บ้านวัดเมืองมาง

0
869

บ้านเมืองมาง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขอบกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้ เล็กจริงๆ หากเทียบกับหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านธาตุคำ บ้านนันทาราม ที่อยู่ถัดไปด้านตะวันตก

บ้านเมืองมางอยู่ข้างวัดเมืองมาง มีบ้านเรือนเดิมไม่เกิน 10 ครอบครัว ติดกันเป็นบ้านกองทราย มีครอบครัวมากกว่าเล็กน้อยประมาณ 15 ครอบครัวแถบนี้ส่วนหนึ่งเป็นศรัทธาวัดเมืองมาง อีกส่วนหนึ่งเป็น ศรัทธาวัดธาตุคำ ซึ่งอยู่ไม่ไกล

บ้านเมืองมาง

หมู่บ้านเล็กๆ มักแอบอิงกับหมู่บ้านหรือชุมชนใหญ่กว่าดังนั้นคนบ้านเมืองมาง หากถูกถามว่าบ้านอยู่ไหน มักตอบว่า บ้านอยู่ประตูเชียงใหม่ แล้วต่อขยายความว่า“แถวข้างวัดเมืองมาง”บ้านเมืองมางย่อมมีความเป็นมาสอดคล้องกับวัดเมืองมาง

วัดเมืองมาง

วัดเมืองมางมีประวัติว่า สร้างเมื่อปี พ.ศ.2225 ตามประวัติกล่าวว่า เจ้าเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น ได้นำทัพไปตีเมืองยองในแคว้นสิบสองปันนาได้ต้อนเอาชาวเมืองมาเป็นเชลย แล้วมาตั้งหมู่บ้านอยู่ในเมืองเชียงใหม่ มอบหมายให้ขุนนางผู้หนึ่ง ชื่อ “หมื่นเพียน” (บางเอกสารบอกว่าชื่อหมื่นเยื่อน) ควบคุมดูแล ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้าง วัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชื่อตามขุนนางว่า “วัดหมื่นเพียน” ต่อมา หมื่นเพียนเสียชีวิต จึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็นชุมชนเดิมที่เมืองยองว่า “วัดเมืองมาง” เจ้าอาวาสมีประวัติตามลำดับ คือ พระอธิการศรีเทพ , พระอธิการสิทธิ , พระอธิการคำปัน , พระอู , พรุหมื่น , พระคำอ้าย , พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (พระอาจารย์ทอง) (จากหนังสือประวัติ วัดทั่วราชอาณาจักร)

วัดเมืองมาง เริ่มมีการพัฒนาอย่างเด่นชัด เมื่อ “พระอาจารย์ทอง”มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ.2491 พระอาจารย์ทองเกิดที่อำเภอฮอด บรรพบุรุษทางพ่อเป็นชาวปราจีนบุรีมีเชื้อสายตระกูลขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 11 ปี ต่อมาอุปสมบทและมาจำพรรษาอยู่ที่วัดชัยพระเกียรติ เป็นผู้ช่วยเหนืองานเจ้าอาวาสวัดชัยพระเกียรติสมัยนั้น คือ พระครูภัมภีรธรรม

พระราชพรหมจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุจอมทอง ชาวบ้านมักเรียก พระอาจารย์ทอง

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเมืองมางเมื่อปี พ.ศ.2491 ต่อมาปี พ.ศ.2495ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพระสงฆ์ทางภาคเหนือไปศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุราชรังสฤษฎ์ กรุงเทพฯ กลับมาจึงนำวิชาความรู้มาสั่งสอนชาวบ้าน โดยชักจูงชาวบ้านทั้งละแวกใกล้วัดและบ้านอื่นเข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัด มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ต่อมาได้บูรณะวัดร่ำเปิงเป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานปัจจุบันพระอาจารย์ทองเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทองวรวิหาร มีสมณศักดิ์ที่ “พระราชพรหมจารย์”

นอกเหนือจากสร้างศรัทธาให้ชาวบ้านทั้งย่านใกล้เคียงและย่านทั่วไปมาปฏิบัติธรรมแล้ว ยังแนะนำให้ชาวบ้านใกล้วัดเมืองมางเลิกฆ่าหมูกันอีกด้วย

เนื่องจากสมัยก่อนนั้น ชาวบ้านเมืองมางมีอาชีพทำไส้อั่ว จิ๊นปิ้ง จิ๊นส้ม ไปขายที่ตลาด ซึ่งต้องฆ่าหมูมาทำ

ดังนั้นทุกวันประมาณ ตี 2 ตี 3 ตี 4 จะได้ยินเสียง “บุ่บ”ศรีษะหมู และเสียงหมูร้องได้ยินไปทั่วยริเวณด้านข้างวัดทางทิศใต้ซึ่งเป็นบ้านเรือนชาวบ้าน

บ้านละแวกข้างวัดเมืองมาง หากลงจากถนนราชเชียงแสนเข้าทางซอยราชเชียงแสนซอย 2 ข้างสำนักงาน นสพ.เชียงใหม่นิวส์ มีบ้านเรือนประมาณไม่เกิน 10 หลังคาเรือน ต่อมารุ่นลูกจึงขยายมีบ้านเพิ่มขึ้น สมัยประมาณก่อนปี พ.ศ.2500 ประกอบด้วยบ้าน พ่ออุ๊ยอิ่นคำ – แม่จันบาน กาญจนวงศ์ เคยทำงานที่คุ้มของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่คุ่มเจดีย์กิ่ว ปัจจุบันเป็นกงสุลอเมริกัน ภายหลังพระราชชายาย้ายไปอยู่แม่ริม ทั้งสองได้ติดตามไปรับใช้ด้วย จนพระราชชายาสิ้นพระชนม์จึงกลับมาอยู่บ้านเมืองมาง อาชีพรับจ้างถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นบ้านของกิมหล่วน และยายกิมมเฮียะ เชื้อสายจีนทำแคบหมู จิ๊นปิ้ง

บ้านเรือนของบ้านเมืองมาง ถนนข้างวัดเมืองมาง

จากบ้านพ่ออุ๊ยคำ – แม่จันบาน ถัดมาทางปากซอย เป็นป่าไผ่จนสุดถนนที่เข้าข้างสำนักงานเชียงใหม่นิวส์ ถนนสมัยนั้นแคบคนเดินสวนทางกันแค่นั้นเอง สองข้างทางเป็นป่าวัชพืช ผู้คนใช้เส้นทางนี้น้อย ตอนค่ำก็ไม่มีใครเดินแล้ว เปลี่ยวและน่ากลัว

ตรงข้ามบ้านพ่ออุ๊ยคำ – แม่จันบาน เป็นบ้านอุ๊ยปุ้ม สามีชื่ออุ๊ยตุ่น วรรณกูล อาชีพทำแคบหมู จิ๊นปิ้ง มีลูกถึง 11 คน ทำไส้อั่ว แคบหมู ขายจนส่งเสียลูกเรียนหนังสือได้ทั้งหมด ถัดไปทางตะวันออกมีบ้านอีก 2 หลัง

ถัดจากบ้านอุ๊ยปุ้มไปทางตะวันตกเป็นบ้านของพ่อครูเดย แม่อุ๊ยเขียว ปัจจุบันเป็นวิริยะเฮาส์ พ่อครูเดยนี้เป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุสารสุนทรที่สร้างโดยหลวงอนุสาร อยู่ใกล้สะพานแม่ข่า ถนนลอยเคราะห์

นางบุญยวง กาญจนวงศ์ คนบ้านเมืองมางรุ่นเก่า

บ้านเมืองมางด้านข้างวัดมีบ้านเรือนไม่มากนัก ส่วนที่มีบ้านเรือนหนาแน่นกว่าและอยู่ติดกันไปทางตะวันตก คือ “บ้านกองทราย” อาชีพทำไส้อั่ว แคบหมู จิ๊นปิ้ง จิ๊นส้ม เช่นเดียวกัน คาดว่า พื้นเพมาจากแหล่งเดียวกัน แต่มักมีไปขึ่นเป็นศรัทธาวัดธาตุคำ ที่อยู่ไม่ไกล (นางบุญยวง กาญจนวงศ์ , สัมภาษณ์)

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงมใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 10) พิมครั้งที่ 2 ,สิงหาคม 2550.