บ้านกู่เต้า

0
1802

บ้านกู่เต้าในอดีต เป็นหมู่บ้านเล็กอยู่ด้านทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ ถัดมาจากบ้านช้างเผือกที่ผู้คนส่วนหนึ่งเป็นแขก อิสลาม อีกส่วนหนึ่งเป็นชาวไทยใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “เงี้ยว”

การแยกหมู่บ้านสมัยก่อนนั้นมีความชัดเจนว่าใช้หลักเกณฑ์เรื่องวัดเป็นศูนย์กลาง บริเวณโดยรอบวัดจะมีกลุ่มบ้านเรือนของชาวบ้าน มากบ้างน้อยบ้างตามประวัติความเป็นมาของแต่ละชุมชน

คนในชุมชนหรือในหมู่บ้านมักมีเชื้อสายเดียวกันและบางส่วนเป็นญาติพี่น้องกัน

การแยกเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านในสมัยก่อนน่าสงสัยว่าแยกเนื่องจากสาเหตุใดกันแน่

สาเหตุหนึ่ง จากการอพยพมาจากถิ่นอื่นมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามเชื้อชาติ ดังตัวอย่างของบ้านเขินนันทาราม ที่อพยพมาจากบ้านเขิน หรือชาวบ้านเมืองมางที่เป็นคนทางบ้านเมืองมาง เขตเมืองยอง แคว้นสิบสองปันนา ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศพม่า

สาเหตุหนึ่งจากที่ผู้นำกำหนด กล่าวคือ ในสมัยก่อนที่เป็นระบบศักดินา ชนชั้นหลักๆ เป็นเจ้านาย กับไพร่ ชาวบ้านอยู่ในระดัยของไพร่ซึ่งต้องสังกัดเจ้านายด้วยกันทุกคน เจ้านายอาจใช้ให้ไพร่ในควบคุมของตนเองไปอยู่ทำมาหากินในที่ดินของเจ้านายนำผลผลิตส่งให้เจ้านายที่สังกัด กลุ่มไพร่เหล่านี้จากกลุ่มเล็กๆมีลูกหลานก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่จนเป็นหมู่บ้านขึ้น หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เลิกระบบทาส หมู่ไพร่ที่สังกัดเจ้านายก๋เป็นอิสระ และเป็นชาวบ้านอยู่ทั่วไป

ทั้งนี้การที่หมู่ไพร่ทั้งหลายไปตั้งรกรากอยู่ในถิ่นที่ใกล้วัดอาจเป็นเพราะวัดดังกล่าวเจ้านายเป็นศรัทธาหลัก จึงให้ไพร่มาอาศัยอยู่ใกล้วัดเพื่อช่วยเหลือค้ำชูศาสนา ก็อาจเป็นได้

“บ้านกู่เต้า” เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีประวัติว่าคนตั้งเดิมรุ่นแรกเป็นคนไทยลื้อที่ถูกกวาดต้อนมาจากสิบสองปันนาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ให้ชาวไทยลื้อมาอยู่ด้านทิศเหนือของตัวเมือง คือบ้านช้างเผือกและบ้านกู่เต้า ซึ่งเชื่อว่าบริเวณนี้วัดเก่าแก่หลายวัดและรกร้างไปเมื่อเมืองเชียงใหม่ถูกปกครองโดยพม่าและเมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองร้างยู่หลายสิบปี ก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะมาฟื้นเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ครูบาจันทรังษี เจ้าอาวาสวัดกู่เต้า ซึ่งสนใจประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่เล่าว่า สมัยก่อนแถวบ้านช้างเผือกและบ้านกู่เต้าเป็นไทยลื้อทั้งสิ้น ผิดจากคนเมืองในด้านการแต่งกายและภาษา หลักฐานประการหนึ่ง คือ สุสานหรือป่าช้าแถวนี้ เรียกว่า ป่าเห้วลื้อ ปัจจุบัน คือ สุสานสันติธรรม ส่วนชาวไทยใหญ่ ชาวแขกอิสลามทางบ้านช้างเผือกมาในรุ่นที่สอง รวมทั้งชาวบ้านบ้านกู่เต้าก็เปลี่ยนแปลงมาเป็นคนเมืองในรุ่นต่อๆ มา ละแวกด้านเหนือของเมืองเชียงใหม่เป็นวัดเก่ามากมาย คาดว่าไม่น้อยกว่า 20 – 30 วัด หลักฐานที่ปรากฎให้เห็นคือ เจดีย์เก่าที่คนเหนือเรียกว่า พระธาตุ พระธาตุแห่งหนึ่งหมายถึงวัดหนึ่งวัด ครูบาจันทรังษี เล่าว่าตอนเป็นเณรที่วัดกู่เต้าชอบเที่ยวดูพระธาตุเก่า จากประตูช้างเผือกออกมาบริเวณตลาดช้างเผือกมีพระธาตุเก่า 3 แห่ง หน้ามัสยิดมี 1 แห่ง ด้านเหนือของตลาดช้างเผือกมี 1 แห่ง ด้านข้างโรงเรียนโกวิทธำรงมี 1 แห่งถัดมาทางเหนือมี 1 แห่งอยู่ในบ้านชาวบ้าน หลังโรงพยาบาลช้างเผือกมี 1 แห่ง บริเวณสี่แยกอนุสาวรีย์ช้างเผือกไปทางป่าช้ามี 1 แห่ง ถัดมาในซอยโปลีหน้าบ้านเจ้ากาบแก้วมี 1 แห่ง ในบ้านเจ้ากาบแก้ว(ปัจจุบันคือ โรงแรมโนโวเทล (เมอเคียว)) มี 1 แห่งเรียกว่าเจดีย์ดำ กลางตลาดธานินท์ มี 1 แห่งเรียกว่า ธาตุกู่เบี้ย หน้าราชภัฏมีวัดเรียกกันว่า วัดพระเจ้าหัวกุด ซอยเจดีย์ปล่องก็มี บริเวณสี่แยกข่วงสิงห์ก็มียิ่งบริเวณใกล้วัดกู่เต้าเลยไปถึงสนามกีฬามีวัดต้นลาน วัดป่าไผ่ วัดศรีบุญเรือง ต่างเป็นวัดร้างแล้วทั้งสิ้น เหลือไว้เพียงพระธาตุและในยุคต่อมาก็มีการทำลายพระธาตุใช้พื้นที่ทำประโยชน์(ครูบาจันทรังษี, สัมภาษณ์)

ครูบาจันทรังษี เจ้าอาวาสวัดกู่เต้า

วัดกู่เต้า ตามประวัติว่า เดิมชื่อวัดเวฬุวนาราม ไม่มีประวัติสร้างสมัยใด มีเจดีย์ลักษณะคล้ายผลแตงโมมาวางซ้อนทับกัน ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดกู่เต้า ตำนานเล่าว่าพระเจดีย์กู่เต้าเป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าสารวดี ราชโอรสของพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าสมัยครองเมืองเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ.2122 – 2150 (จากป้ายประวัติวัดกู่เต้า)

ชาวบ้านกู่เต้ารุ่นเก่าบอกว่า หากย้อนไปประมาณ 60-70 ปี บ้านกู่เต้ามีบ้านเรือนประมาณ 15 – 20 หลังคาเรือนเท่านั้นเล็กกว่าบ้านเชียงยืน ซึ่งอยู่ติดกันด้านตะวันออกเฉียงใต้ และเล็กกว่าบ้านข่วงสิงห์ที่อยู่ถัดไปทางด้านทิศเหนือ

บ้านเรือนของชาวบ้านกู่เต้าเริ่มต้นถัดจากบ้านช้างเผือก คือ จากบริเวณอนุสาวรีย์ช้างเผือกเรื่อยมาทางด้านเหนือเรื่อยไปจนถึงสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ เลยไปเป็นบ้านข่วงสิงห์ ทั้งนี้การแบ่งไม่มีอาณาเขตที่แน่นอนตายตัวแต่ยึดความศรัทธาวัดใดเป็นหลัก

บ้านเรือนของชาวบ้านกู่เต้าไปทะลุทุ่งนาด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏ ส่วนหนึ่งอยู่ด้านหน้าวัดเรื่อยไปจนถึงสุดถนนช้างเผือก รวมไปทางทิศตะวันตกสุดถนนข้างขนส่งช้างเผือก

อาจารย์สมบูรณ์ เจริญศิลป์ อดีตครูโรงเรียนขุนคง อ.หางดง อายุ 71 ปี เล่าเรื่องบ้านของชาวบ้านสมันก่อนว่า

“สมัยก่อนถนนมีไม่กี่เส้น มีเส้นผ่านหน้าวัดกู่เต้าเป็นหลักด้านใต้ไปทะลุถนนใกล้ขนส่งช้างเผือก ด้านเหนือไปสุดที่ท้องนาส่วนถนน จากถนนช้างเผือกตรงมาถึงประตูวัดเป็นทางเกวียนไม่ค่อยมีคนใช้กันมาก ผมเป็นเด็กจนรุ่นหนุ่มบ้านมีไม่กี่หลังคาเรือนแต่ละบ้านมีเนื้อที่กว้าง

“ติดวัดด้านทิศเหนือเป็นบ้านลุงปะลิ เป็นขมุ เคยมีอาชีพเลี้ยงช้างเคยเป็นควาญช้างมาก่อน มาได้ภรรยาที่นี่ ตายไปแล้ว ถัดไปเป็นบ้านนายน้อย อริยานนท์ แล้วมาถึงบ้านผม พ่อคือพ่ออิน เจริญศิลป์ ถัดไปเป็นบ้านนายฟ้อน เที่ยงธรรม ถัดไปเป็นที่ว่างปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทนิยมพาณิช เลยไปเป็นบ้านนายเรือน อุดรชัย หลังจากนั้นไปก็ทะลุกลางทุ่ง แถวนั้นเป็นทุ่งนา

อาจารย์สมบูรณ์ เจริญศิลป์

“ข้างวัดด้านทิศใต้เป็นบ้านคุณโปร่ง เจ้าของค่ายมวยสิงห์ประเสริฐ ตั้งค่ายมวยอยู่ติดวัดเลย ค่ายนี้มีชื่อเสียง ที่ดังๆ มีสิงห์ทมิฬ สิงห์ประเสริฐ , ดำทมิฬ สิงห์ประเสริฐ คนเชียงใหม่รู้จักกันดี เมื่อคุณโปร่งตาย รุ่นลูกทำกิจการค่ายมวยแทน จนรุ่นลูกเสียชีวิตค่ายมวยก็เลิกไป ถัดจากค่ายมวยไปเป็นบ้านลุงตั๋น ทำงานเป็นช่างไม้ เคยเป็นอาจารย์วัดกู่เต้า

“ด้านหน้าวัดด้านเหนือมีบ้านพ่อหนานมูล เทวายะนะ ภรรยาชื่อป้ายวงแก้ว บ้านเนื้อที่กว้าง เป็นญาติกับพ่อหนานมูล หลังบ้านพ่อหนานมูลเป็นโรงเลื่อยช้างเผือกของคนจีน ต่อมาถูกไฟไหม้

“บ้านตรงข้ามสนามมวยสิงห์ประเสริฐ เป็นบ้านพ่อหนานตา ลูกของลุงโปร่งเจ้าของค่ายมวยมาแต่งงานกับลูกสาวพ่อหนานตาเลยไป เป็นโรงเรียนเทพบดินทร์ รุ่นลูก คือ อาจารย์อุทัย สื่อกระแสร์

“บ้านเรือนอนุสาวรีย์ช้างเผือก บริเวณที่เป็นสาธารสุขของเทศบาลที่เพิ่งรื้อ สมัยก่อนเป็นหนองน้ำ

“ใกล้ๆ กัน เป็นบ้านคุณสัน ทำงานศาล ถัดมาเป็นบ้านป้าติ๊บอาชีพเก็บใบตองตึงขาย อาชีพนี้น่าศึกษาอยู่เหมือนกัน สามารถหาเลี้ยงส่งลูกเรียนมีงานทำดีๆ ได้ ป้าติ๊บ จะออกไปเก็บใบตองตึง ซึ่งเป็นใบอ่อนของต้นพลวงขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่า มักไปเก็บแถวหลังวัดข่วงสิงห์เรื่อยไปจนถึงหนองฮ่อ สมัยนั้นเป็นป่า เก็บเฉพาะใบอ่อนใส่หาบหาบกลับบ้าน นำมาคัดขนาดแยกไว้เช้าวันรุ่งขึ้นหาบไปขายที่ตลาด มักมีเจ้าประจำรับซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาขาย ตอนสายก็ออกไปเก็บใบตองตึง เป็นแบบนี้ทุกวันทำรายได้ดี ป้าติ๊บเก็บใบตองตึงส่งลูกเรียนจบ 3 คน ตอนหลังเลิกอาชีพ เพราะต้นพลวงถูกตัดทิ้งทำหมู่บ้านจัดสรรกันมากขึ้น

“จากบ้านป้าติ๊บมาทางตะวันออกเป็นบ้านป้าจา ถัดมาใกล้ชิดเป็นบ้านป้าคำ สามีชื่อลุงชาว ครอบครัวนี้ก็เก็บใบตองตึงขายเช่นกันมีลูก 7 – 8 คน ส่งลูกเรียนมีอาชีพเป็นตำรวจบ้าง ทหารบ้าง อาจารย์บ้าง

“ฟากตะวันตกเป็นบ้านลุงฉิ่ง บ้านลุงเสา ลุงเสานี่เป็นคหบดีของบ้านกู่เต้า ที่บ้านลุงเสามีเกวียนหลายเล่มและเลี้ยงวัวเป็นฝูงไว้รับจ้างขนของ ส่วนวัวให้เช่าสำหรับพ่อค้าบรรทุกของไปขายตามต่างอำเภอ

“ด้านติดถนนช้างเผือกที่ปัจจุบันเป็นร้านลำปางปาเก้ สมัยก่อนเป็นบ้านของเจ้าอุสา ณ ลำพูน เป็นบ้านใหญ่มีบริเวณกว้างหลายไร่ ใกล้กันเป็นบ้านเจ้าอีกคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้”

สรุปแล้วอาชีพหลักของชาวบ้านกู่เต้า คือทำนา แต่ไม่ค่อยมีนาเป็นของตัวเองจึงต้องรับจ้างทำนาของคนอื่น

ด้านหลังวัดกู่เต้า เคยเป็นวัดศรีบุญเรืองและต่อมากลายเป็นวัดร้าง ต่อมาเทศบาลทำเป็นสนามกีฬาเทศบาล อาจารย์สมบูรณ์ เล่าว่า สมันก่อนติดวัดศรีบุญเรืองเป็นป่าที่ค่อนข้างทึบ ต้นไม้ใหญ่ๆเยอะ เป็นที่เลี้ยงช้างของเจ๊กภู่เทียม วัดกู่เต้าเองก็เกือบเป็นวัดร้างเคยขาด พระมาอยู่วัดครั้งหนึ่ง อาจารย์สมบูรณ์ เจริญศิลป์ เล่าว่า

“ขณะนั้นผมอายุประมาณ 15 ปี (ประมาณปี พ.ศ.2491) อดีตเจ้าอาวาส คือ ตุ๊เจ้าปั๋น ชอบดื่มเหล้า เจ้าคณะตำบลจึงนิมนต์ไปอยู่วัดเชียงยืน ต่อมามรณภาพที่วัดเชียงยืน ตอนนั้นเหลือเณรอยู่ 2 องค์ ต่อมาสึก วัดร้างไม่มีพระอยู่ ชาวบ้านต้องจัดเวรไปนอนเฝ้าวัดต่อมามีการนิมนต์เณรจากวัดท่าเดื่อมาประจำและมาอุปสมบทที่วัดกู่เต้าเป็นเจ้าอาวาสระยะหนึ่งกลับไปอยู่วัดบ้านเดื่อ คงเหลือเณรอยู่องค์เดียว แล้วก็สึก วัดร้างพระอีกครั้งหนึ่ง

“หลังจากนั้นมีคำสั่งให้พระมหาเฉลิม จากวัดพระสิงห์มาเป็นเจ้าอาวาสแทน มีเณรตามมาด้วยหลายรูป พระมหาเฉลิมนี้มีพระพิจิตรโอสถและเจ้าแม่กาบแก้ว ภรรยา เป็นโยมดูแลอยู่ พระมหาเฉลิมมาอยู่หลายปี จะได้เป็นเจ้าคณะอำเภอสันกำแพง ต่อมาสึก ไปอยู่บ้านป่าตันและแต่งงาน หลังจากนั้นศิษย์ของพระมหาเฉลิมขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน ชื่อ พระมหาหมื่น ต่อมาสึกไปเป็นครู หลังจากนั้นมีเจ้าอาวาสต่อ 2 – 3 องค์ ย้ายไปบ้าง สึกไปบ้าง”

พระพิจิตรโอสถ ที่อาจารย์สมบูรณ์กล่าวถึง เดิมชื่อ รอด สุตันตานนท์ เป็นชาวกรุงเทพฯ บิดามารดา คือ หลวงวิเชียรโอสถ(ชื่น) และ ม.ร.ว.หญิงปริก อิศรางกูร เดินทางมารับราชการเป็นแพทย์ประจำมณฑลพายัพในยุคแรกๆ ต่อมาสมรสกับเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน ธิดาของเจ้าเลากู๊และเจ้าหญิงคำป้อ ณ ลำพูน มีบุตรธิดา 4 คน คือ พ.อ.นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) , นางเฉลิม บุษบรรณ , นางฉลอง สารสิทธิประกาศ และนางฉลวน ณ ลำพูน (จากหนังสือ งามณาปนกิจศพเจ้ากาบแก้ว พิจิตรโอสถ,2516)

เดิมบ้านพักของพระพิจิตรโอสถอยู่ที่ถนนเจริญประเทศเยื้องกันจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาย้ายมาอยู่ย่านวัดกู่เต้า คนละฝั่งกับวัดกู่เต้า ว่ากันว่าบ้านของพระพิจิตรฯเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ในสวนลำไย มีขมุลูกจ้าง 10 กว่าคน รุ่นที่สองกรรมสิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปอยู่กับตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” สร้างเป็นโรงแรมโนโวเทลและห้างริมปิงของตระกูล “ตันตรานนท์” มาเช่าทำห้างสรรพสินค้าพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ชื่อ ตลาดเอราวัณ

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดกู่เต้า คือ พระครูประภัศร์ธรรม รังษี ชาวบ้านมักเรียกว่า “ครูบาธรรมรังษี” นามเดิม คือ ศรศักดิ์ หรือ จันทร์ มูลคำ เกิดปี พ.ศ.2492 ที่ ต.แช่ช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาเป็นขโยมวัด (เด็กวัด) กู่เต้าเมื่ออายุ 9 ขวบ 2ปีต่อมาจึงบรรพชา เป็นสามเณร และอุปสมบทที่วัดกู่เต้าแห่งนี้จนได้เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 จนถึงปัจจุบัน

ครูบาธรรมรังษี เล่าเหตุการณ์ว่า “ครูบามาทันสมัยพระครูมหาวิกรมเป็นเจ้าอาวาส ก่อนหน้านี้วัดกู่เต้าเกือบร้างเพราะขาดพระมาอยู่ พระครูมหาวิกรมหรืออีกชื่อหนึ่ง คือ พระมหาเฉลิม เรียนเก่งจบเปรียญ 6 ประโยค เคยอยู่ที่วัดพระสิงห์ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่เมื่อปี พ.ศ.2496 ยุคของท่านมีพระ 4-5 รูป เณร 6-7 รูป ต่อมาปี พ.ศ.2507 พระครูมหาวิกรม ลาสิกขาบทหลังจากนั้นมีเจ้าอาวาสอีก 3 องค์อยู่กัน ไม่นานก็สึก จนมารุ่นครูบานี่ตอนนั้นอายุ 21 ปีเพิ่งบวชได้ปีเดียว

“วัดกู่เต้าสมัยก่อนมีชาวบ้านน้อย ไม่กี่ครอบครัวฐานะก็ยากจนเป็นส่วนมาก ส่วนใหญ่เป็นบ้านมุงตองตึง มีแค่ 2 หลังที่เป็นหลังคาดินขอ อาชีพรับจ้าง ต่อมาก็ขับรถสามล้อ ตอนนั้นมีศรัทธาวัดมากขึ้นกว่าเดิม”

หากคุยเรื่องย่านใกล้เคียงบ้านกู่เต้ากับคนเมืองเชียงใหม่ รุ่น อายุ 50 ปีขึ้นไป มักรู้จัก “บ้านกำแพงแดง” ซึ่งเป็นส่องโสเภณีที่เรียกกันว่า “บ้านสาว” ของป้าอร หลายคนมาเที่ยวเตร่ ณ ที่แห่งนี้ปัจจุบันเป็นบริเวณ สถานธนานุบาลของเทศบาลตรงข้ามกับสถานีขนส่งช้างเผือก สมัยก่อน เป็นที่ของนายเดิม ขายให้นางอร หรือป้าอร สร้างเป็นบ้านไม้สองชั้น ทำรั้วคอนกรีดทาสีแดง มีหญิงสาวขายบริการประมาณ 20-30 คน ซึ่งค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับบ้านสาวอื่น.

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงมใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 10) พิมครั้งที่ 2 ,สิงหาคม 2550.