บ้านช้างเผือก

0
1327

บ้านช้างเผือก เป็นหมู่บ้านหรือชุมชนนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศเหนือ ถัดจากประตูช้างเผือกออกมา เริ่มจากตลาดประตูช้างเผือก เป็นชุมชนบ้านช้างเผือก เรื่อยไปจนสุดที่สี่แยกอนุสาวรีย์ช้างเผือก ทั้งสองฝั่งถนนช้างเผือก เป็นชุมชนบ้านช้างเผือก อีกส่วนหนึ่งอยู่ด้านติดกับบ้านเชียงยืนเยื้องกับสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่

หากเอ่ยถึงบ้านช้างเผือก คนเมืองเชียงใหม่ทั่วไปรับรู้ว่าชาวบ้านช้างเผือกส่วนหนึ่งเป็นไทยใหญ่ที่เรียกว่า “เงี้ยว” อาชีพทำหนังพองและปั้นหม้อ และหากย้อนไปไกลกว่านั้นจากประตูช้างเผือกไปแยกข่วงสิงห์สมัยก่อนเป็นชาวไทยใหญ่ทั้งหมด มีอิทธิพลจนสามารถตั้งผู้นำเองได้ คล้ายๆกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทางการเองก็ปราบไม่ลง มีการตั้งบ่อนคาสิโน บ่อนไก่ บ่อนกว่างกันอย่างอิสระ หัวหน้าคือ ขุนเลา เป็นคนเก่งที่ร่ำลือว่าหายตัวได้และอยู่ยงคงกระพัน ในบ่อนของขุนเลานั้นใครไปทำวุ่นวายหรือทะเลาะกัน ห้ามไม่ฟัง ขุนเลาฟันทิ้งเลย (เจ้าสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่, อายุ ๙๒ ปี, สัมภาษณ์)

เชื้อชาติอีกกลุ่มหนึ่งของบ้านช้างเผือกที่สมัยก่อนอาจเป็นกลุ่มเล็กๆ คือ แขกอิสลาม
หากเริ่มต้นที่ตลาดประตูช้างเผือก เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของ หลวงสำเริงณรงค์ ด้านในเป็นตลาด ด้านนอกที่ติดกับถนนช้างเผือกสร้างเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวให้เช่า ประมาณ ๑๐ หลัง บ้านของหลวงสำเริงณรงค์อยู่ถัดจากตลาดไปทางทิศเหนือบริเวณธนาคารออมสินติดโรงเรียนโกวิทธำรงในปัจจุบันนี้ (คุณรัตนา เทพณรงค์, ๖๒ ปี, สัมภาษณ์)

หลวงสำเริงณรงค์นี้ ชื่อนามสกุล คือ นายทองคำ รัตนัย เคยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่สมัยปี พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นผู้ที่เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลเทศบาล ต่อมาโอนให้กระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลสวนดอก ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เดิมเป็นคนทางจังหวัดนครราชสีมาจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก มารับราชการที่ค่ายกาวิละเชียงใหม่ ต่อมาลาออกมาทำไร่ยาสูบอยู่ที่อำเภอแม่แตงและอำเภอเชียงดาว เล่นการเมืองท้องถิ่นได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่ (ส.จ.) และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเชียงใหม่ (ส.ท.) จนได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีสมัยหนึ่ง

บุตรชายคนหนึ่งที่สืบทอดด้านการเมืองท้องถิ่น คือ นายแพทย์กนก รัตนัย
นายแพทย์กนก ลาออกราชการมาเปิดคลินิคและตระเวนรักษาโรคให้ชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ อย่างไม่ถือตัว ค่ารักษาพยาบาลก็ถูก หากไม่มีจ่ายก็ติดไว้หรือรักษาให้ฟรี จนเป็นที่รักของชาวบ้าน มักเรียกกันว่า “หมอคนยาก” เมื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเชียงใหม่ (ส.ท.) ก็ได้รับเลือกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๙ เรื่อยมา ต่อมาได้รับเลือกเป็นนายกเทศบาลเมืองเชียงใหม่หลายสมัยจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๖ ลาออกเนื่องจากอายุมาก (จากหนังสือประวัตินายแพทย์กนก รัตนัย)

ต่อมาตลาดประตูช้างเผือกขายกรรมสิทธิ์ต่อให้ตระกูล “ตันตรานนท์” ที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันในชื่อของ “ห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์” มี ๒ สาขา คือ สาขาถนนท่าแพ และสาขาช้างเผือก ทั้งสองห้างเลิกกิจการไปแล้ว

ตระกูล “ตันตรานนท์” เริ่มต้นที่ เถ้าแก่ง่วนชุน แซ่ตั้ง ชาวเมืองเรียกกันติดปากว่า “เถ้าแก่ง่วนชุน” ร้านสรรพสินค้าขนาดเล็กที่ชื่อ “ห้างตันฮั่วง้วน” ถนนวิชยานนท์ต่อมารุ่นลูกดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ ปัจจุบันรุ่นที่ ๓ ทำกิจการห้างสรรพสินค้าริมปิง และร้านสะดวกซื้อในเครือเซเว่น-อีเลฟเว่น

คุณบุญทวี ตันตรานนท์ ภรรยาของคุณประสงค์ ตันตรานนท์ (บุตรชายคนหนึ่งของเถ้าแก่ง่วนชุน) เล่าเรื่องเกี่ยวกับตลาดช้างเผือกว่า
“ตระกูลตันตรานนท์ ซื้อจากหลวงสำเริงณรงค์ผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ราคาขณะนั้นประมาณ ๖ แสนบาท เนื้อที่ ๔ ไร่ ๕๐ ตารางวา สมัยนั้นเป็นตลาดเล็กๆพื้นเฉอะแฉะ บางส่วนเป็นนาข้าวด้วยซ้ำไป ด้านทิศใต้ทางคูเมืองเชียงใหม่เป็นลำเหมืองกว้างใกล้ต้นฉำฉาในปัจจุบัน ต่อมาเทศบาลถมที่และทำเป็นตลาดขายอาหารในเวลากลางคืน ส่วนด้านติดกับถนนช้างเผือกก็เป็นร่องน้ำ ต่อมาปรับเป็นทางเดินเท้า”

“เมื่อซื้อมาทำกิจการตลาดสดแล้ว ด้านทิศตะวันตกแบ่งทำกิจการปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ พื้นที่ด้านหน้าติดต่อกับที่ของคุณเหม ถัดไปเป็นที่ของหลวงราชทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดราชทรัพย์ จนปี พ.ศ.๒๕๐๙ จึงสร้างตึกแถวด้านข้างและด้านหน้าตลาด รวม ๒๓ ห้องให้เช่า สมัยนั้นผู้รับเหมาสร้างคือ เสี่ยปุ๊ย ตอนหลังถูกยิงตาย”

ปัจจุบันตลาดช้างเผือกบริหารในนามของ ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคลตลาดช้างเผือก มีหุ้นส่วนลูกหลานตระกูลตันตรานนท์รวม ๑๗ คน (คุณบุญทวี ตันตรานนท์, อายุ ๗๘ ปี, สัมภาษณ์) ด้านตรงข้างกับตลาดประตูช้างเผือก เป็นบ้าน นายสมบูรณ์ หวังแก้ว ทำงานแขวงการทางเชียงใหม่ ภรรยาชื่อ แม่บัวชุม ทำห้องแถวไม้ประมาณ ๑๐ ห้องให้เช่าเรื่อยไปจนถึงสุเหร่าแขก

บริเวณหัวมุมถนนช้างเผือกตัดกับถนนมณีนพรัตน์ สมัยก่อนเป็นหนองน้ำไม่ใหญ่นัก ข้างหนองน้ำเป็นทางเข้าสุเหร่าแขก ต่อมาทางเทศบาลถมหนองน้ำเป็นที่มีการสร้างอาคารพาณิชย์
ถัดมาจากตลาดช้างเผือกไป เรื่อยไปจนถึงสีแยกอนุสาวรีย์ช้างเผือก ส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทใหญ่แทบทั้งสิ้น

คุณป้าทองอินทร์ คันธเลิศ อายุ ๗๒ ปี คนรุ่นเก่าของบ้านช้างเผือกที่มีเชื้อสายไทใหญ่ เล่าเกี่ยวกับชาวบ้านบ้านช้างเผือกสมัยก่อนว่า
“บ้านช้างเผือกส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทใหญ่ มีครอบครัวเดิมสมัยป้ายังเด็กๆ อยู่ประมาณ ๑๕ ครอบครัว วัดที่พวกเราไปทำ
บุญและเป็นศรัทธากันคือ วัดป่าเป้า เป็นหลัก ส่วนวัดอื่นๆก็ไปบ้าง เช่น วัดหนองคำ วัดทรายมูลพม่า”
“ป้าเกิดที่นี่ พ่อมีเชื้อสายขมุมาจากเมืองเวียงจันทน์ ชื่อ เป็ง ส่วนแม่เป็นชาวบ้านช้างเผือก มีเชื้อสายไทใหญ่ที่เรียกว่า เงี้ยว ชื่อ ผัน พ่อมาทำงานรับจ้างอยู่ที่บ้านส่างติ รักสกุล อาชีพทำหม้อน้ำต้นจนมาพบกับแม่และแต่งงานกัน”

“การอพยพมาของชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก คงมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้ว อาชีพส่วนใหญ่ทำหนังปองขายและปั้นหม้อ ที่บ้านป้าพ่อแม่ก็ทำหนังปองขาย ซื้อหนังควายจากโรงหนังที่สันป่าข่อยมาหมักน้ำมันหมูในกระทะใหญ่ ๓ คืน ใช้ขี้เลื่อยเป็นเชื้อเพลิง หลังจากนั้นเอาออกมาทอด หนังจะพองแบบแคบหมู นำมาตัดและนำออกขายได้ส่วนใหญ่มีคนรับไปขายต่อ”
“ชาวบ้านบ้านช้างเผือกที่เป็นไทใหญ่ หากเริ่มจากตลาดช้างเผือกเรื่อยมาทางทิศเหนือ คือ บ้านเจ๊เฮียง (สุนีย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) สามี ชื่อ อาจารย์จรัญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ถัดมาคือบ้าน หลวงสำเริงณรงค์ ปัจจุบันเป็นธนาคารออมสินถัดมาเป็นบ้านลุงชื่น อาชีพปั้นหม้อ”

ถัดมาที่เป็นโรงเรียนโกวิทธำรงเป็นบ้านลุงป๊าง อาชีพเป็นหมอขายยาพื้นบ้าน ชาวบ้านเรียกว่า “สล่าป๊าง” ต่อมาขายให้เจ้าของโรงเรียนโกวิทธำรง
“ถัดจากถนนข้างโรงเรียนโกวิทฯ มาเป็นบ้านเจ้าน้อยหมวก มีเชื้อสายเจ้าไทใหญ่ ภรรยาชื่อพี่เฮือน มีลูกหลายคน ที่เป็นที่ว่างในปัจจุบัน ขายต่อกันมาปัจจุบันทราบว่าเป็นที่ของ ร.ร.อรพินท์ ที่ลำพูน ถัดจากบ้านเจ้าน้อยหมวกมาเป็นบ้านลุงติ๊ เมียชื่ออุ่ง รักสกุล มีลูก ๕ คน ชื่อ แข่ง ข้อง เลี่ยม นวล และตุ่ม เสียชีวิตหมดแล้ว ปัจจุบันเป็นบริเวณธนาคารกรุงเทพ ถัดจากนั้นมาเป็นบ้านของป้าเอง (ทองอินทร์ คันธเลิศ สกุลเดิมแสงวรรณ) คือ พ่อเป็ง แม่ผัน แสงวรรณ”

“เลยไปด้านทิศเหนือเป็นบ้านของลุงส่วย ปัจจุบันเป็นธนาคารกรุงเทพ จำกัด ลุงส่วยมีอาชีพปั้นหม้อ ด้านหลังเป็นบ้านของ ส่างตา ปัจจุบันรุ่นหลานทำธุรกิจโรงแรมช้างเผือก”
“ติดบ้านลุงส่วย เป็นบ้านลุงติง ปัจจุบันเป็นโรงพิมพ์ช้างเผือก ถัดไปเป็นบ้านของส่างซื้อ ซึ่งถือว่าสิ้นสุดบ้านช้างเผือกแล้ว ถัดไปเป็นที่ของเจ้ากาบแก้ว ณ ลำพูน จนไปติดถนนเข้าย่านสันติธรรม”

“ด้านฝั่งตะวันออกของถนนช้างเผือก จากขนส่งช้างเผือกสมัยก่อนเป็นที่ของ อาจารย์จรัญ ถัดมาเป็นร้านค้า เดิมเป็นบ้านของป้าเมียะ ลุงส่างเผ่ อาชีพทำหนังปองเช่นกัน ถัดมาเป็นบ้านป้ามน ลุงแก้ว ปัจจุบันเป็นร้านขายจักรยานยนต์ฟูอนันต์ ถัดมาเป็นบ้านครูน้อยอ้าย ขายต่อให้ป้าบุญปั๋น ถัดมาเป็นบ้านลุงหม่อม ถัดมาเป็นบ้านปูแดง ปัจจุบันเป็นร้านขายรถยนต์ ถัดไปเป็นบ้านลุงเสา อาชีพขายใบตองตึง ส่วนด้านหน้า ร.ร.โกวิทฯ เป็นบ้านของเจ๊ซุง อาชีพเป็นครู ด้านหลังของบ้านช้างเผือก เป็นทุ่งนาไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นที่ของนายติง ถัดไปเป็นป่าไผ่ก่อนที่จะถึงทุ่งนาย่านสันติธรรม ซึ่งเป็นที่นากว้างเรื่อยไปจนถึงวัดเจ็ดยอด”

บริเวณบ้านช้างเผือกฝั่งตะวันตกของถนนช้างเผือก น่าเชื่อได้ว่า เดิมเป็นพื้นที่ของวัดเก่าที่ร้างมานานแล้ว เนื่องจากบริเวณบ้านพบซากเจดีย์เก่าอยู่ไม่น้อย ประกอบกับด้านข้างโรงเรียนโกวิทธำรง ถัดจากบ้านเก่าของเจ้าน้อยหมวกไปด้านหลัง ยังมีซากเจดีย์ขนาดใหญ่เหลืออยู่ เรื่อยมาด้านเหนือบริเวณด้านหลังโรงพิมพ์ช้างเผือกใจกลางของหมู่บ้านช้างเผือกก็ยังมีซากเจดีย์เหลืออยู่เช่นกัน

นอกจากนี้เลยไปทางด้านตะวันออกของสุสานช้างเผือก (สุสานลื้อ) ห่างจากบ้านช้างเผือกไปประมาณ ๓-๔ เจดีย์ ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๑ สมัยนายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีได้นำรถเกรดมาทำลายปรับพื้นที่ให้ราบ ชาวบ้านบางคนค้นได้ช้างสัมฤทธิ์มาครอบครอง บ้างนำเศษหินมาเป็นที่ลับมีด (คุณนิคม, สัมภาษณ์)

ประกอบกับป้าทองอินทร์ ก็เล่าว่าฟังจากพ่อแม่เล่ามาว่าบริเวณเจดีย์ข้าง ร.ร.โกวิทธำรง เคยเป็นวัด ชื่อว่า วัดพระเจ้าอมเมี่ยง ร้างมานาแล้วก่อนรุ่นพ่อแม่เกิด จึงเป็นไปได้ว่าย่านนี้หลังจากวัดร้างแล้ว เจ้าผู้ครองนครหรือเจ้านายอนุญาตให้ชาวไทใหญ่กลุ่มหนึ่งมาอาศัยอยู่เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ถนนช้างเผือกเดิมนั้น คนรุ่นเก่าๆบอกว่าร่มรื่นมาก เนื่องจากมีการปลูกต้นฉำฉาขนาดใหญ่ให้ร่มเงาครึ้มไปตลอดสองข้างถนนช้างเผือก เรื่อยไปจนถึงอำเภอแม่ริม ฤดูกาลที่มีการเลี้ยงครั่งบนต้นฉำฉาจะเห็นมูลของครั่งเป็นละอองลงมาเหมือนฝน บนถนนก็มีฝักเมล็ดของต้นฉำฉาตกอยู่ ต้นฉำฉายังมีให้เห็นที่ด้านหน้าตลาดช้างเผือก ถนนช้างเผือกสมัยก่อนแคบ สองฝั่งถนนเป็นร่องน้ำที่เรียกกันว่า “ฮ่องเหมือง” ระบายน้ำจากท้องนาที่มีอยู่แถวด้านหลังโรงเรียนโกวิทธำรงเรื่อยมาจนถึงข้างสุสานช้างเผือกน้ำไหลลงคลองกะแจะและไหลเข้าคลองแม่ข่า

บ้านชาวบ้านมักเป็นบ้านไม้สองชั้นปลูกห่างจากถนนเข้าไปด้านใน มีบริเวณกว้าง ส่วนด้านหน้าสร้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวประตูบ้านพับที่เรียกว่า “เฮือนแป” สำหรับนำหนังปองและสินค้าอื่นมาวางขายหน้าบ้าน บ้านช้างเผือกเปลี่ยนไปจากเหตุการณ์ ๒ กรณี คือ มีสถานีขนส่งเกิดขึ้นและมีการปรับขยายถนนตัดต้นฉำฉา

ปี พ.ศ.๒๕๐๙ จากที่เคยร่มรื่นสงบเงียบไม่ใช่เส้นทางหลักของยานพาหนะ กลับกลายเป็นศูนย์กลางของยานพาหนะรถยนต์โดยสารจากอำเภอต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยรับส่งคนโดยสารที่ตลาดต้นลำไยเปลี่ยนมารับส่งคนโดยสารที่บ้านช้างเผือก นั่นคือการสร้างสถานีขนส่งแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่

สถานีขนส่งทำให้บ้านช้างเผือกมีความเจริญด้านธุรกิจการค้ารวดเร็วกว่าย่านอื่นของเมืองเชียงใหม่ สถานีขนส่งโดยสารสร้างบริเวณที่ดินของอาจารย์จรัญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
อาจารย์จรัญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นชาวกรุงเทพฯ จบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มารับราชการเป็นครูที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย สอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศษ ภรรยาชื่อ สุนีย์ มีเชื้อสายจีน ชื่อเดิมคือ ลั่นเฮียง คนทั่วไปมักเรียกว่า เฮียง ตามชื่อเดิม นอกเหนือจากรับราชการเป็นครูแล้ว อาจารย์จรัญ ยังมีอาชีพทำโรงบ่มยาสูบได้เงินจำนวนหนึ่งมาซื้อที่ดินบริเวณใกล้อนุสาวรีย์ช้างเผือกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ รวม ๘ ไร่ ย้ายครอบครัวจากบ้านใกล้ตลาดช้างเผือกมาสร้างที่บริเวณนี้ พื้นที่ที่เหลือสร้างเป็นบ้านหลังเล็กๆให้เช่าประมาณเกือบ ๓๐ หลัง

จนปี พ.ศ.๒๕๐๐ อาจารย์จรัญ เล็งเห็นว่าที่ดินจะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นและย้านช้างเผือกจะเจริญขึ้นกว่าเดิมเมื่อมีสถานีขนส่งเกิดขึ้นจึงได้ยกที่ดินบริเวณกลางที่ของตัวเองจำนวน ๔ ไร่ ให้กรมการขนส่งทางบกสร้างเป็นสถานีขนส่ง ส่วนพื้นที่ที่เหลือสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ทั้งด้านติดถนนช้างเผือกและด้านติดถนนทางไปหน้าสนามกีฬาเทศบาล จำนวน ๕๐ ห้องให้เช่า ด้านสถานีขนส่งนั้นเริ่มก่อสร้างปี พ.ศ.๒๕๐๗ เปิดบริการในปี พ.ศ.๒๕๐๙ อาจารย์จรัญเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ปัจจุบันรุ่นลูก ๕ คนดำเนินธุรกิจต่อ คือ นายจรุง, นางเจริญศรี การสุทธิ, น.ส.สุนทรี, ท.พ.อรุโณทัย และ น.ส.เยาวลักษณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ท.พ.อรุโณทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา, สัมภาษณ์)

คนเดิมๆของบ้านช้างเผือกคนหนึ่งบอกว่า “ถนนช้างเผือกที่เคยสงบเงียบเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เสียงรถบรรทุกเสียงดังกันตั้งแต่เช้า สมัยนั้นรถโดยสารมาขึ้นลงที่นี่กันหมด มีรถมากมายนับตั้งแต่วันนั้นความสงบเงียบของบ้านช้างเผือกก็หายไป”
การเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองของย่านช้างเผือก คือ การที่เทศบาลมีนโยบายขยายถนนช้างเผือกเพื่อรองรับยานพาหนะในปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการตัดต้นฉำฉาทิ้ง ที่ทำให้ความร่มรื่นสูญหายไปนับตั้งแต่นั้น

คนบ้านช้างเผือกรุ่นก่อนการเปลี่ยนแปลงบอกว่า “ดูเหมือนความทันสมัยจะเข้ามาแล้วชาวบ้านต้องปรับตัวกันใหม่ ที่เคยนุ่งผ้าซิ่นอยู่บ้านแต่งตัวตามสบายขายของอยู่หน้าบ้านริมถนน ต้องเปลี่ยนเป็นแต่งกายให้เรียบร้อยทันสมัยขึ้นเพราะมีรถผ่านและมีผู้คนแปลกหน้ามาเยี่ยมเยียนมากขึ้น” นับแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๔ สิ่งที่ตามมาคือ ที่ดินบริเวณบ้านช้างเผือกจากที่ราคาต่ำกลายเป็นราคาสูงขึ้น และถือเป็นย่านการค้า เมื่อมีผู้ต้องการซื้อที่ดินและที่ดินมีราคาสูงทำให้คนพื้นที่เดิมรวมทั้งเชื้อสายไทใหญ่บอกขายที่ดินกันและขยับขยายไปซื้อที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่ราคาถูกกว่า (คุณบรรจบ สงข์สรวง, สัมภาษณ์)

บ้านช้างเผือกใช่ว่าจะมีเพียงเชื้อสายไทใหญ่เท่านั้น ยังมีกลุ่มที่ใหญ่กว่าคือ ชุมชนมุสลิมช้างเผือก
กลุ่มชุมชนมุสลิมช้างเผือกมีมากถึง ๔๐ ครอบครัวโดยประมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนไทใหญ่ที่มีประมาณ ๑๕ ครอบครัว

ชุมชนมุสลิมช้างเผือกตั้งบ้านเรือนอยู่เยื้องกับตลาดช้างเผือก ติดถนนช้างเผือกไปจนถึงวัดเชียงยืน เนื่องจากพื้นที่ไม่กว้างนัก ทำให้บ้านเรือนตั้งชิดกันโดยไม่มีรั้วกัน สุเหร่าชุมชนอิสลามตามประวัติที่คุณสุชาติ-เศรษฐมาลินี ค้นคว้าไว้ระบุว่าเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายปากี-อินเดีย เริ่มแรกประมาณ ๔-๕ ครอบครัว อพยพมาจากประเทศปากีสถานและอินเดียมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านช้างเผือกเป็นกลุ่มที่สอง หลังจากกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ย่านช้างคลานเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ ย่านช้างเผือกนี้สมัยก่อนเรียกว่า ทุ่งเวสาลี เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ด้วยว่ามีน้ำจากห้วยแก้วและห้วยช่างเคี่ยนไหลผ่านตลอดทั้งปี อีกทั้งน้ำท่วมไม่ถึง ต่อมาเมื่อมีการอพยพมาเพิ่มมากขึ้นจึงมีการสร้างสุเหร่าด้วยวัสดุพื้นบ้านโดยท่านนะปะซาง ที่รู้จักในหมู่พ่อค้าว่า “พ่อเลี้ยงเลานะ” ต่อมาจึงมีการปรับปรุงเป็นอาคารรวม ๒ ครั้ง จนมีสภาพดังเช่นปัจจุบัน (ประวัติศาสนาอิสลามในเชียงใหม่, สุชาติ เศรษฐมาลินี, หนังสือประวัติและพัฒนาการของศาสนาในเชียงใหม่, ๒๕๔๐)

อาชีพดั้งเดิมขางชาวบ้านมุสลิมช้างเผือก คือการเลี้ยงวัวนมเพื่อรีดนมขาย นอกจากนี้ยังเลี้ยงควายไว้ทำนา และเลี้ยงแพะอีกส่วนหนึ่ง ส่วนอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งที่ทำให้มีข้าวไว้กินตลอดปี

คุณลุงอดุลย์ บรรณศักดิ์ อายุ ๘๔ ปี คนรุ่นเก่าของบ้านมุสลิมช้างเผือก เล่าเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมุสลิมช้างเผือกว่า
“บรรพบุรุษอพยพมาจากประเทศอินเดีย พ่อชื่อ ยากุบ อารี มีเชื้อสายมุสลิมมาแต่งงานกับแม่ชื่อ หยุ่ย ที่เป็นคนเมือง ชาวบ้านมุสลิมช้างเผือกมีอาชีพเลี้ยงวัวกันทุกบ้าน บ้านละประมาณ ๒๐-๓๐ ตัว มักทำคอกไว้ใต้ถุนบ้านหรือข้างบ้าน ตอนเช้าตี ๕ ตื่นมารีดนมวัวบรรจุขวดไปขายให้แขกซิกแถวตลาดวโรรส ขวดละ ๑๕ บาท เป็นรายได้ดีพอมีเงินเหลือเก็บ ต่อมาขายส่งให้สหกรณ์โคนมที่ถนนห้วยแก้วแต่ราคาถูกหน่อย ลิตรละแค่ ๗ บาท วัวที่เลี้ยงมักเลี้ยงทั่วไปสมัยลุงยังเด็กต้อนไปกินหญ้าแถวกองเมืองเชียงใหม่แถวนั้น รอบบริเวณบางส่วนเป็นป่ามีหญ้าขึ้นรก แถววัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ รวมทั้งที่ศาล ที่เรือนจำ ต่อมาต้อนไปกินหญ้าแถวหลังโรงเรียนโกวิทธำรง”

“นอกจากเลี้ยงวัวแลัว ยังมีการทำนา พ่อแม่มีลูก ๕ คน รับจ้างทำนาของนายทิม โชตนาที่สันติธรรม แถวสันติธรรมส่วนใหญ่เป็นนาของนายทิม โชตนา ของเจ้าหมวก นาวะระ บ้านอยู่แม่เหียะและที่ของคุณอุณณ์ ชุติมา ทำนา ๒ ไร่ ได้ข้าวเปลือกประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ต่าง (ต่างมีปริมาตรมากกว่าถัง) นำมาใส่ยุ้งไว้กิน บางส่วนแบ่งขาย”

คุณลุงอดุลย์ บอกว่าเลิกเลี้ยงวัวมา ๑๒ ปีแล้ว คือ ปีพ.ศ.๒๕๓๕ เหตุผลคือไม่มีที่เลี้ยง ย่านสันติธรรมทุ่งนาเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร เหตุผลต่อมาคือ รถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง วัวลุงเคยโดนรถชนตายตอนพาข้ามถนน ขายให้พนักงานโรงแรมรินคำได้ราคาแค่ ๒,๕๐๐ บาท นอกจากนี้ทางเทศบาลออกกฎหมายห้ามเลี้ยงวัว เนื่องจากขี้เลอะเทอะ เคยโดนปรับ ๕ บาท เพราะวัวขี้บนถนน

ชาวบ้านมุสลิมช้างเผือกรุ่นต่อๆมา มีจำนวนมากขึ้น แต่พื้นที่เท่าเดิม ทำให้รุ่นต่อๆมาต้องขยับขยายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ติดกับสุสานอิสลามที่ย่านสันติธรรม (นายสำราญ หะซัน,สัมภาษณ์)
ปัจจุบันแม้บ้านช้างเผือกบริเวณริมถนนช้างเผือกสองฝั่งจะมีอาคารพาณิชย์ ร้านค้ามากมาย แต่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เหล่านั้นยังพอมีบ้านเรือนไม้ให้เห็นคนช้างเผือกรุ่นเก่าบางตระกูลอยู่บ้างต่างรำลึกถึงความร่มรื่นในอดีตของบ้านช้างเผือกแม้เหตุการณ์จะไม่สามารถหมุนกลับมาได้ แต่ความรู้สึกดีๆยังมีอยู่

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๐) , พิมพ์ครั้งที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๐