กำนันหมวก ต้นตระกูล “เมฆรา” อดีตกำนันตำบลแม่เหียะ

0
2007
เรือนกาแลที่บ้านป่าจี้ ตำบลแม่เหียะ ของตระกูล เมฆรา

ตระกูล “เมฆรา” ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในพื้นที่ด้านใต้ของเมืองเชียงใหม่หากไม่นับเศรษฐีในตัวเมืองเชียงใหม่

ร่ำรวยเนื่องจากมีที่ดินนับร้อยๆ ไร่

หากเปรียบเทียบแล้วปริมาณการสะสมที่ดินที่เป็นที่นาคงไม่ด้อยกว่าตระกูล “พัฒนถาบุคร” ของนายดาบแดง พัฒนถาบุตร บิดาของคุณปรีดา พัฒนถาบุคร อดีต ส.ส.เชียงใหม่หลายสมัยซึ่งมีที่ดินนับเป็นร้อยไร่เช่นเดียวกัน

ตระกูล “เมฆรา” เริ่มต้นจากพญามูลเมฆราแห่งบ้านป่าจี้ คำเมืองออกเสียงเป็น “ป่าซี่” เป็นหมู่บ้านขนาดกลางอยู่จากตัวเมืองเชียงใหม่มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณที่ราบก่อนถึงเชิงเขาดอยสุเทพ

บริเวณบ้านป่าจี้แห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการทำ “ดินขอ” หรือกระเบื้องโบราณสำหรับมุงหลังคาโดยเฉพาะผู้นำหมู่บ้านที่เป็นที่ยอมรับของเจ้านายของเมืองเชียงใหม่ คือ พญามูลเมฆรา ต้นตระกูล “เมฆรา” ว่ากันว่ากระเบื้องดินขอบ้านป่าจี้มีคุณภาพดีเยี่ยม ผลิตส่งไปขายในตัวเมืองเชียงใหม่และอำเภออื่นๆ

คุณภาพที่ดีเชื่อว่าเนื่องจากบริเวณบ้านป่าจี้มีดินเหนียวที่มีคุณภาพดีที่สามารถผลิตกระเบื้องดินขอได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งฝีมือในการทำกระเบื้องดินขอของพญามูลเมฆราคงเป็นปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้กระเบื้องดินขอบ้านป่าจี้ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก

รุ่นลูกของพญามูลเมฆราแห่งบ้านป่าจี้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำชุมชน คือ “พญาชัยมงคล” ได้รับแต่งตั้งตามบรรดาศักดิ์ของเมืองเชียงใหม่ ชื่อเดิมคือ พ่อใจ๋ หรือ พ่อชัย

พญาชัยมงคลมีฐานะมั่นคงร่ำรวยกว่าคนอื่นในหใูบ้านและละแวกตำบลแม่เหียะ สร้างบ้านไม้สักอยู่อาศัยบริเวณบ้านป่าจี้เป็นบ้านใหญ่เรือนแฝด หลังคาส้รางเป็นกาแล ตามประวัติสร้างเมื่อปี พ.ศ.2442

ปกติแล้วเรือนกาแลโบราณมักจะผุพังตามกาลเวลา เยาวชนรุ่นหลังมักได้เห็นกันในภาพถ่าย แต่เรือนกาแลของพญาชัยมงคลยังมีสภาพดีเนื่องจากรุ่นลูกหลานของพญาชัยมงคลได้ดูแลและอนุรักษ์ไว้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเยาวชนรุ่นต่อไป

พญาชัยมงคลแต่งงานกับแม่บัวจันทร์ มีบุตรธิดา 2 คน คือ พ่อน้อยหมวกเมฆราและนางบัวเขียว เมฆรา

พญาชัยมงคลใช้ชีวิตที่ย้านหลังนี้จนกระทั่งเสียชีวิต บ้านนี้ตกเป็นของ นางบัวเขียว บุตรสาวซึ่งได้แยกครอบครัวไปอยู่อีกหลังหนึ่ง ผู้อยู่อาศัย คือครอบครัวของนายวิสิษฐ์ เมฆรา บุตรชายคนโตของพ่อน้อยหมวกซึ่งแต่งงานกับนางแก้วเรือน ต่อมานายวิสิษฐ์ใช้ที่ดินแลกเปลี่ยนมาเป็นกรรมสิทธิ์ พักอาศัยอยู่กับลูก 4 คน

นางแก้วเรือนอยู่อาศัยจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2546 กรรมสิทธิ์ตกสู่รุ่นลูก

พญาชัยมงคล (นั่งซ้าย) , แม่บัวจันทร์และพ่อน้อยหมวก (ยืน)

ส่วนพ่อน้อยหมวก เมฆรา บุตรชายคนโตของพญาชัยมงคลนั้น ต่อมาได้แยกครอบครัวไปสร้างบ้านอยู่อาศัยที่ทุ่งนาบ้านดอนปิน ติดถนนเชียงใหม่ – หางดง เนื่องจากเห็นว่ามีความสะดวกในการสัญจรเดินทาง

ด้วยว่ามีบุคลิกของความเป็นผู้นำมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ พ่อน้อยหมวกจึงได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลแม่เหียะมตั้งแต่เริ่มเข้าวัยหนุ่ม

ตำบลแม่เหียะในอดีตครอบคลุมพื้นที่เขตอำเภอเทืองด้านชานเมือง ด้านทิศใต้ ถัดจากสนามบินเชียงใหม่มา คือ บ้านตำหนัก ถัดไปคือบ้านดอนปิน ด้านตะวันตกของบ้านดอนปิน คือ บ้านท่าข้าม ถัดจากบ้านท่าข้ามไปทางตะวันตก คือ บ้านป่าจี้ใกล้กับบ้านป่าจี้คือ บ้านอุโบสถ์หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ บ้านบ่อ

แต่ละหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านขนาดกลาง มีวัดประจำหมู่บ้านทุกวัดอาชีพหลักคือทำนา หากย้อนไปในอดีตที่ยังไม่มีคันคลองชลประทาน ส่วนถนนสายเชียงใหม่ – หางดง ยังเป็นถนนลูกรังเล็กๆ บริเวณตำบลแม่เหียะคือ พื้นที่ชนบททั่วไป การเดินทางสัญจรใช้การเดิน ต่อมาใช้รถจักรยาน ส่วนการขนส่งใช้เกวียนเป็นหลัก

การสร้างฐานะของพ่อกำนันหมวก เมฆรา นอกเหนือจากมีที่ดินบางส่วนเป็นมรดกจากรุ่นพญาชัยมงคลแล้ว พ่อกำนันหมวกได้สร้างฐานะซื้อเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ว่ากันว่าบริเวณบ้านตำหนักเป็นที่ดินของพ่อกำนันหมวกเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาทางราชการเวนคืนบางส่วนเป็นพื้นที่สนามบินและส่วนหนึ่งเปลี่ยนกรรมสิทธิ์สร้างเป็นหมู่บ้านแกรนด์วิว รุ่นลูกรุ่นหลานมักจะทันเห็นบุคลิกของพ่อกำนันหมวกที่มีความขยัน ประหยัดอดออม

การประหยัดอดออมจึงถือว่าเป็นบุคลิกของคนรุ่นเก่าที่สร้างฐานะมาหลายต่อหลายตระกูลก็ว่าได้

นอกเหนือจาการเก็บค่าเช่าที่นาเหมือนกับเศรษฐีเจ้าของนาสมัยเก่าแล้ว พ่อกำนันหมวกยังมีเกวียนรับจ้างบรรทุกข้าวเข้ายุ้งฉางของชาวบ้านอีกด้วย

ด้านบุคลิกของพ่อกำนันหมวกนั้น รูปร่างท้วม พูดจาโผงผาง พูดตรง เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านโดยทั่วไปตั้งแต่เขตตำบลแม่เหียะยันไปถึงเขตตำบลใกล้เคียงเขตอำเภอหางดง คราวหนึ่งมีปัญหาการแย่งน้ำเพื่อใช้ทำนาในเขตตำบลหนองควาย อำเภอหางดง ชาวบ้านต่างหมู่บ้านต่างแย่งน้ำจากเหมืองฝายเพื่อปล่อยเข้าสู่นาของหมู่บ้านตนเเองจนเกิดการวิวาทกันอย่างรุนแรงแม้แต่นายอำเภอก็ไม่อาจคลี่คลายเหตุวิวาทนี่ได้ ชาวบ้านขอให้กำนันหมวกไปช่วยไกล่เกลี่ยและกำนันหมวกได้แก้ไขปัญหาจนชาวบ้านพอใจยุติการวิวาทในที่สุด

การแก้ไขดังกล่าว ว่ากันว่านอกเหนือจากกำนันหมวกใช้บารมีที่ชาวบ้านเชื่อถือเดิมอยู่แล้ว ยังสละทุนทรัพย์ส่วนตัวนำไปสร้าง
เหมืองฝายถาวรให้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอีกด้วย

ด้านครอบครัว พ่อกำนันหมวกมีภรรยา 2 คน คือ แม่ศรีแก้ว และ แม่ยวงแก้ว สร้างบ้านอยู่อาศัยแยกกัน บ้านหนึ่งอยู่บริเวณใกล้ตู้ยามตำรวจ บ้านดอนปิน อีกด้านหนึ่งอยู่ถัดไปทางทิศเหนือ มีบุตรธิดา คือ นายวิสิษฐ์ เมฆรา , นายประวัติ เมฆรา , นางบัวใส พันธุสา , นางนิภา ถายะพิงค์ , นางจันทร์ศรี เมฆรา , นายสว่าง เมฆรา , ทันตแพทย์หญิงมะลิวัลย์ โคตรจรัส , นายชุมพล เมฆรา , นายปรีชา , นายปรีดา , นางชลกานต์ นิลพันธุ์และนายบุญส่ง เมฆรา

กํานันหมวก เมฆรา เสียชีวิตประมาณปี พ.ศ.2524 หลังจากกํานันหมวก เสียชีวิตไม่นานนัก เกิดเหตุการณ์ด้านอาชญากรรมที่เป็นข่าวใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ คือ ข่าวการเสียชีวิตจากการฆาตรกรรมของนางบัวใส บุตรสาวคนหนึ่งของพ่อ กํานันหมวกและสามีของนางบัวใส คือ นายศรีนวล พันธุสา

จากกรณีคนร้าย 3 คน ปลอมเป็นคนรับซื้อลําไยเข้าไปใช้อาวุธปืนยิง และใช้อาวุธมีดฟันทั้งสองจนเสียชีวิตในบ้านใกล้โรงเรียนบ้านดอนปิน หลังหลบ หนีได้เก็บทรัพย์สินไปอีกจํานวนหนึ่ง

เจ้าของคดี คือ พ.ต.ต.อุดม เอี่ยมโอภาส สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานี ตํารวจภูธรอําเภอเมืองเชียงใหม่ การสอบสวนหาตัวคนร้ายใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้สําเร็จ ล้วนเป็นเหล่าร้ายที่ผ่านคุกตะรางมาแล้วทั้งสิ้น คนหนึ่งอยู่บ้านโขงขาว เขตอําเภอหางดง คนหนึ่งเป็นมือปืนจากจังหวัดแพร่ เจ้า หน้าที่ขยายผลไปถึงบุตรบุญธรรมของผู้เสียชีวิตทั้งสองคน

บุตรบุญธรรมผู้นี้พ่อแม่เป็นชาวอําเภอฝาง นายศรีนวลและนางบัวใส ไม่มี บุตรธิดาจึงขอมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังแบเบาะ ระหว่างนั้นนายศรีนวล ทํางานเป็นนาย ช่างอยู่กรมทางที่อําเภอฝาง อยู่ระหว่างการสร้างถนนที่อําเภอฝาง พบครอบครัว หนึ่งหลังคลอดลูกเป็นชายแล้วแม่ได้เสียชีวิตลง นายศรีนวลฯจึงขอผู้เป็นพ่อมา เลี้ยงเป็นลูก ให้ความรักเสมือนเป็นลูกจริง ส่งเสียให้เล่าเรียนจนต่อมาทํางานที่ เรือนจําเชียงใหม่

แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏชัด บุตรบุญธรรมผู้นี้ได้วางแผนว่าจ้างผู้ร้าย มาทําร้ายทั้งคู่จนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมบุตรบุญธรรมผู้นี้มาดําเนินคดี ศาลพิพากษาจําคุกตลอดชีวิต

เป็นข่าวร้ายที่ชาวเมืองเชียงใหม่ได้รับรู้และกล่าวถึง

เป็นประโยชน์ในแง่ของเป็นอุทาหรณ์ให้บุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีบุตรธิดา และต้องการหาบุตรบุญธรรม

ตระกูลใหญ่ฐานะร่ำรวย หากไม่แบ่งปันบางส่วนช่วยเหลือสังคม คงยาก ที่จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากบุคคลทั่วไป พ่อกํานันหมวก เมฆราหาได้ ละเลยในการช่วยเหลือสังคมไม่ นอกเหนือจากช่วยเหลือด้านอื่นแล้วยังได้บริจาค ที่ดินติดถนนเชียงใหม่-หางดง จํานวน 4 ไร่ ให้จัดสร้างเป็นโรงเรียนชื่อว่า โรงเรียนบ้านดอนปิน ในปี พ.ศ.2482 นอกจากนี้ยังได้บริจาคที่ดินสร้างถนนผ่าน พื้นที่บ้านในเขตบ้านดอนปิน ทางราชการตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนเมฆรา ประชาอุทิศ”

ความมั่นคงด้านฐานะทางการเงินก็ดี ด้านความยิ่งใหญ่ด้านยศฐาบรรดา ศักดิ์ก็ดี ย่อมต้องเลือนหายไปตามกาลเวลา ตระกูลหลายต่อหลายตระกูลย่อมไม่ พ้นจากวัฏจักรนี้ รุ่นลูกย่อมยากที่จะรักษาทรัพย์สมบัติเดิมของพ่อแม่หากไม่มี รายได้ที่จะเลี้ยงตัวเองได้ หลายครอบครัวจําเป็นต้องขายทรัพย์สินของพ่อแม่ อยากชื่นชมตระกูล “เมฆรา” ที่ยังคงอนุรักษ์อาคารไม้เรือนล้านนามีกาแลที่หน้า จั่วอายุเกิน ๑๐๐ ปีที่ทําให้เด็ก เยาวชนรุ่นหลังๆ ของเราได้เห็นบ้านทรงกาแล แห่งนี้

ตระกูล “เมฆรา” ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตําบลแม่เหียะ ที่คนรุ่นต่อไปควรได้ศึกษา

(ขอมูลจากการสัมภาษณ์คุณพัชนี เมฆรา, คุณยุพิน ภรรยา พ.ต.ท. ไพโรจน์ สมจิตร)