รถโดยสารคอกหมู ของอำเภอดอยสะเก็ด

0
853

การสัญจรไปมาสมัยก่อนเริ่มจากการเดินสำหรับสามัญชน หากมีฐานะดีก็มักรบกวนสัตว์ จำพวกม้า หากร่ำรวยหน่อยก็เป็นช้าง ส่วนชาวบ้านมักใช้วัว ควายเป็นพาหนะ

การบรรทุกสิ่งของด้วยม้าและวัวมีมานานแล้ว เรียกกันว่า “ต่างของ” เป็นการแบ่งเบาภาระของคนเราได้มากเลยทีเดียว นอกจากใช้บรรทุกของแล้ว หากสิ่งของจำนวนมากก็ใช้วัวและม้าเทียมเกวียนและลากจูง เรามักจะเห็นวัวเทียมเกวียนกันทั่วไป แต่ม้าเทียมเกวียนไม่ค่อยได้เห็นในบ้านเรา ต่างประเทศมักใช้ล่อเทียมเกวียนขนาดเล็กสำหรับบรรทุกของ

อำเภอดอยสะเก็ดอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร การเดินทางไปมาสมัยก่อนหากเป็นชาวบ้านมักใช้การเดินเท้า หาบผักเข้ามาขายในตัวเมือง ออกกันตั้งแต่ตี ๓ ตี ๔ ไปถึงในเมืองก็เช้าพอดี

นางคำใจ ขันทะมัง อายุ ๗๑ ปี คนบ้านน้ำแพร่ เล่าว่า สมัยก่อนเข้าเมืองแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ นานๆจะเข้าสักครั้ง ตอนเด็กเคยเดินไปเวียงกับพ่อครั้งหนึ่ง อายุประมาณ ๗ ขวบ สาเหตุคือ ไปแอ่ว จำได้ว่าถนนเป็นหินเล็กๆเดินเท้าเปล่า ระหว่างทางเจอน้ำที่ขังกลางถนนจะต้องนำเท้าไปแช่น้ำเพื่อให้หายปวดเท้าเพราะหินตำเท้า ต่อมามีรถคอกหมู รุ่นพ่อแม่เรียกว่า รถปู่เตอ ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร (อาจหมายถึงเจ้าของรถที่ลงทุนมาให้บริการอาจชื่อ นายเตอ ก็เป็นได้)

ก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐ ถนนสายดอยสะเก็ดดีขึ้นนิดหน่อย การขนส่งระหว่างดอยสะเก็ดกับเมืองเชียงใหม่มักใช้เกวียนเป็นหลัก พ่อค้าข้าวมักว่าจ้างให้บรรทุกข้าวไปในเมืองเชียงใหม่ อีกส่วนหนึ่งพ่อค้าชาวจีนของดอยสะเก็ดจ้างไปบรรทุกสินค้ามาขายที่ตลาดดอยสะเก็ด ดังเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ นายออน ขันทะมัง อายุ ๗๑ ปี เล่าว่า เมื่อโตขึ้นพ่อแม่ซื้อเกวียนให้ไว้รับจ้าง สมัยนั้นวัวคู่ละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ส่วนเกวียนเล่มละ ๘๐๐-๙๐๐ บาท ดีหน่อยก็ ๑,๑๐๐ บาท ไปสั่งซื้อที่เมืองลำพูน มีคนรับจ้างทำ สั่งแล้วเขาจะใส่รถยนต์มาส่งให้ สมัยนั้นรถยนต์เริ่มมีแล้ว เกวียนสมัยนั้นส่วนใหญ่รับจ้างรรทุกข้าวไปโรงสีแสงไทยที่สันป่าข่อย การบรรทุกข้าวเปลือกต้องยกใส่ไว้ตั้งแต่เย็น แวะกินข้าวเย็นที่บ้านน้ำแพร่ก่อนที่จะออกเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง นอนหลับพักผ่อนที่โรงสี รอให้ถึงตอนเช้า ตอนเช้าทางโรงสีจะมีคนงานขนข้าวจากดอยสะเก็ดไปกันเยอะต้องรอคิวกัน เช่น จากบ้านดู่ บ้านถ้ำ กว่าจะออกจากในเมืองก็ประมาณ ๖ โมงเย็น ถึงบ้านประมาณ ๓ ทุ่มกว่า ใช้เวลาประมาณเกือบ ๔ ชั่วโมง

ถัดจากยุคการใช้เกวียนมาเป็นยุคของรถโดยสารขนาดใหญ่ที่เรียกกันติดปากว่า “รถคอกหมู” เนื่องจากฝารถใช้ไม้กั้นเป็นซี่คล้ายคอกหมู อีกทั้งบางคราวคนโดยสารต้องนั่งมาพร้อมกับหมูที่ใส่คอกหมูวางไว้ที่พื้นรถ
คนรุ่นเก่าของดอยสะเก็ดมีความทรงจำเกี่ยวกับถนนสายดอยสะเก็ดว่า สมัยก่อนมีต้นขี้เหล็กใหญ่ ๒ ข้างทาง ถนนแคบ เป็นลูกรังและมีหิน หน้าน้ำท่วมต้องเดินลุยน้ำ แถวบ้านบ่อหิน สันทรายน้อย น้ำท่วมไปถึงศาลเด็ก สมัยนั้นมีรถโดยสารคอกหมู เวลาเอาผู้ต้องหาไปส่งศาลก็ต้องนั่งรถคอกหมูไป เป็นรถของโกฮวด (นิกร) ไทยสวัสดิ์ ร้านภู่เจริญ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว รถคอกหมูของคุณนิกรทำกิจการร่วมกับน้องชาย คือนายสมพงษ์ ไทยสวัสดิ์

นายสมพงษ์ ไทยสวัสดิ์ ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี เริ่มทำธุรกิจรถบรรทุกโดยสารระหว่างดอยสะเก็ดกับเมืองเชียงใหม่ในยุคแรกๆ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๐๒

“ตอนผมเริ่มนั้น รถโดยสารขนาดใหญ่วิ่งระหว่างดอยสะเก็ดกับเมืองเชียงใหม่มีแล้ว มีรถ ๒คัน คันหนึ่งใช้ถ่านแทนน้ำมัน เป็นของลุงจันทร์วัน เจริญทรัพย์ เสียชีวิตแล้ว อีกคันหนึ่งใช้น้ำมันเบนซินของนายเชาว์ คนจีนอยู่ดอยสะเก็ด ผมไปซื้อรถจากกรุงเทพๆ คันละ ๘ หมื่นบาท นำมาทำตัวถังที่ลำปาง ค่าใช้จ่าย ๓ พันบาท ตังถังทำด้วยไม้เป็นซี่คล้ายคอกหมู จึงมักเรียกว่า รถคอกหมู ที่นั่งเป็นแถวยาว ๓ แถว ตอนซื้อจากกรุงเทพฯก็ไปขับมาเองเลย ขับมาสายเถิน ลี้ ลำปาง เสร็จแล้วนำมาวิ่งร่วมกัน สมัยนั้นค่าโดยสารคนละ ๓ บาท น้ำมันเบนซินลิตรละ ๒ บาท

“ถนนสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่สมัยนั้นไม่ดี ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ใช่ถนนลูกรัง เป็นถนนหินอัด ทั้งหินเล็กและหินก้อนใหญ่ขนาดกำมือ เมื่อฝนตกมาก็เป็นหลุม ต้องผ่านสะพานข้ามลำน้ำ ประมาณ ๓ แห่ง ที่บ้านน้ำแพร่ บ้านเหมืองห้า บ้านแม่กวง ส่วนใหญ่สมัยนั้นเป็นสะพานไม้ ส่วนที่แม่กวงเป็นสะพานเหล็กมีขนาดเล็กพอให้รถบรรทุกโดยสารผ่านได้ การเดินทางใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง จากดอยสะเก็ด ตรงไปเข้าเมืองทางแยกศาลเด็ก สมัยแรกยังไม่มีสะพานนครพิงค์ต้องเลี้ยวซ้ายไปข้ามสะพานนวรัฐ และเลี้ยวขวาเข้าตลาดต้นลำไย”

“ตอนนั้นผมขับเอง วิ่งรับส่งวันละหลายรอบ ยิ่งช่วงที่ในเมืองมีงานเทศกาล เช่น งานฤดูหนาว งานลอยกระทง คนโดยสารมีทั้งคืนวิ่งรับส่งถึงเช้า คนแน่นจนต้องไปนั่งกันบนหลังคา นั่งกันถึง ๖๐-๗๐ คน วันวิสาขบูชาที่คนพากันขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ คนโดยสารก็เยอะ ค่าโดยสารขาขึ้น ๑๐ บาท ขาลง ๒๐ บาท เดิมขับเอง ต่อมาเมื่อซื้อรถเพิ่ม จ้างคนขับเดือนละ ๑๕๐ บาท กระเป๋าเก็บเงินไม่ต้อง ผมทำหน้าที่เก็บเงินเอง คอยเก็บจากคนขับที่รับเงินจากคนโดยสารที่ต้องจ้างคือ เด็กกระเป๋า ทำหน้าที่ช่วยยกของขึ้นลงรถ จ้าง ๒ คน ต่อรถ ๑ คัน มีหน้าที่ยกของขึ้นลง ส่วนใหญ่เป็นพวกเข่งที่ใส่ผักของชาวบ้าน”

“การเดินทางเข้าเมืองของคนดอยสะเก็ด ส่วนใหญ่นำผักไปขายในเมือง มักปลูกกันที่บ้าน นำใส่กระบุง (เปี๊ยด) หาบมารอรถ หากมีจำนวนมากก็ใส่เข่ง ชาวบ้านจะยืนรอตามเส้นทางจนถึงเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เอาของไปขาย และไปซื้อของ เช่น ใกล้วันสงกรานต์ (ปีใหม่เมือง) ชาวบ้านจะเข้าเมืองกันทุกหมู่บ้าน รอกันตั้งแต่ตี ๔ รถออกแย่งกันขึ้น

“ตอนนั้นผมขับเอง วิ่งรับส่งวันละหลายรอบ ยิ่งช่วงที่ในเมืองมีงานเทศกาล เช่น งานฤดูหนาว งานลอยกระทง คนโดยสารมีทั้งคืน ต้องวิ่งรับส่งทั้งคืน คนแน่นจนต้องไปนั่งกันบนหลังคา นั่งกันถึง ๖๐-๗๐ คน หน้าขึ้นดอยสุเทพก็วิ่งขึ้นค่าโดยสารขาขึ้น ๑๐ บาท ขาลง ๒๐ บาท เดิมขับเอง ต่อมาเมื่อซื้อรถเพิ่ม จ้างคนขับเดือนละ ๑๕๐ บาท กระเป๋าเก็บเงินไม่ต้อง ผมทำหน้าที่เก็บเงินเองคอยเก็บจากคนขับที่รับเงินจากคนโดยสาร ที่ต้องจ้างคือ เด็กกระเป๋า ทำหน้าที่ช่วยยกของขึ้นลงรถ จ้าง ๒ คนต่อรถ ๑ คัน มีหน้าที่ยกของขึ้นลง ส่วนใหญ่เป็นพวกเข่งที่ใส่ผักของชาวบ้าน ค่าบรรทุกสิ่งของที่ชาวบ้านนำไปกับรถ เราไม่คิด คิดเฉพาะค่าโดยสาร แต่มีข้อตกลงกันว่าขากลับต้องกลับรถเรา โดยขากลับมักไม่มีของ ไปกลับคิด ๖ บาท ต่อมาเลยขายป็นตั๋วไปกลับ ๖ บาท ซื้อครั้งเดียวเลยเป็นการผูกมัดไม่ให้กลับรถอื่น”

“รายได้ดี ไม่ถึงปี ได้ทุนคืน ซื้อเพิ่มอีก ๒ คัน ตอนหลังมีรถของผมวิ่งรับคนโดยสารเพียงเจ้าเดียว ของคนอื่นรถเริ่มเก่าและต่อมาหยุดกิจการไป”

เส้นทางสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ มีการพัฒนาดีขึ้นเรื่อยมา จนถึงหลังปี พ.ศ.๒๕๐๕ เริ่มมีรถโดยสารขนาดเล็กวิ่งรับส่งคนโดยสารแทนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ความคล่องตัวของรถโดยสารเล็กที่ไม่ต้องเสียเวลารอคนโดยสารนาน ทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า ส่งผลให้รถโดยสารขนาดใหญ่ต้องเลิกกิจการไป เช่นเดียวกับนายสมพงษ์ ต้องเลิกกิจการรถโดยสารในปี พ.ศ.๒๕๐๘

การเดินทางของผู้คนจากดอยสะเก็ดมายังเมืองเชียงใหม่ นอกเหนือจากทำธุระส่วนตัวแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นการติดต่อค้าขาย กลุ่มพ่อค้ามาซื้อผลผลิตทางการเกษตรไปขายในตัวเมืองเนื่องจากมีราคาถูก
ในทำนองเดียวกัน กลุ่มพ่อค้าทั้งในตัวเมืองเละพ่อค้าดอยสะเก็ดมองเห็นผลกำไรด้านการค้าผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปอีก ที่แห่งนั้น คือ แม่ขะจาน และที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

แม่ขะจานเป็นตำบล อยู่ห่างจากอำเภอดอยสะเก็ดไปอีก ๔๐ กิโลเมตร ส่วนอำเภอเวียงป่าเป้าอยู่ห่างจากดอยสะเก็ด ๖๔ กิโลเมตร
สินค้าทางการเกษตรของที่นั่งราคาถูก สินค้าหลักๆ คือ ข้าวเปลือก ข้าวสาร และหมู

การนำสินค้ามาขายในเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น เนื่องจากเส้นทางสายเวียงป่าเป้ามาดอยสะเก็ดเพื่อเข้าเมืองเชียงใหม่ไม่สะดวก เป็นเขา เส้นทางแคบ เป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนส่วนใหญ่ร่องน้ำเดิมซึ่งพื้นเป็นดินดำอ่อน ไม่เหมาะที่จะรองรับรถยนต์ เดิมเป็นพียงเส้นทางของพ่อค้าวัวต่างที่ทุกสินค้าไปมาค้าขายกัน โดยเฉพะอย่างยิ่งในหน้าฝนการสัญจรยากลำบากมาก

สมัยนั้นแม่ขะจานจะมาเชียงใหม่ก็ต้องอ้อมไปสายอำเภอวังเหนือ ไปออกอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง แล้วเข้าเมืองเชียงใหม่ ส่วนจากเวียงป่าเป้า ต้องไปทางอำเภอแม่สรวย เลี้ยวขวาเข้าจังหวัดพะเยาทะลุลำปาง

ผู้ที่ดำเนินการพัฒนาถนนสายดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน-เวียงป่าเป้า คือ นายสมพงษ์ ไทยสวัสดิ์และนายนิกร ไทยสวัสดิ์ สองพี่น้อง “เลิกจากวิ่งรถสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ ผมหันไปพัฒนาถนนสายดอยสะเก็ด เวียงป่าเป้า เขตเชียงราย โดยเห็นว่าน่าจะทำกำไรได้ดีกว่าเดิม เนื่องจากแม่ขะจานและเวียงป่าเป้า ไม่มีถนนที่จะเดินทางมาเชียงใหม่ได้ สมัยก่อนแม่ขะจานหากจะนำสินค้ามาเชียงใหม่ต้องอ้อมไกลมาก ผมเห็นว่าสินค้าจากแม่ขะจานเละเวียงป่าเป้าเยอะ น่าจะค้าขายได้กำไร มีทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้าหมู ราคาถูก ก่อนหน้านี้ไปคุยกับคนจีนแม่ขะจาน เขาแนะนำว่าขอให้ทำเถอะ พัฒนาถนนและวิ่งรถโดยสาร คุ้มค่ามีช่องทางสู้ได้ จึงตัดสินใจซ่อมเส้นทางสายนี้ ถนนเดิมแม้มีอยู่จริงแต่เดิมเป็นเส้นทางสำหรับวัวต่าง ต่อมาเป็นทางสำหรับเกวียน เป็นหลุมเป็นบ่อมาก รถแล่นไม่ได้”

“เส้นทางเป็นทางราบและไหล่เขาสลับกัน ทางไหล่เขามักไม่มีปัญหา มีปัญหาตรงทางราบที่เดิมเคยเป็นทางน้ำ มักเป็นดินดำและดินแดง และพื้นไม่แน่น รถผ่านไม่ได้ มักติดหล่ม เริ่มจากใช้ว่าจ้างคนงานประมาณ ๓๐ คน เป็นคนงานชาวบ้านแถวบ้านโป่งดิน บ้านแม่หวานและบ้านปงอ้อ ค่าจ้างวันละ ๑๕ บาท ทำทาง ๑ เดือนก็เสร็จ ถมบ่อ เอาดินข้างทางที่เป็นเขามาถมบ่อ”

“เราทำเอง ไม่ต้องขออนุญาตใคร ทางราชการอาจเห็นว่าการสัญจรยังน้อยไม่คุ้มค่ากับการพัฒนาถนน อีกอย่างหนึ่งตำบลแม่ขะจานและอำเภอเวียงป่าเป้าขึ้นกับจังหวัดเชียงราย การไปติดต่อราชการไปที่เชียงราย ไม่จำเป็นต้องมาเชียงใหม่ ระยะแรกวิ่งได้แค่ ๓-๔ เดือน เข้าหน้าฝนวิ่งไม่ได้เพระถนนทรุด รถผ่านไม่ได้ แล่นไปก็ติดหล่ม ต้องพัฒนาถนนกันตลอด”

“ผมชื้อรถโดยสารคอกหมู ๒ คัน เป็นรถมือสอง ส่วนรถเดิมที่วิ่งดอยสะเก็ดเชียงใหม่ขายไปแล้ว รถใช้น้ำมันดีเซล ประหยัดกว่า คันละ ๕ หมื่นบาท ซื้อมา ๒ คันและต่อมาซื้อเพิ่มอีก ๑ คัน”
“เส้นทางวิ่งรับคนโดยสาร มีทั้งที่เริ่มจากในเมืองเชียงใหม่ กับเริ่มที่ดอยสะเก็ดในเมืองเชียงใหม่รอคนโดยสารที่โรงแรมแม่ปิง สมัยนั้นอยู่ถนนราชวงศ์ แถวร้านซิ้นเซียงหลี เมื่อมีคนโดยสารก็ออกจากในมือง ๒ คัน จากดอยสะเก็ด ๑ คัน”

“จากดอยสะเก็ดประมาณ ๘ โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมงถึงอำเภอเวียงป่าเป้า ค่าโดยสารคนละ ๒๐ บาท คนโดยสารมักเป็นพวกที่ไปค้าขาย และซื้อแร่ที่เวียงป่าเป้า สมัยก่อนมีการทำหมืองแร่ชีไรท์ และค้าข้าว รถบรรทุกของเรา ซื้อแร่ด้วย ผมซื้อโดยมีคุณวงเดือน หงส์หิรัญ คนรู้จักกันเป็นนายทุนให้อยู่สุโขทัย เหมาบรรรทุกไปกลับ ๑,๐๐๐ บาท มักวิ่งกลางคืน บรรทุกหมูได้ ๒๐ กว่าตัว หากเป็นตัวเล็กใส่เข่งไว้บนหลังคา”

“สินค้าด้านพืชไร่ทางแม่ขะจานและเวียงป่าเป้าถูก ข้าวสารค่าบรรทุกลูกละ ๒๐ บาท พ่อค้าเชียงใหม่ไปซื้อมาขายเชียงใหม่ ส่วนคนเวียงป่าเป้าซื้อของจากเชียงใหม่ไปขายเวียงป่าเป้า ผมค้าข้าวด้วย ซื้อข้าวสารจากโรงสีที่แม่ขะจานและเวียงป่าเป้า ข้าวเปลือกก็ซื้อถังละ ๑ บาท กระสอบบรรทุก ๑๐๐ ก.ก. ๑๒๐ ลิตร นำมาขายส่งที่ร้านในเมืองเชียงใหม่ ครั้งละ ๕๐ กระสอบ หากบรรทุกหนักๆ ตอนขึ้นเขา บางครั้งขึ้นไม่ไหว ต้องให้คนโดยสารลงก่อน บางครั้งต้องช่วยกันดึงรถตอนขึ้นเขารวมทั้งตอนติดหล่ม หน้าฝนบางครั้งออกจากดอยสะเก็ด ๘ โมงเช้า ถึงเวียงป่าเป้าตอนตี ๑ ตี ๒ ก็เคย”

“เส้นทางเป็นเขาสูงหลายจุด ทั้งสูง ทั้งที่เป็นทางโค้งและลื่นด้วย เพราะเป็นถนนดินไม่ใช่หินหรือลูกรัง เนินเขาที่ขึ้นลำบากเป็นที่หนักใจ คือ เนินผาลาด เป็นเนินแรกหากไปจากดอยสะเก็ดก่อนถึงทางเข้าโครงการหลวงห้วยฮ่องไคร้ บริเวณนี้จะมีศาลเจ้าอยู่ด้านซ้าย เดิมเรียกว่า ผาลับนาง ถัดไป คือ ดอยขี้งัวเหี้ย (หมายถึงขี้วัวเรี่ยราดทั่วไป) เดิมเป็นที่พักวัวต่างของพ่อค้าวัวต่าง เป็นเนินดินสูงขึ้นลงลำบาก ถัดไปเป็นดอยขุนลาว เป็นเนินและเป็นหลืบเขา รถจะสวนทางจะมองไม่เห็นกัน ก่อนขึ้นเนินต้องกดแตรก่อน หากมีรถจะสวนทางมาจะกดแตรตอบ เราต้องหยุด หากไม่มีเสียงแตรตอบก็ขึ้นได้ บางครั้งขึ้นไปเจอกันกลางทาง สวนทางกันไม่ได้ต้องถอย ถอยก็ลำบากเพระรถบรรทุกหนัก เลยไปเป็นดอยนางแก้ว ดอยนี้ศักดิ์สิทธิ์ ลูกน้องเด็กท้ายรถของผมเคยลบหลู่ นั่งบนหลังคาผ่านดอยนางแก้วยกเท้าประกบกันไหว้ พอไปถึงแม่ขะจานได้เรื่องเลย พูดไม่เป็นภาษาคนเหมือนไม่รู้ตัว ต้องพากลับมาจุดธูปเทียนขอขมาแล้วก็เป็นปกติ”

คุณสมพงษ์ ไทยสวัสดิ์ เลิกกิจการรถโดยสารสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน-เวียงป่าเป้า เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ เนื่องจากมีรถโดยสารเล็กเข้ามาแย่งคนโดยสารมากขึ้น ถนสายดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้ามีการพัฒนาโดยรัฐบาลอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗

Cr.อดีตดอยสะเก็ด (สังคมเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)