บ้านวัดดวงดี

0
685

วัดดวงดี วัดที่ชื่อเป็นมงคลนี้อยู่บริเวณย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ ด้านข้างศาลแขวงเชียงใหม่ด้านทิศใต้ ทางเข้าวัดอยู่ระหว่างศาลแขวงเชียงใหม่กับแยกกลางเวียง

ด้านนี้ถือว่าเป็นด้านหลังวัด เนื่องจากเป็นทิศตะวันตกวัดทุกแห่งต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดังนั้นหน้าวัดดวงดีคือทางทิศตะวันออก ด้านนี้มีถนนซอยแยกจากถนนราชภาคินัยเข้ามาถึงด้านหน้าวัด

ทางเข้าวัดดวงดี

ใกล้เคียงกันมีวัดถึง 3 วัด คือ ด้านทิศตะวันออกของวัดดวงดี เป็นวัดอุโมงค์ ด้านหน้าวัดอุโมงค์ติดถนนราชภาคินัยฝั่งตรงกันข้าม เยื้องๆ กับวัดอุโมงค์ เป็นวัดบ้านปิง

บ้านวัดดวงดี บ้านของชาวบ้านมักตั้งอยู่ด้านหน้าวัดทางทิศตะวันออกเรื่อยไปจนติดด้านใต้ถึงแยกวัดพันอ้น บ้านเรือนมีไม่มากนักและมีวัดหลายวัดดังนั้นศรัทธาแต่ละวัดจึงต้องแยกไปเป็นศรัทธาวัดต่างๆ ทั้งวัดดวงดี วัดอุโมงค์ วัดบ้านปิง เลยไปไม่ไกลทางด้านทิศใต้คือ วัดสำเภา วัดพ้นอ้น

วัดดวงดีนี้ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสร้างสมัยใดและใครสร้างคาดว่าสร้างหลังจากพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว

บริเวณหน้าวัดดวงดีและบริเวณใกล้เคียงมีข้อมูลน่าเชื่อถือได้ว่าเป็นบริเวณคุ้มของเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 คือ พระเจ้ามโหตรประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ระหว่างปี พ.ศ.2389 ถึงปี พ.ศ.2397 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อเนื่องกับรัชกาลที่ 4

วิหารวัดดวงดี
พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 5

ระหว่างวัดดวงดีและวัดอุโมงค์ มีที่ดินแปลงหนึ่งกว้างประมาณ 2 ไร่เศษ เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ เชื้อสายจากพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 เล่าว่ารับทราบจากรุ่นพ่อแม่เล่าต่อกันมาว่าบริเวณด้านหลังวัดดวงดีนั้นเดิมเป็นโรงเลี้ยงช้างของพระเจ้ามโหตรประเทศที่มีคุ้มอยู่ด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ คนรุ่นเก่าของย่านวัดดวงดีอีกคนหนึ่ง คือ ลุงอำไพ สายทอง จำความได้ว่า ต่อมาผู้ครอบครองที่ดินนี้ ชื่อว่า เจ้าม้อง (หญิง) และเจ้าบ้วน (หญิง) ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน มีบ้านไม้ทรงโบราณไม่ใหญ่โตนักในบ้านมีคนรับใช้เก่าๆ อยู่หลายคน ก่อนหน้านี้เคยเป็นที่พักของช้าง ขณะนั้นลุงอำไพ ยังเด็กเคยไปเที่ยววิ่งเล่นในบ้านนี้เจ้าม้องและเจ้าบ้วนขณะนั้นอายุประมาณ 40 เศษ แก่กว่าแม่ และเป็นหม้ายทั้งคู่ ต่อมาขายต่อให้เจ๊กเย็น และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของหมอวิเชียร คุณารักษ์ ร้านดาราคลินิค (นายอำไพ สายทอง , สัมภาษณ์)

พื้นที่ด้านหน้าวัดดวงดี

สิ่งที่โยงถึงว่าบนิเวณนี้เป็นบริเวณคุ้มของพระเจ้ามโหตรประเทศ คือ บ้านของสายตระกูลรุ่นลูกหลานที่สามารถสืบทราบและทันได้เห็นพื้นที่บริเวณคุ้มของพระเจ้ามโหตรประเทศครอบคลุม เป็นสี่เหลี่ยมจากด้านหน้าโรงเรียนยุพราชไปจนสุดแยกกลางเวียง ด้านตะวันออกจดถนนราชภาคินัย ด้านตะวันตกจดถนนพระปกเกล้า ส่วนของศาลแขวงเชียงใหม่น่าจะรวมอยู่ในพื้นที่คุ้มของพระเจ้ามโหตรประเทศด้วยดังนั้นบริเวณสี่เหลี่ยมที่กล่าวถึงย่อมรวมวัดอยู่ด้วยรวม 2 วัด คือ วัดดวงดีอยู่ด้านทิศตะวันตก วัดอุโมงค์ อยู่ด้านทิศตะวันออก

พื้นที่ด้านหน้าโรงเรียนยุพราช

พระเจ้ามโหตรประเทศ พิราลัยในปี พ.ศ.2397 เจ้าหลวงองค์ต่อๆ คือ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ , พระเจ้าอินทวิชยานนท์ , เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ และเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นองค์สุดท้าย

บุตรหลานสายพระเจ้ามโหตรประเทศคนหนึ่ง คือ เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ ปัจจุบัน 76 ปี เป็นบุตรชายของเจ้าอินถา และแม่อุสาห์

เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ (ซ้าย) และเจ้าถวิล ณ เชียงใหม่

เจ้าอินถา สืบเชื้อสายมาจากเจ้าจอมเมือง เป็นรุ่นเหลนของ เจ้าหลวงคำฝั้น เจ้าหลวงองค์ที่ 3 โดยเจ้าจอมเมืองเป็นบุตรของ เจ้าน้อยมหาวัน (สมรสกับเจ้าแม่คำหลอ) ส่วนเจ้าน้อยมหาวันเป็นบุตรของเจ้าอุปราชพิมพิศาล จึงมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าหลวงคำฝั้น เจ้าหลวงองค์ที่ 3 ที่เป็นสายพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงองค์ที่ 5 คือ เจ้าคำหลอ (หญิง) เป็นธิดาของคนที่ 16 ของพระเจ้ามโตรประเทศ มาแต่งงานกับเจ้าน้อยมหาวัน บ้านของเจ้าคำหลอและเจ้าน้อยมหาวัน คือ บ้านด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมบัติของเจ้าคำหลอ คือ มรดกมาจากพระเจ้ามโหตรประเทศ และเจ้าคำหลออยู่อาศัยกับเจ้าน้อยมหาวันและครอบครัว เจ้าน้อยมหาวันและเจ้าคำหลอ มีศักดิ์เป็นรุ่นทวดของเจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่

ต่อมารุ่นลูกของเจ้าน้อยมหาวันและเจ้าคำหลอแต่ละคนมีครอบครัวแยกย้ายกันไป บ้านของเจ้าน้อยมหาวันและเจ้าคำหลอที่ เจ้าบุญศรี รับฟังมานั้นเป็นบ้านไม้สักใหญ่ หลังคามุงด้วย แป้นเกล็ด(ทำด้วยไม่สัก) มีกาแลที่หน้าจั่ว หันหน้าบ้านมาทางด้านเหนือทางถนนราชวิถี คือ มาทางโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ปัจจุบัน เจ้าบุญศรี เล่าว่า “บ้านของเจ้าคำหลอและเจ้าน้อยมหาวันผมไม่ทันได้เห็นรุ่นลูกคือรุ่นเจ้าปู่ผม (เจ้าจอมเมือง) ขายต่อไปแล้วหลังจากที่เจ้าคำหลอเสียชีวิต ขายก่อนปี พ.ศ.2471 ก่อนที่ผมจะคิด พ่อผม คือ เจ้าอินถา เคยเล่าว่าได้ทันมาอยู่บ้านหลังนี้ร่วมกับเจ้าคำหลอส่วนปู่ผม คือ เจ้าจอมเมืองแยกไปสร้างบ้านอยู่ติดกับตลาดบุญอยู่ด้านทิศเหนือ คือ ด้านทิศตะวันออกของโรงเรียนยุพราช ผมไม่ทันได้เห็นเจ้าปู่จอมเมือง แต่ทันได้เห็นเจ้ายอดเฮือน ภรรยาเจ้าจอมเมือง เจ้ายอดเฮือนเสียชีวิตที่บ้านเขตอำเภอดอยสะเก็ดเมื่อปี พ.ศ. 2475 ขณะผมอายุได้ 4 ขวบ

เจ้าจอมเมือง ปู่ผมนั้นรับราชการสมัย พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ระหว่าง พ.ศ.2416-2439) เล่ามาว่าเจ้าจอมเมืองอยู่ในยุคที่ร่วมทัพเชียงใหม่ไปกวาดต้อนผู้คนมาจากทางเมืองเชียงแสน บางส่วนนำมาไว้ที่บ้านน้ำแพร่ เขตอำเภอดอยสะเก็ดและเจ้าจอมเมืองได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลผู้คนเหล่านี้และมีหน้าที่ดูแลการตัดไม้ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงทางอำเภอแม่ริม แม่แตง ดอยสะเก็ดอีกด้วย ดังนั้นเจ้าจอมเมืองและครอบครัวจึงสร้างบ้านอีกหลังหนึ่งที่เขตอำเภอดอยสะเก็ดนอกเหนือจากมีบ้านในตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ด้านตะวันออกของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ด้านหลังสำนักงานกาชาดเชียงใหม่ เดิมเจ้าจอมเมืองมีภรรยาชื่อ เจ้าปิมปา ต่อมาเสียชีวิตจึงแต่งงานใหม่กับเจ้ายอดเฮือน เป็นกลุ่มที่กวาดต้อนมาจากเมืองเชียงแสน

บ้านเก่าของเจ้าจอมเมือง

“หลังจากเจ้าจอมเมือง เสียชีวิตแล้ว พ่อของผมคือเจ้าอินถารับมรดกที่ดินทางเขตอำเภอดอยสะเก็ดต่อมา สร้างบ้านไม่สักใหญ่อยู่ในเขตอำเภอดอยสะเก็ด มีไร่นาเกือบ 200 ไร่ ในบ้านมีวัวควาย นอกจากนี้ยังมีช้าง 3 เชือก เป็นช้างของเจ้าอินทวิชยานนท์ ที่ดุร้าย ปกติต้องฆ่าทิ้งแต่ปู่ผม (เจ้าจอมเมือง) สงสารช้างจึงขอมาเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้าน ผมโตมาก็เห็นช้างพวกนี้ตอนหลังเชื่องกันทุกตัว ที่นาของบ้านมีมากแต่ละปีได้ข้าวเปลือกมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ต๋าง นำเข้ายุ้งใหญ่ซึ่งสร้างเป็น 2 ชั้น และมีส่วนที่เหลือขายให้คนจีนที่มาขอซื้อ ชื่อเจ๊กเขียน ต่อมาพ่อซื้อรถบรรทุกรับขนส่งเมี่ยงและสินค้าเกษตร

“บ้านของพ่อที่ผมเติบโตมา เป็นบ้านใหญ่ อยู่กันหลายคนรวมทั้งน้องของพ่อ คือ เจ้าบัวเทพย์กับเจ้าน้อยข่วง นอกจากนี้ญาติพี่น้องที่ตกทุกข์ก็อาศัยอยู่ด้วย เช่น เจ้าแม่จิ๋ว บ้านอยู่แถววัดดวงดี ลูกหลานสายเจ้าธรรมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 2 หลังจากสามีเสียชีวิตได้รับลูกคนอื่นนำมาเลี้ยงดู ตอนหลังลูกเลี้ยงผลาญ คือ ขายทรัพย์สินจนหมดตัว ขณะนั้นอายุประมาณ 60 ปีเศษ มาพักอยู่ที่บ้านพ่อผม ระยะหนึ่ง ต่อมาน้องสาวคนละแม่ชื่อ เจ้าหญิงส่วนบุญ รับไปอยู่ที่จังหวัดลำพูน

“รายได้ส่วนหนึ่งของพ่อ (เจ้าอินถา) คือ เงินค่าตอไม้ที่แบ่งให้ลูกหลานตระกูล ณ เชียงใหม่ พ่อจะไปรับที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่คุ้มติดน้ำปิง หากพ่อป่วยบางครั้งเขียนหนังสือให้ผมไปรับแทนในบางครั้ง ผมเคยไปรับแทนพ่อประมาณ 2 ครั้ง สมัยนั้นยังเด็กอายุประมาณ 10 ขวบ (ประมาณปี พ.ศ.2481)ได้เงินค่าตอไม้ประมาณปีละ 1,000 บาท เศษ พ่อฉลาดนอกจากรับในส่วนของน้องสาวอีก 2 คน คือ เจ้าบัวเทพย์และเจ้าน้อยข่วง ทั้งสองมาพักอาศัยอยู่กับพ่อ เจ้าน้อยข่วงชอบดื่มเหล้าและชอบเล่นการพนัน มักมีกลุ่มดื่มและเล่นการพนันกันเป็นประจำ เงินค่าตอไม้ที่ได้รับสมัยนั้นเป็นเงินเหรียญรูปีและเงินสตางค์ ไม่สามารถหาบกลับบ้านได้ ต้องนำเกวียนมาบรรทุกกลับบ้าน เงินของเจ้าอินถามักใส่เงินไว้ในกระบุง 2 – 3 กระบุงเก็บไว้ในห้อง เงินค่าตอไม้นี้หลังจากรุ่นพ่อเสียชีวิตแล้วก็ถูกตัด”

บริเวณบ้านเดิมของเจ้าอินถา ที่บ้านน้ำแพร่

“เจ้าอินถา เสียชีวิตขณะอายุ 50 ปีเศษด้วยโรคมะเร็งลำไส้หลังจากพ่อเสียชีวิตแล้ว เจ้าอุสาห์ ภรรยาของเจ้าอินถาทยอยขายที่นาให้คนจีนชื่อ เจ๊กกัง นำเงินมาทำบุญและใช้จ่ายจนหมดหลังจากนั้นเจ้าอุสาห์ย้ายมาอยู่กับแม่ คือ เจ้าพลอยในเมืองเชียงใหม่ด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ จนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2500 เจ้าอินถาและเจ้าอุสาห์มีบุตรธิดารวม 7 คน มักเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก อายุ 5 – 6 ขวบเป็นส่วนใหญ่ มีบุตรสาวคนเดียวเสียชีวิตอายุ 17 ปี คงเหลือเจ้าบุญศรี เพียงคนเดียว”

นอกเหนือจากหลักฐานบ้านเจ้าคำหลอ ธิดาของพระเจ้ามโหตรประเทศที่อยู่ด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งทำให้สันนิฐานได้ว่าคุ้มของพระเจ้ามโหตรประเทศอยู่ละแวกนั้นซึ่งเป็นด้านหน้าวัดวงดีแล้ว ยังมีบ้านของเจ้าพลอย (หญิง) อยู่ถัดจากบ้านของเจ้าคำหลอไปทางทิศใต้ เจ้าพลอย เป็นบุตรสาวของ เจ้าพรหมจันทร์สม (หญิง) บุตรสาวคนสุดท้องของเจ้าคำหลอและเจ้าน้อยมหาวัน

เจ้าพลอยมีพี่น้องหลายคน คือ เจ้าน้อยต่วน เจ้าพลอย เจ้าจันทร์จร (ภรรยาเจ้าราชวงศ์เลาแก้ว) เจ้าบ้วน เจ้าน้อยเหมียน เจ้าน้อยหมาย และเจ้าอองคำ แม่ของเจ้าพลอยจึงมีศักดิ์เป็นหลานของพระเจ้ามโหตรประเทศและมีบ้านอยู่ละแวกหน้าวัดดวงดีเช่นเดียวกัน เจ้าพลอยมีบุตรธิดา คือ เจ้าสมบูรณ์ และเจ้าอุสาห์ เจ้าอุสาห์แต่งงานกับเจ้าอินถา เป็นพ่อแม่ของเจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ เจ้าบุญศรีเมื่อมาเรียนต่อที่โรงเรียนการช่างชาย (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่) ก็มาพักที่บ้านของเจ้าพลอยทางเข้าบ้านเจ้าพลอยเจ้าทางด้านถนนราชภาคินัยมีซอยเข้าประมาณ 20 เมตร

ด้านหลังของเจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ เป็นบริเวณบ้านเดิมของเจ้าพลอย

ทางเข้าบ้านเจ้าพลอยเป็นบ้านใหญ่ของรุ่นหลานพระเจ้ามโหตรประเทศอีกหลังหนึ่ง คือบ้านของ เจ้าธรรมลังกา บุตรเจ้าบัวทิพย์ เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ มีเนื้อที่กว้าง เจ้าบุญศรีบอกว่าตอนเด็กอายุประมาณ 10 ขวบ (ประมาณปี พ.ศ.2481) ยังทันเห็นบ้านของเจ้าธรรมลังกา ด้านหน้าบ้านหันมาทางทิศตะวันออกทางถนนราชภาคินัย ด้านทิศใต้จดกำแพงวัดอุโมงค์ ต่อมาขายต่อให้ขุนเพิ่มและขายต่อให้นายวิเชียร คนทางจังหวัดเชียงราย

ทางเข้าบ้านเจ้าพลอย เคยเป็นบ้านของเจ้าธรรมลังกา ปัจจุบันเป็นตึกแถว

ซอยเข้าบ้านเจ้าพลอยนี้ไปสิ้นสุดที่บ้านของนายเข็ม รับราชการเป็นเสมียนคลังจังหวัด จากบ้านนายเข็มเลี้ยวซ้ายไปเป็นบ้านของเจ้าพลอย ลักษณะเป็นบ้านไม้มีใต้ถุนสูง เจ้าพลอยพักอาศัยอยู่กับเจ้าอุสาห์ บุตรสาว (มารดาของเจ้าบุญศรี) ต่อมาเจ้าอุสาห์เสียชีวิตไปก่อน และเจ้าพลอยเสียชีวิตประมาณปี พ.ศ.2502 ขณะนั้นเจ้าพลอยขายบ้านหลังนี้ไปแล้วและย้ายไปเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านเดิม

เจ้าพลอยขายบ้านและที่ดินต่อให้กับเจ้าแสงดวง ภรรยาของเจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่ และเจ้าแสงดาวขายต่อให้ คุณนายหอม ภรรยาของนายพิชัย ขุนหะกุลัง ทนายความ ปัจจุบันเป็นของร้านจรัสธุรกิจ

บริเวณหน้าวัดดวงดีถัดมาทางทิศเหนือจึงน่าเชื่อว่าเป็นคุ้มของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงองค์ที่ 5 และที่ดินบางส่วนมอบให้บุตรหลานสายตระกูลอยู่อาศัย รุ่นท้ายๆ เพิ่งเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปเมื่อประมาณ 50 – 60 ปีที่ผ่านมา

หมายเหตุ : เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นบุตรของเจ้าอินถาและเจ้าอุสาห์ เกิดที่บ้านน้ำแพร่ เขตอำเภอดอยสะเก็ด

วัยเด็ก เจ้าบุญศรี เรียนหนังสือที่ ร.ร.วัดประดู่ อำเภอดอยสะเก็ด จบ ป.2 ต่อมาเจ้าวรรณดี ซึ่งเป็นลูกของลุง คือ เจ้าน้อยหมู พามาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอนุสารสุนทร ของหลวงอนุสารมีครูใหญ่ชื่อครูโดย ชาวบ้านจึงมักเรียกว่าโรงเรียนครูโดย โรงเรียนนี้อยู่ถนนลอยเคราะห์ บริเวณโรงแรมดวงตะวันในปัจจุบันนี้ เจ้าบุญศรี เรียนโรงเรียนอนุสานสุนทรรวม 5 ปี ต่อมาเข้าเรียนต่อ ร.ร.การช่างชาย ปัจจุบันเป็นวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เรียนอีก 2 ปีไม่จบดีทางญาติให้ออกมาช่วยงานด้านโรงบ่มยาสูบ

ระหว่างเรียนที่โรงเรียนอนุสานสุนทร เจ้าบุญศรี พักอยู่บ้านของเจ้าวรรณดี ด้านเหนือของวัดช่างฆ้อง (วัดช่างฆ้องอยู่ด้านทิศเหนือของโรงแรมแม่ปิง) เรียนจนถึงมัธยมปีที่ 1 ย้ายมาเข้าเรียนโรงเรียนการช่างชาย เจ้าบุญศรีมาพักอยู่กับเจ้ายาย (เจ้าพลอย ณ เชียงใหม่) ด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ ระหว่างนั้นได้มีโอกาสพบปะและรู้จักครอบครัวของลูกหลานเจ้าในละแวกใกล้บ้าน

ครอบครัวหนึ่งที่พ่อเคยพาไปหาที่บ้าน คือ เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) บิดาของ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ บ้านอยู่ทางเข้าวัดหัวข่วงทางทิศด้านเหนือ เจ้าราชภาคินัยอยู่ดับเจ้าบัวทิพย์ภรรยาที่เป็นธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ หลังเจ้าแก้วนวรัฐพิราลัยแล้วคุ้มขายต่อให้นายชู โอสถาพันธ์ เจ้าราชภาคินัย และเจ้าบัวทิพย์มาสร้างบ้านอยู่กันที่ทางเข้าวัดหัวข่วงแห่งนี้ ขณะนั้นเจ้าราชภาคินัยทำโรงบ่มยาสูบอยู่ที่อำเภอสันกำแพง

นอกจากนี้ได้รู้จักกับเจ้าม๊อก (หญิง) บ้านอยู่หลังวัดล่ามช้าง เป็นลูกเจ้าไชยสงครามกับแม่ศรีนวล ทำโรงบ่มยาสูบอยู่ที่อำเภอแม่วาง

ส่วนทางใกล้แยกกลางเวียง สมัยเด็กเคยไปเล่นบ้านเจ้าบุษบา หน้าบ้านมีต้นมะนะ (สมอ) รสชาติอร่อยเคยไปปีนเก็บมากินเล่น ทันได้เห็นลูกของเจ้าบุษบา อยู่ที่บ้านชื่อเจ้าเผ่าพันธ์ เจ้าพงษ์เจริญและเจ้าโสรี ทั้งสามคนหน้าตาหล่อและสวย เจ้าโสรี มีสามีเป็นครู ชื่อ ครูชื่น สอนอยู่โรงเรียนอนุสารสุนทร เจ้าโสรีมักแวะไปหาครูชื่นที่โรงเรียน ส่วนเจ้าเผ่าพันธ์ และ เจ้าพงษ์เจริญ ชอบดื่มเหล้าเคยมาเมาเหล้าที่บ้านเจ้าพลอย ฐานะร่ำรวยมีเงินเยอะ ค่าตอไม้ได้มากกว่าเจ้าสายอื่น บางคนบอกว่าทั้งสองคนชอบสูบฝิ่นด้วยหลังจากขายบ้านที่ภนนราชดำเนินแล้ว ทราบว่าย้ายไปอยู่ละแวกวัดอุโมงค์ บ้านเจ้าบุษบาที่กล่าวถึงนี้ อยู่ถัดจากแยกกลางเวียงมาทางประตูท่าแพ ถัดจากศาลาธนารักษ์มา ปัจจุบันเป็นของตระกูลกิติบุตร

ส่วนด้านหน้าวัดดอกเอื้อง เคยเป็นบ้านของเจ้ามุกแก้ว(หญิง) ลูกสาวของเจ้าศรีบุญตัน สามีของเจ้ามุกแก้ว เป็นอดีตนายอำเภอจอมทอง ลูกชายคนหนึ่งชื่อ เจริญ ทำงานราชการป่าไม้คนหนึ่งคือ พระครูดิเรก บวชอยู่วัดป่าแงะ (ปิยาราม) เขตอำเภอแม่ริม ต่อมาบ้านหลังนี้ขายต่อให้พระศรีวรานุรักษ์ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เจ้ามุกแก้วมีบ้านอยู่หลังศาลแขวงเชียงใหม่ ต่อมาไปซื้ออยู่ที่หน้าวัดดอกเอื้อง ขณะเรียนปี 3 อายุ 14 ปี เจ้าพัฒนา ณ ลำพูน ลูกเจ้าหลวงจักรคำ ชวนไปช่วยทำโรงงานยาสูบที่ดอนแก้ว อำเภอสารภี และต่อมาไปทำที่อำเภอลี้ ทำงานยาสูบได้ 7 ปี

ต่อมาปี พ.ศ.2509 เจ้าบุญศรี เปลี่ยนมาทำอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถ โดยเช่าที่ของนายทิม โชตนาบริเวณถนนราชภาคินัยข้างวัดพันอ้น ปัจจุบันเป็นที่จำหน่ายรถมือสองของบริษัทนิยมพาณิชเดิอนละ 300 บาท สมัยนั้นตรงข้ามเป็นโรงพิมพ์เสียงเชียงใหม่ของนายพิรุณ อินทราวุธ สามีของเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ต่อมาที่แห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแสงชัยพาณิชย์ ตระกูล“โตไลบูลย์”

เจ้าบุญศรี แต่งงานกับแม่ตุ่นแก้ว มีบุตรธิดา 5 คน คือ เจ้าศิริพรรณ เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ประถม 4 , เจ้าศิริพร อาชีพค้าขาย , เจ้าสุพิศ เป็นอาจารย์สอนที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , เจ้าเฉลิมพันธ์ ทำธุรกิจ และเจ้าจันทร์ฉาย วงค์ถาวร เป็นอาจารย์อยู่จังหวัดแพร่ สามีคือ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ , สัมภาษณ์)