อาชีพวัวต่างรับจ้างต่างเมี่ยง

0
563

คำว่า “งัวต่าง” หรือ “วัวต่าง” หมายถึง วัวที่ใช้ “ต่าง” ของ หรือบรรทุกสิ่งของ

สิ่งของที่ต้องใช้วัวบรรทุกมักมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่มนุษย์จะแบกหามได้

การใช้สัตว์บรรทุกสิ่งของนั้นเป็นวิธีการขนส่งของหรือสินค้าก่อนที่จะมีรถยนต์มาใช้บรรทุกสินค้า

ในเขตอำเภอดอยสะเก็ดมีชาวบ้านหลายหมู่บ้านที่มีวัวสำหรับใช้รับจ้างต่างของเป็นอาชีพ

เป็นอาชีพที่เป็นรายได้และสร้างฐานะให้หลายต่อหลายครอบครัว แม้จะไม่ถึงกับทำให้ร่ำรวยมากนัก แต่หลายครอบครัวก็บอกว่า “เหลือเก็บ”

องค์ประกอบหลักที่ทำให้มีอาชีพวัวต่างของชาวดอยสะเก็ดได้รับความนิยมต่างจากอำเภออื่นเนื่องจากอำเภอดอยสะเก็ดมีสินค้าเกษตรกรรมที่เรียกว่า “เมี่ยง”

แม้ในอำเภอดอยสะเก็ดจะไม่มีพื้นที่ที่ปลูกเมี่ยงได้มากดังเขตติดต่อที่อำเภอสันกำแพง แต่อำเภอดอยสะเก็ดเป็นศูนย์กลางของการค้าเมี่ยง เมี่ยงจากพื้นที่เขตตำบลห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพงซึ่งติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ดรวมทั้งจากเขตติดต่อจังหวัดลำปางจึงต้องมีการขนส่งมายังอำเภอดอยสะเก็ด ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านของอำเภอดอยสะเก็ดมีวัวต่างรับจ้างต่างเมี่ยงจากดอยลงมาสู่ “ปางเมี่ยง” ที่ใกล้ตลาดดอยสะเก็ดก่อนนำออกสู่ท้องตลาด

แทบทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอดอยสะเก็ดมีวัวต่าง ส่วนหมู่บ้านที่มีวัวต่างมาก คือ บ้านป่างิ้ว และบ้านป่าป้อง ตำบลป่าป้อง

บ้านป่างิ้วนั้นคนเก่าๆ บอกว่ามีวัวต่างในหมู่บ้านประมาณถึง 1,000 ตัว ส่วนบ้านป่าป้องมีน้อยลงมา

ผู้ประกอบอาชีพวัวต่างนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยึดเป็นอาชีพได้ จะต้องมีปัจจัยหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คือ มีทุนที่จะซื้อวัวมาเพื่อรับจ้างต่างสินค้า วัวเมื่อปรระมาณปี พ.ศ.2500 นั้น ตัวละประมาณ 400-500 บาท แต่หากวัวรูปร่างใหญ่ แข็งแรงอาจตกตัวละถึง 700-800 บาท การมีทุนน้อยทำได้แค่ซื้อวัวต่างมารับจ้างต่างเมี่ยงแต่หากมีทุนมากขึ้นก็สามารถลงทุนซื้อเมี่ยงและนำมาขายให้พ่อค้าเมี่ยงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อเลี้ยง” ที่ปางเมี่ยงได้ ซึ่งจะได้กำไรมากขึ้น

ประการที่สอง คือ ความขยันหมั่นเพียร คนที่เคยมีอาชีพวัวต่างใช้คำว่า “มันตุ๊ก” คือ ลำบาก เป็นงานลำบาก ต้องขยัน ขยันทั้งการดูแลวัว การเดินทางพักแรมในป่า

หลายคนมีปัจจัยแรก แต่ขาดปัจจัยที่สอง คือ ความขยันอดทน คนส่วนหนึ่งขาดความขยันอดทน มักมีชีวิตที่สุขสบายไม่กระตือรือร้น มักรับจ้างใช้แรงงานทั่วไปพอเย็นก็แวะดื่มเหล้าตามร้านค้าทั่วไป คนเหล่านี้ยากที่จะมีเงินเหลือเก็บและตั้งตัวได้

คนรุ่นเก่ากล่าวไว้เช่นนั้น

นายเฉลิม ศิรินาม ปัจจุบันอายุ 71 ปี เดิมอยู่บ้านป่างิ้ว ตำบลป่าป้อง ต่อมามาอยู่บ้านภรรยาที่บ้านป่าคา ตำบลเชิงดอยซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เคยประกอบอาชีพวัวต่างรับจ้างต่างเมี่ยง (บรรทุกเมี่ยง) เล่าถึงความยากลำบากสมัยเริ่มเข้าวัยหนุ่มเมื่อประมาณปี พ.ศ.2501 ว่า

“การเดินทางแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาถึง 6 วัน 6 คืน ต้องกินนอนกลางดอยกันเลย เสร็จแล้วก็จะนำวัวกลับมาพักผ่อนที่บ้านประมาณ 3 วัน พอวัวสดชื่นแล้ว ก็เริ่มต้นไปรับจ้างขนเมี่ยงต่อ เหตุที่ต้องให้วัวมาพักที่บ้านเพราะระหว่างขนเมี่ยงในป่าแม้วัวจะได้กินหญ้า ได้พัก แต่ก็ไม่สะดวกนัก บางครั้งหญ้ามีน้อย บางครั้งเจอฝนระหว่างทาง วัวใช้แรงงานหนักมาก เมื่อกลับมาบ้านก็ปล่อยกลางทุ่งให้กินหญ้าเต็มที่นอนพักเต็มที่ วัวจะสดชื่น”

นายเฉลิม ศิรินาม และอุปกรณ์วัวต่างที่อนุรักษ์ไว้

คุณเฉลิม ศิรินาม เริ่มต้นอาชีพวัวต่างเมี่ยงเมื่ออายุ 14 ปี เมื่อปี พ.ศ.2501 โดยได้รับวัวจากพ่อมาใช้ประกอบอาชีพ 5 ตัว ร่วมขบวนต่างเมี่ยงกับญาติพี่น้องอีก 2 คน มีวัวในขบวนประมาณ 20 ตัว

“สมัยนั้นวัวส่วนใหญ่ตัวละ 400-500 บาท ซื้อจากตลาดแม่ย่อย อำเภอสันทราย การซื้อมักซื้อเมื่อมีเงินเก็บซึ่งใช้คำว่า จับเงิน คือ เมื่อมีเงินก็ไปซื้อมาเพิ่มเหมือนการเก็บออมเงินด้วยถือว่าวัวคือทรัพย์สินอย่างหนึ่ง สมัยก่อนคนไม่นิยมฝากเงินธนาคาร ใช้วิธีใช้เงินซื้อวัวมาไว้จะดีกว่าเพราะใช้รับจ้างเปลี่ยนเป็นเงินได้ มีเงินเก็บ 500 บาท ก็ไปซื้อมาเพิ่ม 1 ตัว เงินส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการทำไร่ถั่วดิน ไร่หอม ปลูกหลังจากเสร็จหน้าทำนาแล้ว”

“ผมได้วัวจากพ่อมา 5 ตัว ก็เริ่มรับจ้างต่างเมี่ยงกับน้า ไปขนเมี่ยงจากสวนเมี่ยงลงมาส่งให้พ่อเลี้ยง (นายทุนที่รับซื้อขายเมี่ยง) พ่อเลี้ยงไปซื้อจากเจ้าของสวนเมี่ยงแล้วมาว่าจ้างให้เราไปขนลงมา ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้าง คือ โกเส่ง นามสกุล ภู่เจริญ เป็นพ่อเลี้ยงค้าเมี่ยงของดอยสะเก็ด สวนเมี่ยงส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านแม่กำปอง เขตตำบลห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพง อยู่บนดอยถัดจากอำเภอดอยสะเก็ดไป ส่วนที่อื่นๆ มีที่บ้านเปอะ บ้านแม่ลาย เขตสันกำแพงทั้งสิ้น ส่วนสวนเมี่ยงที่อยู่เขตอำเภอดอยสะเก็ดมักมีด้านเหนือเขตติดต่อแม่ขะจาน จังหวัดเชียงราย แม้จะมีสวนเมี่ยงน้อย แต่อำเภอดอยสะเก็ดเป็นแหล่งค้าเมี่ยง ขบวนวัวต่างเมี่ยงแต่ละขบวนมีวัวต่างถึง 40-50 ตัว”

“วัวแต่ละตัวขะบรรทุกเมี่ยงได้ตัวละ 30 กำ คือ เมี่ยงจะมักไว้เป็นกำ ขนาดโตกว่ารวบด้วยมือนิดหน่อย ราคาเมี่ยงขึ้นลงแล้วแต่ยุคสมัยและความต้องการ โดยคิดเป็น 1,000 กำ ราคาตั้งแต่ 50 บาทถึง 200 บาทก็มี เริ่มออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่เช้า ตี 5 วัวแต่ละขบวนประมาณ 40-50 ตัว โดยมีหลายเจ้าของมารวมกันพอถึงเวลา 9 โมงต้องหยุดพักแล้วเพราะวัวเหนื่อย มักหยุดพักนอนที่กาดขี้เหล็กหรือบ้านป่าไผ่ (แม่โป่ง) นอนที่นี่เลย โดยทำตูบแบบง่ายๆ นอน ใช้ไม้มาก่อ ใช้เสื่อมามุงกันน้ำค้าง หากเป็นหน้าฝนก็ใช้ผ้ายางทำหลังคา สมัยกก่อนจะมีตำรวจของสันกำแพงมาตรวจตามเส้นทางวัวต่างทำให้อุ่นใจ ผู้บังคับกองสันกำแพงสมัยนั้น คือ ร.ต.อ.ธานี วีระเดชะ มีชื่อเสียงมากและขยัน เคร่งระเบียบมากจนลูกน้องเหนื่อย เป็นคนที่ชอบพูดตรงๆ ไม่ชอบโกหก ถามผมว่า มีปืนเถื่อนติดตัวมาหรือเปล่า ผมไม่โกหกตอบว่ามีถามต่ออีกว่าติดตัวมาทำอะไร ผมตอบว่าไว้ป้องกันโจร ผู้กองธานีชอบใจ ไม่ว่าอะไรส่วนใครที่โกหกหากตรวจพบ จับดำเนินคดีเลย เป็นที่รู้กันว่ากับผู้กองธานีอย่าได้โกหก สมัยนั้นตำรวจมาตรวจบ่อยเพราะเป็นเส้นทางฝิ่นเถื่อนผ่านมาด้วยเช่นกัน ฝิ่นมักเป็นพวกแม้วขนผ่านไป”

“คืนที่สองนอนที่บ้านห้วยแก้ว คืนที่สามนอนที่บ้านปางแก ตอนเช้าตี 5 ออกเดินทางเส้นทางนี้ขึ้นดอยเข้าสวนเมี่ยง เส้นทางแคบลำบาก ถึงสวนเมี่ยงตอน 8 โมงเช้า ไปถึงหุงข้าวกินเสร็จแล้วเจ้าของสวนเมี่ยงก็เปิดบ่อเมี่ยงที่นำเมี่ยงที่นึ่งแล้วมาดองใส่บ่อไว้ เจ้าของสวนหยิบมาใส่ก๋วย (ภาชนะทำด้วยไผ่แบบหยาบๆ) แล้วยกมาใส่ต่าง ต่างทำด้วยไม้ไผ่สานเช่นกัน แต่ตาถี่กว่าก๋วยและแข๊งแรงกว่า ต่างที่ใช้บรรทุกบนหลังวัวใช้สองต่าง ซ้ายและขวา แนบกับลำตัววัวสองด้าน ตรงกลางมีคานเสียบและมีหมอนระหว่างคานกับผิวด้านหลังวัวเพื่อไม่ให้วัวเจ็บหลัง ปกติใส่เมี่ยงข้างละ 150 กำ สองด้านก็ 300 กำต่อวัว 1 ตัว เหตุที่เมี่ยงหนักเพราะมีการแช่น้ำมา คืนที่สี่นี้นอนที่บริเวณสวนเมี่ยงนี้ ตอนเช้าก่อนตี 5 นำต่างที่บรรจุเมี่ยงขึ้นหลังวัวและออกเดินทางตอนตี 5 วัวเดินเป็นแถวเรียงหนึ่ง เจ้าของคุมวัวของใครของมัน วัวจะเดินตามวัวตัวหน้าไปเรื่อยๆ ไม่มีออกแถวหรือหยุดเดิน เป็นความฉลาดและเป็นธรรมชาติของวัวที่เดินตามวัวตัวหน้า เจ้าของจะต้องฝึกวัวตัวเดินนำหน้า หากวัวตัวหน้าไม่หยุดตัวอื่นที่เดินขบวนก็ไม่หยุด วัวจะหยุดก็ต่อเมื่อถึงที่พัก วัวจะรู้ตามสัญชาติญาณ หากไม่ให้หยุดให้ไปต่อก็ต้องไล่ให้เดินต่อ”

“เส้นทางวัวต่างเป็นเส้นทางประจำ คึกคักมาก มีขบวนวัวต่างหลายขบวนตามกันบ้าง สวนทางกันบ้าง วัวจะไม่แตกแถว เจ้าของวัวรู้จักกันก็ตะโกนทักทายกัน”

“ขากลับจะเร็วกว่าขาไป เพราะวัวจะเดินได้เร็วกว่าเหมือนรู้ว่าบรรทุกของหนักจึงต้องเร่งความเร็ว ขากลับนอนค้าง 2 คืนก็ถึงปางเมี่ยงที่ดอยสะเก็ด มาถึงปางเมี่ยงประมาณ 9 โมงครึ่งเช้า ขนเมี่ยงลงกองไว้ให้พ่อเลี้ยง จะมีคนงานมานำเมี่ยงใส่ทอ ทอคือภาชนะบรรจุเมี่ยงชนิดหนึ่ง แล้วนำไปดองในหลุมไว้อีกจนกว่าจะเปรี้ยวจึงนำออกขาย เสร็จแล้วก็รับเงินจากพ่อเลี้ยงนำวัวกลับไปพักที่บ้าน”

จากวัว 5 ตัวในระยะแรก ต่อมาลุงเฉลิม ซื้อวัวเพิ่มเป็น 11 ตัวและเพิ่มเป็น 22 ตัว จำนวนวัวนั้นลุงเฉลิมบอกว่าส่วนใหญ่มีวัวมากที่สุด คือ 35 ตัว จำนวนวัวมากก็ยากในการคุมวัว ต้องจ้างคนมาดูแลคุมวัว 2 คน เวลาที่ไปต่างเมี่ยง ตอนมีวัว 22 ตัว ลุงเฉลิมจ้างคนในหมู่บ้านช่วยคุมวัว 1 คน ค่าจ้างเดือนละ 1,200 บาท ค่ากินเจ้าของวัวออกเงินให้

จำนวนวัวดูเหมือนจะเป็นเครื่องวัดฐานะของเจ้าของวัว คือ หากมีวัวมากแสดงว่าฐานะดี แต่ลุงเฉลิมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ให้ความเห็นว่าคนมีเงินจริงๆแล้วจะไม่ลงทุนซื้อวัวมารับจ้างต่างเมี่ยงเพราะ “มันตุ๊ก” คือ เป็นงานหลักและลำบาก ต้องอาศัยความอดทน ขยันหมั่นเพียร ลุงเฉลิมไปเปรียบกับคนจีนที่มีเงินมักปล่อยให้กู้และคอยกินดอกเบี้ยซึ่งเป็นงานเบาและได้เงินดีกว่า ดังนั้นจำนวนวัวที่มีจึงไม่ใช่เครื่องบอกฐานะของเจ้าของวัวในความคิดของลุงเฉลิม

จากอาชีพมีวัวรับจ้างต่างเมี่ยง หากมีทุนเพิ่มขึ้นชาวบ้านมักจะลงทุนซื้อเมี่ยงและใช้วัวต่างที่มีอยู่ต่างเมี่ยงมาขายให้นายทุนที่เรียกว่า “พ่อเลี้ยง” ที่ดอยสะเก็ดลุงเฉลิมก็เช่นกัน

“เมื่อพอมีเงินเก็บ ผมเริ่มลงทุนซื้อเมี่ยงมาขายเอง แต่ละครั้งใช้ทุนประมาณ 2,500 บาท ประมาณปี พ.ศ.2520 ตอนนั้นเมี่ยงราคา 1,000 กำ 500 บาท นำมาขาย 600 บาท ได้กำไร 100 บาท แต่ละเที่ยวซื้อเมี่ยงเที่ยวละ 2,500 กำ ใช้วัว 22 ตัว จึงได้กำไรเที่ยวละประมาณ 500 บาท พอเหลือเงินเก็บ ตอนที่เลิกมีเงินเก็บจากการค้าเมี่ยง 30,000 กว่าบาท นำมาซื้อที่ได้ 2 ไร่ปลูกบ้านอยู่”

อาชีพวัวต่างรับจ้างต่างเมี่ยงและค้าเมี่ยงด้วยวัวต่างสิ้นสุดลงเมื่อประมาณปี พ.ศ.2527 เมื่อมีการตัดถนนจากอำเภอดอยสะเก็ดเข้าไปถึงสวนเมี่ยงละแวกตำบลห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพง นายทุนค้าเมี่ยงเปลี่ยนวิธีการขนเมี่ยงจากวัวต่างไปใช้รถบรรทุกเล็กขนเมี่ยงลงมาแทน ทำให้เจ้าของวัวต่างต้องเลิกอาชีพไปในที่สุด มีบางส่วนเท่านั้นที่รับต่างเมี่ยงจากสวนที่ถนนเข้าไม่ถึง ต่าง (บรรทุก) มาที่รถบรรทุกที่จอดอยู่ไม่ไกล

ตลอดระยะเวลาถึง 25 ปีที่ลุงเฉลิม หาเลี้ยงครอบครัวและสร้างฐานะจากวัวต่างค้าเมี่ยง

ภาพวัวต่างเดินเป็นแถวยาวเหยียด เสียงกระดิ่งที่ผูกคอวัวดังกังวาลไปไกลยากที่เด็กรุ่นหลังจะได้เห็นภาพเหล่านั้น

คุณเฉลิม ศิรินาม กับวัวต่างที่จำลองแบบไว้ที่บ้านเพื่อให้รุ่นลูกหลานได้เห็นภาพการใช้วัวต่างในอดีต