บ้านวัดดอกคำ

0
1015

ปัจจุบันหากเอ่ยถึง “บ้านกองหนอง” คงไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่คนที่อายุเกิน ๕๐ ปี มักคุ้นเคยกับ “บ้านกองหนอง” เป็นอย่างดี

“บ้านกองหนอง” หมายถึง บ้านวัดดอกคำ คือ บริเวณบ้านเรือนด้านหลังวัดดอกคำ ที่มีบ้านเรือนประมาณ ๑๐ หลังคาเรือนในสมัยนั้น บริเวณวัดดอกคำเรื่อยไปทางด้านหลังจนติดต่อถึงถึงข้างวัดดอกเอื้อง ในหน้าฝนมักมีน้ำขังทั่วไปประมาณ ๓ เดือน เนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาไม่มีทางระบาย ระดับน้ำเท่ากับน้ำในคูเมืองด้านหน้าวัด ระหว่างนั้นชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำไปไหนต่อไหน ผู้หญิงต้องถลกผ้าซิ่นเดินลุยน้ำจากบ้านไปตลาด จนหมดหน้าฝนระดับน้ำจึงได้ลดลง

บ้านเรือนเป็นบ้านห่างๆมีสวนในบ้าน แต่ละหลังไม่มีรั้วกัน เพียงใช้แนวต้นไม้เป็นแนงแบ่งเขตแดนบ้าน
วัดดอกคำ มีประวัติตามที่มีการพบจารึกไว้ที่ฐานพระพุทธรูปในวิหารวัด ทราบว่าสร้าง จ.ศ.๑๑๔๕ หรือ พ.ศ.๒๓๒๖ สมัยพระเจ้ากาวิละที่กวาดต้อนผู้คนมาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ มีเมืองปัน เมืองตองกาย และกลุ่มชุมชนที่มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่เหล่านี้ได้ร่วมกันก่อสร้างวัดดอกคำขึ้น (จากหนังสือวัดสำคัญของนครเชียงใหม่เล่ม ๒) การสร้างโดยกลุ่มชุมชนในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการสร้างวัดเมืองมาง วัดนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้ที่สร้างโดยกลุ่มชนที่ถูกกวาดต้อนมา

น่าสนใจว่าในละแวกด้านทิศตะวันออกของกำแพงเมืองเชียงใหม่มีวัดที่มีชื่อลักษณะเดียวกันถึง ๓ วัด คือวัดดอกเอื้อง วัดดอกคำ และวัดดอกเงิน วัดดอกเงินนั้นอยู่ตรงข้ามกับวัดดอกคำ คนละฟากกับคูเมือง เป็นวัดร้าง ซึ่งตามเอกสารรายชื่อวัดโบราณในเชียงใหม่ที่ อาจารย์สมหมาย เปรมจิตต์ กับคณะแปลจากสมุดข่อยรวบรวมไว้ สมุดข่อยนี้สันนิษฐานว่าทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓ ช่วงเวลานั้นวัดดอกเงินยังไม่ร้าง มีรายชื่ออยู่ ชื่อว่า “วัดกู่ซายดอกเงิน” ตั้งอยู่แขวงด้านประตูช้างเผือกในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อ ตุ๊ปัญโญ จำนวนพระลูกวัดไม่มี มีเณร ๑ รูปขึ้นแก่วัดมหาวัน หลังจากนั้นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งวัดดอกเงินก็กลายเป็นวัดร้าง จนปี พ.ศ.๒๔๖๗ มีการใช้บริเวณวัดสร้างเป็นโรงเรียนระดับประถม ชื่อว่า โรงเรียนวัดดอกเงิน ศิษย์เก่าคนหนึ่งอายุ ๘๓ ปี เล่าว่าสมัยที่เรียนประถม ๔ ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ครูใหญ่ คือ นายอุ่นเรือน เลปนานนท์ อาคารเรียนเป็นไม้ชั้นเดียวหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สมัยนั้นยังมีเจดีย์เก่าอยู่ด้านติดกับคูเมืองเชียงใหม่ ต่อมามีการรื้อปรับที่สร้างอาคารเรียนใหม่ (นางจันดี มหากันธา, สัมภาษณ์)

ย้อนกลับมาที่วัดดอกคำ เจ้าอาวาสวัดดอกคำที่ชาวบ้านนับถือกันมาก คือ ตุ๊เจ้าตั๋น เก่งทางเทศน์ เสียงดี โดยเฉพาะกัณฑ์ชูชก ชาวบ้านนิยมฟังกันมาก สมัยก่อนไม่มีโทรทัศน์ ชาวบ้านมักฟังเทศน์กันมาก หากมีงานทำบุญมักนอมนต์พระไปเทศน์และเลือกกัณฑ์ที่เป็นมงคล งานที่นิมนต์พระไปเทศน์ เช่น งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ของคนมีเงิน งานฉลองโบสถ์ หลังจากตุ๊เจ้าตั๋นมรณภาพ เจ้าอาวาสองค์ใหม่คือ ครูบาแก้ว ครูบาแก้วขึ้นชื่อในด้านความสะอาดและประหยัด อาหารที่ศรัทธานำมาทำบุญและเหลือ ครูบาแก้วจะรวบรวมเก็บไว้และทำอาหารเลี้ยงพระเณรต่อไป อีกทั้งทำวัดให้สะอาดเป็นที่ยอมรับกัน ศรัทธาหลักคนหนึ่งของครูบาแก้ว คือ แม่ขะ ภรรยาของเถ้าแก่ง่วนชุน ต้นตระกูล “ตันตรานนท์” นั่งสามล้อมาทำบุญกับครูบาแก้วเป็นประจำจนลืบต่อมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้สร้างศาลาอเนกประสงค์ไว้ที่วัดดอกคำ ใช้ประโยชน์อยู่จนถึงทุกวันนี้

หลังวัดดอกคำ ตระกูลคหบดีตระกูลหนึ่ง คือ ตระกูลของ “พญาแขก”
“พญาแขก” นี้ ภรรยาชื่อ แม่เทียมจันทร์ รุ่นลูกหลานใช้นามสกุล “นาระศักดิ์” เล่าสืบต่อกันมาว่ารับราชการในคุ้มหลวง มีหน้าที่รับรองแขก หากมีเจ้าเมืองจากเมืองอื่นต้องการเข้าเฝ้าเจ้าหลวงต้องมาหาพญาแขกก่อน เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและนัดวันเวลานำเข้าเฝ้า นอกจากนี้ยังมีหน้าที่รับของบรรณาการจากเมืองอื่นและทำบัญชีนำถวายเจ้าหลวงเชียงใหม่

บุตรธิดาหลายคน ธิดาคนหนึ่ง ชื่อ แม่บัวถา รุ่นลูกของแม่บัวถา คือ นายน้อยวงศ์ นาระศักดิ์ นายน้อยวงศ์อดีตเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านนี้ มีฐานะดี มีที่นาอยู่อำเภอแม่ริมไม่น้อย แต่ละปีมีข้าวเปลือกบรรทุกเกวียนมาเข้าหลองด้านหลังไว้กินอย่างเหลือเฟือ บางส่วนแบ่งขายเป็นเงินมาเก็บไว้ แต่งงานกับแม่บุญตุ้ม มีบุตรธิดา ๖ คน ยังพักอาศัยอยู่ด้านหลังวัดดอกคำ พื้นที่บางส่วนสร้างเป็นเกสท์เฮ้าส์ (นางสุดา คณาเจริญพงษ์, สัมภาษณ์)

ติดกับวัดดอกคำด้านเหนือ เป็นบ้านของอุ๊ยปั๋น อาชีพทำยาสมุนไพร มักไปเร่ขายตามบ้านนอก ภรรยาชื่อ แม่หมวก ปัจจุบันขายต่อเจ้าของทำเป็นเต็นท์รถ
ด้านทิศใต้ของวัดเป็นบ้านของแม่อุ๊ยชุมใจ๋ ตากมล สามีชื่อนายตา ตากมล บุตรธิดา คือ แม่บัวหอม, นายแก้ว และนายหนานคำ ตากมล อาชีพของคนรุ่นนั้นคือ ทอผ้า และทำข้าวแตนขาย แสดงว่าอาชีพทำขนมข้าวแตนเป็นอาชีพเก่าแก่มากและปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่

รุ่นลูกคือ แม่บัวหอม ได้รับที่เนื้อที่เดิมประมาณ ๒ ไร่ เรื่อยไปทางใต้จนติดโรงแรมมนตรีในปัจจุบัน แม่บัวหอมมีสามีชื่อ ร.ต.อ.ตา วีระเมืองมูล เป็นคนทางลำพูน อดีตผู้บังคับกอง สภ.อ.สันกำแพง มีบุตรสาวคนเดียว คือ นางบุญช่วย ต่อมาที่ติดวัดดอกคำแบ่งขายให้ นายทองอินทร์ ปัณฑรานนท์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ต่อมาลาออกและได้รับเลือกเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๘๙ (ประวัติ ส.ส.เชียงใหม่, สังคมเมืองเชียงใหม่เล่ม ๔, พ.ต.ท.อนุ เนินหาด) นายทองอินทร์เปิดสำนักงานทนายความที่ข้างวัดดอกคำแห่งนี้

นางบุญช่วย แต่งงานกับ นายอำไพ สายทอง คนทางวัดอุโมงค์ใกล้โรงเรียนยุพราชวิยาลัย ปัจจุบันบริเวณที่แบ่งสร้างเป็นเกสท์เฮ้าส์ ชื่อ “มูลเมืองโกลเด้น เกสท์เฮ้าส์” (นายอำไพและนางบุญช่วย สายทอง, สัมภาษณ์)

ถัดบ้านของนางบุญช่วยมาทางหลังประตูท่าแพเป็นบ้านของนายหน่อ มหากันธา อยู่ใกล้โรงแรมมนตรีปัจจุบัน ภรรยาชื่อนางยง นายหน่อมีอาชีพเย็บผ้าจีวรและเสื้อคอกลมที่ตัดเย็บง่ายๆ ส่วนนางยงมีอาชีพทำกับข้าวเมืองและหาบไปขายตามบ้านในเขตเมืองเชียงใหม่ นายหน่อและนางยงมีบุตรธิดาหลายคน คือ นางสาวจันดี, นายดวงสอน, นางบุญปั่น, นายดวงคำ, นางเทียมตา, นายเจริญ, นางสาวหยุด เป็นต้น พี่สาวคนโตคือ นางสาวจันดี ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี

ติดบ้านนายหน่อ นางยง มหากันธา เป็นบ้านของขุนบวร อุทัยธวัช อดีตนายอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ภรรยาชื่อแม่คำดิบ
บริเวณโรงแรมมนตรีด้านหลังประตูท่าแพ ในอดีตเป็นบ้านของนายบุญศรี ธัมทะมาลา ภรรยาชื่อ แม่คำเซย เป็นบุตรสาวของขุนกันชนะนนถิ คหบดีย่านบ้านวังสิงห์คำ นายบุญศรีใช้บริเวณบ้านทำเป็นโรงเลื่อยและจำหน่ายไม่แปรรูป สมัยนั้นการแปรรูปใช้เป็นเลื่อยมือ เลื่อยทีละ ๒ คน มีคนงานประมาณ ๑๐ คน ฐานะขั้นร่ำรวยมีรถยนต์บรรทุกสำหรับบรรทุกไม้ นายบุญศรีและนางคำเซยมีบุตรธิดา คือ นางนันทา (แต่งงานกับพล.ต.ท.เดช ขัตพันธ์ คนบ้านฮ่อม), นางแสงดา (แต่งงานกับนายกำพล ศุขเกษม), นายสุชาติและนางแสงคำ (แต่งงานกับนายนิวัต ทนายางกูร) หลังจากนางคำเซยและนายบุญศรี เสียชีวิตและรุ่นลูกต่างแยกย้ายกันมีครอบครัว ที่ดินขายต่อไป (นางแสงดา ศุบเกษม, สัมภาษณ์)

ผู้ที่ซื้อที่ดินของนายบุญศรีต่อ คือ นายแพทย์มนู แมนมนตรี
นายแพทย์มนู นั้นเดิมเป็นชาวเพชรบุรี มีเชื้อสายจีน ชื่อจีนคือ “ตั่งฮั่งเอี๊ยง” นับถือศาสนาคริสต์ เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและสอบเข้าเรียนแพทย์ที่ศิริราช หลังจากจบแพทย์แล้วแลือกมาทำงานที่ ร.พ.แมคคอร์มิคเชียงใหม่ ได้พบและคุ้นเคยกับนายแพทย์จินดา สิงหเนตร จนนับถือนายแพทย์จินดาเป็นพ่อคนที่สอง ต่อมาแต่งงานกับนางสุขพิศ มีบุตร ๔ คน ปี พ.ศ.๒๔๙๓ นายแพทย์มนู ซื้อที่ดินถนนสายหน้าวัดเกตการามสร้างคลินิคที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “คลินิคหมอมนู” มีผู้นิยมใช้บริการกันมากโดยเฉพาะชาวตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรส รวมทั้งนักเลงเกเรที่ชกต่อยทุบตีกันในงานลอยกระทงมักไปใช้บริการเย็บแผลที่คลินิคหมอมนูแห่งนี้

หลังจากซื้อที่ดินนี้แล้ว เคยให้ “โอ่วตี่” ทำเป็นร้านขายข้าวต้มอยู่หลายปี ต่อมาลงทุนสร้างโรงแรมชื่อว่า “โรงแรมมนตรี” นายแพทย์มนูเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๕๔๐ (โรงพยาบาลหมอจินดา หมอมนูและหมอสง, สังคมเมืองเชียงใหม่เล่ม ๕, พ.ต.ท.อนุ เนินหาด) ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของรุ่นลูก

ปัจจุบันบ้านวัดดอกคำ เป็นย่านสำคัญย่านหนึ่งที่กรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนเปลี่ยนเจ้าของและเจ้าของใหม่มักทำธุรกิจสร้างเป็นอพาร์ทเม้นท์และเกสท์เฮ้าส์ให้ฝรั่งพักอาศัย

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเชียงใหม่ เล่ม ๑๐) พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐