เจ้านิเวศน์อุดร (เจ้าน้อยบุญปั้น) กับสายสกุล “สุริโยดร”

0
950

เจ้านิเวศน์อุดร (เจ้าน้อยบุญปั้น) กับสายสกุล “สุริโยดร”

เจ้านิเวศน์อุดร (เจ้าน้อยบุญปั่น) เดิมใช้นามสกุล ณ เชียงใหม่ สืบเชื้อสาย มาจากเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๔ คือ เจ้าพุทธวงศ์ มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ในคุ้มหลวง ตําแหน่งเป็นเสนากรมวังผู้ใหญ่ ควบคุมบ่าวไพร่ของเจ้าผู้ครองนคร เชียงใหม่ด้านเหนือ รับราชการในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 5 , เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวง องค์ที่ ๔ ประวัติของเจ้านิเวศน์อุดร หรือ เจ้าน้อยบุญปั้น คุณปราณี ศิริธร ค้นคว้าไว้ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อเกิดกบฏพญาผาบผู้ต่อต้านภาษี และหลังจากพญาผาบแตกทัพหนี ไปได้มีการจับกุมครั้งใหญ่ ปรากฏว่าท่านได้ช่วยชีวิตพวกกบฏให้พ้นจากคอขาดไว้ ได้หลายคน ในจํานวนนี้มีครูบานาระต๊ะ เจ้าอาวาสวัดฟ้ามุ่ยรวมอยู่ด้วย นอกจาก นี้ก็มีแสนเขื่อนแก้ว และคนสําคัญอีกหลายคน ท่านได้เป็นตัวตั้งตัวตีเข้าเฝ้าพระ เจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสภณบัณฑิต ซึ่งเป็นข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ ถวายความเห็นและทูลขอชีวิตพวกกบฏที่ทําไปเพราะความเข้าใจผิด นับเป็นการ ทําบุญครั้งสําคัญที่ท่านเสี่ยง นอกจากนี้เจ้านิเวศน์อุดร มีพรสวรรค์ในด้านการช่าง

ท่านมีฝีมือแกะสลัก ทําดอกไม้เงินดอกไม้ทอง อีกทั้งเชี่ยวชาญในการเขียนลาย กนก และแกะลายกนกตามวัดวาอารามต่างๆ ด้วยว่ามีฝีมือในการเขียนหนังสือ จึงทําหน้าที่เป็นอาลักษณ์ประจําในแม่เจ้าทิพยเนตร ชายาของพ่อเจ้าอินทวโรรส เจ้านิเวศน์อุดรได้ขอลาออกจากราชการหลังจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ถึงพิราลัย หลังจากนั้นออกไปเป็นกสิกรที่ทุ่งนาบ้านทุ่งข้าวเน่า ตําบลเหมืองแก้ว อําเภอแม่ริม

“ด้านครอบครัวนั้นสมรสกับเจ้าหญิงคําไผ่ ธิดาองค์ที่ 6 ของเจ้าราชภาคินัย (แผ่นฟ้า) มีธิดา คือ เจ้าหญิงบัวผัน ต่อมาสมรสครั้งที่สองกับเจ้าหญิงบัวหอม มีบุตรธิดา คือ เจ้าหญิงนิลวรรณ , เจ้าอินทร์ทอง(ขุนบรรณสารโลหะกรรม)และ เจ้าสุพรรณมิตร ชายาเจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่) และสมรสครั้งที่สามกับ เจ้าหญิงอุษา บุตร คือ เจ้าน้อยโสภิณ สุริโยดรและเจ้าน้อยอินทร์สม สุริโยดร

เจ้านิเวศน์อุดร เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2466 ขณะอายุ 78 ปี” (เพ็ชรลานนาเล่ม 2,ปราณี ศิริธร,2507)

เจ้าน้อยโสภิณ สุริโยดร บุตรคนหนึ่งของเจ้านิเวศน์อุดรทํางานรับราชการ และแต่งงานกับนางจันทร์เป็ง มีบุตรธิดา คือนางดวงจันทร์ นางขวัญ (เสียชีวิต ตอนเด็ก) , นายโสภณ และนางลัดดาวัลย์

คุณโสภณ สุริโยดร อดีตป่าไม้จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันอายุ 72 ปี (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2548) เป็นบุตรของเจ้าน้อยโสภิณ สุริโยดรได้เล่าเกี่ยวกับความ ต่อเนื่องของงานที่รับผิดชอบในรุ่นของพ่อว่า

“พ่อเคยทํางานอยู่ในคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ สมัยที่เจ้าแก้วอยู่ที่คุ้มกงสุลอเมริกัน จําได้ว่าเคยไปกับพ่อ แต่ที่ไปบ่อยคือ คุ้มของเจ้าราชบุตร (เจ้าวงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่ -โอรสเจ้าแก้วนวรัฐ) พ่อดูแลรับใช้เจ้าราชบุตร เป็นประจํา เข้านอกออกในได้ พ่อสนิทกับเจ้าราชบุตรมาก มีอะไรก็เรียกใช้พ่อ โดยเฉพาะภรรยาของเจ้าราชบุตร คือ เจ้าภัทรา เรียกใช้พ่อเสมอ มักใช้คําว่า “เรียกนายน้อยมา” ผมเคยไปที่คุ้มเจ้า ราชบุตรบ่อย พี่สาวของพ่อคนหนึ่งแต่เป็นคนละแม่เป็นสนมของเจ้าราชบุตร คือ เจ้าสุพรรณมิตร (เจ้าพรรณ) ไม่มีลูกด้วยกัน ต่อมาเจ้าสุพรรณมิตร หนีออกมาจาก คุ้ม ภายหลังได้สามี มีลูกด้วยกัน ลูกคนหนึ่ง ชื่อ อาภา นพรัตน์ เป็นภรรยาของทนาย ความชื่อดังเชียงใหม่ คือ นายพิชัย ศรีหะกุลัง สํานักงานอยู่หน้าโรงเรียนยุราช วิทยาลัย

“เดิมพ่อเกิดและโตที่เขตอําเภอแม่ริม บ้านเจ้าปู่ คือเจ้านิเวศน์อุดร อยู่ที่บ้านทุ่งข้าวเน่า ต.เหมืองแก้ว อ.แม่ริม พ่อเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง รุ่นเดียวกับคุณทิม โชตนา หลังจากโรงเรียนเลิกกิจการ พ่อไม่ได้เรียนต่อ และ ต่อมาพ่อทํางานรับราชการที่อําเภอเมืองเชียงใหม่ ทําหน้าที่เกี่ยวกับฝ่ายทะเบียน อาวุธปืน สมัยนั้นนายชุ่ม บุญเรือง เคยทํางานกับพ่อเป็นลูกน้องพ่อ ภายหลัง นายชุ่ม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะอายุ 40 ปีเศษพ่อย้ายมาทํางานบนศาลา กลางจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าหน้าที่รับส่งหนังสือ และเกษียณอายุที่ศาลา กลาง ประมาณปี พ.ศ.2500 ตอนนั้นผมทํางานที่ป่าไม้แม่ริมแล้ว

“พ่อแต่งงานกับแม่ ชื่อ แม่จันทร์เป็ง บ้านของพ่อแม่อยู่ที่ถนนเมืองสมุทร ใกล้กับวัดป่าแพ่ง จากตลาดเมืองใหม่ไปทางเหนือ เลยปั้มน้ำมันไปเป็นบ้านของพ่อผม (บริเวณปั้มน้ำมันสมัยก่อนเป็นบ้านของยายมอย) ผมเกิดที่บ้านหลังนี้ เป็นบ้านไม้ไม่ใหญ่โตนัก อยู่กันหลายคน สมัยก่อนน้ำท่วมทุกปี ที่บ้านจึงต้องมี เรือไว้เป็นพาหนะไปไหนต่อไหนช่วงที่น้ำท่วม ที่บ้านมีเรือพาย 2 ลํา น้ำท่วมแต่ ละครั้งบางปีเป็นเดือนกว่าจะลด เวลาท่วมท่วมเร็ว แต่ตอนลดลดช้า น้ำมักมา ทางจากเหนือ คือ จากห้วยแก้วตีนดอยสุเทพ และจากแม่น้ำปิง จากดอยสุเทพ น้ำมีขาว ส่วนจากแม่น้ำปิงน้ำสีแดง มาบรรจบกันที่แถวบ้านผม เวลาน้ำลดก็ลงทาง ลําน้ำแม่ข่า ด้วยหตุที่น้ำท่วมทุกปีจึงเรียกถนนเมืองสมุทร สมัยก่อนละแวกบ้าน เป็นทุ่งนา บางส่วนรกร้างไม่ค่อยมีใครอยากมาทํา ที่บ้านปัจจุบันเป็นบริษัทนิ่มซี่เส็ง

“สมัยนั้นตรงข้ามสโมสรนวรัฐบริเวณตลาดเมืองใหม่เรียกว่า บ้านร้องขี้เป็ด มีบ้านชาวบ้านประมาณ 10 กว่าหลังคาเรือน ส่วนทางด้านสโมสรนวรัฐเรื่อยไป ทางทิศเหนือ คือซีกตะวันตกของถนนเมืองสมุทรไม่มีบ้านคนเลย เป็นทุ่งเจิ้ง จน มาถึงบ้านยายมอยหลังแรกและมาถึงบ้านผม ถัดจากบ้านร้องขี้เป็ดมาทางทิศ เหนือเป็นบ้านคุณหลวงคุรวาทย์ฯ ถัดมาเป็นซอยไปทางทิศตะวันออกทะลุแม่น้ํา ปิงข้างเทศบาลนครเชียงใหม่ ถัดจากซอยนี้มาทางเหนือเป็นบ้านเจ้าคุณอนุบาล พายัพกิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นบ้านสวนกว้าง จากบ้านเจ้าคุณ อนุบาลพายัพกิจเป็นบ้านนายผ่อน ทองเจิม ถัดมาเป็นบ้านคุณหมออุทัย – นาง ทรัพย์ ถัดมามีซอยไปทะลุแม่น้ําปิง ถัดจากซอยเป็นบ้านลุงเป็งแล้วก็ถึงสวนลําไย ของลุงเซ็ง ลุงตุ้ย-ป้าทา ละแวกบ้านผมปลายถนนเมืองสมุทรด้านเหนือ ก่อนที่ จะถึงวัดป่าแพ่ง มีบ้านชาวบ้านไม่เกิน 10 หลัง ห่างๆ กันที่จําได้มีบ้านผม บ้าน ยายผีด ยายดา ยายแปง ลุงหนานจู ลุง-ป้ามา เลยไปเป็นวัดป่าแพ่ง ส่วนหน้า วัดมีประมาณ 3-4 หลัง เป็นกลุ่มพวกหน้าวัดป่าแพ่ง เลยวัดป่าแพ่งไปเป็น สวนขุนกันฯ-แม่เลี้ยงวันดี

“ตอนเด็กพ่อส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนวิเชียรศึกษา ชาวบ้านเรียกว่าโรงเรียน ครูหล้า อยู่ถนนราชวงศ์ ปัจจุบันก็แถวโรงแรมนิวเอเชีย ใกล้กันมีโรงเรียน สุวรรณศึกษา รั้วติดกันเลย โรงเรียนครูหล้าอยู่ด้านหลัง หลังโรงเรียนติดคลองแม่ข่า เป็นโรงเรียนระดับประถมทั้งสองโรง จบประถม 4 พ่อส่งเข้าโรงเรียนอํานวยราษฎร์ ตั้งอยู่หน้าวัดหัวข่วง ละแวกประตูช้างเผือก ใช้คุ้มเจ้าเก่ามาเป็นโรงเรียน เป็น อาคารโบราณไม้ใหญ่ มีสองชั้น ช่วงนั้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดว่าคงเช่าคุ้มเจ้า ทําโรงเรียน จนเกิดสงครามโลก โรงเรียนย้ายไปสอนที่วัดกู่เต้า ช้างเผือก ใช้ศาลา วัดสอน จนสงครามเลิก โรงเรียนเลิก เด็กนักเรียนต่างแยกย้ายหาที่เรียนใหม่ ผมเข้าต่อชั้น ม.2 โรงเรียนปรินซ์ฯ ข้ามเรือจ้างท่าเรือลุงหมา ไปขึ้นที่หน้าวัดศรีโขง เดินผ่านวัดเชตุพนไปโรงเรียน

“ที่ทําการเทศบาลสมัยก่อนเป็นบ้านพักของข้าราชการ อาจเป็นปลัดจังหวัด สมัยเด็กเป็นบ้านพักของคุณเครือ สุวรรณสิงห์ ภรรยาคือ เจ้าอาภรณ์ เป็นน้องของ เจ้าวัฒนา (ภรรยาคุณทิม โชตนา) ติดบ้านพักของคุณเครือ เป็นที่ว่าง มักจัดงานกัน ที่นี่ สมัยผมเด็กอายุประมาณ 12 ขวบ เคยมีการนําละครสัตว์มาเปิดการแสดง ชื่อ คณะ “กมลา” คนเชียงใหม่สนใจกันมาก เป็นละครสัตว์คณะแรกที่มาแสดงที่ เชียงใหม่ มีรถบรรทุกหลายคันขนสัตว์มาแสดง แสดงแบบกั้นผ้า เป็นคณะจาก อินเดีย มาแสดงหลายวัน คนดูกันเยอะ ต่อมาจัดเป็นสนามมวย เรียกกันว่า สนาม มวยเจดีย์คิ้ว ตอนนั้นสนามมวยเดชานุเคราะห์มีแล้ว”

คุณโสภณ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนปรินซ์รอแยลวิทยาลัย ต่อมาสอบที่ศาลากลางจังหวัดรับราชการป่าไม้ที่อําเภอแม่ริม ต่อมาย้ายไปอําเภอ สะเมิง หลังจากนั้นไปเรียนต่อโรงเรียนป่าไม้แพร่ 2 ปี แล้วย้ายกลับมาทํางาน อยู่หลายอําเภอในจังหวัดเชียงใหม่ จนปี พ.ศ.2509 ย้ายไปจังหวัดปราจีนบุรี เป็นป่าไม้จังหวัดและป่าไม้เขต เกษียณอายุปี พ.ศ.2536 บุคลิกส่วนหนึ่งของ คุณโสภณที่เป็นค่านิยมของผู้คนในสมัยก่อน คือ การเป็นนักกล้าม

“ผมเริ่มเล่นกล้ามเมื่อปี พ.ศ.2498 สมัยนั้นเป็นค่านิยม วัยรุ่นนิยมเล่นกล้าม หุ่นต้องดี เบ่งได้ สมัยนั้นดาราไม่ว่าจะเป็นสมบัติ เมทะนี, เกชา เปลี่ยนวิถี พวกนี้ เป็นนักกล้าม กล้ามสวย เลยเห่อเล่นกล้ามกันทั่วไป ละแวกป่าแพ่งมี 3-4 คน ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ ก็ใช้หล่อจากคอนกรีต ทําอุปกรณ์ไว้ที่วัดป่าแพ่งและตอนเย็น ก็ไปเล่นกล้ามกัน กลุ่มนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว ตอนเย็นก็นั่งกินน้ำแข็ง ซื้อน้ำมัน มานวด สมัยนั้นใช้น้ำมัน “แนบบ้า” มีชื่อมาก น้ำมันมวยยังไม่มี น้ำมันนวดกล้าม ทําให้ขึ้นเร็ว ผลัดกันนวด นอกจากนี้ก็มีตําราเล่นกล้ามท่าต่างๆ 1 เล่ม คนที่เล่น กล้ามจริงจัง คือ คุณประสิทธิ์ ศรีสมเพชร อยู่ตรอกเล่าโจ้ว รุ่นเดียวกันกับผม ของเขามีค่าย เราไปเยี่ยมบ้าง เรียกว่าค่ายเพาะกาย ศรีสมเพชร

“สมัยนั้นประสิทธิ์ เล่นกล้ามจนเป็นแชมป์ของเชียงใหม่ อีกคนหนึ่งที่กล้าม สวยสูสีกัน คือ วรุณ เนติสิงหะ ชื่อเล่นว่า ซึ่ง เป็นแขก รูปร่างสูงใหญ่ กล้ามสวย เป็นคู่แข่งของประสิทธิ์ ศรีสมเพชร แต่ทั้งสองมักหลีกกัน หากประสิทธิ์สมัครแข่ง วรุณ มักไม่สมัคร หรือบางงานวรุณสมัครแข่ง ประสิทธิ์ไม่สมัคร จะหลีกทางกัน สมัยนั้นงานต่างๆ มักมีการจัดประกวดชายงาม งานฤดูหนาวเชียงใหม่จัดประกวด ทุกปีที่สนามโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อําเภอรอบนอกที่จัดงานก็จะมีการจัดประ กวดชายงามด้วยเช่นกัน มีการสนับสนุนกันมากสมัยนั้นคนเชียงใหม่จึงนิยมเล่น กล้ามกันมาก เสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีฉูดฉาดขายดี สวมแล้วฟิตเห็นกล้าม แขนใหญ่”

บุตรชายคนโตของเจ้านิเวศน์อุดร คือ ร.ท.เจ้าอินทอง รับราชการเป็นขุน บรรณสารโลหะกรรม ได้ขอพระราชทานนามสกุลจากรัชกาลที่ 6 ลําดับเฉพาะอักษร ส.ลําดับที่ 764 พระราชทานให้นักเรียนนายร้อยอินทอง บุตรเจ้านิเวศน์อุดร (สุริย) นครเชียงใหม่ หลานพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เหลนเจ้าสุริยวิชานนท์ พระราชทาน นามสกุลว่า “สุริโยดร”.

cr.พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย เล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 29)