“บ้านเมืองเลน” ชุมชนเล็กในเมืองเชียงใหม่

0
1267

“บ้านเมืองเลน” เป็นชื่อชุมชนเล็กๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่นอกคูเมืองด้านตรงกันข้ามกับบ้านแจ่งกะต้ำ กล่าวคือ อยู่ตรงกันข้ามเยื้องกับบ้านพักคนชรา อยู่ด้านหลังโรงเรียนพณิชการเชียงใหม่ของนายสมบูรณ์ จันทรปัญญา

บ้านเมืองเลนเป็นชุมชนเล็กที่ผู้คนค่อนข้างด้อยทางฐานะ เมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบ้านท่าแพที่อยู่ถัดไปหรือชุมชนบ้านฮ่อมที่ส่วนใหญ่ฐานะร่ำรวยที่อยู่ถัดจากบ้านท่าแพไป

คำว่า “เมืองเลน” เป็นชื่อชุมชนหนึ่งอยู่เลยจากตำบลท่าขี้เหล็ก ในเขตประเทศเมียนมาไปสัก ๒๐ ก.ม. ในอดีตกลุ่มชนเหล่านี้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่มืองเชียงใหม่ ชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอสันทรายมีทั้งบ้านเมืองวะ บ้านเมืองเลน
“บ้านเมืองเลน” ในตัวเมืองเชียงใหม่สันนิษฐานว่าอาจเป็นกลุ่มช่างกลุ่มเล็กๆ ที่มีฝีมือและถูกเกณฑ์ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในตัวเมืองเพื่อรับใช้เจ้านาย ทั้งนี้บริเวณที่ตั้งชุมชนถือว่าอยู่ในกำแพงเมืองชั้นนอก

ผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในเมืองเชียงใหม่ที่ทำให้เมืองเลนมีชื่อเสียงอยู่บ้างก็คือ ดาบตำรวจไสว ใจคำ ที่มีบ้านอยู่ที่บ้านเมืองเลน บุตรของนายกลิ้ง นางดี ใจคำ

ดาบตำรวจไสว ใจคำ เป็นตำรวจชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบประจำ สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ เป็นตำรวจในสายเลือดที่ทำงานด้านการสืบสวนอย่งมีประสิทธิภาพ ทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่จนเป็นที่รู้จักของคนมืองเชียงใหม่โดยทั่วไป อีกทั้งบุคลิกที่ผูกมิตรกับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนร้าย ทำให้ดาบตำรวจไสว เป็นที่ชื่นชมและมี “สายลับ” ที่พร้อมจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายอยู่ทั่วไป แม้แต่คนร้ายเอง เมื่อถูกจองจำในรือนจำ ดาบตำรวจไสวแสดงน้ำใจโดยแวะเยี่ยมเยียน อีกทั้งดูแลช่วยเหลือลูกเมียของคนร้ายนั้น

ด้วยเหตุนี้จึงเล่ากันว่า แม้ดาบตำรวจไสวพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ไม่ได้แวะไปโรงพักก็รู้ว่าเกิดเหตุร้าย เกิดคดีที่ไหนบ้างในเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งรู้ว่าคนร้ายเป็นใคร ดาบตำรวจไสว เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑

ชุมชน “บ้านเมืองเลน” สมัยก่อนมีครอบครัวอยู่ประมาณ ๒๐ ครอบครัว นางศรีคำ ไชยรัตน์ อายุ ๗๙ ปี เล่าว่า
“ใกล้วัดเมืองเลนเรื่อยมา มีครอบครัวคุณแหวน เป็นนายทหารนอกราชการ มาซื้อที่ของพี่ถาปลูกบ้านอยู่ ภรรยาชื่อ ป้าจี๋ มีบ้านยาย (นางศรีคำ) บ้านอุ๊ยสั้นอยู่ใกล้กัน มีบ้านลุงปิ้น บ้านอุ๊ยยา บ้านพี่จันทา บ้านป้าโมะ บ้านอ้ายชุนเหมี่ยน เป็นคนจีน บ้านป้าเต็งอยู่ บ้านป้าแป่ง บ้านอ้ายเสา บ้านอ้ายหล้า บ้านอ้ายปั๋น ส่วนใหญ่เป็นคนดั้งเดิมของที่นี่ ส่วนบ้านป้าย้ายมาจากแถวหน้าโรงพยาบาลหมอสง เสียมภักดี ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว ตอนนั้นป้ายังเด็ก มาซื้อที่ที่นี่ราคา ๗๘ แถบ สมัยนั้นเงินใช้เป็นเงินแถบหรือรูเปีย หนึ่งแถบเท่ากับ ๘๐ สตางค์

“ถัดจากบ้านเมืองเลนไปทางตะวันออกที่ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงแรมแม่ปิง สมัยเมื่อป้าเป็นเด็กเป็นป่าและเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขังเกือบทั้งปี หากหน้าฝนน้ำท่วมถึงเอว จิ้งหรีดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า จิ้งกุ่ง จะหนีน้ำจากรูขึ้นมา ป้ากับเพื่อนจะลุยน้ำเอาข้องมัดติดเอว เสาะหาจิ้งกุ่งใส่ข้องมาทอดเป็นกับข้าว ได้ทีละ ๒๐-๓๐ ตัว ส่วนกลางคืนมักมีตัวแมงนูนบ้าง แมงดาบ้าง บินมาเล่นไฟฟ้าริมถนนก็ไปหาเก็บมาทอดกิน สนุกมาก

“บ้านเมืองเลน อาชีพส่วนใหญ่ค้าขายและรับจ้าง บ้านของป้าค้าขาย พ่อจะไปซื้อหมูจากอำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าวโน่น ลงทุนรวมเงินกับเพื่อนไปกันทีละ ๔-๕ คน ซื้อหมูมาคราวละ ๑๐-๒๐ ตัว ขาไปก็นั่งรถยนต์ไป ขากลับมักล่องแพ นำหมูใส่แพมาและต้อนมาไว้ในเล้าใกล้บ้าน หลังจากนั้นจะมีพ่อค้ามาซื้อขายไปฆ่าขาย ได้กำไรดี ชาวบ้านบางคนก็ทำขนมจีนไปขาย มักไปขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่กันเพราะอยู่ใกล้”

“ตอนเริ่มเป็นสาว ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) มีอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ดี คือ ไปซื้อผักที่ตลาดต้นลำไยไปขายต่อให้แป๊ะกัง ซึ่งประมูลขายผักให้ทหารญี่ปุ่นรับซื้อกันที่วัดบุปพาราม ถนนท่าแพ แต่ละวันมีแม่ค้าชาวบ้านนำผักใส่เข่งมาขายกันเยอะ แล้วทหารญี่ปุ่นจะนำรถบรรทุกมารับ แป๊ะกังบ้านอยู่ตรอกข่วงเมรุ สนิทสนมกับผู้กำกับเชียงใหม่สมัยนั้นชื่อ ศิริชัย ชัยคุณา แป๊ะกังร่ำรวยมาก นอกจากได้ผักกับญี่ปุ่นแล้ว ยังเปิดบ่อนที่ตรอกข่วงเมรุด้วย ตอนหลังฐานะแย่ลงย้ายไปเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่อำเภอสันป่าตอง ป้ากับพี่ชายไปซื้อผักที่ตลาดต้นลำไย ส่วนใหญ่เป็นผักกาด แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ ใส่เข่งนำไปขายให้แป๊ะกัง ได้กำไรวันละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท”

“เด็กๆ บ้านเมืองเลนส่วนใหญ่ก็มักไปเรียนที่กันที่โรงเรียนวัดศรีดอนไชย อยู่ไม่ไกลนัก ส่วนป้ามีญาติรู้จักกับทางโรงเรียนพระหฤทัย จึงได้เรียนพระหฤทัยตั้งแต่ ป.๑ ถึง ป.๓ สมัยนั้นโรงเรียนพระหฤทัยสอนถึงชั้น ม.๑ มีทั้งหญิงและชายอยู่คนละฟากกันมีโบสถ์คั่นกลาง เครื่องแบบกระโปรงสีแดง เสื้อขาว เนคไทสีแดง ถุงเท้าขาวยาวคล้ายกับเครื่องแบบโรงเรียนดาราวิทยาลัยสมัยนี้ เช้าก็เดินไปลัดทุ่งนาบริเวณด้านหลังโรงหนังแสงตะวันเก่า ทะลุถึงหน้าโรงเรียนพอดี สมัยนั้นแถบโรงหนังแสงตะวัน โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่าเป็นทุ่งนาทั้งหมด บางวันได้นั่งรถไปเหมือนกัน แต่เป็นรถลากของปูโก เป็นรถที่เรียกว่า รถเจ๊ก คือ มีที่นั่งมีล้อแต่ใช้คนลาก ปูโกมีอาชีพรับจ้างลากรถ เช้าก็ลากรถมีลูกนั่งไปโรงเรียน บางวันป้าขออาศัยไปด้วย นั่งได้ ๔ คน ขากลับมักนั่งรถม้าโดยขออาศัยรถของนางส่วนติ่น ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำไพ เรียนชั้นเดียวกัน แม่เค้าชื่อจันดี ขายเพชรขายทอง บ้านอยู่หน้าวัดศรีดอนไชย สมัยนั้นใครมีรถม้าไปส่งที่โรงเรียนถือว่า เป็นคุณหนู ฐานะต้องดี”

ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านเมืองเลน คือ “วัดเมืองเลน” วัดเมืองเลนอยู่ถัดจากโรงเรียนพณิชยการเชียงใหม่มาด้านหลังติดต่อกัน พื้นที่กว้างขวาง บริเวณวัดมีวิหารไม้ ๑ หลัง ด้านในมีพระประธานและพระบริวาร ใกล้กันมีกุฏิไม้ชั้นเดียวสำหรับเจ้าอาวาส ๑ หลัง ด้านหลังมีต้นมะขามใหญ่สูงตระหง่าน ถัดไปทางด้านหลังส่วนเป็นป่าไผ่บ้างสลับต้นฉำฉารกครึ้ม มักมีเด็กใจกล้าลุยใช้หนังสะติ๊กส่องยิงนกยามค่ำคืน

ราวปี พ.ศ.๒๔๘๐ เจ้าอาวาสองค์เก่าที่ชื่อว่า พระตุ้ย (บ้างว่าชื่อพระชื่น) ย้ายไปอยู่วัดพันตอง ทำให้วัดเมืองเลนขาดพระที่จะมาประกอบศาสนาพิธี ศรัทธาหลักของวัดเมืองเลน คือ นางโมะ เป็นชาวบ้านเมืองเลนที่พอมีฐานะและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สามี คือ นายอ้าย มีอาชีพรับจ้างทำล้อเกวียน รวมทั้งน้องสาวของนางโมะ คือ นางแสน ทราบว่ามีพระรูปหนึ่งมีความรู้ดีอยู่ที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงไปนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดเมืองเลน ชื่อว่า “ตุ๊เจ้าจันท์” หรือ หลวงพ่อจันท์ อายุขณะนั้นประมาณ ๕๐ ปี มาประจำอยู่ที่วัดเมืองเลนนับแต่นั้น เป็นพระสงฆ์รูปเดียวของวัดเมืองเลน ไม่มีเณรอื่น มีเพียงเด็กวัด หรือ “โขยมวัด” ที่คอยรับใช้หลวงพ่อจันท์

“ตุ๊เจ้าจันท์” อยู่ได้ไม่นานนัก ปรากฎว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ชาวบ้านหวาดกลัวกัน คือ โรคเรื้อน ชาวบ้านเรียกว่า “โรคไทยกอ” ทำให้ชาวบ้านไปทำบุญน้อยลงเพราะกลัวโรคร้ายจะติดต่อ แต่ศรัทธาหลักๆ คือ นางโมะ และญาติพี่น้องยังคงร่วมทำบุญอยู่เสมอ ไม่นานนัก “ตุ๊เจ้าจันท์” ก็มรณภาพ กว่าจะมีผู้มาพบว่ามรณภาพแล้วก็เกือบ ๑๐ วันเข้าไปแล้ว สภาพศพส่งกลิ่นรบกวนร้อนถึงนางโมะ ต้องมาดำเนินการจัดหาโลงมาบรรจุศพและร่วมกับชาวบ้านประมาณ ๑๐ คน แบกหามไปฌาปนกิจที่สุสานหายยา

หลังจากการมรณภาพของ ตุ๊เจ้าจันท์แล้ว ก็ไม่มีพระรูปใดจะกล้ามาอาศัยที่วัดเมืองเลนอีก วัดเมืองเลนถูกปล่อยเป็นวัดร้างนับแต่นั้น ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๕ บริวณวัดถูกปล่อยให้หญ้าและต้นไม้ขึ้นรก ยากที่จะหาคนใจกล้าเข้าไปในบริวณวัด คงมีเพียงครอบครัวของนายปั๋น และครอบครัวของนายคำ สองพี่น้องที่มีฐานะยากจน อพยพครอบครัวจากย่านท่าแพ มาสร้างบ้านอยู่ในบริเวณวัดเมืองเลน ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปพอเลี้ยงตัวเองได้

ชาวบ้านเมืองเลน ต่างรับรู้การเข้ามาอยู่อาศัยของครอบครัวนายปั๋นและนายคำ แต่ก็ไม่ขัดขวางแต่อย่างใดเนื่องจากเห็นว่าฐานะยากจนข้นแค้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเนื่องจากเห็นว่าพื้นที่วัดรกร้างและน่ากลัว ต่างคิดกันว่าอยู่ได้ก็อยู่ไป
ครอบครัวของนายปั๋นและนายคำ ดูเหมือนจะประสบปัญหาที่ยากจะอธิบาย เพราะส่วนหนึ่งเสียชีวิตที่ไม่อาจอธิบายเหตุผลได้ ในที่สุดต้องโยกย้ายออกไปจากบริเวณวัด

วัดถูกปล่อยให้รกร้างเรื่อยมา จนอาจารย์ประสาท จินตศิริ ทำเรื่องเช่าพื้นที่วัดเมืองเลน ๙๙ ปี สร้างโรงเรียน ชื่อว่า โรงเรียนประสาท เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่มีชื่อในด้านความเกเรของนักเรียนที่ถนัดด้านการวิวาทต่อยตีกับโรงเรียนอื่น
มีการรื้อวิหารและกุฏิพระ ศรัทธาได้นำพระประธานและพระบริวารรวม ๓ องค์ ไปไว้ที่วัดทุงยู ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กรองลงมา ๒ องค์ ฝากไว้ประจำโรงเรียน

ต่อมาโรงเรียนประสาทเลิกกิจการ เปลี่ยนเป็นโรงเรียนศิริกร เจ้าของเป็นคนเดิม คือ อาจารย์ประสาท จินตศิริ เน้นการสอนศิลปะ การวาดเขียนเป็นหลัก ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเพาะช่าง หลังจากนั้นโรงเรียนเพาะช่างขาดผู้บริหารก็ต้องปิดกิจการลง ผู้มาเช่าพื้นที่วัดทำกิจการต่อ คือ อาจารย์มรกต สร้างเป็นโรงเรียนเมโทรเทคโนโลยี (นายปัน สมคำ, อายุ ๗๗ ปี, สัมภาษณ์)

“บ้านเมืองเลน” ในปัจจุบันคนรุ่นก่าๆ ต่างล้มหายตายจาก รุ่นลูกบ้างไปทำงานท้องที่อื่น บ้างทนต่อแรงยั่วเย้าของราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นไม่ไหวก็ขายที่ดิน ขยับขยายไปอยู่นอกเมืองที่ราคาที่ดินถูกกว่า

ป้าศรีคำ ไชยรัตน์ อายุ ๗๙ ปี บอกว่าที่ดินของตัวเองมี ๑๐๘ ตารางวา นักธุรกิจญี่ปุ่นเคยมาขอซื้อราคา ๖.๕ ล้านบาท ล่าสุดเสนอซื้อ ๑๐ ล้านบาท อีกทั้งจะขายบ้านราคาถูกแถวตลาดคำเที่ยงให้ ๒ ล้านบาท แต่ป้าศรีคำก็ยังไม่ขายแม้ชาวบ้านทั่วไปจะบอกว่าโง่ที่ไม่ขาย เหตุผลที่ไม่ขาย เพระหากแบ่งกับพี่ชายจะได้คนละ ๕ ล้าน ป้ามีลูกเหลือ ๕ คนแบ่งกันไปก็คงเหลือไม่เท่าไหร่ เหตุผลสำคัญกว่าเหตุผลอื่นคือ เป็นที่ของพ่อแม่ที่สั่งสมมาจึงไม่อยากขาย

“บ้านเมืองเลน” ในอนาคตอาจสูญหายเหลือเพียงเรื่องเล่าขาน

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๑๐), พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐