บ้านวัดกาละก้อด

0
1471

บ้านหรือย่านวัดกาละก้อด ชื่อสมัยใหม่ คือ วัดพระเจ้าเม็งราย เป็นหมู่บ้านขนาดกลางอยู่ต่อเนื่องจากบ้านประตูเชียงใหม่มาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บ้านเรือนชาวบ้านตั้งอยู่บริเวณโดยรอบและด้านหลังวัดพระเจ้าเม็งราย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

ย่านนี้อยู่ด้านหลังโรงพักกองเมืองเชียงใหม่และใกล้กับโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่
วัดกาละก้อด มีประวัติว่า ในสมัยพญามังรายผู้สร้างเมืองเชียงใหม่มีการหามพระพุทธรูปผ่านมาถึงที่แห่งนี้ ปรากฏว่าไม้คาน “ก้อด” หรือ “ลู่งอ” พญามังรายจึงให้สร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งว่า ชื่อเดิมอีกชื่อหนึ่ง คือ “วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง” เป็นวัดอารามหลวงแห่งที่ ๓ ที่พญามังรายสร้าง (ประวัติจากป้ายที่วัดพระเจ้าเม็งราย)

ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณใกล้วัดพระเจ้าเม็งรายนี้น่าจะมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่เป็นย่านของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และบุตรหลานในอดีต บ้านวัดพญามังรายจึงเป็นชุมชนที่มีความสำคัญไม่น้อย

บ้านเรือนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังวัดพระเจ้าเม็งราย คือ ด้านทิศตะวันตก คนรุ่นเก่าปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี นับครอบครัวดั้งเดิมได้ว่ามีประมาณ ๑๗-๑๘ ครอบครัว ที่น่าสนใจ คือ บ้านเรือนแต่ละหลังมีบริเวณไม่คับแคบเหมือนชุมชนอื่น คือ มีบริเวณกว้าง บางบ้านมีสวนเหมือนสมัยอดีต บ่งบอกว่าการขายที่ดินเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์มีน้อย นั่นย่อมหมายความว่าแต่ละครอบครัวพอมีฐานะตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จนรุ่นปัจจุบัน

นอกจากนี้แล้ว บ้านวัดพระเจ้าเม็งรายส่วนใหญ่ชอบให้ลูกหลานเรียนหนังสือเอาความรู้และมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน ซึ่งแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่เน้นด้านการศึกษาของบุตรหลาน หากเปรียบเทียบแล้วคนบ้านวัดพระเจ้าเม็งรายน่าจะใกล้เคียงกับชาวบ้านฮ่อมที่อยู่แถวถนนท่าแพที่เน้นให้ลูกหลานเรียนหนังสือและรับราชการกัน

เหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านวัดพระเจ้าเม็งรายเน้นให้การศึกษาบุตรหลาน น่าเชื่อว่าเนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางของสถานที่ราชการไม่ว่าจะเป็นโรงพักกองเมือง ศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวของบุตรหลานเจ้านายฝ่ายเหนือที่มีหลายครอบครัวอยู่ย่านวัดพระเจ้าเม็งรายแห่งนี้

การเป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้ใจกลางเมือง เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ความเป็นมา บ้านวัดพระเจ้าเม็งรายอยู่ติดกับบ้านพวกแต้ม ซึ่งนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าเป็นกลุ่มช่างฝีมือทางทำทองที่เจ้าผู้ครองนครอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกำแพงเมืองเพื่อเรียกใช้ได้สะดวก แต่บ้านวัดพระเจ้าเม็งรายไม่มีประวัติว่ามีความสามารถทางด้านงานฝีมือ ดังนั้นก็อาจวิเคราะห์ว่าน่าจะได้รับอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนอยู่เนื่องจากใกล้ชิดเจ้านายบุตรหลาน กล่าวคือ อาจจะเป็นข้ารับใช้ในคุ้มของเจ้านาย ต่อมาเมื่อมีการเลิกทาส เลิกไพร่ จึงได้รับการปล่อยเป็นอิสระและอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนอยู่หลังวัดพระเจ้าเม็งราย ขยายครอบครัวจนเป็นดังเช่นปัจจุบัน “ข้าวัด” คือ ดูแลรับใช้พระสงฆ์ที่วัดพระเจ้าเม็งรายและได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างบ้านด้านหลังวัด ต่อมาครอบครัวขยายมากขึ้นจนเป็นดังเช่นปัจจุบัน

กฎหมายเลิกทาสเริ่มมีขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ปี พ.ศ.๒๔๔๓ ต่อมามีการออกกฎหมายเพิ่มเติมทำให้ทาสแทบจะหมดไปเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕

ทั้งนี้ด้านหน้าวัดพระเจ้าเม็งรายเลยมาถึงด้านหลังโรงพักกองเมืองเชียงใหม่มีบ้านของบุตรหลานเจ้านายฝ่ายเหนือหลายหลังด้วยกัน ล้วนเป็นตระกูล ณ เชียงใหม่ เชื้อสายจากเจ้าคำฝั้น เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓

คุณลุงคำตัน อินทรตา ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี เกิดที่บ้านหลังวัดพระเจ้าเม็งราย เล่าเรื่องเก่าครอบครัวดั้งเดิมของแถบนี้ว่า
“ด้านหน้าวัดพระเจ้าเม็งรายมีถนนคั่น เป็นบ้านของเจ้าทรายทอง ณ เชียงใหม่ อายุมากกว่าผมประมาณ ๑๐ ปี ชอบเล่นดนตรีไทย โดยเฉพาะขิมและซอด้วง มักนัดคนรู้จักมาเล่นด้วยกัน ผมเคยมาเล่นด้วย นอกนั้นก็มีเจ้าโสภา อีกคนหนึ่งคือ นายจรัญ ณ เชียงใหม่ บ้านอยู่หลังวัดพญาเม็งราย รวมเล่นกันสนุกๆ ไม่ได้ออกงานที่ไหน”

“เจ้าทรายทอง เป็นธิดาของ เจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ ตอนนี้ยังมีรุ่นหลานอยู่ สมัยก่อนเป็นบ้านไม้สักใหญ่อยู่กันหลายคน พี่สาวของเจ้าทรายทอง คือ เจ้าเครือแก้ว แต่งงานกับผู้กองพรหมมา ณ เชียงใหม่ เป็นตำรวจอยู่โรงพักแม่ปิงใกล้ตลาดต้นลำไยและมาอยู่ด้วยกันที่นี่ บริเวณพื้นที่กว้าง ด้านหลังบ้านติดกับวัดกิตติ ซึ่งต่อมาร้างและสร้างเป็นโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่”

“ติดบ้านเจ้าทรายทองถัดไปในซอยด้านทิศใต้เป็นบ้านเจ้าโสภา น้องชื่อเจ้าพลคนหนึ่ง ผู้พันทองคำ (พ.ท.วรงค์ ณ เชียงใหม่) คนหนึ่งแม่โสภา ชื่อ เจ้าก๋อน เคยมีบ้านอยู่ด้านหลังโรงพักกองเมืองเชียงใหม่ต่อมาขายและมาซื้ออยู่ที่นี่ แต่ก็ห่างกันประมาณ ๒๐ เมตรเท่านั้นเอง”

“ติดวัดพระเจ้าเม็งรายด้านทิศเหนือที่ติดถนนราชมรรคาเป็นบ้านของจ่าคง เป็นตำรวจอยู่โรงพักสันป่าตอง เป็นรุ่นน้องของแม่ผม ถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นบ้านป้าสม พื้นที่ยาวติดถนนราชมรรคา ถัดไปทางตะวันตกเป็นบ้านพี่จินดา เลยไปเป็นบ้านนายสิงห์คำ สะอาดอาวุธ คหบดีของย่านนี้ มีทุนซื้อรถโดยสารหลายคันวิ่งรับส่งคนโดยสารสายเชียงใหม่-ฝาง ถัดไปเป็นบ้านผู้กองคิด คินีมาน เลยไปก็เป็นบ้านพ่อหนานพรหม เจ้าของที่ดินบริเวณโรงแรมซิตี้อินน์ในปัจจุบัน ซึ่งขายให้คุณพระวิธานก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป”

“บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่หลังวัดพระเจ้าเม็งราย ด้านตะวันตกประกอบด้วยบ้านแม่เกี๋ยง อาชีพขายเนื้อหมูและทำอาหารพื้นเมืองไปขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ใกล้กันคือ บ้านป้าขันแก้ว, บ้านจ่าประพัน ภูมิวิเศษ เป็นตำรวจอยู่กองเมืองเชียงใหม่ หลังบ้านจ่าพันเป็นบ้านของผม ผมเกิดที่นี่ พ่อคือ นายหล้า เคยเป็นตำรวจกองเมืองแล้วลาออก ส่วนแม่ชื่อ บัวเขียว อาชีพค้าขายเนื้อหมู โดยซื้อหมูจากบ้านนอกนำมาฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์และแล่ขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่”

“เลยไปเป็นบ้านแม่คำหล้า อาชีพค้าขายและมีที่นา ฐานะดีมีลูกหลายคน คือ นายสิงห์คำ นายดวงคำ นายทองอิน นางแก้ว นางนวล เสียชีวิตหมดแล้ว ใช้นามสกุลสะอาดอาวุธและเชาวร์ประยูร รุ่นหลานของตระกูลนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่ง คือ อาจารย์เจริญ เชาว์ประยูร เลยไปเป็นบ้าน จ่าสิบตำรวจมานิต ใกล้กันเป็นบ้านพ่อหมื่น อินธุโสภณ แล้วก็ถือว่าหมดเขตของบ้านวัดพระเจ้าเม็งราย เลยไปเป็นบ้านพวกแต้ม”

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าบริเวณใกล้วัดพระเจ้าเม็งรายแห่งนี้ เป็นพื้นที่ดั้งเดิมของลูกหลานของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อยู่กันหลายครอบครัว ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณด้านหน้าวัดพญาเม็งราย

ด้านหน้าวัดพญาเม็งราย คือ บ้านของเจ้าทรายทอง ณ เชียงใหม่ ได้มรดกจากรุ่นพ่อแม่ คือ เจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ดินดั้งเดิมของทางเจ้าเกี๋ยงคำ
เจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียใหม่ สืบเชื้อสายมาจากเจ้าแว่นฟ้า และ เจ้าน้อยคำเวียง
สืบค้นจากตระกูล ณ เชียงใหม่ ทราบว่าเจ้าหญิงแว่นฟ้าเป็นรุ่นหลานของเจ้าคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ โดยเป็นธิดาของเจ้าอุปราชพิมพิศาล โอรสของเจ้าคำฝั้น

เจ้าแว่นฟ้า และเจ้าน้อยคำเจียง มีบุตรธิดา ๕ คน คือ เจ้าเอื้องคำ, เจ้าคำเบ้า, เจ้าเกี๋ยงคำ, เจ้าบัวหอม และ เจ้าหนานเหลา

เจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ สมรสกับ เจ้าสิงห์ทร บุตรธิดา ๓ คน คือ เจ้าสวัสดิ์, เจ้าน้อยขี้หมู และเจ้าพันคำ (หญิง) ต่อมาสมรสกับเจ้ามรกต บุตรธิดา ๕ คน คือ เจ้าเครือแก้ว, เจ้าทรายทอง, เจ้าบุญทิพย์, เจ้าสมเพชร และ เจ้าดวงทัย

เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ เคยทำงานที่คุ้มของพระราชชายา มีฝีมือทางด้านฟ้อนและการละคร ต่อมาสมรสกับ ร.ต.อ.เจ้าพรหมมา ณ เชียงใหม่ ต่อมาได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖

เจ้าน้อยคำเจียง สามีของเจ้าแว่นฟ้า นั้นเดิมเป็นชาวเชียงตุง อาชีพค้าขายช้างและม้าระหว่างเมืองเชียงตุงกับเมืองเชียงใหม่ จนได้พบและแต่งงานกับเจ้าแว่นฟ้า

เจ้าสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๙๒ ปี (พ.ศ.๒๕๔๗) เป็นรุ่นหลานของลูกเจ้าแว่นฟ้าและเจ้าคำเจียง ทันได้อยู่ในบ้านของเจ้าแว่นฟ้า และเจ้าคำเจียงเล่าว่า
“ผมเกิดที่อำเภอแม่แจ่ม เพราะพ่อไปรับราชการอยู่ที่นั้น อายุ ๑ เดือนมาอยู่บ้านเจ้าคำเจียงโดยเจ้ายาย (เจ้าเอื้องคำ) ดูแล ไม่ทันได้เห็นเจ้าแว่นฟ้า ซึ่งเสียชีวิตก่อนผมเกิด ผมทันได้เห็นเจ้าคำเจียง รูปร่างสูงใหญ่ เสียงดัง ตอนอายุ ๑๒ ขาบ เจ้าคำเจียงสิ้นบุญ มีโอกาสได้บวชหน้าศพและบาชเณรต่อที่วัดพระเจ้าเม็งราย บ้านของเจ้าคำเจียงเป็นบ้านใหญ่เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ เป็นเรือนสองหลังใหญ่มีชานบ้านติดต่อกัน รั้วสูงรอบบ้านเป็นเสาไม้สักและใช้ไม้ไผ่สานเป็นรั้ว ส่วนบ้านทางสายพ่อผมอยู่ด้านหลังโรงพักกองเมืองไม่ไกลจากบ้านเจ้าคำเจียงนัก”

“ช่วงเป็นเด็กนั้นบ้านเจ้าคำเจียง มักมีการเล่นการพนันกันทั้งไพ่ ชนไก่ กว่าง ปลากัด ตามค่านิยมของเจ้านายสมัยนั้น ที่บ้านนี้เป็นศรัทธทวัดพระเจ้าเม็งราย, วัดกิตติ (ร้างและปัจจุบันเป็นโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่) และวัดนันทาราม คาดว่าเชื้อสายเดิมส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับชาวเชียงตุงที่อพยพมาอยู่ย่านวัดนันทาราม ส่วนวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ระยะหนึ่งร้างพระ คณะศรัทธาต้องนิมนต์พระจากสันป่าตองมาเป็นเจ้าอาวาส ชื่อว่า พระครูธรรมขันธ์ รูปร่างเล็ก ผิวดำ เคร่งครัดในวินัยมาก มาใหม่ๆ ๑๕ วัน ฉันข้าว ๑ มื้อ ร่างกายผ่ายผอมจนแทบเดินไม่ได้ คณะศรัทธาต้องนิมนต์ให้ฉันข้าววันละมื้อ ร่างกายแข็งแรงขึ้น ท่านมีอาถาที่เรียกว่า เสือเย็น มีพละกำลังเหนือคนธรรมดา สามารถปราบนักเลงหัวไม้ได้ครั้งละหลายๆคน ตอนเด็กมีนักเลงวิวาทกันในงานศพใกล้วัด ชาวบ้านมาตามให้ท่านไประงับเหตุ เห็นท่านใช้เท้าเหยียบไว้คนหนึ่ง ใช้แขนล็อคคอไว้อีก ๒ คน ข้างละคน ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดจนต้องยกมือไหว้ท่านจึงจะปล่อย วัยรุ่นไม่กล้าเมาเหล้าก่อเหตุกันอีกเลย อีกวิชาหนึ่งคือ การใช้วิชาทางในดูทรัพย์ของชาวบ้านที่หาย สามารถบอกได้ว่าทรัพย์อยู่ที่ไหนและหน้าตาคนร้านที่ลักไปเป็นอย่างไร แม่นยำจนเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป ตอนหลังท่านสึกไปได้ภรรยาแถวประตูเชียงใหม่และสิ้นชีวิตที่นั่น”

เจ้าสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่ ต่อมาเปิดร้านขายของชำอยู่หน้าวัดดวงดี ถนนพระปกเกล้า ชื่อร้านอุทัย ปัจจุบันทำสวนอยู่เขตตำบลสันผีเสื้อ
หลังจากเจ้าแว่นฟ้าและเจ้าน้อยคำเจีนงสิ้นชีวิตลงแล้ว บริเวณที่ดินแบ่งสู่รุ่นลูก เจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ มีบ้านอยู่ด้านหน้าวัดพระเจ้าเม็งราย ด้านหน้าติดถนนราชมรรคา ด้านข้างติดกับวัดกิตต (ซึ่งต่อมาเป็น ร.ร.อนุบาลเชียงใหม่) เจ้าเกี๋ยงคำเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ ที่ดินแบ่งเป็นกรรมสิทธิ์สู่รุ่นลูก ส่วนของเจ้าทรายทองอยู่ทางด้านหน้าและด้านหลังเป็นของเจ้าพันคำ ต่อมาบางส่วนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นร้านของร้านแสงชัยมอเตอร์

เจ้าทรายทอง แต่งงานกับนายนวล วิจารณ์เจริญ บุตรธิดา ๓ คน คือ นางพันศิริ, นางทัศนะจันทร์ และนายทนงศักดิ์ (คุณพันศิริ วิจารณ์เจริญ, ๖๗ปี, สัมภาษณ์)
ติดกับพื้นที่และบ้านของเจ้าทรายทอง เป็นพื้นที่และบ้านของเจ้าก๋อน ลูกสาวของพระยาจ่าบ้าน ตระกูล “อินทวิวัฒน์” ชื่อจริงคือ นางจังกร อินทวิวัฒน์ ต่อมาแต่งงานกับ เจ้าน้อยสิงห์ทอง ณ เชียงใหม่ บุตรของเจ้าบุรีรัตน์ มีบ้านอยู่หน้าวัดฟ่อนสร้อยใกล้ประตูเชียงใหม่ ชาวบ้านทั่วไปมักให้เกียรติและเรียกว่า “เจ้าก๋อน”

หลังจากแต่งงานแล้ว เจ้าน้อยสิงห์ทอง และนางจังกร มาปลูกบ้านอาศัยอยู่ด้านหลังวัดพันแหวน ไม่ไกลจากบ้านของเจ้าเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ มีเพียงบ้านของ นายมีนา คำภา อดีตนายอำเภอและบ้านของ พ.ต.ท.สวัสดิ์ จันทรปรีชา คั่นกลาง ซึ่งในอดีตอาจเป็นที่ดินผืนเดียวกับเจ้าเกี๋ยงคำ ที่ดินที่เจ้าน้อยสิงห์คำ และ นางจังกร ปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นของสายตระกูล ณ เชียงใหม่ ทางรุ่นพ่อคือ เจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง ณ เชียงใหม่) บ้านอยู่หน้าวัดฟ่อนสร้อย ต่อมาทั้งสองหย่าร้างกันที่ดินแปลงนี้ ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป ปัจจุบันเป็นของตระกูล “วสุวัต” กำลังติดป้ายประกาศขาย

เจ้าน้อยสิงห์ทอง ณ เชียงใหม่ มีบุตรธิดากับนางจังกร คือ นางโสภา, นายโสภณ, พ.ท.วรงค์ ต่อมาสมรสใหม่มีธิดา ๑ คน คือ นางแสงอรุณ เคยเป็นครูโรงเรียนพุทธโสภณ (นางประไพ จุลพันธุ์, สัมภาษณ์)

บริเวณที่ดินหน้าวัดพระเจ้าเม็งรายเป็นของสาย เจ้าแว่นฟ้า ธิดาของ เจ้าคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ ส่วนด้านหน้าวัดฟ่อนสร้อย ย่านประตูเชียงใหม่รวมทั้งหลังวัดพันแหวนเป็นของเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง ณ เชียงใหม่) ซึ่งสืบเชื้อสายจากเจ้าคำฝั้นเช่นเดียวกัน โดยมารดาของเจ้าบุรีรัตน์ คือ เจ้าจันทร์ฟอง เป็นพี่สาวของเจ้าแว่นฟ้า ต่างเป็นธิดาของเจ้าคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ ทั้งคู่

ฤาว่าพื้นที่ตั้งแต่ประตูเชียงใหม่เรื่อยมาทางหลังตลาดประตูเชียงใหม่ มาถึงวัดพันแหวน เรื่อยมาจนถึงวัดพระเจ้าเม็งราย หากเว้นพื้นที่วัดแล้วเป็นของเจ้าคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทั้งสิ้นและสืบทอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน น่าจะเป็นเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๐) พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐