พ่อเลี้ยงค้าเมี่ยง

0
1657

อำเภอดอยสะเก็ดเป็นอำเภอเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาทำไร่ส่วนพื้นที่ทำนาทำไร่ก็มีไม่มากนัก มีพื้นที่ทำนาทำไร่ประมาณ 1 ในห้าส่วน อีก4 ส่วนเป็นภูเขาเขตติดต่อจังหวัดเชียงรายและจังหวัดลำปาง มีภูเขาที่เรียกว่า ดอยนางแก้วกั้นเขตแดน

อาชีพเกษตรกรรมโดยทั่วไปยากที่จะสร้างฐานะได้ดี แต่มีอาชีพหนึ่งที่ทำให้ชาวดอยสะเก็ดบางตระกูลสร้างฐานะจนร่ำรวย คือ อาชีพค้าเมี่ยง

เมี่ยง เป็นอาหารว่างของคนเมืองในเขตภาคเหนือตอนบน อาจถือเป็นสิ่งเสพติดชนิดอ่อนเช่นเดียวกับบุหรี่ หมากพลู คนเมืองในสมัยก่อนมักติดเมี่ยงทำให้เมี่ยงเป็นอาหารที่ต้องการซื้อขายกัน ผู้ที่พอมีเงินทุนจึงประกอบอาชีพค้าเมี่ยง คือ รับซื้อจากเจ้าของสวนเมี่ยงมาและขายในราคาที่มากกว่าเดิม ทำให้มีกำไร

พ่อค้าซื้อขายเมี่ยง ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกอย่างให้เกียรติว่า “พ่อเลี้ยง” เนื่องจากมีเงินมากกว่าชาวบ้านทั่วไป และชาวบ้านทั่วไปสามารถมากู้ยืมไปลงทุนได้

หลักการค้าเมี่ยงเหมือนกับการค้าของผลผลิตทางการเกษตรอื่น คือ ซื้อมาราคาถูกและขายราคาสูง หากขณะซื้อมาราคาขายในท้องตลาดไม่สูงก็สามารถเก็บไว้รอขายในช่วงเวลาที่ราคาสูงได้

ผู้ค้าเมี่ยงจึงต้องมีทุนและมีสถานที่เก็บเมี่ยงไว้รอขาย

พ่อค้ารับซื้อเมี่ยงของอำเภอดอยสะเก็ดในอดีตมีประมาณ 10 คน เป็น 4 ตระกูลหลักของดอยสะเก็ด คือ ตระกูล “แซ่ลิ้ม” โกซุนและโกเส่ง ตระกูล “แซ่ภู่”(ภู่เจริญ) , พ่อเลี้ยงโท้ง และพ่อเลี้ยงชิวแช (ลูกพ่อเลี้ยงโท้ง) ตระกูล “แซ่โอ้ว” (ต่อมาเปลี่ยนเป็น “โอสถิตย์พร” และพ่อเลี้ยงคำอ้าย (ชาวบ้านเรียกพ่อเลี้ยงอ้ายควาย) พ่อเลี้ยงสนั่น ตระกูล “ชัยมงคล” นอกจากนี้มีตระกูลจากจังหวัดลำปาง คือ พ่อเลี้ยงอดิศักดิ์ ตระกูล “สิทธิวางกูร”

พ่อเลี้ยงโท้ง โอสถิตย์พร

นายสุรศักดิ์ โอสถิตย์พร สมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอดอยสะเก็ด ให้ข้อมูลเรื่องพ่อเลี้ยงค้าเมี่ยงว่า การลงทุนรับซื้อเมี่ยงหากเป็นเจ้าใหญ่ใช้เงินลงทุนหลักล้านบาทขึ้นไปรองลงมาก็เกือบล้านบาท หากว่าถึงระดับการค้าพ่อผมอยู่ระดับประมาณที่หกของอำเภอดอยสะเก็ดพ่อเลี้ยงค้าเมี่ยงใช้ทุนมากที่สุดและถือเป็นเจ้าใหญ่ที่สุด คือ อดิศักดิ์ สิทธิรางกูร ชาวบ้านเรียกว่า พ่อเลี้ยงตี๋ มาจากจังหวัดลำปาง มีทุนมาก ตั้งโรงเมี่ยงอยู่บริเวณสี่แยกหนองบัว รองลงมาคือ โกซุน ไทยสวัสดิ์ ส่วนโกเส่ง ไทยสวัสดิ์ , โกเฮง ไทยสวัสดิ์ และพ่อเลี้ยงลิ้ม แซ่ลิ้ม ก็รองลงมา

นายสุรศักดิ์ โอสถิตย์พร เป็นบุตรของพ่อเลี้ยงเท้ง (จิงเท้ง) แซ่โอ๊ว อพยพมาจากประเทศจีน มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ระยะหนึ่ง ต่อมาพี่ชาย คือ พ่อเลี้ยงโท้งหรือนายจิงโท้ง แซ่โอ๊ว อพยพมาค้าเมี่ยงอยู่ในบ้านเชิงดอย (ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า บ้านตีนดอย) อำเภอดอยสะเก็ด สามารถสร้างหลักสร้างฐานได้จึงได้ชักชวนพ่อเลี้ยงเท้งมาอยู่ดอยสะเก็ด ขณะนั้นพ่อเลี้ยงโท้ง แต่งงานแล้วมาเช่าบ้านอยู่ตลาดแม่ก๊ะขายของชำ และมีร้านขายมองเล็กๆ สมัยนั้นชุมชนที่เจริญของอำเภอดอยสะเก็ดมี 3 แห่ง คือ บ้านเชิงดอย บ้านป่าป้องและบ้านแม่ก๊ะ เริ่มมาช่วยพี่ชายค้าเมี่ยงก่อนในระยะแรก ต่อมาจึงแยกตัวมาค้าเมี่ยงเอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2488 ขณะอยู่ในวัยหนุ่ม อายุประมาณ 16 ปี การค้าเมี่ยงคาดว่ามีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยพี่ชายมาค้าเมี่ยงก่อนประมาณ 5 ปี

นายสุรศักดิ์ โอสถิตย์พร
สจ.เขตอำเภอดอยสะเก็ด

“เมื่อแยกมาค้าเมี่ยงโดยตรง พ่อเลี้ยงเท้งมาซื้อที่อยู่เขตบ้านเชิงดอย ทำโรงเมี่ยง โรงเมี่ยงมุงด้วยสังกะสี และในโรงเมี่ยงกั้นเป็นห้องเพื่อไม่ให้ฝนตกใส่ ในโรงเมี่ยงขุดเป็นหลุมหมักเมี่ยงเริ่มจาก 4 – 6 หลุมในระยะแรก ต่อมาเพิ่มเป็น 20 หลุม หลุมเมี่ยงขุดลงในดินลึก 3 – 4 เมตร เส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร ลักษณะคล้ายบ่อน้ำ ด้านล่างใช้อิฐก่อรอบแล้วฉาบปูนเดิมใช้ใบกล้วยปู”

“การค้าเมี่ยงลักษณะคล้ายกับการค้าผลผลิตทางการเกษตรอย่างเช่น คือ เก็บได้ไม่เกิน 1 ปี ต้องทยอยขายก่อนที่ผลผลิตทางการเกษตรรุ่นใหม่จะออกมา การค้าเมี่ยงก็เป็นในลักษณะเดียวกัน การเก็บรักษาเมี่ยงใช้วิธีการที่เรียกว่า “หมัก” หรือ “ดอง” เป็นการถนอมใบเมี่ยงให้มีคุณภาพอยู่ได้นานรอราคาสูง อีกทั้งการหมักหรือดอง เป็นการเพิ่มคุณภาพของเมี่ยง เมี่ยงที่หมักหรือดองนานเกิน 6 เดือน มักมีรสชาติเปรี้ยวหรือส้มถูกปากคนเมืองโดยทั่วไป เมี่ยงจากอำเภอดอยสะเก็ดและเขตติดต่ออำเภอดอยสะเก็ดถือว่าเป็นเมี่ยงที่คุณภาพดี หลักจากเจ้าของสวนเมี่ยงเก็บใบเมี่ยงมาแล้วต้องนึ่งมาก่อนเจ้าของสวนบางแห่งมักหมักไว้ 2 – 3 อาทิตย์เพื่อรอการขนส่งมายังพ่อเลี้ยงผู้รับซื้อ เมื่อพ่อเลี้ยงรับซื้อไว้แล้ว ต้องมาหมักไว้ต่ออีก”

“การค้าเมี่ยงนอกจากมีสถานที่ คือ โรงเมี่ยง ที่เป็นสถานที่รับซื้อเมี่ยงและใช้หมักเมี่ยงแล้ว ยังต้องดำเนินการธุรกิจ คือ หาซื้อเมี่ยงจากสวน และหาลูกค้า”

“การหาซื้อใบเมี่ยงจากสวนเมี่ยงนั้น ส่วนใหญ่มีขาประจำกัน เนื่องจากพ่อเลี้ยงรับซื้อเมี่ยงมีประมาณ 10 เจ้า ทำให้บางครั้งต้องแย่งซื้อเมี่ยงกัน มีการตัดราคากันบ้างอีกทั้งต้องใช้วิธีการเอาใจเจ้าของสวนเมี่ยงด้วย ด้วยเหตุนี้เองทำให้เจ้าของสวนเมี่ยงมีสิทธิเลือกขายให้กับพ่อเลี้ยงที่ให้ประโยชน์มากที่สุด แต่เจ้าของสวนเมี่ยงเองก็มีจุดด้อยที่ทำให้ต่อรองกับพ่อเลี้ยงได้น้อยลง คือ การขาดเงินทุน”

“เจ้าของสวนเมี่ยงมักจะขาดเงินทุนสำหรับจ้างลูกจ้างเก็บใบเมี่ยงและเงินทุนสำหรับซื้ออาหารสำรองไว้เลี้ยงคนงานเก็บใบเมี่ยง เงินทุนดังกล่าวส่วนหนึ่งต้องใช้ล่วงหน้าเพื่อไปจ้างชาวบ้านมาเก็บใบเมี่ยงโดยต้องจ่างเงินล่วงหน้าไว้ส่วนหนึ่ง เป็นการค้ำประกันว่ามีคนงานมาทำงานด้วยอย่างแน่นอน”

ในทำนองเดียวกันกับการค้ำประกันว่าเจ้าของเมี่ยงต้องขายเมี่ยงให้กับพ่อเลี้ยงรับซื้อแน่นอน คือ มีการตกลงร่วมกันล่วงหน้าและจ่ายเงินค่าเมี่ยงไว้ส่วนหนึ่งก่อนเพื่อให้เจ้าของสวนนำไปใช้จ่ายเป็นค่าคนงานและค่าอาหาร

“ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้พ่อเลี้ยงรับซื้อเมี่ยงจะมีขาประจำเจ้าของสวนของแต่ละคน แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปหากพ่อเลี้ยงให้ราคาเมี่ยงต่ำกว่าพ่อเลี้ยงคนอื่นๆ เจ้าของสวนก็มีสิทธิเปลี่ยนใจและขายเมี่ยงให้พ่อเลี้ยงคนอื่นที่ให้ราคาสูงกว่าได้เหมือนกันส่วนหนี้สินก็ใช้คืนกันตามที่กู้ยืมล่วงหน้า”

“พ่อเลี้ยงรับซื้อเมี่ยงประมาณ 10 เจ้าของอำเภอดอยสะเก็ด จึงทำธุรกิจในลักษณะการแข่งขันกันในที ธุรกิจด้านนี้นอกเหนือจากการเอาใจใส่ต่อลูกค้าที่เป็นเจ้าของสวนเมี่ยงแล้ว เงินทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ พ่อเลี้ยงที่มีทุนมากก็สามารปล่อยเงินทุนให้เจ้าของสวนเมี่ยง อีกทั้งสามารถใช้เงินทุนที่มีอยู่ซื้อเมี่ยงมาหมักตุนเอาไว้จำนวนมาก เมื่อเมี่ยงราคาดีก็ขายทำกำไรได้มาก

“การมาตกลงราคาซื้อขายเมี่ยงนั้น ส่วนใหญ่เจ้าของสวนเมี่ยงมักจะลงมาตกลงกับพ่อเลี้ยงที่โรงเมี่ยง เมื่อตกลงราคากันแล้วและเมี่ยงพร้อมที่จะไปรับแล้วเจ้าของสวนเมี่ยงมักซื้อข้าวสาร น้ำปลา น้ำตาล เกลือ ปลาแห้งและของใช้จำเป็นเพื่อนำขึ้นไปตุนไว้ให้คนงาน จึงมักจะให้วัวต่างหรือม้าต่างที่จะขึ้นไปบรรทุกเมี่ยงให้บรรทุกอาหารและเครื่องใช้จำเป็นขึ้นไปด้วย โดยอาจตกลงราคากันเองกับเจ้าของวัวต่างม้าต่าง”

“การซื้อขายเมี่ยงมี 2 กรณี คือ กรณีแรก พ่อเลี้ยงจ้างเจ้าของม้าต่างวัวต่างขึ้นไปบรรทุกเมี่ยงลงมาที่โรงเมี่ยง กรณีที่สอง คือ พ่อเลี้ยงค้าเมี่ยงว่าจ้างให้เจ้าของวัวต่างม้าต่างไปซื้อเมี่ยงมาขาย โดยกำหนดราคารับซื้อไว้ เจ้าของวัวต่างม้าต่างจะไปติดต่อตกลงราคากับเจ้าของสวนเมี่ยงซื้อขายต่อให้พ่อเลี้ยง ตอนเช้าวัวต่างม้าต่างจะมาถึงโรงเมี่ยงแล้ว เจ้าของวัวต่างม้าต่างช่วยกันหามเมี่ยงลงจากหลังวัวต่างหรือม้าต่าง นำเมี่ยงกองไว้ที่พื้นโรงเมี่ยง เสร็จแล้ว เจ้าของวัวต่างม้าต่างจะนำวัวและม้าผูกไว้ที่โรง โดยเจ้าของโรงเมี่ยงจะทำโรงสำหรับให้วัวต่างม้าต่างพัก โดยทำเป็นโรงโล่ง มีหลังคา ปักไม้ไว้สำหรับใช้ล่ามวัวหรือม้า”

“หลังจากนั้นจะนำเมี่ยงบรรจุในบ่อที่ขุดไว้ เรียงเป็นชั้น บ่อละประมาณ 10,000-13,000 กำอัดให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้า หากอากาศเข้าจะทำให้เมี่ยงออกสีแดงและขึ้นรา เมื่อเรียงแล้วนำน้ำใส่ในบ่อ ปิดด้วยพลาสติกและใช้ก้อนหินทับด้านบน ระยะเวลาในการหมักขึ้นอยู่กับราคาของเมี่ยง หากราคาดีก็นำออกมาขาย อาจหมักเพียง 1 เดือนหรือเกิน 6 เดือนก็ได้ แต่มีข้อจำกัดว่าหากเกิน 6 เดือนและเมี่ยงรุ่นใหม่จะออกมา ต้องนำเมี่ยงที่หมักไว้ออกขาย แม้จะต้องขาดทุนก็ต้องยอม ปกติมักไม่ขาดทุนเพราะเมี่ยงขาดตลาด เมี่ยงมี 2 ประเภท คือ เมี่ยงส้มและเมี่ยงฝาด เมี่ยงฝาด คือ เมี่ยงที่หมักไม่นาน เมี่ยงส้ม คือ เมี่ยงที่หมักนาน รสชาติออกเปรี้ยว เมี่ยงชนิดนี้ราคาดี เมี่ยงส้มหากหมัก 6 เดือนขึ้นไปถือว่าเป็นเมี่ยงเก่ารสชาติดี”

“ตอนปี พ.ศ.2510 เริ่มมีรถจิ๊ปกลางมาใช้รับเมี่ยงแทนวัวต่างม้าต่างแล้ว มักใส่ถุงถุงละ 100 กำ นำมาแยกว่าเป็นเมี่ยงอ่อน เมี่ยงปานกลางและเมี่ยงแก่แยกใส่เข่งไว้ ตลาดต้องการเมี่ยงอ่อนหากราคาดีก็แยกขายได้เลย หากเมี่ยงอ่อน ปานกลางและเมี่ยงแก่ ก็หมักไว้ก่อน ตลาดที่เราส่งเมี่ยง สมัยพ่อส่งที่สีแยกสบตุ๋ยเมืองลำปาง มีพ่อค้าใหญ่อยู่ที่นั่น นำรถบรรทุกมารับซื้อที่โรงเมี่ยงของเรา ซื้อแล้วเขาส่งขายต่างจังหวัดทั้งแพร่ น่าน ส่วนหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ พ่อค้ารับไปขาย ต่อในตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส”

“ของเราได้กำไรนิดหน่อยก็ขายแล้วเนื่องจากทุนไม่มาก เอาเงินมาหมุนซื้อเมี่ยงต่อ การซื้อขายเมี่ยงเป็นการแข่งขันกันในที แข่งกันตอนรับซื้อ ลูกน้องใครลูกน้องมัน บางครั้งก็ต้องขึ้นไปหาซื้อเองก็มี สวนเมี่ยงที่เราไปซื้อประจำ คือ ที่บ้านแม่ตอน เขตตำบลเทพเสด็จ ดอยสะเก็ดมี 3 เจ้า เขตบ้านแม่ลาย เขต กิ่ง อ.แม่ออน มี3 เจ้า เขตบ้านป๊อกมี 2-3 เจ้า เขตบ้านดงก็มี มักจะหาไว้ทุกจุดที่ทำสวนเมี่ยงเจ้าของสวนมักมาหาพ่อเลี้ยง ขอยืมเงินไปจ่ายล่วงหน้าให้คนเก็บเมี่ยง หน้าแล้งต้อง ซื้อข้าว เกลือ พริกไว้ และรับปากว่าจะเอาเมี่ยงมาส่งในราคาท้องตลาด มักต้องดูความซื่อความจริงใจต่อกันระหว่างเจ้าของสวนกับพ่อเลี้ยง เจ้าของสวนเมี่ยงบางรายตกลงขายให้เรา ต่อมาขายให้คนอื่นก็มี เจ้าของสวนมักจะมาขอกู้เงินล่วงหน้าก่อนประมาณ 5,000-10,000 บาท เอาไปใช้จ่ายซื้อข้าวของ พอถึงหน้าเมี่ยงก็ลงมาบอกว่าเมี่ยงมีแล้ว พ่อเลี้ยงก็จะจ้างวัวต่างหรือม้าต่างไปบรรทุกลงมา แล้วก็เบิกเงินบางส่วนซื้อข้าวสาร ของกินขึ้นไปสวนเมี่ยง ที่บ้านเราจะเตรียมข้าวสารไว้ขายให้เจ้าของสวนในราคาถูก อาจจะถูกกว่าตลาดเพื่อเป็นการบริการ”

“นอกจากนี้ วิธีซื้อเมี่ยงอีกวิธีหนึ่งคือ เราให้ลูกน้องไปหาซื้อ ไปดูเมี่ยงและตกลงราคา ส่วนใหญ่เจ้าของเมี่ยงมักไม่เปลี่ยนพ่อเลี้ยงหากไม่จำเป็น เพราะจะเสียประวัติตัวเอง ทำใหเถูกมองว่ามุ่งเอาเปรียบ”

“แม่ตอน เมี่ยงเยอะ มีพื้นที่เยอะ ป่าปาน เมี่ยงคุณภาพดี กำใหญ่เหลือสวย”

หลักจากรุ่นแรกๆ ที่ค้าเมี่ยงแล้ว ต่อมาเมื่ออายุมากเข้าหลายคนเลิกกิจการไปบางคนหันไปทำธุรกิจอื่น รุ่นลูกบางรายรับสืบต่อธุรกิจค้าเมี่ยง และเริ่มมีธุรกิจอื่นมา เช่น ทำรถบรรทุกโดยสาร ค้าขายข้าว

นอกจากนี้มีกลุ่มค้าเมี่ยงกลุ่มใหม่ เป็นคนเมือง เช่น พ่อเลี้ยงไพ จากบ้านแม่โป่ง พ่อเลี้ยงตัน จากในเมืองเชียงใหม่เป็นเจ้าของโรงแรมหอมไก๋ พ่อเลี้ยงรัน จากบ้านป่างิ้ว นอกจากนี้พ่อเลี้ยงจากแม่ขะจานก็มาหาซื้อเมี่ยงที่ดอยสะเก็ดเช่นเดียวกัน.