บ้านประตูเชียงใหม่

0
960

ในอดีตนั้นในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่เดิมเป็นที่ดินของเจ้าผู้ครองนครและบุตรหลาน โดยเฉพาะย่านใจกลางเมืองอีกส่วนหนึ่งเป็นวัดที่สร้างทั่วไปในเขตกำแพงเมือง นอกจากนี้แล้วพื้นที่บางส่วนแถบริมกำแพงเมืองเป็นที่อยู่ของกลุ่มไพร่หรือผู้รับใช้เจ้านาย ดังเช่น บ้านพวกแต้ม ที่อยู่ข้บเมืองด้านทิศตะวันตะเฉียงใต้ เป็นต้น

ยุคต่อมาเมื่อระบบเจ้าผู้ครองนครเสื่อมอำนาจลงเนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาลกลางโดยส่งข้าหลวงมาทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนคร โดยเฉพาะในช่วงสมัยที่อังกฤษมีอำนาจทางประเทศพม่าและรัฐบาลเกรงว่าอังกฤษจะเข้ามายึดครองหัวเมืองแถบล้านนา

หลังจากนั้นระบบราชการจากส่วนกลางเข้ามาทดแทนการบริหารบ้านเมืองของเจ้านครและบุตรหลาน ส่งผลให้อำนาจของผู้ครองนครลดน้อยลง ช่วงนี้เองที่รัฐบาลไทยออกกฎหมายการถือครองที่ดินโดยเริ่มมีการออกหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก เริ่มในปี พ.ศ.๒๔๔๔

เมื่อหมดยุคของผู้เจ้าครองนครและเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลพายัพขึ้นต่อรัฐบาลไทย ทำให้รายได้ของเจ้าและบุตรหลานลดน้อยลง ที่ดินบางส่วนขายต่อให้พ่อค้าคหบดีที่สร้างฐานะขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบในกำแพงเมืองด้านทิศเหนือกับด้านทิศใต้แล้ว ด้านทิศใต้มักมีการเข้ามาครอบครองกรรมสิทธิ์ด้านที่ดินมากกว่าและถือได้ว่าเป็นชุมชนใหญ่ คือ ชุมชนบ้านประตูเชียงใหม่

ที่เด่นชัด คือ การเข้ามาถือครองกรรมสิทธิ์ทำตลาดประตูเชียงใหม่ของตระกูล “กิติบุตร” ที่มีมาช้านาน

“บ้านประตูเชียงใหม่” มีถนนพระปกเกล้า ตัดจากทิศเหนือมาทิศใต้ถึงประตูเชียงใหม่ ถนนอีกสายหนึ่งอยู่ขนานกันไปทางทิศตะวันออก คือ ถนนราชภาคินัย ตามชื่อตำแหน่งเจ้านายฝ่ายเหนือตำแหน่งหนึ่ง

ตระกูลเจ้านายที่ยังคงเหลืออยู่ที่บ้านประตูเชียงใหม่ คือ ตระกูล ณ เชียงใหม่ สายเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยหน่อเมือง ณ เชียงใหม่) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าหญิงจันทร์ฟอง ส่วนบิดานั้นเป็นเจ้าเมืองตากมีพี่น้อง ๓ คน คือ เจ้าหญิงกาบคำ, เจ้าหญิงกาบแก้ว และเจ้าน้อยหน่อเมืองซึ่งเจ้าหญิงจันทร์ฟองมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ คือ เจ้าคำฝั้น

เจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง ณ เชียงใหม่) มีภรรยา ๔ คน บุตรธิดารวม ๙ คน คือ เจ้าแก้วมูล, เจ้าบัวทิพย์, เจ้าจันทร์สม, เจ้าน้อยบุญปั๋น, เจ้าแม่อินหวัน, เจ้าไข่แก้ว, เจ้าสิงห์ทอง, เจ้าหนานดวงฤทธิ์ และเจ้าน้อยเครื่อง

เจ้าบุรีรัตน์ (หน่อแก้ว ณ เชียงใหม่) มีคุ้มอยู่หน้าวัดฟ่อนสร้อย ทำหน้าที่ผู้พิพากษา ระดับเจ้านายสมัยนั้นมีที่นาอยู่ทางตำบลหนองหอยประมาณ ๑๐๐ ไร่ และเขตอำเภอสารภีนับ ๑,๐๐๐ ไร่

ธิดาของเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อแก้ว ณ เชียงใหม่) คนหนึ่ง คือ เจ้าจันทร์สม แต่งงานกับ นายภิญโญ อินทวิวัฒน์ บุตรของรองอำมาตย์เอกพระยาจ่าบ้านรัษฎาโยนัคราช (หรือพระยาจ่าบ้านรัษฎาโมนะคะราช) ชื่อเดิม คือ ก้อนแก้ว อินทวิวัฒน์ รับราชการเป็นผู้พิพากษาเช่นเดียวกัน ว่ากันว่าเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณตลาดประตูเชียงใหม่ ต่อมาขายต่อให้ นางบู่ทอง กิติบุตร นายภิญโญ อินทวิวัฒน์ รับราชการเป็นปลัดอำเภออยู่หลายอำเภอ ต่อมาลาออกและได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ (เอกสารตระกูลอินทวิวัฒน์ รวบรวมโดน พ.ท.วรงค์ ณ เชียงใหม่ และสัมภาษณ์คุณยาใจ ณ เชียงใหม่)

รุ่นหลานของเจ้าบุรีรัตน์ คนหนึ่ง คือ พ.ท.วรงค์ ณ เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี เล่าว่าเกิดที่บริเวณคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ หลังเจ้าบุรีรัตน์เสียชีวิตประมาณ ๒ ปี เป็นบุตรของเจ้าน้อยสิงห์ทอง บุตรของเจ้าบุรีรัตน์ ส่วนแม่ชื่อ แม่จังกร ธิดาของพระยาจ่าบ้านฯ สกุล อินทวิวัฒน์ ต่อมาย้ายครอบครัวไปอยู่หลังวัดพันแหวน

รุ่นลูกของเจ้าบุรีรัตน์ผู้ที่ได้รับมรดกมาก คือ เจ้าบัวทิพย์ เป็นโสด เมื่อเสียชีวิตทรัพย์สินยกให้น้องสาว คือ เจ้าจันทร์สม ซึ่งแต่งงานกับนายภิญโญ อินทวิวัฒน์ ไม่มีบุตรธิดา จึงรับหลานคือ คุณยาใจ ลูกของเจ้าน้อยบุญปั๋นมาเลี้ยงเป็นบุตรธรรม เมื่อเจ้าจันทร์สมเสียชีวิตทรัพย์มรดกตกแก่คุณยาใจครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้พี่ๆน้องๆของคุณยาใจ ปัจจุบันบริเวณปั๊มน้ำมันหน้าวัดฟ่อนสร้อยและที่ด้านหล้งปั๊มเป็นของคุณยาใจ ส่วนที่และบ้านด้านข้างเป็นของส่วนรวม

คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ เดิมอยู่บริเวณปั๊มน้ำมันด้านหน้าวัดฟ่อนสร้อย คาดว่ารื้อหลังจากการเสียชีวิตของเจ้าบุรีรัตน์ ซึ่งเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๔๖๖ ในบริเวณโดยรอบคุ้มลูกหลานปลูกบ้านอยู่อาศัยเนื้อที่บริเวณคุ้มยาวไปติดกับวัดหมื่นตูม ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือ

พระอมรฤทธิ์ สุทธสีโล รองเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย ซึ่งสายสกุล ณ เชียงใหม่ เล่าว่าเกิดที่คุ้มหน้าวัดฟ่อนสร้อย ปี พ.ศ.๒๔๘๔ แต่ไม่ทันเห็นคุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ซึ่งรื้อไปก่อนแล้ว โดยบุตรของ ส.ต.ท.เจ้าคำแสน ณ เชียงใหม่ หลานของเจ้าบุรีรัตน์ เป็นตำรวจประจำกองเมืองเชียงใหม่ ต่อมารับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเชียงใหม่ เสียชีวิตปี พ.ศ.๒๕๐๕ ในบริเวณคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ลูกหลานปลูกบ้านอยู่รวมกัน ที่จำได้มี เจ้าบัวทิพย์ เจ้าจันทร์สม เจ้าน้อยบุญปั๋น ส่วนเจ้าหนานดวงฤทธิ์ มีบ้านอยู่หลังตลาดประตูเชียงใหม่ ต่อมาขายให้พ่อเลี้ยงหมื่น ช่วงเวลาต่อมาหลายคนเสียชีวิต บ้างก็แยกย้ายกันไป บริเวณของคุ้มนั้นกว้างเลยไปถึงวัดหมื่นตูม สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สร้างเป็นโรงเลื่อยไม้ให้พ่อน้อยตื้อ คนรับใช้ในคุ้มเป็นคนดูแล ต่อมาเลิกไป บริเวณดังกล่าวให้ข้ารับใช้ในคุ้มสร้างบ้านอยู่อาศัยกันและยกให้เป็นกรรมสิทธิ์รุ่นต่อๆมามักขายต่อไป ข้ารับใช้ในคุ้มสมัยนั้นไม่มีเงินตอบแทน เพียงแต่แบ่งข้าวเปลือกบ้าง ข้าวสารบ้างให้กิน

ชาวบ้านประตูเชียงใหม่ เรียกคุ้มบุรีรัตน์กันติดปากว่า “คุ้มเจ้าหัวเมืองแก้ว” ด้านซอยข้างที่ดินของคุ้มสมัยก่อนเป็นซอยเล็กและมีวัชพืชปกคลุม ชาวบ้านเล่าว่าประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้ว มักมีผู้นำศพคนถูกฆ่ามาทิ้งไว้ในซอยนี้อยู่เสมอ ใครเดินผ่านมักถูกผีทักทำให้เจ็บป่วย จึงมักมีการมาทำพิธีบูชาผีบริเวณนี้อยู่เสมอ เช่นเดียวกับบริเวณวัดเจ็ดลินที่สมัยนั้นรกร้างและเป็นป่า มักไม่ค่อยมีใครอยากเดินผ่าน เพราะมักเจ็บป่วยเมื่อกลับถึงบ้าน ชาวเมืองเชื่อกันว่าถูกผีบริเวณนั้นทักและทำให้เจ็บป่วย ต้องไปให้หมอพื้นเมืองทายและนำของมาเซ่นไหว้ให้หายจากเจ็บป่วย

วัดที่เป็นหลักของบ้านประตูเชียงใหม่ คือ วัดฟ่อนสร้อย

วัดฟ่อนสร้อย มีความสำคัญเนื่องจากเชื่อกันสืบมาว่าเป็นวัดที่เจ้านายให้การทำนุบำรุงและเป็นศรัทธาหลักมาแต่อดีต จึงมีความสำคัญกว่าวัดอื่นในละแวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดหมื่นตูม วัดช่างแต้ม วัดพันแหวนซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

วัดฟ่อนสร้อยมีประวัติว่า สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๐๓๑ เจ้าอาวาสมีรายนาม คือ พระมหาสังฆราชา, พระครูปัญญา, พระอธิการดวงคำ, พระครูจักรวุฒิสาร, พระครูสังฆบรักษ์อุดม, พระอธิการวิชัย วิชโย, พระอธิการไพศาล โอภาโส และ พระใบฎีกายงยุทธ มหาปัญโญ เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

นอกจากเป็นวัดที่เจ้านายทำนุบำรุงแล้ว เจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อยองค์หนึ่งก็มีเชื้อสายเจ้านายด้วยเช่นกัน ชื่อว่า พระครูจักร วุฒิสาร (หมู ณ เชียงใหม่) ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ตุ๊ลุงหมู” เป็นบุตรของเจ้าน้อยหลวง ซึ่งเป็นน้องของเจ้าบุรีรัตน์ บวชปี พ.ศ.๒๔๘๑ มรณภาพปี พ.ศ.๒๕๐๔

คุณลุงหอม ฉางข้าวชัย อาจารย์วัดหรือมัคทายกวัดฟ่อนสร้อย บอกว่ามาจากอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มาอยู่ย่านประตูเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๒๑ ปี ปีพ.ศ.๒๔๙๔ ต่อมาจึงทำหน้าที่อาจารย์วัดฟ่อนสร้อย กล่าวถึงเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อยหลายองค์ที่สร้างความดีไว้ให้ศรัทธาได้ชื่นชมกัน

“องค์หนึ่งที่สร้างผลงานไว้ คือ ตุ๊ลุงหมู หรือ ตุ๊เจ้าหมู เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ มีเชื้อสายเจ้านายโดยเป็นญาติของ เจ้าน้อยบุญปั๋น ณ เชียงใหม่ ก่อนที่จะบวชมีประวัติว่ามีนิสัยนักเลง ชอบดื่มเหล้า เมื่อบวชเป็นพระแล้วมีความเคร่งครัดในวินัยมาก เด็ดเดี่ยว หากมีนักเลงขี้เหล้าเมายาเข้ามาก่อกวนในวัดมักถูกตุ๊ลงหมูใช้ไม้ตีวิ่งออกจากวัดแทบไม่ทัน สมัยที่ตุ๊ลุงหมูเป็นเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย ศรัทธาเข้าวัดเยอะ”

“หลังจากตุ๊ลุงหมูมรณภาพแล้ว พระในวัดอาวุโสยังน้อยมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสองค์ใหม่มาจากวัดพระสิงห์ ชื่อว่า ตุ๊เจ้าสวย หรือ ท่านสวย บ้านอยู่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อยู่ไม่ถึงปีก็เปลี่ยนเจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ดม จากวัดพระสิงห์เช่นเดียวกัน มีพระและเณรติดตามมาประมาณ ๔๐ รูป ทำให้วัดคึกคักมาก”

“พระอาจารย์ดมชอบพัฒนามักไปจาริกพัฒนาตามบ้านนอก ไปเจอหญิงสาวบ้านห้วยแก้ว เขตอำเภอสันกำแพง ก็เลยสึกไปมีครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนธรรมราชศึกษา ทำงานขยันขันแข็ง เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานมานี้ อายุแค่ ๔๐ ปีเศษ พวกครูเพื่อนร่วมง่านเสียดายกันมาก มักพูดชมกันว่า ผลงานของครูดมนี้แม้ครูอื่นสิบคนก็ยังไม่เท่า น่าปลื้มใจแทนมาก”

“เจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านไพศาล เป็นคนประตูเชียงใหม่นี่เอง เคยเป็นหัวหน้ากองยาวมาก่อน ชอบดื่มเหล้า แต่มาบวชแล้วดีมาก กลายเป็นเกลียดพวกกินเหล้าไป ตอนบวชอายุ ๔๐ กว่าแล้ว ท่านไพศาลชอบทำบุญช่วยเหลือคนยากจน ศพใครไม่มีเงินช่วยหมด แล้วก็เก่งด้านแต่งดอกไม้ แต่งเครื่องครัวทานของวัดชนะเลิศอยู่เสมอ เสียดายเสียชีวิตเร็วไปหน่อย อายุ ๖๐ ปี กลับจากงานทำบุญให้ครูบาธรรมชัยครบมรณภาพ ๑๓ ปี ที่อำเภอแม่แตง กลับมาก็มรณภาพด้วยโรคหัวใจ อาจารย์วิชัยมาเป็นเจ้าอาวาสต่อ ประมาณ ๔-๕ ปี ก็สึกเป็นครูโรงเรียนวัดดับภัยยังไม่แต่งงาน การสึกของพระสมัยก่อนบางองค์ก็อยากมีครอบครัว บางองค์แม้ไม่มีครอบครัวก็สึก ทางศาสนาเรียกว่า บุญผ้าเหลืองหมด เจ้าอาวาสองค์ต่อมาที่เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ อาจารย์ยุทธ คนทางจังหวัดเชียงราย บวชเรียนอยู่ที่วัดฟ่อนสร้อยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘ เรื่อยมา”

เจ้าอาวาสที่สร้างผลงานไว้ให้เห็นปัจจุบัน คือ ตุ๊เจ้าปั๋น (พระไพศาลโอภาโส) สร้างวิหารหลังปัจจุบันเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๐ นอกจากนี้ยังสร้างกุฎิและหอไตรอีกด้วย

ข้างวัดฟ่อนสร้อยด้านทิศใต้ ติดต่อกับตลาดประตูเชียงใหม่ ยุคหนึ่งทางวัดสร้างตึกแถวให้เช่าและเก็บค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายในวัด ส่วนด้านทิศเหนือติดกับวัดเจ็ดลินที่เริ่มมีการฟื้นวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มีบ้าน ๒ หลังที่คั่นกลาง คือ บ้านของนายปรีชา ภรรยาชื่อ นางบุญส่ง มาลารัตน์ อาชีพทำร่มจำหน่าย ที่บริเวณนี้พ่อเลี้ยงอ้ายเชื้อสายไทใหญ่ เป็นหมอแผนโบราณอยู่บ้านเชียงยืนมาซื้อให้ลูกสาว คือ นางบุญส่ง อยู่อาศัยหลังแต่งงาน สร้างฐานะด้วยการทำร่มจำหน่ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถัดมาเป็นบ้านของพระวิเชียร สกุล “พรหมเสรณี” บ้านไม้สักหลังใหญ่แบบโบราณมีใต้ถุน ต่อมาขายต่อสร้างเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ถัดไปทางเหนือเป็นวัดเจ็ดลินที่สมัยก่อนเป็นป่ารกน่ากลัวไม่มีใครอยากเดินผ่าน เลยวัดเจ็ดลินไปด้านทิศเหนือเป็นบ้านของนายจันทร์ สิทธิปราณี รับราชการอดีตศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นบริษัทเจริญมอเตอร์ ถัดไปเป็นบ้านของแม่ปุ๋ง อาชีพทำกระเบื้องดินขอและท่อน้ำ ปัจจุบันเป็นร้านเจียงแอนด์ซัน (สัมภาษณ์อาจารย์วิบูลพร มาลารัตน์ อายุ ๗๔ ปี และคุณป้าประสาน มาลารัตน์ อายุ ๗๖ ปี)

อีกครอบครัวหนึ่งที่ครอบครองที่ดินบริเวณกว้าง คือ ครอบครัวของนายคง เป็นเจ้าของบ้านและมีบริเวณกว้างอยู่สุดถนนพระปกเกล้าด้านตะวันออกตรงข้ามกับศาลและต้นยางใหญ่ริมประตูเมือง นายคง มีภรรยาชื่อ แม่สม อาชีพขายอ้อยควั่นที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ส่วนนายคงเลี้ยงแพะไว้ที่บ้าน มีลูก ๕ คน มี เสริฐ ใหญ่ ปั๋น เฮง รุ่นลูกเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือรุ่นหลานตอนนี้ บริเวณบ้านของนายคง สร้างเป็นบ้านและห้องให้เช่า

คนละฝั่งถนนจากบ้านของนายคง เป็นบ้านของตำรวจจราจรรุ่นเก่าของเมืองเชียงใหม่ที่ผู้คนรู้จักกันดี คือ จ่าโต สุริยวงศ์ ชาวบ้านมักรู้จักในชื่อของ “จ่าโต น้ำหมาก” เนื่องจากชอบกินหมากแม้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สมัยนั้นตำรวจจราจรเชียงใหม่ มีจ่าโต ๒ คน คือ จ่าโต สุริยวงศ์ และ จ่าโต พวกแต้ม คือ จ่าโต ทนันชัย บ้านอยู่บ้านพวกแต้ม อดีตเป็นหัวหน้าจราจรเชียงใหม่ เสียชีวิตแล้วทั้งคู่

ไม่ไกลกันนักจากบ้านจ่าโต น้ำหมาก ริมถนนราชภาคินัยด้านทิศตวันออก เป็นพื้นที่บ้านของตระกูล “สิทธิปราณี” ชื่อพ่อน้อยแสน สิทธิปราณี เป็นพี่ชายของ นายจันทร์ สิทธิปราณี บ้านข้างวัดเจ็ดลิน พ่อน้อยแสนมีที่ดินนับสิบไร่ นอกจากนี้มีที่นาจำนวนมากอยู่อยู่ทางอำเภอสันทราย พ่อน้อยแสนมีลูกรวม ๖ คน รุ่นลูกคนหนึ่งคือ ผู้กองถา สิทธิปราณี เคยเป็นผู้บังคับกองหัวหน้าโรงพักพร้าวและโรงพักฝาง รุ่นลูกเสียชีวิตหมดแล้ว ตอนนี้เหลือรุ่นหลานมักให้เช่าที่ดิน (นายคำตัน อินทรตา, ๘๐ ปี, สัมภาษณ์)

บ้านประตูเชียงใหม่จึงได้ชื่อว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของตระกูล ณ เชียงใหม่ สายเจ้าบุรีรัตน์ อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่วัดทั้งวัดฟ่อนสร้อย วัดหมื่นตูม วัดเจ็ดลิน วัดช่างแต้ม ถัดไปทางตะวันตกเป็นวัดพันแหวน เลยไปเป็นวัดพระเจ้าเม็งราย แถบวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ด้านหน้าวัดเป็นพื้นที่เดิมของเจ้านายสาย “ณ เชียงใหม่” เหมือนกัน ส่วนด้านหลังวัดเป็นหมู่บ้านเก่าประมาณ ๑๘ ครอบครัวที่น่าศึกษาความเป็นมา

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเล่ม ๑๐), พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐