคน จบแพทย์จากสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่สอนศาสนาและเป็นแพทย์รักษาคนไข้ ได้หางบประมาณมาสร้างโรงพยาบาลถาวรขึ้น เป็นอาคารไม้สัก 4 หลัง หลังแรกเป็นบ้านพักแพทย์ อีก 3 หลัง หลังใหญ่ด้านหน้าเป็นที่ทำการโรงพยาบาลมีห้องจำหน่ายยา ห้องตรวจโรคและห้องผ่าตัด อีก 2 หลังเป็นเรือนไข้พิเศษเรียกว่า PRINCES WARD เพราะได้รับงบประมาณจากเจ้านายฝ่ายเหนือมาจัดสร้าง อีกหลังหนึ่งเรียกว่า EUROPEAN WARD ได้รับงบประมาณจากต่างชาติ ค่อมานายแพทย์คอร์ทมาดำเนินการต่อและเห็นว่าสถานที่เดิมคับแคบและขาดความทันสมัยจึงขอความช่วยเหลือไปยังสภามิชชั่นที่สหรัฐอเมริกาและได้สร้างโรงพยาบาลแมคคอร์มิคขึ้น(ประวัติการแพทย์แผนปัจจุบันภาคเหนือ , น.พ.จินดา สิงหเนตร , หนังสือแม็คคอร์มิคประจำเดือนพฤศจิกายน 2499)

ส่วนสถานีกาชาดที่ 3 ถัดมานั้น เดิมเรียกว่าสถานีอนามัยที่ 3 สร้างเมื่อปี พ.ศ.2473 สมัยที่พระยาอนุบาลพายัพกิจ (ปุ่น อาสนจินดา) เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้แต่เดิมนั้นโรงพยาบาลของรัฐบาลอาศัยสถานที่ของกรมทหารราบที่ 8 ค่ายกาวิละ แต่เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากชุมชนเมื่อสมัยที่พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ มาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ ได้เห็นว่าบริเวณที่ดินเดิมของโรงพยาบาลอเมริกันว่างลงจึงขอใช้สถานที่สร้างสถานอนามัยที่ 3 โดยสร้างเป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นคอนกรีตมีห้องตรวจโรค ห้องทำการรักษา ห้องบริบาลทารก ห้องทำฟัน ชั้นบนเป็นพื้นไม้สักมีห้องคลอดบุตร ห้องพักมารดา ห้องทารก ห้องพิเศษ ห้องจัดอาหาร ห้องนางอนามัย ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 24.527.11 บาล (คำกล่าวเปิดสถานีอนามัยที่ 2 โดยพระยาอนุบาลพายัพกิจ , หนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพพระยาอนุบาลพายัพกิจ , 2512)

ล่วงเลยมา 55 ปี แม่น้ำปิงเปลี่ยนแปลงไปมาก กล่าวคือ ความกว้างของแม่น้ำลดน้อยลงสภาพริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตกเปลี่ยนแปลงไปบ้าง โดยเฉพาะมีการตัดถนนจากเชิงสะพานนครพิงค์ฝั่งตะวันตกเลียบน้ำแม่ปิงไปตัดกับถนนไปรษณีย์ไปถึงเชิงสะพานนวรัฐ พื้นที่ตัดถนน คือ ส่วนของแม่น้ำปิงที่ตื้นเขิน

ที่เห็นเด่นชัดอีกส่วนหนึ่ง คือ ต้นไม้ เมื่อ 61 ปีก่อนจะเห็นต้นไม้อยู่หนาตาดูร่มรื่น แต่ปัจจุบันต้นไม้หายไป เห็นภาพนี้แล้วก็ให้ความรู้สึกที่ร่มเย็นและสบายตา.