บ้านเชียงยืน

0
1179

บ้านเชียงยืน เป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศเหนือ กล่าวคือ ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ด้านหลังวัดเชียงยืนและสองฝั่งถนนด้านหน้าสนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่เรื่อยมาจนถึงคูเมืองเชียงใหม่
หากมองในอดีตแล้ว บ้านเชียงยืนเป็นหมู่บ้านที่อยู่ชิดกับพื้นที่ทำนา โดยมีพื้นที่ลุ่มสำหรับปลูกข้าวอยู่ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งพื้นที่ลุ่มนี้อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุดก็ว่าได้

ในหมู่บ้านย่อมต้องมีวัดเป็นศูนย์รวมด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน บ้านเชียงยืนมีวัด “วัดเชียงยืน” วัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

คนรุ่นเก่าบ้านเชียงยืนบอกว่า วัดเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ เป็นที่พบปะพูดคุยในงานเทศกาลด้านศาสนาต่างๆ รวมทั้งรุ่นลูกที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวติดตามพ่อแม่ไปวัดก็พบปะและมีโอกาสเลือกคู่ครองกันที่วัดนั่นเอง คนสมัยก่อนบางครอบครัวมักเคร่งครัดไม่ปล่อยปละละเลยให้คนวัยหนุ่มสาวเลือกคู่ครองกันเองแบบอิสระ

วัดเชียงยืน มีประวัติว่าเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ไม่ปรากฏชัดปีที่สร้าง ตามพงศาวดารเรียกว่า “ทีฆาชีวัสสารามะ” มีความสำคัญเป็นวัดสำคัญ ๘ วัดของเมืองเชียงใหม่ตามหลักระบบความเชื่อในการสร้างเมือง โดยเป็นวัดประจำเมืองด้านทิศเหนือ ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ท้าวพระยามหากษัตริย์ที่จะมาครองเมืองเชียงใหม่หรือจะออกรบรวมทั้งกลับจากการศึกสงครามจะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์และทำพิธีสักการะบูชาพระประธานที่วัดเชียงยืนแห่งนี้ เพื่อความเป็นศิริมงคลก่อนที่จะเข้าเวียง พระประธานชื่อว่า “พระสัพพัญญูเจ้า” ในสมัยพระเมืองแก้ว ได้นำพระบรมธาตุมาบรรจุในสถูปพระเจดีย์ ต่อมาสมัยที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ วัดเชียงยืนกลายเป็นวัดร้าง และได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้ากาวิละในปี พ.ศ.๒๓๓๗ (จากป้ายประวัติวัดเชียงยืน)

สมัยก่อนบริเวณเกือบรอบวัดเชียงยืนเป็นคูน้ำคล้ายคูเมืองเชียงใหม่ไม่ทราบว่าขุดไว้สมัยใด เริ่มตั้งแต่ทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ คูน้ำกว้างประมาณ ๕ เมตร ลึกประมาณหน้าอกผู้ใหญ่ มีต้นไม้ปกคลุมรกชัฏ ส่วนหนึ่งเป็นป่าไผ่ ถัดจาดคูน้ำเป็นบ้านเรือนชาวบ้านอยู่กันห่างๆไม่หนาแน่น ถัดไปทางด้านทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา เจ้าของเป็นชาวบ้านบ้านเชียงยืนเกือบทั้งหมด

ด้านทิศเหนือที่ปัจจุบันเป็นสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ สมัยก่อนเป็นวัดศรีบุญเรือง เริ่มร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๔) นายบรรจง เด่นระมณี อายุ ๘๓ ปี อาจารย์วัดเชียงยืนเล่าว่า ทันได้เห็นวัดศรีบุญเรืองสมัยที่ยังไม่ร้าง ตั้งอยู่บนเนินบริเวณนั้นมีวิหาร ๑ หลัง กุฏิ ๑ หลัง และพระธาตุ (เจดีย์) เก่า สภาพทรุดโทรมขาดการบูรณะบริเวณรอบวัดเป็นป่า ด้านทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา มีพระอยู่องค์เดียว ชื่อ “ตุ๊สรัญ” บ้านเดิมอยู่บ้านกู่เต้า ใกล้กับวัดศรีบุญเรืองนี่เอง ต่อมา “ตุ๊สรัญ” สึกไปแต่งงานกับนางปิ๊กคนบ้านกู่เต้า ทำให้วัดศรีบุญเรืองขาดพระมาประจำวัด วัดศรีบุญเรืองจึงร้างตั้งแต่นั้นมา

การรกร้างของวัดศรีบุญเรืองที่ชาวเมืองเรียกว่า “วัดล้ม” นั้น ผู้คนสมัยนั้นยืนยันว่าแทบทุกวัดมีโอกาสเป็น “วัดล้ม” ทิ้งสิ้น เนื่องจากมีพระบวชประจำวัดน้อย อย่างเช่นวัดกู่เต้าก็เกือบร้างเช่นเดียวกัน ในยุคเดียวกับที่วัดศรีบุญเรืองร้างทางวัดกู่เต้ามีพระองค์เดียว คือ “ตุ๊ปั๋น” ความประพฤติไม่ค่อยอยู่ในศีลธรรม มักชอบดื่มสุรา ต่อมาชาวบ้านนิมนต์มาอยู่ที่วัดเชียงยืน เพื่อให้ครูบาวัดเชียงยืนมาอบรมให้อยู่ในวินัยสงฆ์ โดยให้พักอาศัยอยู่ที่ศาลาใกล้เจดีย์ แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่นาน “ตุ๊ปั๋น” ก็มรณภาพลง ณ ศาลาแห่งนี้ ขณะอายุประมาณ ๖๐ ปีเศษ โชคดีของวัดกู่เต้าที่มีศรัทธาหลักคอยค้ำจุนวัดไว้ ผู้นั้นคือ พระพิจิตรโอสถ บ้านเดิมอยู่บริเวณห้างริมปิงช้างเผือกในปัจจุบัน ได้นิมนต์พระองค์หนึ่งมาอยู่แทนสืบสานศาสนาค้ำจุนให้วัดกู่เต้าคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

วิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่วัดร้างส่วนหนึ่งนอกเหนือจากไม่มีพระมาอยู่แล้ว ยังขาดศรัทธาชาวบ้านที่จะมาทำบุญทำนุบำรุงวัดสมัยนั้นผู้คนน้อย ฐานะความเป็นอยู่ไม่ดี ชาวบ้านบ้านเชียงยืนมักเป็นศรัทธาวัดเชียงยืน ชาวบ้านบ้านกู่เต้าก็เป็นศรัทธาวัดกู่เต้า ส่วนวัดศรีบุญเรืองตั้งอยู่ระหว่างกลางที่บริเวณวัดมีบ้านเรือนน้อย ด้านตะวันออกล้วนเป็นทุ่งนามีบ้านคนอยู่ประมาณ ๖ หลังคาเรือน จึงขาดศรัทธาที่จะบำรุงวัด จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “วัดล้ม”

สาเหตุที่พระบวชกันน้อยกว่าปกติ เนื่องจากทางราชการสมัยนั้นรณรงค์ให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆที่สร้างและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กไม่ได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อเรียนหนังสือเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้เณรและพระสงค์น้อยลง

ด้านวัดศรีบุญเรืองหลังจากร้างแล้วก็กลายเป็นป่ารก ต่อมาทางเทศบาลสมัยหลวงศรีประกาศเป็นนายกเทศมนตรีจึงปรับพื้นที่สร้างเป็นสนามกีฬาเทศบาล และขยายถนนหน้าสนามกีฬาจากที่เคยเป็นทางเกวียนเล็กๆเป็นถนนชื่อ “ถนนหน้าสนามกีฬา” มาตัดกับถนนมณีนพรัตน์ที่คูเมือง

หลังจากวัดศรีบุญเรืองร้างแล้ว ศรัทธาใกล้วัดศรีบุญเรืองมาร่วมเป็นศรัทธาวัดเชียงยืน
บริเวณคูน้ำรอบวัดเชียงยืน ต่อมาสมัยที่พระครูอภิชัยวรกุลเป็นเจ้าอาวาสวัดเชียงยืน ก่อนที่จะมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ได้อนุญาตให้ชาวบ้านที่ขาดที่อยู่อาศัยมาสร้างบ้านอยู่ใกล้กำแพงวัดและบางส่วนได้ถามคูน้ำสร้างบ้านอยู่อาศัย ส่วนด้านทิศตะวันออกทางเทศบาลได้ถมปรับที่และขายพื้นที่โรงเรียนเทศบาลวัดเชียงยืน (นายบรรจง เด่นระมณีและนายทอง อินต๊ะ, สัมภาษณ์)

อาชีพของคนบ้านเชียงยืนนอกจากทำนาแล้ว มักทำอาหารพื้นเมืองขาย
อาหารพื้นเมือง เช่น แคบหมู จิ๊นปิ้ง ไส้กรอก และน้ำเมี่ยง นำขายที่ตลาดช้างเผือกบ้าง ตลาดวโรรสบ้าง

ครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งของบ้านเชียงยืน อยู่ด้านหลังของอาคารสำนักงานวิทยาลัยพลศึกษาอยู่ฝั่งตรงข้ามสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ คือ ครอบครัวของหนานนึ่ง ไตรแสง ภรรยาชื่อ แม่จันทา ส้วนเสียชีวิตแล้ว บ้านอยู่ในซอยหลังวัดเชียงยืน บุตรชายคนหนึ่งรับราชการเป็นอดีตปลัดอำเภอหางดง, พร้าว, ฝาง และอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชื่อนายวรศักดิ์ ไตรแสง อายุ ๗๘ ปี เล่าเรื่องการชุมชนและอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านบ้านเชียงยืนว่า

“การทำแคบหมู จิ๊นปิ้ง ที่บ้านไปขายตลาดเป็นอาชีพหลักของบ้านเชียงยืนเลยก็ว่าได้ ทำกันหลายบ้าน นอกจากบ้านผมแล้ว มีบ้านของพ่อหลวงสิงห์แก้ว อยู่ติดสะพานริมถนนข้างวัดเชียงยืน เป็นผู้ใหญ่บ้านรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะยกเลิกไปขึ้นกับเทศบาล บ้านพ่อหลวงสิงห์แก้ว ถือว่าฐานะดีกว่าบ้านอื่น นอกจากจะทำแคปหมู จิ้นปิ้งไปขายแล้ว ยังมีนาข้าวได้ผลผลิตข้าวมาเข้ายุ้ง บางส่วนขายเป็นเงินได้ ใกล้บ้านพ่อหลวงสิงห์แก้ว คือ บ้านป้าเป็งสาทำแคบหมูและอาหารพื้นเมืองขายเช่นกัน รวมทั้งบ้านของแม่แก้ว ลุงควาย อยู่ตรงข้ามบ้านแม่เป็งสา บ้านตรงข้ามบ้านผมก็ทำ คือ บ้านหนานตัน ภรรยาชื่อ แม่บัวแก้ว”

“หมูที่นำมาใช้ทำแคมหมูและจิ๊นปิ้ง มักมีชาวบ้านบ้านช้างม่อยนำมาส่งให้ ที่บ้านช้างม่อยมักมีการลักลอบฆ่าหมูนำมาขาย ส่วนหมูที่ถูกต้องจะฆ่ากันที่โรงฆ่าสัตว์เทศบาลสมัยนั้นอยู่ที่ศูนย์โรคปอดหน้าร้านหนังสือสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์”

“นอกจากทำแคบหมูขายแล้ว บางบ้านก็มีอาชีพทำนา รวมทั้งรับจ้างทำนาหากไม่มีนาเป็นของตัวเอง สมัยก่อนถัดจากบ้านชาวบ้านไปทางตะวันออกเป็นนาข้าวทั้งสิ้น รวมทั้งบริเวณด้านข้างสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ก็เป็นทุ่งนายังไม่มีการตัดถนนสายรัตนโกสินทร์นาข้าวแถวนี้ บางปีหากน้ำท่วมมากและท่วมหลายวัน ข้าวที่ปลูกก็เสียหายไม่ได้ผลเหมือนกัน”

นอกจากบ้านเรือนทางด้านหลังวัดเชียงยืนและด้านสองฝั่งถนนหน้าสนามกีฬาแล้ว ถัดมาทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือใกล้สถานีขนส่งช้างเผือกมีบ้านเรือนอยู่อีกประมาณ ๑๐-๑๑ ครอบครัว มีบ้านนายทอง อินต๊ะ, บ้านลุงเสา, บ้านพ่อหลวงตุ่น เป็นพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) บ้านช้างเผือก, บ้านลุงถา, บ้านเฮียคำ และบ้านป้าหลง ส่วนอีกฝั่งถนนมีอีกประมาณ ๕ ครอบครัว (นายทอง อินต๊ะ, สัมภาษณ์)

ด้านทิศตะวันออกของบ้านเชียงยืนเป็นทุ่งนา มักทำนาได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง หากปีไหนแล้งจัด ฝนตกน้อยก็ไม่ได้ผลหรือบางปีฝนตกหนักน้ำก็ท่วมนาทำให้ได้ผลผลิตน้อย ลุงบรรจง เด่นระมณี เล่าว่า บริเวณนั้นเป็นที่นาของครอบครัวประมาณ ๑๔ ไร่ ที่ของหนานเป็ง ประมาณ ๑๐ ไร่เศษ ของพ่อคำ ประมาณ ๘ ไร่และของนายเบี้ยว ทานะกุล ประมาณ ๘ ไร่ ขายให้เตี่ยโต อาชีพค้าขายเพชรทองอยู่ในตลาดมาซื้อทำบ้านจัดสรร ชื่อ “หมู่บ้านอุ่นอารี” หมู่บ้านนี้ถัดมาด้านตะวันออก ติดคลองแม่ข่าและถนนอัษฎาธร

ถัดจากที่นานี้ไปทางทิศเหนือ บริเวณที่ดินทุ่งนาด้านตะวันออกของสนามกีฬาเทศบาลฯ ส่วนหนึ่งเป็ยของ นายบุญมี ไตรแสง, นายเป็ง นาวาจักร และร้านจิวย่งไถ่ ต่อมาในสมัยที่ นายชุณห์ พุกกะชาติกุล เป็นนายกเทศมนตรี ได้ขอรับบริจาคพื้นที่ตัดทำถนนไปถึงหน้าวัดป่าแพ่ง เพื่อเชื่อมกับถนนเมืองสมุทรด้านหลังตลาดเมืองใหม่ เรียกชื่อว่า ถนนรัตนโกสินทร์ ถนนสายนี้นายบุญมี ไตรแสง ยกให้ เสียพื้นที่ประมาณ ๒๕ ไร่ พื้นที่ถนนอีกส่วนหนึ่งบริจาคโดยเจ้าของที่ดินรายอื่น สร้างถนนประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ (นายบุญมี ไตรแสง, สัมภาษณ์)

หมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียงของบ้านเชียงยืน ด้านทิศใต้ที่อยู่คนละฝั่งคูเมือง คือ บ้านเชียงมั่น ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่มีตลาดที่หมู่บ้านใกล้เคียงต้องแวะเวียนมาจับจ่ายซื้อขายสินค้ากันที่ตลาดประตูช้างเผือก หมู่บ้านหรือชุมชนนี้คือ บ้านช้างเผือก อาจเริ่มตั้งแต่ตลาดประตูช้างเผือกเรื่อยมาจนถึงสี่แยกอนุสาวรีย์ช้างเผือก

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเล่มที่ ๑๐) , พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐