บ้านป่าพร้าวใน

0
953

“บ้านป่าพร้าวใน” จากชื่อดูเหมือนว่าอยู่นอกเมือง แต่บ้านป่าพร้าวในมีบ้านเรือนอยู่ในกำแพงเมืองเชียงใหม่นี่เอง ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ คือ บริเวณแจ่งหัวลินด้านใน
บ้านป่าพร้าวใน เป็นชุมชนเล็กๆ มักตั้งบ้านเรือนอยู่รอบวัดป่าพร้าวในจนติดกับคูเมืองต้นแจ่งหัวลิน ชาวบันทั่วไปมักเรียกบ้านป่าพร้าวในอีกชื่อหนึ่งว่า “บ้านแจ่งหัวลิน”

คำว่า “ใน” อาจหมายถึง “ในเมือง” ก็เป็นได้ เนื่องจากยังมีวัดป่าพร้าวนอก อยู่นอกเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่เลยบ้านช้างคลานไปทางบ้านป่าแดด
วัดป่าพร้าวใน อยู่ถัดจากวัดพระสิงห์มาทางทิศเหนือ ถัดจากวัดผาบ่อง วัดดับภัย เข้าซอยข้างวัดดับภัยประมาณ ๒๐ เมตร

เจ้าอาวาสวัดป่าพร้าวในที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของคนเชียงใหม่ คือ ครูบาคำแสน เป็นคนบ้านป่าพร้าวในโดยกำเนิด มีฐานันดรศักดิ์เป็นพระสุคันธศีล ด้วยมีความสามารถสูง ทางคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่จึงมีคำสั่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ ได้พัฒนาบูรณะวัดสวนดอกจนเจริญรุ่งเรืองมีศรัทธาเคารพนับถือกันมาก มรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๑๙

การเกิดชุมชนในกำแพงเมืองนั้น มีสมมุติฐานเดิมที่ว่า ในกำแพงเมืองสมัยก่อน ย่อมเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าผู้ครองนคร หมู่ข้าราชการและบุตรหลาน และพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของวัด

ดังนั้นชุมชนในเขตกำแพงเมืองในยุคก่อนนั้น ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นข้าทาสของเจ้านายที่เจ้านายยินยอมให้อยู่ในกำแพงเมือง แต่อยู่ในพื้นที่ห่างจากใจกลางเมือง ซึ่งสมัยนั้นอาจเป็นพื้นที่รกร้าง หรืออีกประการหนึ่งอาจสันนิษฐานว่าเนื่องจากวัดเป็นสถานที่ที่เจ้านายให้ความเคารพและสงฆ์เป็นชนชั้นที่มีความสำคัญ จึงต้องให้ชาวบ้านมาดูแลรับใช้พระและดูแลวัด พื้นที่ใกล้วัดที่กว้างขวางก็อาจเป็นส่วนที่อนุญาตให้คนดูแลวัดปลูกบ้านอยู่อาศัยได้ ต่อมาบ้านเรือนได้ขยายจนกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่บริเวณรอบวัด

คนรุ่นเก่าของบ้านป่าพร้าวในบอกว่า หากย้อนไปประมาณ ๗๐ ปี (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๗) ครอบครัวดั้งเดิมของบ้านป่าพร้าวในมีเพียงประมาณ ๑๐ ครอบครัวเท่นั้น ปัจจุบันมีมากกว่า ๒๐ ครอบครัว
อาชีพของชาวบ้านป่าพร้าวในสมัยนั้น คือ การทำนา

พื้นที่นาที่ชาวบ้านป่าพร้าวในเป็นเจ้าของ คือ บริเวณถัดจากศูนย์มาลาเรีย บริเวณโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม บริเวณสองข้างของถนนห้วยแก้ว และพื้นที่ต่อเนื่องด้านหน้าวัดเจ็ดยอด ชาวบ้านมีความเป็นอยู่เรียบง่าย ดังคำกล่าวที่ว่า “หากยังคงมีข้าวในยุ้งก็มีชีวิตอยู่ได้แล้วแม้ไม่มีเงิน” เนื่องจากสามารถปลูกผักมาประกอบอาชีพเป็นกับข้าวได้

คุณป้าจรูญ ทระปัญญา อายุ ๘๒ ปี (เกิดพ.ศ.๒๔๖๕) เกิดที่บ้านป่าพร้าวในด้านเหนือของวัด เล่าว่า
“สมัยก่อนบ้านป่าพร้าวในมีครอบครัวเดิมประมาณ ๑๐ ครอบครัว มักปลูกบ้านอาศัยอยู่ด้านเหนือของวัดเป็นส่วนใหญ่จนไปติดแจ่งหัวลิน บริเวณแจ่งหัวลินด้านใน สมัยป้าเป็นเด็กนั้น เป็นสวนลำไยกว้าง ไม่มีใครอยู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ ชาวบ้านเรียกว่า สวนหลวง เช่นเดียวกับด้านหน้าวัดเดิมเป็นสวนลำไยกว้างไปจนถึงถนนสิงหราช มีบ้านอยู่หลังเดียวมีคนเฝ้า ชาวบ้านเรียกว่าสวนหลวงเช่นกัน ปัจจุบันเป็นบริเวณบริษัท สยามทีวี จำกัด”

“อาชีพของชาวบ้านป่าพร้าวใน คือ ทำนา แทบทุกบ้านจะเลี้ยงควายและวัวที่บริเวณบ้าน ถนนทางเข้าหมู่บ้านก็แคบๆ พอเกวียนผ่านได้เท่านั้น พวกเราจะมีนาอยู่ริมถนนห้วยแก้ว บางคนมีหน้าวัดเจ็ดยอด สมัยก่อนบริเวณโรงแรมศรีโตเกียวเรื่อยไปถึงกาดสวนแก้วเป็นท้องนา และมาอีกสมัยหนึ่งเป็นสวนผักที่คนจีนมาเช่าปลูกผักขาย ถัดไปเป็นคุ้มของเจ้าพงษ์อินทร์ รอบๆ คุ้มเป็นที่ชาวบ้านมักปลูกผัก ส่วนด้านหลังทำนาข้าว พ่อแม่ของป้า คือ พ่อหล้าและแม่เขียว สกุลเดิม สุมาเดช มีนาข้าวอยู่ด้านหลังคุ้มประมาณ ๓ ไร่ ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงวัวควายไว้ทำนา แต่ละปีจึงต้องไปเช่าควายของเพื่อนบ้านมา ๑ ตัว มาไถนาและคราดนา ระหว่างที่เช่าควายมานั้นต้องเลี้ยงไว้ที่บ้านประมาณเกือบ ๑ เดือน จนเริ่มปลูกข้าว ก่อนส่งควายคืนให้เจ้าของต้องทำพิธีเรียกขวัญควาย เริ่มจากต้องเกี่ยวหญ้างามๆ มากองหนึ่ง จัดทำการใส่ข้าว ใส่ดอกไม้มีด้ายสายสิญจน์ ผู้ประกอบพิธีคือคนแก่ในหมู่บ้าน มีคำกล่าวเรียกขวัญควาย ใช้ด้ายผูกที่เขาควาย พิธีกรรมประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ นำควายกลับส่งเจ้าของ ส่วนค่าเช่านั้นไม่ได้คิดเป็นเงิน แต่คิดเป็นข้าวเปลือกที่ได้ ๑๐-๑๕ ถัง สมัยนั้นใช้ภาชนะคล้ายกระบุงเป็นเกณฑ์เรียกว่า ต่าง”

“หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วก็นำข้าวมาเข้ายุ้ง ที่บ้านได้ข้าวไม่มากนักและไม่มีเกวียนของตัวเอง อาศัยไหว้วานจากเพื่อนบ้านบรรทุกข้าวใส่เกวียนมาเก็บในหลอง (ยุ้งข้าว) ในบ้าน ประมาณ ๓ เที่ยวก็หมด ข้าวที่ได้มาพอกินได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องเสียเงินซื้อและหากมีข้าวเหลือก็จะแบ่งขาย การแบ่งขายมักจะทำก่อนที่ข้าวใหม่จะออก (ข้าวใหม่จะออกเดือน ๔ ประมาณเดือนมกราคม) ประมาณเดือน ๑๒ จะมีพ่อค้ามาขอซื้อข้าวเก่าจากชาวบ้าน ชาวบ้านที่มีข้าวเหลือจะแบ่งขายกันระยะนี้ และเตรียมหลองข้าวเพื่อรับข้าวใหม่”

“ครอบครัวเดิมๆ ตั้งอยู่สองฝั่งถนนอารักษ์ ซอย ๑ และชอย ๒ เป็นถนนซอยจากถนนอารักษ์ด้านคูเมืองมาทะลุถนนสิงหราช มีประมาณ ๑๐ ครอบครัว เข้าซอยมาบ้านแรกคือ บ้านลุงเขียว” ถัดมาบ้านยายบัว ปัจจุบันลูกหลานทำเกสท์เฮาส์ ถัดมาบ้านยายดี ยายยวง จนมาถึงบ้านป้า เลี้ยวเข้าซอยด้านซ้ายเป็นบ้านยายแปง ยายสม ยายนำ

คุณป้าจรูญ แต่งงานกับครูอินตา ทระปัญญา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ ครูอินตาเป็นครูโรงเรียนวัดดอกเงิน เงินเดือนครูสมัยนั้นได้เดือนละ ๓๐ บาทเศษ คุณป้าจรูญต้องหารายได้รายเสริมครอบครัวด้วยการค้าขายผัก เป็นช่วงต่อของยุคเก่ากับเริ่มยุคใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“แม่บ้านในสมัยรุ่นพ่อแม่นั้นไม่ต้องออกไปทำงานหารายได้เพิ่ม เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่มี แต่พอรุ่นป้ามีลูกต้องส่งลูกเรียน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เงินเดือนครูด้านเดียวไม่พอใช้ ต้องค้าขายช่วย ป้าปลูกผักในบ้านเก็บไปขายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งรับผักจากสวนคนจีนแถวบริเวณกาดสวนแก้วไปขายที่ตลาด คนจีนมักปลูกผักกาดขาว ผักกาดเขียว คะน้า กะหล่ำปลี รุ่นเดียวกันในหมู่บ้านเกือบ ๑๐ คนไปซื้อพร้อมๆ กันในตอนบ่าย มักเชื่อเงินไว้ก่อน คนจีนเจ้าของสวนจะลงบัญชีไว้ เมื่อขายได้เงินก็นำมาจ่ายและซื้อชุดใหม่ไปซื้อผักมาอย่างละ ๒ – ๓ กิโล หาบมาที่บ้าน ช่วงเช้าตี ๕ ก็หาบไปขายที่ตลาด ก่อนไปตลาดก็จะนัดรวมพลกันที่สามแยกในหมู่บ้านและหาบออกไปพร้อมๆ กัน แยกย้ายไปแต่ละตลาด ป้าขายที่ตลาดประตูช้างเผือก คนอื่นก็ขายตลาดประตูเชียงใหม่บ้าง ตลาดวโรรสบ้าง ขายเสร็จประมาณ ๙ โมงเช้าก็กลับบ้านมาทำอาหารเก็บกวาดบ้านจนบ่ายก็ออกไปซื้อผักมาเตรียมไว้ขาย มีรายได้ใช้จ่ายในบ้านอย่างสบาย สมัยนั้นคนขายผักมีน้อย ขายดี”

บริเวณแยกแจ่งหัวลินไปทางถนนห้วยแก้วเป็นที่ที่คนจีนมาเช่าปลูกผัก หลายคนบอกว่าเริ่มมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๔) นอกเหนือจากคนจีนแล้วยังมีคนจากภาคกลางคนหนึ่งที่มาปลูกผักบริเวณนี้จนมีชื่อเสียง คือ คุณแสวง ทัดเที่ยง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเนื่องจากเริ่มทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งและผักต่างประเทศจนได้ผลในเชียงใหม่ ต่อมาย้ายไปเขตอำเภอสันทราย

บริเวณสี่แยกแจ่งหัวลินด้านตะวันตกต่อมามีร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี คือ ร้าน “ศรีสุรางค์” ตั้งชื่อตามชื่อเจ้าของร้านที่ชื่อศรีสุรางค์ เป็นบุตรสาวของนายทองม้วน หัวหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ในยุคนั้น สามีของศรีสุรางค์ ชื่อ นายเชื้อ ชื่นชอบดื่มสุรา ต่อมาที่ดินบริเวณนี้ขายต่อเป็นของร้านเจริญศิลป์ ส่วนด้านข้างไปทางทิศใต้มีร้านอาหารอีกร้านหนึ่งชื่อ ร้านสายแก้ว ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงเรมศรีโตเกียว

ในบ้านป่าพร้าวในพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ของค่ายกาวิละ ประมาณ ๑๐ ไร่อยู่ข้างวัดป่าพร้าวในด้านทิศเหนือ สมัยก่อนเป็นบ้านพักของพระยามหาณรงค์เรืองเดช อยู่กับภรรยาและหลาน ชื่อ ปราโมทย์, ปราณี และ ประนอม ศิริธร ณ พัทลุง เกี่ยวกับประวัติพันเอกพระยามหาณรงค์เรืองเดช ผู้นี้ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง อดีตนักหนังสือพิมพ์และเคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ ๓ สมัย เคยกล่าวถึงในงานเขียนไว้ว่า พันเอกพระยามหาณรงค์ฯ เคยเป็นผู้บังคับการทหารราบที่ ๘ ค่ายกาวิละ หลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช พันเอกพระยามหาณรงค์ฯ ออกจากราชการและมาพักอยู่ที่บ้านพักข้างวัดป่าพร้าวในพร้อมกับคุณหญิงกระสินธุ์ ภริยา กิจวัตรของคุณหญิงกระสินธุ์ คือ ตื่นตี ๕ ตัดดอกกุหลาบที่ปลูกไว้หลายร้อยต้นเสียบหยวกกล้วยให้คนในบ้านไปขายที่ตลาดทุกวัน พันเอกพระยามหาณรงค์เดช เสียชิวิตในปี พ.ศ.๒๔๘๓ ส่วนคุณหญิงกระสินธุ์ เสียชีวิตปี พ.ศ.๒๔๘๕

พื้นที่ของค่ายกาวิละนี้ติดกับคูเมืองเชียงใหม่ด้านทิศเหนือและส่วนหนึ่งติดกับสถานเล่นโบว์ลิ่ง สมัยก่อนเป็นบ้านของ เจ้านพ ณ เชียงใหม่ ภรรยชื่อ แก้ว ด้านตะวันออกติดกับศูนย์สินค้าส่งออก สมัยก่อนเป็นสหกรณ์ยาสูบ ใกล้กันเป็นบริษัทสยามทีวี ส่วนพื้นที่ติดศูนย์สินค้าส่งออกพื้นที่นับสิบไร่เป็นที่เก่าของนางเชื้อ วสุวัต ต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่รุ่นลูก คือ นางช่อชลูด และตกแก่รุ่นลูก

บ้านป่าพร้าวใน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (หลังปีพ.ศ.๒๔๘๘) เมื่อที่นามีราคาสูงขึ้นมากมีนักธุรกิจมาติดต่อซื้อที่ดินของชาวบ้านบ้านป่าพร้าวในในราคาสูง ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ขายที่ดินไป จากชุมชนชาวนาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนามีข้าวเก็บไว้ในหลองข้าวใช้กินได้ตลอดปี กลายเป็นชุมชนเมืองที่เปลี่ยนอาชีพเป็นรับจ้างและค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

สงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เรื่อยไปจนสิ้นสุดกลางปี พ.ศ.๒๔๘๘ เมืองเชียงใหม่เป็นทางผ่านของทหารญี่ปุ่นที่เดินทางไปประเทศพม่า และมักพักตามวัดและสวนร้างทั่วเมืองเชียงใหม่ บริเวณวัดอีกส่วนหนึ่งเป็นที่พักอาศัยของทหารไทยที่มาช่วยรบ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวบ้านส่วนหนึ่งมีรายได้จากการค้าขายกับทหารไทยและทหารญี่ปุ่น อย่างเช่น คุณป้าจรูญเล่าว่า ระหว่างสงครามได้ซื้อขนมไทย เช่น ขนมชั้น ขนมหม้อแกง จากตลาดมาหาบขายตามวัดพระสิงห์ วัดป่าพร้าวใน ทุน ๑๒ ชิ้น ๑๐ สตางค์ ซื้อมาคราวละ ๕๐-๖๐ ชิ้น มีกำไรวันละ ๙ สตางค์ เงิน ๙ สตางค์สมัยนั้นเป็นค่ากับข้าวได้ เช่น ซื้อหมู ๒ สตางค์ ปลาร้า ๑ สตางค์ กะปิ ๑ สตางค์ ยังเหลือเงินอีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้หญิงสาวของบ้านป่าพร้าวในบางคนก็ได้สามีเป็นทหารจาก “ทางใต้” ด้วย เช่น บัวผัน รักชอบกับทหารและต่อมาแต่งงานไปอยู่กรุงเทพฯ ส่วนสมศรี หลังสงครามแล้ว ทหารมาสู่ขอและแต่งงานมาอยู่ที่บ้านป่าพร้าวใน ไม่มีลูกด้วยกัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้น ราคาที่ดินในเมืองเชียงใหม่สูงขึ้น มีพ่อค้ามาขอซื้อที่นาของชาวบ้านบ้านป่าพร้าวในจนชาวบ้านทะยอยขายที่นาย่านสองฝั่งของถนนห้วยแก้วจนหมด เมื่อหมดอาชีพทำนาก็ขายวัวควาย เปลี่ยนแปลงไปประกอบอาชีพอื่น บ้านป่าพร้าวในต่างจากบ้านอื่นในตัวเมืองเชียงใหม่ คือ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงด้านความเจริญ ปัจจุบันชาวบ้านส่วนหนึ่งทำเกสท์เฮาส์และบ้านพักให้เช่า (สัมภาษณ์นางจรูญ ทระปัญญา อาย ๘๒ ปีและนางเรือนคำ เชยวุฒิ อายุ ๘๑ ปี)

ที่ดินท้องนาบริเวณริมถนนห้วยแก้วด้านทิศตะวันตก ต่อมาส่วนใหญ่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ คุณอุณห์ ชุติมา (สกุลเดิม นิมมานเหมินท์ แต่งงานกับคุณบวร ชุติมา) ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ คุณอุณห์ จัดสรรที่ด้านหลังคณะแพทย์ศาสตร์ เนื้อที่ผืนเดียวกัน ประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ไร่ ขายตารางวาละ ๑๐๐ บาท จัดสรรแปลงละ ๑ งาน ผ่อนเดือนละ ๒๓๐ บาท

บริเวณหลังคณะแพทยศาสตร์ คือ ย่านริมถนนนิมมานเหมินท์ สมัยนั้นยังไม่มีถนน รวมทั้งยังไม่มีถนนศิริมังคลาจารย์ ถนนทั้งสองสาย ตระกูลนิมมานเหมินท์เจ้าของที่ได้บริจาคให้ทางราชการเพื่อให้ประชาชนจากย่านสวนดอกใช้เดินทางตัดมาทางแจ่งหัวลิน สมัยก่อนไม่มีทาง ต้องเดินผ่านทุ่งนา บางส่วนก็เป็นป่า ลำบากในการเดินทาง โดยฉพาะถนนนิมมานเหมินท์กว้างถึง ๑๖ เมตร ซึ่งกว้างที่สุดในสมัยนั้น ต่อมาที่ดินส่วนหนึ่งถูกเวนคืนเป็นส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ ๑๐๐ ไร่ เนื่องจากทางราชการต้องการให้คณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งสร้างมาก่อนให้มีพื้นที่ติดต่อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมัยนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนนี้คือบริเวณหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสวนสุขภาพ (คุณอุณห์ ชุติมา, สัมภาษณ์)

บ้านป่าพร้าวในในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัยแม้บางส่วนจะปรับเป็นหอพักและเกสท์เฮาส์แต่ก็ยังสงบน่าอยู่อาศัยไม่พลุกพล่านมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับทางย่านสันติธรรมหรือทางย่านวัดกู่เต้าและหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

คนรุ่นเก่าเริ่มสิ้นอายุขัยทิ้งไว้เพียงเรื่องราววิถีชีวิตและชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต รุ่นลูกรุ่นหลานต่อๆ ไป คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าในย่านนี้เคยมีอาชีพทำนา ยามตะวันสาดแสงเหลืองใกล้ค่ำเคยมีเสียงเกวียนเสียงกระดึงวัวเดินทางกลับจากทุ่งนาเพื่อเข้าบ้านพักผ่อน เป็นภาพและเสียงแห่ความรู้สึกที่ดีมากสำหรับชาวบ้าน เพราะอีกไม่นานจะถึงเวลาอาหารเย็นและเวลาพักผ่อนของครอบครัว
“อย่าลืมถอดฮอกงัวเน้อ” เสียงพ่อร้องบอกลูกชายวัยเริ่มใช้งานได้ก่อนเดินขึ้นเรือน

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๐), พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐