วิถีคนเมืองกับเครื่องเขิน

0
668

“หัตถกรรมเครื่องเขิน”  ที่ครั้งหนึ่งคนไทยเคยเชื่อว่าเป็นของชาวไทเขินจากประเทศพม่านั้น ไฉนชาวพม่ากลับเรียกว่า “โยนเถ่-ซินเหม่” อันหมายถึงงานหัตถกรรมที่ผลิตโดยชาวไทโยนจากเมืองเชียงใหม่เล่า

ตกลงงานหัตถกรรมประเภท  LACQUERWARE นี้จะให้เรียกว่า “เครื่องเขิน” หรือ “โยนเถ่” และสุดท้ายจะให้สรุปว่าเป็นของพม่าหรือของไทยกันแน่?

นาม “เครื่องเขิน” มาจากชาวไทเขินเชียงตุง

การเรียกชื่อ “เครื่องเขิน” เกิดขึ้นครั้งแรกโดยชนชั้นนำสยามที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เป็นผู้นิยามงานหัตถกรรมประเภทเครื่องจักสานลงรักว่า “เครื่องเขิน” 

เป็นการเรียกตามนามของผู้ประดิษฐ์ คือชาว “ไทขึน” (หรือ “เขิน”) ที่อาศัยอยู่ในเชียงตุงหรือนครเขมรัฐ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า) ณ ที่ซึ่งแม่น้ำขึนไหลผ่าน เหตุที่แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำอยู่ทิศใต้ และไหลสวนขืนขึ้นไปทางทิศเหนือ

ชาวไทขึนเข้ามาอยู่ในล้านนาเมื่อประมาณ 240 ปีก่อน (ตรงกับสมัยรอยต่อจากพระเจ้ากรุงธนบุรีและรัชกาลที่ 1) เหตุเพราะถูกพระญากาวิละยกทัพขึ้นไปกวาดต้อนคนไทกลุ่มต่างๆ ในรัฐฉานของพม่าตลอดจนถึงสิบสองปันนาในจีนตอนใต้ อพยพมาแบบเทครัวหลายหมื่นชีวิต เพื่อให้เข้ามาเป็นประชากรช่วยฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ที่ล่มสลายไปเพราะพม่าเข้ามาปกครองนานถึง 217 ปี

ชาวไทขึนกลุ่มใหญ่ถูกจัดให้อยู่รวมกันด้านทิศใต้ของกำแพงเมืองเชียงใหม่ บริเวณตำบลหายยาลงไป พวกเขายังคงนำชื่อบ้านนามเมืองดั้งเดิมของตนตั้งแต่อยู่ที่รัฐฉานมาใช้เรียกขานต่อ อาทิ บ้านวัวลาย บ้านนันทาราม บ้านระแกง บ้านเด่น บ้านดอนจั่น บ้านสาตร บ้านศรีปันคัว ฯลฯ

คนกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นช่างฝีมือทั้งสิ้น นอกจากจะมีความชำนาญในการทำเครื่องเขิน (งานจักสานลงรัก) แล้ว ยังถนัดในการบุเครื่องทองเครื่องเงิน เครื่องฉัตร งานหล่อโลหะ งานฉลุกระดาษสา ซึ่งต่อมาได้ถ่ายทอดวิชาหัตถกรรมงานช่างต่างๆ หลายแขนงให้แก่ชาวเชียงใหม่

กลุ่มคนชาติพันธุ์ “ไทขึน” นี้เอง ที่ทำให้ชาวสยามในเมืองเชียงใหม่เรียกงานจักสานลงรักทั้งหมดโดยรวมว่า เครื่องเขิน

ชาวล้านนาเรียก “คัวฮักคัวหาง”

แต่สำหรับคนล้านนาแล้ว กลับเรียกงานหัตถกรรมดังกล่าวว่า “คัวฮักคัวหาง” คำว่า “คัว” คือเครื่องครัว แต่ตามหลักภาษาศาสตร์ของชาวล้านนาแล้ว ตัว “ร” จะออกเสียงแบบไม่ลั่นลิ้น ฉะนั้นจาก “ครัว” จึงกลายเป็น “คัว”

“ฮัก” คือยางรักสีดำ ส่วน “หาง” ก็คือชาดสีแดง ชื่อ “คัวฮักคัวหาง” สะท้อนถึงกรรมวิธีเทคนิคการผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนของวัฒนธรรมร่วมชาวอุษาเคนย์ โดยไม่ต้องมามุ่งเน้นว่าเป็นภูมิปัญญาเฉพาะของชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง

หลักการของ “คัวฮักคัวหาง” คือการนำเครื่องจักสานเคลือบด้วยยางที่ได้มาจากต้นรัก (The Black-Varnish Tree เป็นไม้ยืนต้นตระกูลไม้มะม่วง Anacardiaceae) เพื่อให้เกิดความคงทน จากนั้นจึงตกแต่งผิวให้สวยงามด้วยการเขียนลวดลาย หรือขูดผิวให้เป็นร่องลึกแล้วฝังรักสีที่แตกต่างกัน โดยมากใช้สีแดงจากชาด สีโดยรวมของคัวฮักคัวหางนั้นสำหรับสามัญชนทั่วไปจะใช้เพียงสีดำ-แดงเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ปิดทองคำเปลว

เครื่องเขินในพม่าเรียก “โยนเถ่”

คำเรียก “โยนเถ่” มาจากการที่ชาวเชียงใหม่ตกเป็นเชลยศึกของพม่า      ในยุคที่พระเจ้าบุเรงนองได้กรีธาทัพเข้ายึดเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2101 และได้กวาดต้อนช่างฝีมือชาวล้านนาจำนวน 40,000 คน เริ่มแรกให้ไปอยู่ที่เมืองหงสาวดี ต่อมาได้กระจายช่างฝีมือเหล่านี้ไปอยู่ตามเมืองต่างๆ รวมทั้งรัฐฉานด้วย

อีกครั้งคือช่วงใกล้เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพมาปราบล้านนาที่แข็งเมืองเอาใจออกห่างจากพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2305 ครั้งนั้นได้กวาดต้อนช่างชาวเชียงใหม่-ลำพูนไปอยู่ที่เมืองไลข่า (Laikha) ในรัฐฉานอีกเป็นระลอกที่สอง

รวมความแล้ว พม่าจึงเรียกเครื่องคัวฮักคัวหางที่ทำโดยชาวล้านนาว่า “โยนเถ่” อันคำว่า “โยน” มาจากคำว่า “ไทโยน” หรือ “ไทยวน” มีรากศัพท์มาจาก “โยนก” ซึ่งพระญามังรายนำชื่ออาณาจักรดั้งเดิมที่เคยตั้งอยู่แถบเชียงแสน-แม่จันนาม “โยนกนาคพันธุ์” ที่เคยล่มสลายไป หวนกลับมาใช้ใหม่

“โยน” “ยวน” หรือ “โยนก” จึงเป็นนามที่คนล้านนาใช้เพรียกขานตัวเองในฐานะชาติพันธุ์ไทกลุ่มหนึ่ง น่าแปลกที่ชาวพม่ายังคงเรียก “คัวฮักคัวหาง” ว่า “โยนเถ่” มาจวบจนปัจจุบัน อันสะท้อนภาพตามความเข้าใจของชาวพม่าว่าเป็นงานช่างที่รับสืบทอดมาจากชาวไทโยนเมืองเชียงใหม่ หรือ “ซินเหม่” ที่ถูกกวาดต้อนมาระลอกแล้วระลอกเล่าตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ450ปีก่อน

ในขณะที่คนไทยกลับเรียกขานงานหัตถกรรมประเภทเดียวกันนี้ว่า “เครื่องเขิน” อันเป็นการระบุที่มาว่ามิใช่ของดั้งเดิมในล้านนา แต่เป็นการนำเข้ามาจากชาวไทขึนเชียงตุงที่พระญากาวิละกวาดต้อนลงมาเมื่อ 200 กว่าปี

สรุปได้ว่า เมืองเชียงใหม่ถูกทิ้งร้างอยู่นานกว่าสองศตวรรษ พร้อมกับการทำเครื่องคัวฮักคัวหางก็ได้สาบสูญไป จนเจ้าตัวคนล้านนาเองจำไม่ได้แล้วว่าบรรพบุรุษของตนนั้นเคยทำมาก่อน เมื่อเห็นชาวไทขึนผู้อพยพมาอยู่ใหม่นำคัวฮักคัวหางมาด้วย ก็พลอยคิดไปว่าเป็นงานช่างของพวกไทขึนล้วนๆ โดยไม่รู้มาก่อนว่าครั้งหนึ่งคนเชียงใหม่นั่นแหละที่มีส่วนช่วยถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่ชาวพม่า

ฤๅลึกๆ แล้วทั้งไทยและพม่าต่างก็รู้แน่ชัดว่าทั้งสองชาติต่างมิใช่เจ้าของที่แท้จริงของงาน  LACQUERWARE ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจริงๆ อยู่ในประเทศแม่คือจีนราว 4,000 ปีมาแล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉางโจว (1766-221 ก่อนพุทธศักราช)

ต่อมาได้แพร่หลายไปตามที่ต่างๆ เส้นทางสำคัญคือผ่านทางเกาหลีไปสู่ญี่ปุ่น และอีกเส้นผ่านลงมาทางตอนใต้มณฑลยูนนานเข้าสู่รัฐสิบสองปันนา รัฐฉาน พม่า ภาคเหนือของไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา

“โยนเถ่” ในพม่ายังคงมีบทบาทในชีวิตประจำวันค่อนข้างสูง ชาวพม่ายังคงใช้เป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงสถานภาพทางสังคม และยังคงนำมาใช้ในพิธีกรรมตามพุทธสถานอยู่

หันมามองล้านนา สิ่งที่ช่วยยึดโยงมิให้งานหัตถกรรมเครื่องเขินล่มสลายท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป นั่นคือเครื่องเขินที่รับใช้วัฒนธรรมท่องเที่ยวประเภท “ขันโตกดินเนอร์” หรืองานแบบ Mass Product ที่ตามวัดต่างๆ ยังคงสั่งซื้อบาตรพระ พานขันดอกอยู่บ้าง แต่จำต้องลดต้นทุนการผลิตด้วยหันมาใช้สีกระป๋องทั้งดำและแดงแทนยางรักยางชาด ด้วยต้นรักนั้นเป็นไม้ป่าสงวน ต้องนำเข้าจากประเทศพม่า

ประเภทของเครื่องเขินล้านนา

เครื่องเขินในล้านนามีหลายประเภท ทั้งยังสามารถจำแนกได้หลายวิธี เช่น แบ่งตามประโยชน์ใช้สอย แบ่งตามรูปทรง กรรมวิธี หรือแบ่งตามแหล่ง ตามสกุลช่าง ในที่นี้มิได้ใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งโดยเฉพาะมาเป็นตัวแบ่ง เนื่องจากเครื่องเขินชิ้นหนึ่งๆ สามารถจัดอยู่ได้ในหลายหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดแสดงและการศึกษา โดยแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้

1. เครื่องเขินล้านนาสำหรับเจ้านายชั้นสูง เครื่องเขินเมื่อเข้ามาสู่ดินแดนล้านนา จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเครื่องเขินของชาวไทเขินในพม่าอย่างเห็นได้ชัด เฉพาะเครื่องเขินของชาวล้านนาเองก็ยังจำแนกได้เป็นหลายกลุ่มคือ สำหรับเจ้านายชั้นสูง พระสงฆ์ และคหบดีสามัญชน ตัวอย่างของเครื่องเขินล้านนาที่เจ้านายชั้นสูงใช้กันนั้นประกอบด้วย

ขันหมากรักกระแหนะ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ สามส่วนเหมือนขันหมากทั่วๆ ไปของล้านนา การแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนนี้สามารถเทียบได้กับลายผ้าซิ่นของคนเมืองได้แก่

  1. ส่วนหัวเรียกว่า ปากขันหมาก ใช้กรรมวิธีปั้นพิมพ์รัก
  2. ส่วน ตัว ตอนกลาง เป็นส่วนที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ประกอบด้วยลายดอกไม้พรรณพฤกษาและลายสัตว์หิมพานต์ ใช้กรรมวิธีทารักปิดทอง
  3. ส่วน ตีน ตอนล่าง เทียบได้กับเชิงผ้าซิ่นประกอบด้วย “ลูกติ่ง” หรือซี่ลูกกรงเล็กๆ เป็นลายนูนสามมิติ พิมพ์เป็นลวดลายดวย “สมุก” ซึ่งทำจากส่วนผสมของยางรัก ดินขาว ขี้เถ้า ใต้ลูกติ่งเป็นฐานล่าง มีลักษณะบานออกเหมือนตีนขันหมากเทียบได้กับตีนจก ขันหมากที่ตกแต่งด้วยลายรักกระแหนะเช่นนี้ใช้ได้เฉพาะเจ้านายระดับสูงและพระสงฆ์สมณศักดิ์เท่านั้น ซึ่งกฎมณเฑียรบาลห้ามมิให้สิทธิสามัญชนใช้

ภายในของเครื่องขันหมาก โดยทั่วๆ ไปประกอบด้วย 2 ส่วน คือส่วนที่ใช้เก็บใบพลูอยู่ข้างในตอนล่าง เพื่อให้มีความสดอยู่เสมอ หากนำมาผึ่งข้างบนจะทำให้ใบพลูแห้งเร็ว อีกส่วนหนึ่งตอนบนประกอบด้วยอุปกรณ์กินหมาก ได้แก่ เต้าปูน (ต้นปูน) ตะบัน ตลับใส่ของขบเคี้ยว หมากแห้ง สีเสียด ยาเส้น เปลือกไม้ เดิมนั้นของเหล่านี้เคยใส่ในตลับเครื่องเขิน ต่อมาราว100 ปีมานี้ จึงหันมานิยมใช้เครื่องเงินแทน นอกจากนี้แล้วในส่วนที่ใช้เก็บใบพลูสด ผู้สูงอายุยังนิยมใช้เป็นที่ซ่อนของกระจุกกระจิก อาทิ ตัวเป้ง แว่นตา เหรียญเงิน เอกสารสำคัญ ฟันที่หล่น ของสะสม จนกลายเป็นหีบสมบัติอันล้ำค่าของผู้เฒ่า

แอบหมากทรงกระบอก เลียนแบบรูปทรงมาจากไทใหญ่ มีลักษณะเด่นอยู่ที่การขึ้นโครงไม้ไผ่สานละเอียดชนิดผิวบางเรียบแล้วนำมาทารักทาชาด ไม่หนาเหมือนกับขันหมากล้านนา โดยปกติแล้วรูปทรงกระบอกไม้ไผ่เช่นนี้ไม่นิยมในล้านนา หากนิยมในพม่าโดยเฉพาะกลุ่มไทใหญ่ แต่ถ้าในพม่านิยมตกแต่งด้วยลายขูด ในขณะที่ล้านนาจะนิยมเขียนลายรดน้ำปิดทอง แอบหมากใบนี้จึงมีลักษณะผสมกล่าวคือ ใช้รูปทรงแบบไทใหญ่แต่เขียนลายน้ำทองแบบชาวล้านนา ภายในขันหมากทรงกระบอกมีถาดซ้อน 1-3 ชั้น

พื้นที่หมดพอดี ฉบับหน้าจะกล่าวถึงเครื่องเขินล้านนาสำหรับคหบดีต่อไป