ที่ว่าการอำเภอเก่าที่บ้านน้ำแพร่

0
569

อำเภอดอยสะเก็ด เป็นอำเภอที่อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ ๑๕ กิโลเมตร พื้นที่ใกล้เมืองเป็นที่ราบลุ่มเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการปลูกข้าว แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาติดต่อกับพื้นที่จังหวัดเชียงราย ภูเขาลูกหนึ่งคือ ดอยนางแก้ว พื้นที่ราบของอำเภอดอยสะเก็ดเป็นที่ราบกว้างเชื่อมถึงเขตจังหวัดลำพูน เขตอำเภอสันทราย ดังนั้นอำเภอดอยสะเก็ดจึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ทำให้คริสเตียนหลังจากแพร่ศาสนาคริสต์มาในเมืองเชียงใหม่แล้วจึงมาเผยแพร่ในเขตอำเภอดอยสะเก็ดเป็นแห่งแรกที่บ้านแม่ดอกแดง ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๘ โดยคณะมิชชันนารีบันทึกไว้ว่า “..สภาพท้องทุ่งแม่ดอกแดงโดยทั่วไปสมัยก่อนมีน้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่ม ในช่วงฤดูฝนมีน้ำท่วมเจิ่งนองมองดูราวกับท้องทะเล… (ประวัติศาสตร์คริสเตียนชุมชนดอยสะเก็ด, ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, ๒๕๓๖)

สมัยที่ยังไม่แยกเป็นตำบล อำเภอ อำเภอดอยสะเก็ด ใช้ชื่อว่า “แขวงน้ำแพร่”
ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ดตั้งอยู่บริเวณบ้านเชิงดอย ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด บ้านเชิงดอยแห่งนี้เป็นชุมชนที่ตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คงประมาณสัก ๑๐๐ ปีเห็นจะได้ ก่อนหน้านี้ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจและส่วนราชการอยู่ถัดจากบ้านเชิงดอยเข้าไปทางตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๔ กิโลเมตร บริเวณนั้นเรียกว่า “บ้านน้ำแพร่” ด้วยเหตุนี้กระมังอำเภอดอยสะเก็ดสมัยก่อนจึงเรียกว่า แขวงน้ำแพร่ บริเวณนั้นมีชุมชนหนาแน่นกว่า พื้นที่อุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเชิงดอยที่สมัยนั้นเป็นป่ารก ความเจริญยังไปไม่ถึง เหตุผลที่มีการเปลี่ยนที่ตั้งที่ว่าการอำเภอและส่วนราชการเนื่องจากเส้นทางบ้านเชิงดอยเป็นเส้นทางของวัวต่าง ม้าต่างที่เดินทางมาเป็นคาราวานเพื่อค้าขายระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองเชียงรายและเมืองใกล้เคียงอื่น

บ้านน้ำแพร่ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนนสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ดห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอดอยสะเก็ด ปัจจุบันประมาณ ๔ กิโลเมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและมีเกวียน รับจ้างบรรทุกข้าวและสิ่งของอื่น

ลุงออน ขันทะมัง อายุ ๗๒ ปี คนบ้านน้ำแพร่ เล่าว่าบ้านน้ำแพร่เป็นหมู่บ้านเล็กเมื่อเทียบกับหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านพยาก เป็นหมู่บ้านใหญ่กว่าและคนรวยเยอะกว่า หรือบ้านร้องขี้เหล็กที่อยู่คนละฝั่งถนนก็เป็นหมู่บ้านใหญ่กว่า คนบ้านน้ำแพร่ อาชีพทำนาและมักยากจน สมัยหนุ่มคนบ้านน้ำแพร่หากจะไปจีบสาวบ้านพยากมักได้รับการดูถูกดูแคลน เพระฐานะยากจนกว่า จีบไม่สำร็จ อาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ สมัยก่อนน้ำสมบูรณ์ ได้น้ำจากเหมืองที่ชื่อว่า “เหมืองขี้เหล็ก” ทำน้ำเข้านาได้ลำน้ำนี้มาจากลำน้ำแม่กวง ผ่านบ้านน้ำแพร่เลยไปบ้านสันปู่เลย บ้านถ้ำ ไปสิ้นสุดที่ไหนไม่ทราบได้ ปัจจุบันคนทำนาของบ้านน้ำแพร่หลือเพียงรายเดียว ชื่อ ทวี แต่ก็คงจะเลิกในไม่ซ้ำเพราะไม่คุ้มกับค่าแรง เหลือกำไรน้อย

การเข้าเมือง (เชียงใหม่) สมัยก่อน นานๆจะไปกันสักครั้ง ป้าคำใจ ภรรยาของลุงออน เล่าว่า ตอนเด็กเคยเดินไปเวียงกับพ่อครั้งหนึ่ง อายุประมาณ ๗ ขวบ สาเหตุคือ “ไปแอ่ว” จำได้ว่าถนนเป็นหินเล็กๆเดินเท้าเปล่า ระหว่างทางเจอน้ำที่ขังกลางถนนจะต้องนำเท้าไปแช่น้ำเพื่อให้หายปวดเท้าพระหินตำเท้า ต่อมามีรถคอกหมู รุ่นพ่อแม่เรียกว่า “รถปู่เตอ” ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร (อาจหมายถึงเจ้าของรถที่ลงทุนมาให้บริการอาจชื่อ นายเตอ ก็เป็นได้-ผู้เขียน)

ลุงออนเล่าเรื่องการทำมาหากินของคนรุ่นก่อนว่า นอกจากทำนาแล้ว คนบ้านน้ำแพร่ยังมีล้องัวไว้รับจ้างบรรทุกข้าวด้วย ส่วนใหญ่บ้านที่มีนาเยอะคือบ้านป่าป้อง (ห่างจากบ้านน้ำแพร่ประมาณ ๗ กิโลเมตรไปทางบ้านบ่อสร้าง เขตอำเภอสันกำแพง) หลังเก็บเกี่ยวจะมาว่าจ้างเกวียนจากบ้านน้ำแพร่บรรทุกข้าวไปเข้าโรงสีในตัวเมือง เชียงใหม่ ค่าจ้างไปกลับ ๒๐ บาท

“สมัยนั้นลุงอายุประมาณ ๑๕ ปี (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๑) พ่อแม่ซื้อเกวียนให้ไว้รับจ้าง สมัยนั้นวัวคู่ละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ส่วนเกวียนเล่มละ ๘๐๐-๙๐๐ บาท ดีหน่อยก็ ๑,๑๐๐ บาท ไปสั่งซื้อที่เมืองลำพูน มีคนร้ายจ้างทำ สั่งแล้วเขาจะใส่รถยนต์มาส่งให้ สมัยนั้นรถยนต์เริ่มมีแล้ว ส่วนใหญ่รับจ้างบรรทุกข้าวไปโรงสีแสงไทยที่สันป่าข่อย หากไปขนข้าวจากบ้านป่าป้องก็ขนไว้ตั้งแต่เย็น เดินทางแวะกินข้าวเย็นที่บ้านน้ำแพร่ และออกเดินทางประมาณ ๒ ทุ่ม ไปถึงโรงสีในเมือง ประมาณเที่ยงคืนกว่า ใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ก็นอนหลับพักผ่อนที่โรงสี รอให้ถึงตอนเช้า ตอนเช้าทางโรงสีจะมีคนงานขนข้าวเข้าโรงสี กว่าจะเสร็จก็ประมาณบ่าย ๓ โมง หน้าข้าวมักไปกันหลายหมู่บ้าน ต้องรอคิวกัน เช่นบ้านดู่ บ้านถ้ำ กว่าจะออกจากในเมืองก็ประมาณ ๖ โมงเย็น ถึงบ้านประมาณ ๓ ทุ่มกว่า ใช้เวลาประมาณเกือบ ๔ ชั่วโมง”

“เกวียนบรรทุกข้าวไปเป็นแถว ประมาณ ๑๐ กว่าเล่ม ตามๆกันไป วัวมักเดินไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ไม่ต้องพัก วัวเดินเก่งเป็นธรรมชาติของวัว คนคุมวัวนั่งบนเกวียนก็ตื่นบ้างหลับบ้าง เจ้าของเกวียนที่หลับบางรายถูกโจรลักวัวไปเหมือนกัน คนร้ายจะปลดวัวออกตัวหนึ่งและจูงเกวียนต่อระยะหนึ่ง ต่อมาจึงปล่อยเกวียนแล้วหนีไป เจ้าของเกวียนมารู้ก็ต่อเมื่อคนร้ายนำวัวหนีไปแล้ว คนที่อำเภอสันทรายเคยถูกคนร้ายลักวัวมาแล้ว ส่วนใหญ่เดินทางกันหลายชั่วโมงตอนกลางคืน มักจะหลับๆตื่นๆ วัวก็เดินตามเกวียนเล่มหน้าไป”

ส่วนเรื่องที่ว่าการอำเภอและส่วนราชการที่บ้านน้ำแพร่ ลุงออนบอกว่าเกิดไม่ทัน ไม่ทันได้เห็น แต่รุ่นพ่อแม่เล่ากันมาและคนน้ำแพร่เดิมๆ จะรู้ว่าที่ว่าการอำเภออยู่ปากทางเข้าบ้านน้ำแพร่ ใกล้สะพาน ปัจจุบันยังเป็นที่ราชพัศดุให้ชาวบ้านเช่าอยู่อาศัยและค้าขาย

การโยกย้ายที่ว่าการอำเภอและส่วนราชการ เริ่มจากสถานีตำรวจเป็นแห่งแรก เมื่อบ้านเชิงดอยมีการค้าคับคั่งมากขึ้นเนื่องจากมีพ่อค้าวัวต่าง ม้าต่าง แวะพักก่อนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่อีกทั้งมีธุรกิจค้าขายเมี่ยงกันที่แห่งนี้ ผลที่ตามมาคือ คนร้ายที่คอยจ้องเที่ยวชิงปล้นพ่อค้าทำให้มีการจัดตำรวจมารักษาความเรียบร้อยที่บ้านเชิงดอย ต่อมาจึงมีการย้ายสถานีตำรวจมาและย้ายที่ว่าการอำเภอรวมทั้งส่วนราชการอื่นตามมา

ผู้ที่เป็นผู้บุกเบิกบ้านเชิงดอย เริ่มมาสร้างบ้านอยู่อาศัยและชักชวนชาวบ้านมาตั้งบ้านเรือนมากขึ้น อีกทั้งเป็นผู้นำชาวบ้าน คือ “หนานอินทวงศ์” ต้นตระกูล “เจริญทรัพย์” ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งของอำเภอดอยสะเก็ด ลูกหลานได้สืบค้นความเป็นมาและบันทึกไว้ส่วนหนึ่งว่า

“…โรงพัก (สถานีตำรวจ) ที่มารักษาความสงบตามเส้นทางค้าขายระหว่างดอยสะเก็ด เวียงป่าเป้า พร้าว ซึ่งเป็นโรงพักชั่วคราวมาตั้งอยู่ห่างจากบ้านหนานอินทวงศ์ขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๒๐๐ เมตร มีตำรวจมารักษาการเพียง ๑-๒ คน ปลูกศาลาพักอยู่อาศัย เมื่อหมู่บ้านตีนดอย (ต่อมาเรียกว่าบ้านชิงคอย) มีการค้าขายเจริญมากขึ้นตามลำดับ พร้อมกับมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้นเป็นหมู่บ้านใหญ่ขึ้นทางบ้านเมือง ทางราชการจึงตั้งหมู่บ้านเชิงดอยนี้เป็นตำบลเชิงดอย แต่ยังไม่มีกำนันมาปกครองดูแล ดังนั้นทางราชการจึงพิจารณาหาผู้ที่เหมะสมมาเป็นกำนันตำบลนี้และเห็นว่าหนานอินทวงศ์ เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจในการประกอบอาชีพ มีฐานะดี ประกอบกับเป็นผู้ที่ได้รับความนิยม รักใคร่เคารพนับถือยกย่องยำเกรงทั้งจากชาวบ้านและพ่อค้าที่ค้าขายผ่านไปมา ทางราชการจึงเสนอไปยังเจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘ แต่งตั้งให้หนานอินทวงศ์เป็นกำนันตำบลเชิงดอย ดังปรากฏข้อความว่า เจ้าอินทวโรรส สุริยวงค์ ดำรงนทีสันดรสุนทรทัสสรักษณุโกเสฏฐวริทธิเดช ดำรงจำนงยุติธรรม สุจจริตวิสิฏฐสัตตยะธาดา มหาโยนคราชวงษา เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งให้ หนานอินทวงศ์ เป็นท้าวประจักกิจคอยสะเก็ด ช่วยคิดอ่านราชการบ้านเมืองและให้รับคำบังคับบัญชาผู้ใหญ่ในนครเชียงใหม่ แต่เป็นที่ยุติธรรมและชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติที่การควรประพฤติและรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อนครเชียงใหม่ตามอย่างธรรมเนียมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ จงเจริญสุขสวัสดิ์ กระทำราชการตามตำแหน่งตั้งแต่บัดนี้เทอญ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม รัตนโกสินศก ๑๒๑ (ตรงกับ พ.ศ.๒๔๔๕)”

ต่อมาทางราชการจึงย้ายสถานีตำรวจและที่ว่าการอำเภอมาตั้ง ณ บ้านเชิงดอยแห่งนี้ โดยหนานอินทวงศ์ ได้นำลูกบ้านมาช่วยแผ้วถางและช่วยสร้างสถานีตำรวจและบ้านพักตำรวจรวมทั้งที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ดด้วย (ข้อมูลจากข้อเขียนของอาจารย์ สมถวิล เจริญทรัพย์, ๒๕๓๕)

บ้านเชิงดอยที่เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอและส่วนราชการแห่งนี้ จึงเป็นชุมชนที่เหมือนเป็นเหล่งเสี่ยงโชคของผู้ที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตของคนรุ่นก่อน หลายตระกูลโยกย้ายมาจากอำเภออื่น ไม่ว่าจะต้นตระกูล “ชัยมงคล” ตระกูลใหญ่ฐานะมั่นคงอีกตระกูลหนึ่งของดอยสะเก็ดที่ย้ายมาจากอำเภอเมือง หรือตระกูล “เจริญมือง” รุ่นอุ้ยของ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ก็โยกย้ายมาจากอำเภอสันทราย เป็นต้น

ผู้สูงอายุที่ยืนยันข้อมูลอีกคนหนึ่งของบ้านน้ำแพร่ ที่ยืนยันว่าที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด รวมทั้งสถานีตำรวจและส่วนราชการอื่นเดิมตั้งอยู่ที่บ้านน้ำแพร่โดยตั้งอยู่ริมถนนสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด คือ ลุงหล้า แก้วประภา อายุ ๘๑ ปี บอกว่าเกิดมาก็ไม่ทันได้เห็นที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ดที่บ้านน้ำแพร่แล้ว แต่รุ่นพี่สาวที่อายุมากกว่าหลายปี เคยเล่าว่าตอนเด็ก เคยไปรับจ้างรำที่ว่าการอำเภอและได้รางวัลมา ใกล้ที่ว่าการอำเภอมีโรงต้มเหล้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน และเลิกกิจการไปนานแล้ว ลุงหล้าไม่ทันได้เห็นเช่นกัน

ลุงหล้าให้เกร็ดเกี่ยวกับบ้านน้ำแพร่เพิ่มเติมว่า บ้านน้ำแพร่เคยมีเชื้อเจ้าเชียงใหม่มาอยู่อาศัย ชื่อว่าเจ้าอินถา ภรรยาชื่อเจ้าอุสา มีบ้านไม้สักหลังใหญ่อยู่ด้านทิศใต้ของวัดน้ำแพร่ บริเวณบ้านประมาณ ๑ ไร่เศษ และมีที่นาอีกนับร้อยไร่ ให้ชาวบ้านทำนาและแบ่งครึ่งของผลผลิตข้าวให้ชาวบ้าน ตอนเด็กทันได้เห็นเจ้าอินถาและเจ้าอุสา ส่วนแม่ของเจ้าอินถา ชื่อจอมมือง ลุงหล้าไม่ทันได้เห็นเนื่องจากเสียชีวิตก่อน ทันได้เห็นภรรยาของเจ้าจอมเมืองซึ่งเป็นแม่ของเจ้าอินถา ชื่อ เจ้ายอดเฮือน จำได้ว่าตอนเด็กทางราชการขุดลอกน้ำจากน้ำแม่ปิงมาเชื่อมกับน้ำแม่กวงที่บ้านหัวโก มีรถตักมาตักดินเป็นร่องน้ำ ชาวบ้านแตกตื่นเดินไปดูรถตักกันมาก เจ้ายอดเฮือนอายุมากแล้วไปดูรถตักกลับมาก็เสียชีวิตที่บ้านนี้ ตอนนั้นลุงหล้าอายุประมาณ ๑๒ ขวบ (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๙)

“หลังจากเจ้าอินถาเสียชีวิตแล้ว เจ้าอุสาภรรยาย้ายไปอยู่กับญาติในตัวเมืองเชียงใหม่ บ้านไม้สักหลังใหญ่รื้อไป ที่ดินขายต่อให้ลุงควาย คนบ้านน้ำแพร่นี่เองเป็นเพื่อนของเจ้าอินถา ลุงควายมาสร้างบ้านอยู่ในที่นี้หลายปี ต่อมาย้ายครอบครัวไปอยู่อำเภอฝาง ลุงเลยซื้อจากลุงควายในราคา ๖,๐๐๐ บาท สมัยนั้นอายุประมาณ ๓๐ ปี (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๖)”

ส่วนเรื่องที่ว่าการอำเภอเก่านั้น ลุงหล้าบอกว่าบริเวณเดิมนั้นเป็นป่าทึบมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว ที่ว่าการอำเภอย้ายไปนานก่อนที่ลุงหล้าจะเกิดแล้ว บริเวณนั้นได้ชื่อว่าผีดุมาก

ช่วงเวลาที่ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ดและสถานีตำรวจรวมทั้งส่วนราชการย้ายจากบ้านน้ำแพร่ไปยังบ้านเชิงดอยนั้น มีข้อมูลยืนยันว่าย้ายในสมัยนายอำเภอดอยสะเก็ด คือ พระนิกรประชาเขต

จากรายชื่อนายอำเภอดอยสะเก็ด พระนิกรประชาเขตเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด ๒ ช่วง คือ ช่วงแรกระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๔๘ และช่วงที่สอง ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๕๖
ไม่แน่ชัดว่าย้ายกันในช่วงเวลาใดที่แน่นอน

Cr.อดีตดอยสะเก็ด (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)