บ้าน “ช้างคลาน”

0
978
ถนนช้างคลานในอดีต

บ้านช้างคลาน อิงชื่อถนนช้างคลานที่เริ่มจากถนนท่าแพ ผ่านย่านไนท์บาซ่า ผ่านแยกสี่แยกวัดศรีดอนไชยหรือที่ต่อมาเรียกว่า แยกแสงตะวัน ตามชื่อโรงภาพยนต์แสงตะวันเดิม เรื่อยไปจนถึงบ้านป่าพร้าวนอกและทะลุไปถึงบ้านป่าแดด ซึ่งเป็นหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่

ชื่อช้างคลาน สันนิษฐานได้เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ที่อาจเป็นโคลนตมลึกจนช้างไม่ได้เดินได้ตามสภาพปกติ จนต้องค่อยๆ เคลื่อนตัวไปในลีกษณะที่เรียกว่า คลาน ก็เป็นได้

ถนนช้างคลานปัจจุบัน

ด้านตะวันออกของถนนสายนี้ คือ แม่น้ำปิง ที่มีพื้นที่ริมแม่น้ำปิงในอดีตเป็นทุ่งนาและที่ว่างสลับกับป่าละเมาะ ทั้งนี้มีถนนสายหนึ่ง คือ ถนนเจริญประเทศอยู่เลาะริมแม่น้ำปิงและมาบรรจบกับถนนช้างคลานก่อนถึงบ้านป่าพร้าวนอก

ถนนช้างคลานนี้เองที่ผ่านบ้านช้างคลาน ชุมชนชาวอินเดียนับถืออิสลามและฮินดู

ย่านนี้ในอดีตถือว่าเป็นชุมชนนอกเมือง ถนนลูกรังการเดินทางเข้าออกเมืองลำบาก โดยเฉพาะหน้าฝนถนนเป็นโคลนเฉาะแฉะ นักเรียนที่ขี่จักรยานไปเรียนในเมือง มักเน้นต้องลงจูงสลับกับเตรียมไม้งัดดินลูกรังที่ติดบังโคลนออก

การเริ่มต้นชุมชนช้างคลานซึ่งนายจิระชัย ศรีจันทร์ดร เรียบเรียงไว้ว่ามีมาเมื่อเกือบ 150 ปีล่วงมา กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2408 มีพี่น้องชาวมุสลิม 3 คนเดินทางมาจากประเทศอินเดียมาตั้งรกรากอยู่ที่ทุ่งช้างคลานแห่งนี้ คือ นายมูฮัมมัด อุสมาน เมซาบี , นายซอฟัร อารี แตนด้อส และนายลาซอล อารี

โดยเฉพาะนายซอฟัรอารี แตนด้อส ตั้งรกรากอยู่ที่ทุ่งช้างคลาน จังจองพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับเลี้ยงวัวนับได้เกือบ 150 ไร่ และได้สมรสกับหญิงเชื้อสายพม่านามว่า “แม่เฒ่าม่าน” ชาวบ้านย่านวัดทรายมูลเมืองในตัวเมืองเชียงใหม่

อีกข้อมูลหนึ่งจากหนังสือประวัติและพัฒนาการของศาสนาในเชียงใหม่ระบุว่า ผู้อพยพชาวปากีสถานมุสลิมกลุ่มแรกที่อพยพมาเชียงใหม่ได้แก่ ท่านมูฮำมัด อุสมาน อาลี เมยายี จากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ที่เชียงใหม่ ได้เริ่มตั้งบ้านเรือนเป็นพื้นที่บริเวณเล็กๆ ใกล้วัดทรายมูลเมืองด้านในคูเมือง เชียงใหม่แต่ต่อมาบริเวณดังกล่าวทำการค้าและขยายกิจการไม่สะดวก ประกอบกับมีชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียอพยพมาเพิ่มมากขึ้น จึงได้พาสมาชิกเพื่อนบ้านย้ายมาสร้างหลักฐานใหม่ที่บริเวณติดกับฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ที่ตำบลช้างคลาน สมัยนั้นเรียกว่า “ท่าปู่ก้อน” บริเวณดังกล่าวมีพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นทุ่งนาอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์

ต่อมาเมื่อมีสมาชิกมากขึ้น ท่านได้ขอความร่วมมือสร้างมัสยิดเป็นตัวอาคารทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงแฝกเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ต่อมาบริเวณมัสยิดเดิมถูกน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงได้ย้ายมายังสถานที่ใหม่ โดยได้รับการบริจาคที่ดินจำนวน 3 งานเศษจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่มัสยิดในปัจจุบัน

ผู้ที่ร่วมมรบทบาทในการก่อตั้งชุมชนมัสยิดช้างคลานรุ่นบุกเบิกอีกคนหนึ่ง คือ ท่านซาฟัด อาลี ทันดอล ซึ่งก็คือ นายซอฟัร อารี แตนด้อส หรือพญาศรี จันทร์ดร ต้นตระกูล ศรีจันทร์ดร นอกจากประกอบอาชีพเลี้ยงวัวแล้ว นายซอฟัร อารี แตนด้อส ยังเป็นผู้นำชาวบ้านเชื้อสายอินเดียในย่านนี้ด้วย โดยทำหน้าที่เป็น เฮดแมน ขึ้นต่อรัฐบาลอังกฤษที่มาตั้งกงสุลอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ การขึ้นตรงต่อกงสุลอังกฤษในลักษณะนี้จึงเชื่อได้ว่าได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ถูกก้าวก่ายจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้นได้ระดับหนึ่ง

สายญาติบางคนมีข้อมูลว่า นายซอฟัร อารี แตนด้อส ผู้นี้เองได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ว่า “พญ้าศรีจันทร์ดร” ซึ่งเป็นต้นตระกูลของ “ศรีจันทร์ดร” และแตกไปยังตระกูลรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย

นายซอฟัร อารี แตนด้อส หรือพญาศรีจันทร์ดรผู้นี้ต่อมาได้เสียชีวิตที่ปีะเทศอินเดีย ซึ่งลูกหลานเชื่อว่าถูกเรียกตัวไปราชการที่ประเทศอินเดียจนเสียชีวิต หลังจากนั้นทางกงสุลอังกฤษได้แจ้งให้ญาติพี่น้องทราบและดำเนินการเรื่องแบ่งทรัพย์สินสู่ทายาท อีกทั้งแต่งตั้งให้บุตรชายคนโต ทำหน้าที่ เฮดแมน หรือผู้นำแทน

พญาราชผดุงกิจ

รุ่นลูกของพญาศรีจันทร์ดร (นายซอฟัร อารี แตนด้อส) รวม 8 คน คือ 1.นายเจ้า ศรีจันทร์ดร ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพญาราชผดุงกิจ เจ้าของที่ดินหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์เดิม ต้นสกุล “ผดุงกิจ” แต่งงานนางต่อน เชท่อสายไทเขินบุตรธิดา คือ นางจันทร์ , นางเกี๋ยง , นางมา , นางหมา , นางต๋า , นายมดและนางบียาน
2.นายซอดมูลุก
3.นายเต๋า ศรีจันทร์ดร แต่งงานกับนางปุ๊ด
4.นายหลั่น ศรจันทร์ดร
5.นายมิตร ศรีจันทร์ดร
6.นางคา ศรีจันทร์ดร
7.นายเดา ศรีจันทร์ดร
8.นายมูจา ศรีจันทร์ดร

รุ่นลูกของพญาศรีจันทร์ดร คนที่ 2 คือ นายซอดมูลุก เป็นกำนันตำบลช้างคลาน และเป็นคนของกลสุลอังกฤษ หากกงสุลมีงานมักมาเชิญไปร่วม บ้านด้านหลังเป็นนายเดา น้องชายซึ่งอยู่ติดถนนช้างคลาน

นายซอด มูลุก แต่งงานกับนางบุญมี บุตรธิดา คือ
1.นายอินตา ศรีจันทร์ดร
2.นายบุญปั๋น นานา
3.นายอ๊อด ศรีจันทร์ดร
4.นายสิน ศรีจันทร์ดร
5.นางคำปุ๋ย ศรีจันทร์ดร
6.นายเย ศรีจันทร์ดร

นายสิน ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนที่ 4 ของนายซอด มูลุก ทำหน้าที่เป็นกำนันต่อจากนายซอดมูลุก แต่งงานกับนางบัวชุม ทิพยมณฑล บุตรสาวของพญาอินทนุรักษ์ ทำหน้าที่คุมเงินของเจ้าแก้วนวรัฐ บ้านอยู่บ้านกองทราย

รุ่นลูกของกำนันสิน คือ นางทองคำ เงาโสภา (แต่งงานกับมาสเซอร์เฮง เงาโสภา) , นางวสันต์ ศรีจันทร์ดร(เสียชีวิต) , นายวิสูตร ศรีจันทร์ดร และนายวิสิษฐ์ ศรีจันทร์ดร(เสียชีวิต)

นางทองคำ เงาโสภา

การครอบครองที่ดินเดิมของนายราฟัร อารี แตนด้อสหรือพญาศรีจันทร์ดรนับ 150 ไร่นั้น ต่อมากระจายเป็นมรดกสู่รุ่นลูก โดยเฉพาะย่านหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่นาเดิมอยู่ถัดจากบ้านช้างคลานมาทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ที่ดินนี้บุตรชายคนโต คือ พญาราชผดุงกิจ(นายเจ้า ศรีจันทร์ดร) ที่ดินแปลงนี้นำไปช่วยเหลือประกันตัวคดีและต่อมาถูกธนาคารสยามกับมาจลยึดและฟ้องศาลนำขายทอดตลาด ผู้ที่ประมูลได้เป็นกรรมสิทธิ์ คือนายแบร์หรือมิสเตอร์แบร์ ทำงานอยู่ห้างบีกิมแอนด์โก มีบ้านอยู่หน้าวัดพระสิงห์ต่อมาที่ดินส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอินตา ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนโตของนายซอดมูลุก

หมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์

หลังจากได้เป็นกรรมสิทธิ์ นายแบร์ มอบหมายให้นายสิน ศรีจันทร์ดรซึ่งคุ้นเคยกันช่วยดูแล เนื่องจากที่ดินเนื้อที่มาก บางส่วนคนจนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยมาปลูกกระต๊อบอยู่อาศัย โดยที่นายสิน ปล่อยให้อยู่ได้โดยไม่ขับไล่ ส่วนที่เป็นที่นาก็ให้ชาวบ้านเช่าทำนา ต่อมาที่ดินตกสู่รุ่นลูกของนายแบร์ คือ นางฟีด้า แบร์ สามีคือ นายแพทย์นพรัตน์ บุญเลิศ

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทเชียงใหม่แลนด์ซึ่งมีนายอุเทน เตชะไพบูลย์ เป็นประธารกรรมการรวมเนื้อที่ 119 ไร่ แยกเป็นส่วนของนายอินตา ศรีจันทร์ดร อยู่ติดถนนช้างคลาน 55 ไร่และส่วนของนางฟีด้า แบร์เป็นทุ่งนา อยู่ถัดไปทางด้านใต้อีก 59 ไร่ ว่ากันว่าส่วนของนางฟีด้า แบร์ขายไปเป็นเงิน 19 ล้านบาท ปัจจุบัน คือบริเวณหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ทั้งหมด

นางทองคำ เงาโสภา บุตรีของนายสิน ศรีจันทร์ดร เล่าว่า

“ทันได้เห็นปู่ คือ นายซอดมูลุกกับนายเดา น้องของปู่ ส่วนคนอื่นไม่ทันได้เห็นเสียชีวิตไปก่อนแล้ว นายซอดมูลุก เป็นคนใจบุญ อาชีพเลี้ยงวัวและรีดนมไปขายรุ่นพ่อของป้า (นางทองคำ เงาโสภา) ต้องสะพานนมวัวไปส่งตามบ้าน พอมาถึงรุ่นพ่อ เริ่มประกอบอาชีพขายเนื้อวัวและเนื้อควาย โดยฆ่ากันในบริเวณบ้าน พ่อเสียชีวิตประมาณ 30 ปีเศษแล้ว (ประมาณ พ.ศ.2520) ปีนั้นจำได้ว่าน้ำท่วมช้างคลาน 5 ครั้ง ศพพ่อซึ่งความเชื่อของศาสนาต้องนำศพไปทำพิธีฝังภายใน 24 ชั่วโมง นำศพไปฝังที่ป่าช้าท่าวังตาลต้องเดินลุยน้ำกันไป บ้านช้างคลานนี้ในอดีตน้ำท่วมทุกปีเนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ท่วมไม่มาก ขนาดครึ่งของต้นข้าวที่ปลูก ข้าวไม่เสียหาย ไม่นานก็ลด ไม่ใช่ท่วมนานแบบปัจจุบัน

“บริเวณที่ดินหมู่บ้านราชพฤกษ์ ถัดจากบ้านช้างคลานไปทางทิศใต้ เนื้อที่ 19 ไร่ก็เคยเป็นของพญาศรีจันทร์ดรมอบให้นายมูจาลุก ลูกชายซึ่งเป็นอิหม่ามอยู่สุเหร่าช้างคลาน ได้ที่ดินเยอะกว่าลูกคนอื่น ที่ดินบริเวณโรงเรียนสันติก็เคยเป็นของนายมิตร ศรีจันทร์ดรที่ได้มรดกมา

“ป้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดศรีดอนไชย ใกล้แยกแสงตะวัน สมัยนั้นเดินไป ไปกับหมู่ญาติพี่น้องบ้านใกล้กัน จบประถม 4 ต่อมาไปเข้าโรงเรียนคำเที่ยงจบมัธยม 2 มาเข้าโรงเรียนเรยีนาเชลี จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงาน สมัยก่อนหากมาจากสี่แยกโรงหนังแสงตะวันมาทางบ้านช้างคลาน สองข้างทางเป็นทุ่งนาทั้งนั้น ทางขวาเป็นสุสานช้างคลานน่ากลัวมากในยามค่ำคืน ริมถนนมีต้นขี้เหล็กทางการปลูกไว้ ถัดไปเป็นต้นฉำฉาใหญ่นาบางส่วนทำนาไม่ได้ผลเพราะน้ำท่วมขัง มองไปเห็นไปถึงโรงเรียนเรยีนา มาถึงบริเวณโรงแรมลานนาพาเลซ สมัยก่อนเป็นทุ่งนา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหาร ปตอ.มาตั้งปืนยิงเครื่องบินที่นี่ ทหารมาจากภาคกลางบางคนก็เกเร คนหนึ่งมีเวทย์มนต์คาถา หนังเหนียว เอามีดกรีดแขน มีดไม่เข้าเนื้อ เคยแสดงเก็บเงินจากชาวบ้านด้วย ชอบเล่นการพนันระรานชาวบ้าน จนต่อมาจ่าไสว ใจคำ ตำรวจลอบใช้ปืนยิงจากใต้ถุนบ้านเข้าที่ก้น เสียชีวิต ชาวบ้านอนุโมทนากัน

“ออกจากโรงเรียนช่วยแม่ค้าขาย ขณะนั้นที่บ้านทำเนื้อไปขายที่ตลาดวโรรสเป็นเนื้อที่ย่างแล้ว เนื้อได้จากการฆ่าในบริเวณบ้านทั้งวัวและควาย การฆ่าเริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่ม หลังตะวันตกดินแล้วก็เริ่มฆ่า อาชีพฆ่าและขายเนื้อเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านช้างคลาน มีประมาณ 20 กว่าครอบครัวที่ยึดอาชีพนี้ การฆ่า 1 ตัวมักแบ่ง 2 ครอบครัวหรือ 4 ครอบครัว นอกจากค้าเนื้อแล้วก็ทำนา ทำนาในที่ของมิสเตอร์แบร์”

ชาวบ้านช้างคลานที่มีหัวธุรกิจจนสร้างฐานะได้มั่นคง คือ นายอินตา ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนโตของนายซอดมูลุก ชอบค้าขายจนทำธุรกิจใหญ่หุ้นกับนายริ้ว ศักดาทร นายห้างนิยมพานิช คือ ทำโรงฟอกหนังด้านหน้าโรงหนังชินทัศนีย์เก่า โดยใช้หนังจากวัวควายที่ฆ่าที่บ้านช้างคลาน น่าเสียดายที่นายอินตา เสียชีวิตเร็ว คือ ระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ นายอินตา อยู่ที่โรงงานซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟถูกสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นน้องชาย คือ นายอ๊อด ศรีจันทร์ดร ดำเนินกิจการต่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก รุ่นลูกของนายอินตา ศรีจันทร์ดรคนหนึ่ง คือ อาจารย์บุญธรรม ศรีจันทร์ดร อดีตอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Cr.พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ / ข้อมูล,รูปภาพ