อาชีพค้าเมี่ยงของคนดอยสะเก็ด

0
598

ชาวดอยสะเก็ดมีอาชีพหนึ่งที่แตกต่างจากอำเภออื่น คือ อาชีพ “ทำเมี่ยง”
อาชีพ “ทำเมี่ยง” คือ การปลูกเมี่ยงและเก็บผลผลิตจากเมี่ยงมาเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินเพื่อการยังชีพ

หลายตระกูลของชาวสะเก็ด สร้างฐานะจากพืชเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เมี่ยง” โดยการ “ค้าเมี่ยง” การค้าเมี่ยงต้องมีทุน ดังนั้นต้องเป็นนายทุน ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักมีสวนเมี่ยงและเก็บผลผลิตจากใบเมี่ยง

“เมี่ยง” เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามแถบภูเขา เหตุที่มีคุณค่าเนื่องจากชาวไทยภาคเหนือนิยมดมเมี่ยงหรือกินเมี่ยงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง
สอบถามคนรุ่นเก่าเล่าว่า คนเมืองมักกินเมี่ยงหลังมื้ออาหาร เมี่ยง คือ สารเสพติดชนิดหนึ่งไม่ต่างจากบุหรี่ เมื่อพ้นจากวัยเด็กก็จะเริ่ม “หัดอมเมี่ยง” คล้ายๆกับการหัดสูบบุหรี่ แต่ละบ้านมักมีบ้านเมี่ยงไว้รับแขก

“เมี่ยง” ที่ใช้กิน เป็นใบเมี่ยงที่ผ่านการนึ่งและดองในน้ำไว้ระยะหนึ่ง อาจแค่ไม่กี่วันหรือเป็นปี ระยะเวลาชาวบ้านบอกว่าขึ้นอยู่กับราคาเมี่ยง หากราคาเมี่ยงสูงก็จะนำขึ้นมาจำหน่าย แต่หากเมี่ยงราคาต่ำก็ดองไว้ต่อไป

ราคาเมี่ยง กำหนดเป็นกำ กล่าวคิด เมื่อเก็บเมี่ยงได้จะมีการนำมามัดเป็นกำนำมานึ่งและดอง โดยขุดหลุมที่พื้นดินและใช้ใบตองวางรองที่พื้นและนำใบเมี่ยงใส่ หลังจากนั้นนำน้ำเติมไว้อาจใส่เกลือนิดหน่อย ราคาเมี่ยงปกติขายครั้งละ ๑,๐๐๐ กำ ในราคามาตรฐาน ๑๕๐ บาท (ราคาในปี พ.ศ.๒๔๙๐) แต่หากราคาแค่ ๑๐๐ บาท ชาวสวนเมี่ยงมักจะไม่ขาย คงดองไว้รอให้ราคาดี บางครั้งเมี่ยงราคาสูงถึง ๓๐๐ บาท (ต่อ ๑,๐๐๐ กำ) ก็มี

ชาวสวนเมี่ยงคนหนึ่ง คือ นายอ้าย พวงย้อยแก้ว อายุ ๗๘ ปี บ้านป่าป้อง ต.ป่าป้อง อ.ดอยสะเก็ด เล่าว่ามีอาชีพทำสวนเมี่ยงมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว พ่อเคยมีสวนเมี่ยงอยู่ที่บ้านปางมะโอ เขตอำเภอเชียงดาว ต่อมาย้ายมาซื้อสวนเมี่ยงที่บ้านแม่กำปอง เขตตำบลห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพง เป็นเขตติดต่ออำเภอดอยสะเก็ด บริเวณป่าเมี่ยงเป็นภูเขาอากาศเย็น นายอ้ายมีสวนเมี่ยงประมาณ ๔๐ ไร่ นายอ้ายเล่าเรื่องการทำสวนเมี่ยงเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ว่า

“เป็นงานหนักแต้ ต้องช่วยพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ต้องหาฟืนในป่าแบกมาเตรียมไว้สำหรับนึ่งใบเมี่ยง ไม้ฟืนก็เป็นไม้ในสวนเมี่ยงของเราเอง ไปตัดสวนของคนอื่นไม่ได้ เมื่อโตขึ้นก็ทำหน้าที่เก็บใบเมี่ยง ต้องขยัน ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเดินไปที่สวนเมี่ยงบนเขาห่างจากบ้านประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ ถึงสวนเมี่ยงเริ่มเก็บตั้งแต่ ๖ โมงเช้าเก็บใส่กระบุง ต้องเลือกเก็บใบอ่อนของเมี่ยง ส่วนใบแก่เก็บมาตากเป็นใบชาขายได้ มักจะเก็บใบเมี่ยงอ่อนเก็บไม่ทัน เก็บใบเมี่ยงจนถึง ๖ โมงเย็น ก็ขนเมี่ยงกลับบ้าน นำมานึ่งบนเตาใหญ่ในหม้อขางใหญ่ ใช้เวลานึ่งประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ นึ่งเสร็จนำมามัดเป็นกำ นำเรียงในหลุมที่ขุดไว้ที่พื้นดิน ใส่น้ำใส่เกลือนิดหน่อย บางคนก็ไม่ใส่เกลือ หากใส่เกลือเมี่ยงจะเปรี้ยวเร็วกว่าปกติ เราเรียกว่าเป็นการดอง ดองไว้รอขาย หากราคาถูกจะไม่ขาย จะรอราคาสูง”

“รายได้ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความขยันเป็นหลัก หากขี้เกลียจก็เก็บเมี่ยงได้น้อย ลุง (อ้าย) เก็บเร็ววันหนึ่งได้ประมาณ ๔๐ กิโลกรัม คือ ประมาณ ๒๕๐ กำ”
ลุงอ้าย บอกว่าการเก็บใบเมี่ยงจะเก็บด้านยอด หลังจากนั้นใบเมี่ยงจะเกิดขึ้นใหม่ทั้งปีเก็บได้ ๓ ครั้ง คือ เก็บตั้งแต่เดือนเมษายน เรื่อยไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนพอเข้าหน้าหนาวเมี่ยงไม่ค่อยผลิใบ ต้องหยุดเก็บ

การขายเมี่ยงนั้น ลุงอ้ายเล่าว่า จะมีพ่อค้าเมี่ยงซื้อ พ่อค้าเมี่ยงที่พูดถึงมักเป็นพ่อค้าวัวต่างม้าต่าง ที่นำข้าวสาร เกลือ ปลาแห้ง ปลาทู ต่าง (บรรทุก) วัวต่างม้าไปขายให้ชาวบ้านที่ทำสวนเมี่ยง หลังจากนั้นก็รับซื้อเมี่ยงและบรรทุกลงมาขายให้พ่อค้าเมี่ยงที่อำเภอดอยสะเก็ด บางครั้งก็ใช้การตีราคาแลกเปลี่ยนกัน

“มักมีการตีราคาใส่กัน เนื่องจากเราเอง รวมทั้งชาวสวนเมี่ยงไม่ค่อยมีเงินสดซื้อ พอมีเงินก็ต้องใช้จ่ายประจำวัน ซื้อข้าวซื้อกับข้าวสำหรับเลี้ยงลูกถึง ๖ คน พอมีเงินเก็บไว้ยามจำเป็นนิดหน่อย ไม่จำเป็นก็จะไม่ใช้เงิน ใช้วิธีการแลก มักแลกกับข้าวสารเพื่อจำเป็นต้องใช้กินทุกวัน ก็มีการกำหนดมาตรฐานราคากัน เช่น ข้าวสาร ลิตรละ ๕๐ สตางค์ ลุงซื้อ ๑๐๐ ลิตร เป็นเงิน ๕๐ บาท ก็ใช้เมี่ยงแลก ตีราคาเมี่ยง ๑,๐๐๐ กำ ราคา ๕๐๐ บาท ก็ต้องใช้เมี่ยงแลกประมาณ ๓๕ กำ หรือหากพ่อค้าต้องการเมี่ยงมากก็จ่ายเป็นเงินสดมา”

“พ่อค้าวัวต่างม้าต่างมักนำสิ่งของไปขายไปแลก พวกที่ซื้อเมี่ยงโดยตรงไม่มี ที่ขึ้นไปแลกใบเมี่ยงหรือซื้อใบเมี่ยง มักเป็นชาวบ้านในเขตอำเภอดอยสะเก็ดและเขตอำเภอสันกำแพง เขตอำเภอดอยสะเก็ดมักมีวัวต่าง เช่น พวกบ้านป่าคา ชื่ออ้ายเฉลิม ศิรินามพวกบ้านป่างิ้ว ชื่ออ้ายแหวน พวกป่าแดง ชื่อลุงมา ลุงน้อยเมือง ส่วนใหญ่เสียชีวิตแล้ว ส่วนพวกสันกำแพงมักเป็นพ่อค้าม้าต่าง ชื่ออ้ายหมื่น อ้ายทองดี อ้ายสิงห์คำ แต่ละคนมักมีวัวต่างหรือม้าต่างประมาณ ๖-๘ ตัว และรวมกลุ่มกันไป นอกเหนือจากนำเมี่ยงแลกสิ่งของจากพ่อค้าวัวต่างม้าต่างแล้ว ส่วนใหญ่เราจะนำลงมาขายที่จุดที่มีการรับซื้อเมี่ยงที่อำเภอดอยสะเก็ด เรียกว่า สางเมี่ยง จะมีพ่อค้ามาอยู่รอซื้อเมี่ยงประมาณเกือบ ๑๐ เจ้า การขนเมี่ยงลงมาต้องจ้างวัวต่างของคนอื่นบรรทุกมา”

ลุงอ้าย ทำสวนเมี่ยงมาระยะหนึ่ง ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นค้าเมี่ยงด้วยวัวต่าง ซึ่งทำให้มีรายได้มากขึ้น
“ลุงเริ่มทำอาชีพวัวต่าง เพราะ พ่อค้าจีนชาวอำเภอดอยสะเก็ดที่ชื่อว่า เจ๊กโท่ง ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ลูกชื่อ เจ๊กแซ เสียชีวิตแล้วเช่นกัน ตอนนี้เหลือรุ่นหลาน เจ๊กโท่งมีอาชีพรับซื้อและขายเมี่ยงอยู่ที่สางเมี่ยง สางเมี่ยงคือ บริเวณที่พ่อค้ารอรับซื้อเมี่ยงอยู่บริเวณใกล้สวนบัว บริเวณนี้มีพื้นที่กว้างมีพ่อค้าเมี่ยงมารอซื้อเมี่ยงประมาณเกือบ ๑๐ เจ้า ลุงขายเมี่ยงให้เจ๊กโท่งเป็นขาประจำ วันหนึ่่งเจ๊กโท่งเสนอว่าอยากมีวัวต่างหรือไม่ จะลงทุนให้ก่อน ลุงก็ตกลง เจ๊กโท่งซื้อวัวต่างให้ ๑๐ ตัว ราคาตัวละ ๕๐๐ บาท เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ใช้วิธีผ่อนส่งให้เจ๊กโท่ง ผ่อนประมาณ ๕ ปี สมัยนั้นไว้ใจกันไม่มีการทำสัญญาอะไรกัน เจ๊กโท่งจดลงสมุดเป็นหลักฐาน ไม่มีการโกงกันหลังจากเมี่ยงเราขนมาส่งเจ๊กโท่งหมดแล้ว เจ๊กโท่งลงทุนให้ไปค้าเมี่ยงโดยกำหนดราคาซื้อ ๑,๐๐๐ กำ ราคา ๑๕๐ บาท และรับซื้อในราคา ๒๐๐ บาท การลงทุนซื้อครั้งหนึ่งก็ประมาณ ๔ หมื่น ถึง ๕ หมื่นกำ ใช้เงินทุนประมาณ ๘,๐๐๐ บาท เจ๊กโท่งออกให้ก่อน”

การค้าเมี่ยงด้วยวัวต่างไม่ใช่งานที่ง่ายๆ เพราะเส้นทางระหว่างสวนเมี่ยงมาถึงสางเมี่ยงในเขตอำเภอดอยสะเก็ดระยะทางค่อนข้างไกล ต้องนอนในป่าระหว่างเส้นทางถึง ๓ คืน การนอนในป่าก็ต้องระวังอันตรายจากโจรผู้ร้านที่อาจปล้นหรือลักวัวได้หากประมาณหรือเผลอ

“กว่าจะได้เงินเหนื่อยยากมากในสมัยนั้น ซื้อเมี่ยงแล้วก็ทะยอยขนลงมามักร่วมกับพ่อค้าวัวต่างคนอื่นอีก ๒ คน คือ พ่อมาและพ่อน้อยเมือง เริ่มตั้งแต่ ๖ โมงเช้าออกจากปางเมี่ยงแม่กำปอง ผ่านปางนอก, ปางแกะ ทุ่งมะนะ, ผาล่มคืนแรกนอนพักที่ตำบลห้วยแก้วก่อน มาถึงประมาณ ๑๐ โมง ต้องหยุดให้วัวได้พักปลดเมี่ยงจากหลังปล่อยวัวเข้าป่ากินหญ้า เราเองก็ต้องไปคอยดูแลไม่ให้โจรมาขโมยวัว ต้องจัดเวรกัน เฝ้าเมี่ยงและเฝ้าวัว หุงหาอาหารกินกัน กลางคืนก็ทำเพิงเล็กๆกันน้ำค้างพอสำหรับคนเดียว นอนแยกกันล้อมวัว ตรงกลางจุดกองไฟ ผูกวัวนอนเรียงไว้รอบกองไฟ เรานอนรอบนอกอีกชึ้นหนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะพาหมาไปด้วย หมาประมาณ ๒-๓ ตัว ไว้คอยระวังโจร หากหมาเห่าก็ลุกขึ้นมาระวังโจรผู้ร้าย แต่ก็ไม่เคยถูกโจรผู้ร้ายมาลักวัวเลย เพราะระวังตัวกันมาตลอด รุ่งเช้า ๗ โมงก็ออกเดินทางต่อผ่านทุ่งยาว มานอนคืนที่สองที่ปางไม้เฮือ นอนคืนที่สามที่ทุ่งป่าเอื้อง มาถึงสางเมื่อประมาณ ๑๐ โมงเช้าของวันที่สี่ ที่สางเมี่ยงใกล้หนองบัวดอยสะเก็ดจะมีพ่อค้าเมี่ยงประมาณ ๑๐ เจ้าคอยรับซื้อเมี่ยงจากลูกค้าขาประจำ”

ลุงอ้ายบอกว่า พ่อค้าเมี่ยงมักเป็นพ่อค้าคนจีน ที่จำได้ มีเจ๊กโท่ง, เจ๊กเท้ง, เจ๊กกัง, เจ๊กบุญ, เจ๊กลิ่ม, เจ๊กฮวดเป็นลูกของเจ๊กกัง ส่วนพ่อค้าคนเมืองมีลุงคำอ้าย ชัยมงคล (พ่อของนางสาวเฉลิมศรี ชัยมงคล) และลุงโต (สิงโต ชัยมงคล) หลังจากนำเมี่ยงแล้วรับเงินค่าเมี่ยงแล้วก็จะปล่อยวัวให้พัก เดินมาที่ตลาดดอยสะเก็ด ซึ่งชาวดอยสะเก็ดมักเรียกว่า “กาดตีนดอย” ซื้ออาหารและของใช้ เช่น ข้าวสาร เกลือ ปลาเค็ม เสื้อผ้าที่จำเป็น คนขายของมักเป็นลูกเมียของพ่อค้าเมี่ยงที่สางเมี่ยงเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นก็นำวัวต่างเดินทางกลับที่บ้านแม่กำปอง ก็ต้องนอนในป่า ๓ คืนเหมือนขามา

ลุงอ้าย ทำสวนเมี่ยง สลับกับการค้าเมี่ยงด้วยวัวต่างมาตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๗ อายุประมาณ ๕๗ ปี ก็เลิกทำสวนเมี่ยงเนื่องจากต้องส่งลูกเรียนที่อำเภอดอยสะเก็ด ได้ขายสวนเมี่ยงและโยกย้ายมาอยู่ที่บ้านเดิมของพ่อแม่ คือ บ้านป่าป้องขายวัวได้เงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท นำเงินมาซื้อที่นา ๗ ไร่ ไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท และสร้างบ้านอยู่อาศัย

เหตุการณ์หนึ่งที่ลุงอ้ายประทับใจมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จที่บ้านแม่กำปอง เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ สมัยนั้นลุงอ้ายหยุดทำสวนเมี่ยงแล้ว แต่ทราบในหลวงและสมเด็จฯพระนางเจ้าจะเสด็จ จึงไปรอรับเสด็จ นำแตงโมไปถวาย ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด พระเจ้าอยู่หัวทรงแวะสอบถามเกี่ยวกับการทำสวนเมี่ยงและทรงจดบันทึกทรงสอบถามลุงอ้ายคนเดียวใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง เป็นที่ประทับใจของลุงอ้ายมาก ก่อนเสด็จกลับสมเด็จพระนางเจ้าฯทรงมอบเงินไว้ให้ ๓๐๐ บาท ลุงอ้ายบอกว่าเงินจำนวนดังกล่าวยังเก็บไว้เป็นศิริมงคลที่บ้านอยู่เลย เป็นความภาคภูมิใจที่สุดของลุงอ้ายนอกเหนือจากความทรงจำด้านการทำสวนเมี่ยงของลุงอ้าย (สัมภาษณ์ลุงอ้าย, ๒๙ ธ.ค. ๒๕๔๗)

Cr.อดีตดอยสะเก็ด (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๑๓)