บ้านปั๋นตะเกิ๋น

0
2366

บ้านปั๋นตะเกิ๋น คือ วัดชัยศรีภูมิ ตั้งอยู่นอกคูเมืองด้านแจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่
วัดชัยศรีภูมิเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดหนึ่งใน ๙ วัด ที่สร้างขึ้นกำหนดให้สอดคล้องกับชัยภูมิของเมือง โดยมีวัดเจดีย์หลวงเป็นศูนย์กลางกระจายสู่ทิศต่งๆ ทั้ง ๘ ทิศ แต่ละทิศมีวัด ๘ วัดเป็นบริวาร วัดชัยศรีภูมิ คือวัดบริวารทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ชื่อ ปั๋นตะเกิ๋น สันนิษฐานกันว่า เป็นชื่อขุนนางที่เป็นหัวหน้าในการก่อสร้างวัดแห่งนี้ นอกจากเป็นวัดบริวารที่มีความสำคัญของเมืองแล้ว วัดชัยศีรภูมิยังเป็นจุดเริ่มต้นของกำแพงเมืองชั้นนอกสร้างเป็นกำเพงดินผสมอิโอบเรื่อยไปจนถึงนอกแจ่งกู่เฮือง

ชุมชนย่านวัดชัยศรีภูมิ เป็นชุมชนเล็กๆ เนื่องจากอยู่ริมคลองแม่ข่า จึงเรียกกันว่า “บ้านแม่ข่า”
ลุงบุญ ปิ่นคำ อายุ ๘๓ปี คนดั้งเดิมของบ้านแม่ข่า เล่าว่า “รุ่นพ่อแม่มาอยู่หน้าวัดชัยศรีภูมินี้เอง ลุงจึงเกิดที่บ้านหน้าวัด สมัยก่อนเรียกว่า วัดปั๋นตาเกิ๋น พ่อเป็นคนบ้านแจ่งศรีภูมิอยู่หลังตลาดสมเพชร มีอาชีพเป็นหมอพื้นบ้าน ส่วนแม่คนทางอำเภอสันป่าตอง ที่หน้าวัดสมัยก่อนมีประมาณ ๖ ครอบครัวเท่านั้น สมัยก่อนเรียกว่า บ้านแม่ข่าเหนือ ส่วนแม่ข่ากลาง คือ ถัดไปทางทิศใต้บริเวณถัดจากต้นโพธิ์ไปและเลยไปเป็นบ้านแม่ข่าใต้ แถวสะพานข้ามคลองเม่ข่าใกล้บ้านผู้กำกับธานี วีรเดชะ”

“ตอนเป็นเด็กเคยเป็นขโยมวัดแจ่งศรีภูมิ สมัยนั้นทันครูบาบุญมี เป็นเจ้าอาวาส ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๔ ครูบาบุญมีนั้น มีชื่อเสียงด้านการอบรมธรรมะและเก่งด้านฝีมือทางช่าง เป็นผู้สร้างหอธรรมวัดชัยศรีภูมิ ปัจจุบันยังมีอยู่ สมัยนั้นที่วัดมีพระบวชเยอะ ประมาณ ๑๐ รูป เณรก็เยอะเช่นกัน สมัยครูบาบุญมีศรัทธาเยอะ ตอนมรณภาพลากศพไปสุสานช้างคลาน คนมาร่วมเป็นพันๆ คน เจ้าอาวาสต่อๆ มาที่จำได้ คือ หนานกิ๊บ หนานถ้ำ หนานจู

“ถัดจากหน้าวัดไปทางตะวันออกที่ปัจจุบันเป็นโรงแรมเพรสซิเดนท์ สมัยก่อนเป็นบ้านของพ่อเลี้ยงดวง อาชีพเป็นหมอแผนโบราณเช่นกัน บริเวณบ้านเป็นส่วนกว้าง ถัดไปเป็นบ้านของเจ้าพรหมมา ณ เชียงใหม่ พ่อชื่อเจ้าอุ่นเรือน ทำงานที่คุ้มเจ้า ลุงเคยไปเล่นกับเจ้าพรมมาสมัยยังเป็นเด็ก อายุรุ่นเดียวกัน เจ้าพรหมมาต่อมาแต่งงานกับเจ้าเครือเก้ว

“ส่วนตรงข้ามกับโรงแรมเพรสซิเดนท์เป็นบ้านสวนของเจ้าคุณอนุบาล ที่สวนกว้างอยู่คนละฝั่งคลองแม่ข่ากับวัดชัยศรีภูมิ ถัดไปเป็นบ้านพักของคลังเขต ๕”

เจ้าคุณอนุบาล ที่ลุงบุญกล่าวถึง คือ พระยาอนุบาลราชทรัพย์ อดีตคลังมณฑลพายัพ สืบค้นประวัติทราบว่าเดิมชื่อ ถม รัตนวัฒนะ ภรรยชื่อ คุณหญิงลี้ เดิมป็นชาวจังหวัดอยุธยา คาดว่ามารับราชการตำแหน่งคลังมณฑลพายัพก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ ก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๔ สมัยนั้นตำแหน่งคลังจังหวัด คือ หลวงสงวน ราชทรัพย์ (สงวน สุภาภา) ต่อมาลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพประมูลโรงเหล้า ได้บันทึกไว้ส่วนหนึ่งว่า ได้ร่วมรับราชการกับพระยาอนุบาลราชทรัพย์ในปี พ.ศ.๒๔๗๙

ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๗ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเชื่อว่า พระยาอนุบาลราชทรัพย์น่าจะเกษียนอายุราชการแล้วได้ร่วมกับหลวงสงวนราชทรัพย์, หลวงประเสริฐมนูกิจ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕, พระยาอนุบาลพายัพกิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ขุนอนุกรและนายชาญ ตันสุหัช ลงทุนประมูลโรงเหล้าที่อำเภอพร้าว

อีกด้านหนึ่งเมื่อตรวจสอบจากป้ายรายนามคลังเขต ๕ มีรายชื่อเรียงลำดับ ๑ ถึง ๕ คือ พระยาประสาทสัชณุกรณ์, พระยาอนุบาลราชทรัพย์, หลวงคำนวณมาสุก, ขุนอนุการบรรณกิจและขุนรักษ์ราษฎร์รูปี น่าเสียดายที่ไม่มีปี พ.ศ.ระบุไว้

พระยาอนุบาลราชทรัพย์ มีบุตรธิดารวม ๑๒ คน ล้วนเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น เหลือรุ่นที่ ๓ ที่ยังพักอาศัยอยู่ข้างบ้านพักคลังเขต ๕ ด้านชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านแม่ข่า ลุงบุญ เล่าว่า
“บ้านหรือชุมชนใกล้เคียงที่ต้องไปมาหาสู่กัน นอกจากบ้านแม่ข่ากลางและแม่ข่าใต้ คือ บ้านริมปิง คือ บริเวณสองฝั่งของถนนท้ายวังที่ลงมาจากสะพานนครพิงค์รวมมาถึงด้านหลังของสถานกงสุลอเมริกัน แถบนี้เรียกว่าบ้านริมปิงทั้งสิ้น ส่วนการเรียกว่า บ้านท้ายวังก็เรียกกันมานานพอดู เนื่องจากมีวังของพระราชชายา ปัจจุบันเป็นสถานกงสุลอเมริกัน จากบ้านริมปิงไปแถวเทศบาลเรียกว่า บ้านวังสิงห์คำ ถัดไปเป็นบ้านป่าตัน ด้านหลังบ้านวังสิงห์คำเป็นบ้านร้องขี้เป็ด ไม่รู้ว่าเหตุใดเรียกชื่อว่าบ้านร้องขี้เป็ด คือ หน้าสโมสรนวรัฐบริเวณตลาดเมืองใหม่ มีบ้านคนไม่หนาแน่นมักเป็นสวน บ้านหนึ่งคือ บ้านของจ้าคุณอนุบาล เป็นสวนกว้างมีบ้านหลังใหญ่ รอบบ้านชุดสระเลี้ยงปลา หน้าน้ำ (หน้าฝนที่น้ำล้นจากแม่น้ำปิง) น้ำท่วมแถวนั้น ปลาตัวใหญ่จะออกจากสระ ลุงเคยไปกับผู้ใหญ่ไปดักจับปลา ได้ปลาช่อนตัวใหญ่หลายตัว”

เจ้าคุณอนุบาล ที่ลุงบุญ พูดถึง คือ พระยาอนุบาลพายัพกิจ อดีตปลัดมณฑลพายัพ ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อเดิม คือ ปุน อาสนจินดา เป็นชาวกรุงเทพฯ มารับราชการที่เชียงใหม่ในตำแหน่งปลัดมณฑลจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ สร้างผลงานไว้หลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ริเริ่มจัดงานฤดูหนาวจึงเป็นครั้งแรกจนสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ผลงานอีกประการหนึ่ง คือ การสร้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังปัจจุบันโดยระดมนักโทษขนดินจากแม่น้ำปิงมาถมพื้นที่และสร้างจวนหลังใหม่ ใช้งบประมาณ ๒ หมื่นบาท

บ้านและสวนของพระยาอนุบาลพายัพกิจบริเวณถนนเมืองสมุทรแห่งนี้มีเนื้อที่ ๑๖ ไร่ คุณเพิ่มพล อาสนจินดา บุตชายคนหนึ่งของพระยาอนุบาลพายัพกิจ เล่าว่า ได้ประทานมาจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เดิมเป็นสวนเก่าๆ ด้านข้างเป็นทุ่งนา คือ บริเวณตลาดเมืองใหม่ ภายหลังเนื่องจากอยู่ติดตลาดมืองใหม่ จึงขายบ้านสวนแห่งนี้ พระยาอนุบาลฯ สมรสกับคุณหญิงเยียน อนุบาลพายัพกิจ บุตร ๓ คน คือ ศ.พ.อ.พูนพล, นายเพิ่มพล และนางเสมอบุณย์ สุมาวงศ์ พระยาอนุบาลพายัพกิจเสียชีวิตที่เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ (หนังสือพระราชทานเพลิงศพพระยาอนุบาลพายัพกิจ, ๒๕๑๑)

บริเวณตลาดเมืองใหม่สมัยนั้น เมื่อถึงหน้าฝนที่น้ำล้นมาจากแม่น้ำปิงจะมีน้ำท่วมสูง หากท่วมหลายวันก็ทำให้นาข้าวบริเวณนั้นเสียหายได้ คนรุ่นเก่าๆ บอกว่าน้ำท่วมอยู่ประมาณ ๓ วัน มากที่สุดก็ไม่เกิน ๗ วัน คนที่อยู่ในละแวกนี้จึงค่อนข้างลำบากในการเดินทางไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาด หากน้ำไม่ลึกมากนักก็เดินลุยน้ำไป หากน้ำลึกก็ใช้เรือพายขนาดเล็ก บางบ้านนำเรือพายมาให้บริการเช่าโดยสารหารายได้ในช่วงน้ำท่วมนี้ ด้วยเหตุที่น้ำท่วมไม่นานนี้เอง ทำให้ความสูญเสียมีไม่มาก ในด้านตรงข้ามคนรุ่นนั้นกลับมองไปในด้านความแปลก ความสนุกสนานมากกว่า ผู้คนละแวกอื่นรวมทั้งที่อยู่ในตลาดวโรรสมักนั่งเรือมาดูน้ำท่วมที่บริเวณถนนเมืองสมุทรเห่งนี้ นอกจากบ้านท่าขี้เป็ดแล้ว ถัดไปทางเหนือ คือ วัดป่าแพ่ง

พ่อของลุงบุญ ชื่อว่า นายแดง ปิ่นคำ เป็นหมอแผนโบราณของท้องถิ่น ชาวบ้านมักเรียกว่า พ่อเลี้ยงแดง รับรักษาคนป่วยทั่วไป โดยใช้สมุนไพรรักษาโรคเป็นลม ท้องอืดเฟ้อ มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักทั่วไป ลุงบุญเล่าเรื่องชีวิตพ่อที่ทำให้เห็นภาพของวิถีชีวิตชาวบ้านสมัยนั้นได้

“ถัดจากคลองแม่ข่าข้างวัดชัยศรีภูมิไปทางด้านเหนือ เป็นบ้านของเจ้าอยู่กลางทุ่ง ชื่อว่า เจ้าราชภาคินัย บ้านไม้สักหลังใหญ่ พ่อของลุงเคยไปช่วยรักษาที่บ้านหลังนี้ เจ้าราชภาคินัย ชอบเลี้ยงปลา จะกั้นหัวท้ายของคลองแม่ข่าเลี้ยงปลา ลุงเคยไปกับแม่ไปจับปลาที่บ้านของเจ้าเอามาทำกับข้าว ปลาเยอะ ตอนหลังถูกยาเบื่อจากเหนือน้ำตายหมด ต้องเลิกเลี้ยง พ่อแดงรักษาฟรีไม่ได้เก็บค่ารักษา ผู้คนสมัยก่อนจะตอบแทนกันตอนวันปีใหม่เมืองหรือวันสงกรานต์จะมาดำหัว ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒๐-๓๐ คน นำน้ำส้มปอยมาพร้อมกับหมากพลูบ้าง ผ้าขาวม้าบ้าง ผ้าเช็ดตัว โสร่งบ้างมามอบให้ บางคนก็มอบเงิน ส่วนใหญ่จะเป็นหมู่คนจีนในตลาด วิธีการก็ไม่ได้รดน้ำแบบปัจจุบัน พ่อแดงจะนำน้ำส้มปอยที่ชาวบ้านนำมาดำหัวมาเทรวมไว้ในอ่าง ตอนค่ำก็ใช้น้ำส้มปอยผสมน้ำอาบรวมกันทั้งบ้าน เชื่อว่าเป็นศิริมงคลดี หมากที่ได้สมัยนั้นพี่ชายนำไปแลกกับข้าวเปลือกที่บ้านบวกครก ไปทางอำเภอสันกำแพง ได้ข้าวเปลือกมา ๑๐ กว่ากระบุง นำมาเก็บไว้กิน สมัยนั้นยังใช้ตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสารอยู่ โดยใช้มอง แม่เป็ง เป็นคนตำข้าว”

บริเวณด้านหน้าและด้านข้างวัดชัยศรีภูมิเรียกว่า บ้านแม่ข่าเหนือ ส่วนบ้านแม่ข่ากลางและแม่ข่าใต้ คือ บริเวณย่านต้นโพธิ์เรื่อยไปตามถนนสิทธิวงศ์ ข้ามสะพานผ่านโรงแรมปรินซ์ไปสุดถนนท้ายวัง

บริเวณนี้คนรุ่นเก่าๆ บอกว่ากำแพงเมืองชั้นนอกด้านนี้ถูกปรับเป็นที่ราบมานานแล้วใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย บางส่วนปรับเป็นพื้นที่ถนน ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ยังมีผู้เห็นกำแพงเป็นเพียงคันดินสูงประมาณหน้าอก อยู่บริเวณถนนสิทธิวงศ์ทางแยกก่อนข้ามสะพานตรงข้ามบ้าน พ.ต.อ.ธานี วีรเดชะ อดีตผู้กำกับฯเชียงใหม่ คันดินถูกปกคลุมด้วยวัชพืช ใกล้กันมีต้นฉำฉาใหญ่ครึ้ม สมัยก่อนที่ผู้คนน้อยบ้านอยู่ห่างๆ กัน ต้นฉำฉาต้นนี้สมัยก่อนมีผีประจำอยู่ เป็นผีผู้หญิงดุมาก ชอบหลอกผู้คน มีเรื่องเล่ากันว่าตอนค่ำวันหนึ่ง มีหญิงสาวจากต่างถิ่นปีนไปเล่นบนคันดิน ผีหญิงประจำต้นฉำฉาคงไม่พอใจกระโดดลงมาจากต้นฉำฉานี้ ผีไล่หญิงสาวเข้าไปในซอยฝั่งตรงข้ามถนน แล้วก็หายวับไป คนแถบนี้จึงหวาดกลัวผีคนนี้มาก

หากข้ามสะพานไปทางถนนท้ายวัง บริวณโรงแรมปรินซ์เป็นบ้านของนายด่อ เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ในสวน นายด่อมีเชื้อเจ้า ด้านตรงข้ามบ้านยายด่อเป็นบ้านยายสั้น อาชีพออกเงินกู้ ต่อมาขายสร้างเป็นตึกแถว

คันดินสูงระดับหน้าอกแถบนี้ถูกบุกรุก และส่วนหนึ่งเทศบาลปรับเป็นถนน เลาะคลองแม่ข่าเรื่อยไปจนถึงข้างวัดแสนฝาง กำแพงเมืองชั้นนอกยังคงมีให้เห็นเมื่อข้ามถนนท่าแพไปฝั่งตรงข้ามทางด้านถนนกำแพงดิน (นายอุดม ศรีทองเมือง อายุ ๖๒ ปี, สัมภาษณ์)

Cr.ประวัติชุมชนเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๐), พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐