บ้านกองทราย

0
470

บ้านกองทราย อยู่ถัดจากบ้านเมืองมางไปทางทิศตะวันตก คำเมือง “กอง” หมายถึงถนน ถนนที่ผ่านมาชุมชนเป็นที่ลาดต่ำจึงเป็นทางน้ำ มีน้ำไหลมาจากคูเมืองตลอดทั้งปีและมีทรายติดมากับน้ำด้วย จึงเรียกว่า “บ้านกองทราย” ซอยถนนเข้าบ้านกองทราย คือ ถนนราชเชียงแสนซอย 1

ถนนราชเชียงแสน ซอย 1

น้ำจากคูเมืองนี้คนรุ่นก่อนบอกว่าปลาชุกชุมกินกันไม่หวาดไม่ไหวหากนำทรายมากั้นทางน้ำ ก็จะดักปลาและจับปลามาทำอาหารได้มีทั้งปลาช่อนและปลาอื่น สมัยนั้นคนน้อย จับปลามากินบ่อยก็เบื่อจับมาขายก็ไม่ค่อยมีคนซื้อ

อาหารสมัยก่อนก็หากินได้ง่าย บริเวณบ้านแต่ละบ้านกว้างขวาง มักปลูกผักสวนครัวกันทุกบ้าน ทำลาบหรือทำอาหารมีผักเป็นกับข้าวได้ ไม่ต้องหาซื้อที่ตลาด ดังนั้นหากมีข้าวในยุ้งก็ไม่อด ไม่มีเงินก็อยู่ได้

บ้านกองทราย คนรุ่นเก่าๆ บอกว่า สมัยก่อนเรียกว่า บ้านกองเพชฌฆาต เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ทางการมักนำนักโทษผ่านเส้นทางนี้เพื่อไปพื้นที่ประหารที่บ้านวังตาล เป็นเส้นทางทะลุออกประตูก้อม

ละแวกบ้านกองทราย ส่วนหนึ่งยังทำอาหารพื้นเมืองจำหน่าย

บริเวณสองฝั่งของถนนบ้านกองทรายชาวบ้านเชื่อว่า เป็นที่วัดเก่า เนื่องจากยังมีเจดีย์หรือธาตุเก่าให้เห็น อีกทั้งเป็นบริเวณที่ไม่ห่างจากวัด 3 วัด คือ วัดเมืองมาง วัดดาวดึงษ์ และวัดธาตุคำ

คุณสมาน สุนะรินทร์ คนดั้งเดิมของบ้านกองทรายบอกว่า คนบ้านกองทรายสมัยก่อนนั้นแทบทุกบ้านมีอาชีพทำแคบหมู จิ๊นปิ้งขายกันทั้งนั้น และมักลักลอบฆ่าหมูที่บ้านเพื่อมาทำแคบหมู จิ๊นปิ้ง

“สมัยผมยังเด็ก หลัง ปี พ.ศ.2500 เล็กน้อย บ้านกองทรายยังเป็นคนดั้งเดิมรุ่นเก่า ประมาณ 10 กว่าครอบครัว แต่ละครอบครัวมีอาชีพฆ่าหมูมาทำแคบหมู จิ๊นปิ้ง ไส้อั่วหรือไส้กรอกและจิ๊นส้มขายกันทั้งนั้น เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดี อย่างครอบครัวผม พ่อชื่อทองคำ แม่ คือ จันดี มีลูกถึง 10 คน ต้องเลี้ยงลูกส่งลูกเรียนจนรับราชการได้ 33 คน

“ส่วนครอบครัวอื่นของบ้านกองทรายที่จำได้ เช่น บ้านนายดี , นายหมู เก่งใจกล้า , นายตัน – นางจันป้อง , นายปัน – นางพร , นายรัต – นางสมพร , นายศรีบุตร – นางสมบูรณ์ , นายมี – นางไสว และนายตา – นางจันดี ส่วนใหญ่เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น รุ่นลูกมักเลิกทำบ้าง ก็แยกย้ายไปอยู่ถิ่นคนอื่น คงมีบ้านผมบ้านเดียวที่ยังคงทำตามอาชีพของพ่อแม่อยู่”

“ที่บ้านผมใช้หมูวันละ 1 ตัว มักซื้อมาจากทางบ้านนอก เช่น บ้านแม่เหียะบ้าง ทางอำเภอหางดงบ้าง ซื้อมาครั้งละ 3 – 4 ตัวมาไว้ที่บ้าน และฆ่าวันละตัว บ้านอื่นก็ฆ่าหมูกันทั้งนั้น เนื่องจากใช้ทุนถูกกว่าไปซื้อจากตลาดหรือโรงฆ่าสัตว์ งานเริ่มตั้งแต่ตี 4 เริ่มฆ่าหมูและชำแหละแยกส่วนออก ตอนเช้ามักทอดจิ๊นหมูและแม่จันดีนำไปขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ส่วนคนอื่นในบ้านก็ช่วยกัน ทำแคบหมู ไส้อั่ว จิ๊นส้ม (หรือหมูส้ม บ้างเรียกว่าแหนม)

“สมัยหนึ่ง พระอาจารย์ทองมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเมืองมางขอร้องให้เลิกฆ่าหมูเพราะเป็นการทำบาป มีบางครอบครัวเลิกฆ่าแต่บ้านผมยังฆ่าอยู่เพราะเป็นเรื่องของอาชีพ ช่วงประมาณปี พ.ศ.2511 มีการกวาดล้างจับกุมของตำรวจ พ่อทองคำ และคนอื่นๆในหมู่บ้าน ถูกจับกุมข้อหาเป็นอันธพาล ถูกจับขังที่โรงพักกองเมืองเชียงใหม่ เมื่อครบเดือนก็ได้รับการปล่อยตัวมา พอทางการไม่เข้มงวดพวกเรา ชาวบ้านกองทรายก็ยังคงลักลอบฆ่าหมูกันต่อไปเพราะมันเป็นเรื่อง ของอาชีพ ถึงอย่างไรก็ต้องทำ ตำรวจกองเมืองก็เข้าใจว่ามันเป็นอาชีพ แต่ก็ต้องมีผลการจับกุม ก็มักมาขอจับกุมเอาผลงานเดือนละครั้ง ให้พี่ชายเป็นผู้ต้องหายึดหมูไป เราก็ไปทำเรื่องประมูลหมูมาใช้ต่อ ประกันตัวพี่ชายออกมา วันรุ่งขึ้นก็ถูกนำตัวไปศาล ศาลปรับประมาณ 500 บาท

“บ้านผมมาเลิกจริงๆ เมื่อปี พ.ศ.2527 รวมทั้งบ้านอื่นๆด้วยสาเหตุเนื่องจากชาวบ้านมักเลิกเลี้ยงหมูกัน การเลี้ยงเปลี่ยนมาเป็น หมูฟาร์มของบริษัท ซี.พี. เราต้องเปลี่ยนเป็นซื้อจากตลาดที่ฆ่าและชำแหละแล้วมาแทน หลังจากนี้ชาวบ้านกองทรายก็ทยอยกันเลิกทำ แคบหมู จิ๊นปิ้ง เนื่องจากต้นทุนราคาหมูสูงขึ้น เหลือกำไรน้อย เมื่อเทียบกับการลงทุนและลงแรง คนรุ่นพ่อแม่อายุมาก รุ่นลูกก็ไม่อยากทำอาชีพ เดิมกัน”

ปัจจุบันรุ่นลูกของพ่อทองคำ แม่จันดี ยังคงทำอาชีพเดิมอยู่เพิ่มหมู 3 ชั้นกรอบ นำผลผลิตไปขายส่งที่ตลาดประตูเชียงใหม่ในชื่อยี่ห้อว่า “ป้าพิศ” ลูกสาวแม่จันดี บ้านกองทราย ยืนยันว่ารสชาติเหมือนเมื่อ 60 ปีก่อน (สัมภาษณ์นายจันทร์ บริบูรณ์ และนายสมาน สุณะรินทร์)

ทั้งบ้านเมืองมาง และบ้านกองทราย น่าเชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่ถูกกวาดต้อนมาในยุคหลังพระเจ้ากาวิละกอบกู้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาใหม่ หลังจากเมืองเชียงใหม่ถูกพม่าปกครองและเมืองเชียงใหม่ถูกปล่อยให้รกร้างชั่วระยะหนึ่ง ส่วนพื้นที่คาดว่าเป็นที่วัดเก่าและรกร้างไป ดังนั้นละแวกด้านทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่แถบนี้สมัยก่อนมีวัดเก่าแก่รกร้างมากมายเลยทีเดียว

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 10) พิมครั้งที่ 2 ,สิงหาคม 2550.