“ขุนผดุงดอยแดน” กำนันคนแรกของตำบลเชิงดอยผู้บุกเบิกตลาดดอยสะเก็ด

0
875

อำเภอดอยสะเก็ด เป็นอำเภอเล็กๆอยู่ถัดจากเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ส่วนที่ติดกับอำเภอเมืองเป็นพื้นที่ราบเหมาะกับการปลูกข้าว ถัดไปเป็นภูเขาติดต่อกับจังหวัดเชียงรายและจังหวัดลำปาง

ชุมชนเก่าแก่ของอำเภอดอยสะเก็ดที่มีการศึกษาค้นคว้าไว้ คือ บ้านลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อยู่ห่างจากเขตตลาดดอยสะเก็ดประมาณ ๓ กิโลเมตร ชุมชนเก่าอยู่ในพื้นที่ราบกว้าง มีน้ำจากน้ำแม่กวงไหลผ่าน เหมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหารหลัก

นอกจากชุมชนบ้านลวงเหนือแล้ว เชื่อว่าในพื้นที่ราบกว้างขวางในเขตพื้นที่ดอยสะเก็ดนี้ยังมีชุมชนอื่นๆอยู่อย่างกระจัดกระจาย หลังสมัยที่พระเจ้ากาวิละกวาดต้อนผู้คนจากเขตสิบสองปันนา
ชุมชนในยุคต่อมา คือ บ้านบ่อหิน บ้านเชิงดอย บ้านป่าป้อง และบ้านแม่ก๊ะ

บ้านบ่อหินอยู่ในเส้นทางจากตัวเมืองเชียงใหม่มายังอำเภอดอยสะเก็ดครึ่งหนึ่งของระยะทาง ส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทยใหญ่ ส่วนบ้านเชิงดอย บ้านป่าป้องและบ้านแม่ก๊ะ อยู่ในเส้นทางสายในระหว่างอำเภอดอยสะเก็ดไปทะลุบ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้คนนิยมเดินทางกันไม่น้อยกว่าเส้นทางสายดอยสะเก็ด-บ่อหิน-เชียงใหม่

บ้านเชิงดอยที่เป็นตัวตลาดอำเภอดอยสะเก็ดในปัจจุบัน อาจถือว่าเป็นชุมชนหลังสุดของอำเภอดอยสะเก็ดก็ว่าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านป่าป้องและบ้านแม่ก๊ะ เนื่องจากทั้งบ้านป่าป้องและบ้านแม่ก๊ะ เป็นพื้นที่ราบเหมาะสำหรับการเพาะปลูก ส่วนบ้านเชิงดอยเป็นไหล่เขาถัดจากดอยขนาดเล็กที่เรียกว่า “ดอยสะเก็ด” โดยเป็นที่ตั้งของพระธาตุที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมกราบไหว้สักระมาตั้งแต่ในอดีต คนเก่าๆหลังจากสักการะพระธาตุดอยสุเทพแล้ว มักมาสักการะพระธาตุดอยสะเก็ดด้วย

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อมูลว่าบ้านแม่ดอกแดง ก็เป็นชุมชนเก่าอีกชุมชนหนึ่ง มีนักสอนศาสนาเข้ามาสอนศาสนาต่อจากเผยแพร่ศาสนาในมืองเชียงใหม่ เริ่มในปี พ.ศ.๒๔๑๘ อีกทั้งชุมชนบ้านน้ำแพร่ จากตัวเมืองเชียงใหม่ก่อนถึงตัวอำเภอดอยสะเก็ดประมาณ ๕ กิโลเมตรก็มีความเป็นชุมชนมากกว่า เนื่องจากมีประวัติว่าเป็นที่ตั้งตัวอำเภอดอยสะเก็ดและส่วนราชการต่งๆ ก่อนที่จะย้ายมาตั้งที่บ้านเชิงดอย ดังในปัจจุบันนี้

บ้านเชิงดอยหรือตลาดดอยสะเก็ด มีชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ้านตีนดอย” มีการพัฒนาเป็นชุมชนประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๓๒
เหตุผลสำคัญที่ทำให้บริเวณตีนดอยสะเก็ดแห่งนี้ได้รับการพัฒนาจนเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาได้แม้ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเลย ก็คือ พื้นที่นี้เป็นเส้นทางผ่านของพ่อค้าวัวต่างที่บรรทุกสินค้าค้าขายมาจากทางเมืองเชียงราย จากอำเภอเวียงป่าเป้าเดินทางผ่านมาค้าขายก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่

ผู้ที่เริ่มมาบุกเบิกสร้างบ้านอยู่อาศัยที่บ้านตีนดอยจนมีการพัฒนาเรื่อยมา คือ หนานอินทวงศ์ ต่อมาลูกหลานใช้นามสกุล “เจริญทรัพย์”

หนานอินทวงศ์ มีเชื้อสายไทยลื้อ เกิดปี พ.ศ.๒๔๐๙ เป็นบุตรของพ่อหม่อนแสน สิทธิสมบัติ กับ แม่หม่อนยอดเฮือน (วรรณ) รุ่นพ่อแม่อพยพมาจากเมืองลอง บ้านเหล่า เขตสิบสองปันนา เดิมมาอยู่เมืองเชียงรายก่อนที่จะโยกย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่
มาปักหลักที่บริเวณที่มีต้นคาขึ้นอยู่สูงทั่วไป จึงเรียกกันเรื่อยมาว่า บ้านป่าคา เขตมณฑลพายัพ ต่อมาได้ชักชวนญาติพี่น้องและชาวบ้านจากสิบสองปันนาเดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นชุมชนเล็กๆ มีการสร้างวัดชื่อว่า วัดป่าคา นิมนต์พระจากสิบสองปันนามาเป็นเจ้าอาวาส

หนานอินทวงศ์ เคยบวชเณรที่วัดป่าคาแห่งนี้ ต่อมาอุปสมบทเป็นพระ เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ชาวบ้านเรียกกันว่า หนานอินทวงศ์ ประกอบอาชีพดังเช่นรุ่นพ่อ คือ ค้าช้าง นอกจากนี้ยังค้าขายปลาและสินค้าอื่นขึ้นล่องระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงราย การเดินทางค้าขายทำให้มีหูตากว้างขวาง อีกทั้งเป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไปจึงกลายเป็นผู้นำคนหนึ่ง

คราวหนึ่งระหว่างเดินทางจะกลับบ้านป่าคา ระหว่างทางหนานอินทวงศ์เดินทางมาถึงตีนดอยสะเก็ด เห็นพื้นที่ร่มรื่นจึงให้บริวารสร้างเพิงพักหยุดพักผ่อน ระหว่างนั้นมีพ่อค้าวัวต่าง ม้าต่าง ผ่านมาหนานอินทวงศ์ก็ให้ความสะดวกด้านที่พักอาศัยจนบริเวณนี้กลายเป็นเส้นทางหลักที่พ่อค้าวัวต่างต้องผ่านเมื่อเดินทางค้าขายก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่ ต่อมาหนานอินทวงศ์จึงมาสร้างบ้านอยู่บริเวณแห่งนี้และชักชวนชาวบ้านมาอาศัยกันหนาแน่นมากขึ้น กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าขายมีพ่อค้าต่างถิ่นทั้งคนเมือง จีนฮ่อ ชาวเขานำสินค้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายกันมากขึ้น

ต่อมาชุมชนบ้านตีนดอยใหญ่ขึ้นทางราชการจึงตั้งเป็นตำบลเชิงดอย และเห็นว่าหนานอินทวงศ์ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจในการประกอบอาชีพ มีฐานะดี ประกอบกับเป็นที่รักใคร่ นับถือของประชาชนทั่วไป ทางราชการจึงแต่งตั้งหนานอินทวงศ์เป็นกำนันตำบลเชิงดอย ดังปรากฏข้อความตราตั้งที่ลูกหลานเก็บไว้ว่า

“เจ้าอินทวโรรสสุริยะวงศ์ดำรงนพีสันดรสุนทรทัสสรัษณุโกเสฆฐวริทธิเดชดำรงจำนงยุติธรรม สุจจริต วิสิฆฐ สัตตยะธาดา มหาโยนคราชวงษา เจ้านครเชียงใหม่ ตั้งให้ หนานอินทวงศ์ เป็นท้าวประจักกิจดอยสะเก็ด ช่วยคิดอ่านราชการบ้านเมืองและให้ฟังคำบังคับบัญชาผู้ใหญ่ในนครเชียงใหม่แต่เป็นที่ยุติธรรมและชอบด้วยราชการจงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติที่การควรประพฤติและรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อนครเชียงใหม่ ตามอย่างธรรมเนียมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ จงเจริญสุขสวัสดี กระทำราชการตามตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้ เทอญ”

ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม รัตนโกสินศก ๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๕)
หลังจากรับราชการครบ ๑ ปี มีผลงานดีเด่นได้รับเลื่อนเป็น “พญาประจักษ์สัจจการ”

ต่อมาทางราชการเห็นว่า ที่ตั้งตัวอำเภอและสภานีตำรวจเดิมที่บ้านน้ำแพร่ไม่เหมาะสมเนื่องจากชุมชนใหญ่มาอยู่ที่บ้านเชิงดอยจึงย้ายสถานีตำรวจมาอยู่บ้านเชิงดอยและย้ายที่ว่าการอำเภอตามมา ในครั้งนั้นพญาประจักษ์สัจจการได้นำลูกบ้านแผ้าถางพื้นที่และสร้างสถานที่พักของสถานีตำรวจและอำเภอ การโยกย้ายในครั้งนั้นนายอำเภอดอยสะเก็ด คือ พระนิกรประชาเขต ซึ่งเป็นบุตรเขยของพญาประจักษ์สัจจการ โดยพระนิกรประชาเขตแต่งงานกับนางฟองเมฆ รามบุตร ธิดาของพญาประจักษ์สัจจการ

ในเวลา ๒ ปีต่อมาพญาประจักษ์สัจจการได้รับเลื่อนเป็น “พญาสุธัมมะพิทักษ์ คีรีวัน” คำสั่งแต่งตั้งใช้ถ้อยคำยาว สละสลวยไม่ต่างจากการแต่งตั้งที่มีมาจากกรุงเทพฯ ทำให้ได้เห็นว่าระบบราชการของเจ้าหลวงเชียงใหม่ด้านการแต่งตั้งบุคคลก็มีความเป็นระบบไม่ด้อยกว่าทางกรุงเทพฯ น่าเสียดายที่น่าจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งแต่ละครั้ง ประจำไว้ในคุ้มหลวง ต่อมาเมื่อยกเลิกระบบเจ้าผู้ครองนครเชื่อว่าเอกสารเหล่านี้ได้สูญหายไป

ด้านบ้านเชิงดอยนั้นเล่า ผู้คนจากต่างถิ่นอพยพกันมาอยู่หนาแน่นมากขึ้นกลายเป็นชุมชนและตลาดใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากชื่อเสียงของพญาสุธัมมะพิทักษ์คีรีวันที่มีความเป็นธรรม ชาญฉลาดในการจูงใจผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย

ลุล่วงมาสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้แต่งตั้งให้พญาสุธัมมะฯ เป็น “พญาประสงค์กิจราชการ” ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ และอีก ๒ ปีต่อมาได้รับเลื่อนเป็น “ขุนผดุงดอยแดน”

“เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอรรคมหาเสนาบดีพิริยปรากรพาหุรับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาติ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ให้ตั้งพญาประสงค์กิจราชการ เป็นขุนผดุงดอยแดน ตำแหน่งกำนันตำบลเชิงดอยในจังหวัดเชียงใหม่ศักดินา ๔๐๐ ไร่ ตามพระราชกำหนดกฏหมายทำราชการตามตำแหน่งตั้งแต่บัดนี้ จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติการควรประพฤติสมควรแก่ตำแหน่งทุกประการ ตามอย่างธรรมเนียมข้าราชการทั้งปวง ขอให้มีสุขสวัสดีเจริญ เทอญ” ประทวนตั้งแต่วันที่ ๑๖ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๐

เจ้าพระยาสุรสีห์วสิษฐภักดี
ประทับตราราชสีห์ใหญ่ เป็นสำคัญ

ชาวบ้านต่างเรียกกันว่า “พ่อขุน” ขณะนั้น “พ่อขุน” อายุ ๕๑ ปี หลังจากนั้นไม่นาน “พ่อขุน” ได้ลาออกจากตำแหน่งกำนัน และได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ศิริอายุ ๘๓ ปี

หนานอินทวงศ์ หรือขุนผดุงแดนดิน แต่งงานกับนางคำเกี้ยว มีบุตรธิดารวม ๙ คน คือ นายเมืองใจ, นางฟองเมฆ รามบุตร, นายสิงห์แก้ว, นายจู, ด.ช.บุญเสมอ (เสียชีวิตเมื่อยังเด็ก), ด.ช.แดงหน้อย (เสียชีวิตเมื่อยังเด็ก), นางสุนไหล, นายจันทร์วันและนางจันทร์พลอย พรหมขัติแก้ว

ต่อมาหนานอินทวงศ์ แต่งงานกับนางบัวคลี่ (กี้) บุตรธิดารวม ๙ คน คือ นางคำปัน, นางบุญปั๋น, นางเบี้ยว, นางจันทร์ติ๊บ, ด.ช.บุญเลิศ (เสียชีวิตเมื่อยังเด็ก),ด.ช.แดง (เสียชีวิตเมื่อยังเด็ก), นายมนัส, นายพรหมมา และนางแสงดา ลูกหลานเหลนรุ่นต่อๆมาของขุนผดุงแดนดิน ใช้นามสกุล “เจริญทรัพย์”
(ข้อมูลจากเอกสารรวบรวมโดยอาจารย์สมถวิล เจริญทรัพย์, ๒๕๓๕)

cr.อดีตดอยสะเก็ด (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)