อาชีพม้าต่าง ของอำเภอดอยสะเก็ด

0
786

การค้าเมี่ยงเป็นอาชีพที่สร้างฐานะได้ดีของชาวดอยสะเก็ดในอดีต การค้าเมี่ยงเริ่มหมดความนิยมไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา

เหตุที่อำเภอดอยสะเก็ดมีการค้าเมี่ยงกันมากเนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งผลิต คือ ใกล้ย่านที่เป็นสวนเมี่ยงซึ่งอยู่ในเขตติดต่อของอำเภอดอยสะเก็ดและสันกำแพง

หลายส่วนของงบุคคลได้รับผลประโยชน์จาก “เมี่ยง” ตั้งแต่เจ้าของสวนเมี่ยงที่เก็บเมี่ยงส่งขาย นำเงินมาซื้อสินค้าบริโภคและอุปโภค

นอกจากเจ้าของสวนแล้ว เจ้าของวัวต่างและม้าต่างเป็นส่วนที่สองของผู้ที่ได้รับประโยชน์ โดยรับจ้างจากพ่อค้าที่รับซื้อเมี่ยง เจ้าของวัวต่างและม้าต่างบางคนที่มีทุนนำทุนซื้อเมี่ยงมาขายให้พ่อค้าที่อำเภอดอยสะเก็ด อีกทั้งบางส่วนฉลาดกว่านั้นไปอีกซื้อสินค้าสำหรับบริโภคและอุปโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล เกลือ ปลาแห้ง นำบรรทุกวัวต่างม้าต่างไปขายให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของสวนเมี่ยง หลังจากนั้นซื้อเมี่ยงกลับมาขายให้พ่อค้าเมี่ยง จึงได้กำไรทั้งขายสินค้าและขายเมี่ยง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายหมู่บ้านในเขตอำเภอดอยสะเก็ด ชาวบ้านมักเลี้ยงวัวต่างหรือม้าต่างไว้รับจ้างบรรทุกเมี่ยง โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากแหล่งที่มีพ่อค้ารับซื้อเมี่ยง ซึ่งพ่อค้ารับซื้อเมี่ยงมักอยู่ที่ตำบลเชิงดอยใกล้ตลาดดอยสะเก็ด เรียกว่า “ปางเมี่ยง” อยู่ใกล้สวนบัว แหล่งท่องเที่ยวในอดีตของดอยสะเก็ด

หมู่บ้านที่ชาวบ้านเลี้ยงวัวต่างไว้มาก คือ หมู่บ้านป่าป้อง เขตตำบลป่าป้องและหมู่บ้านป่าคา เขตตำบลเชิงดอย

นอกจากเลี้ยงวัวต่างแล้ว ยังมีบางหมู่บ้านนิยมเลี้ยงม้าไว้เป็นม้าต่างแทนวัวต่าง เช่นที่บ้านหนองบัว บ้านแม่ดอกแดง

ทั้งม้าต่างและวัวต่าง ใช้รับจ้างบรรทุกเมี่ยงเช่นเดียวกัน น่าสนใจว่าปัจจัยด้านเหตุผลใดบ้างที่ทำให้ชาวบ้านเลือกระหว่างวัวต่างและม้าต่าง?

คุณสมบัติของวัวต่างและม้าต่าง แตกต่างกันอย่างไรบ้าง รวมทั้งปัจจัยในด้านการเดินทาง?

ด้านพ่อค้าเมี่ยง ส่วนใหญ่นิยมม้าต่างมากกว่า โดยให้เหตุผลว่า ม้าต่างเดินทางได้รวดเร็วกว่า

ม้าต่างจึงได้เปรียบวัวต่างที่คล่องแคล่วกว่า เดินทางได้เร็วกว่า

ผู้หนึ่งที่มีม้าต่างไว้บริการรับจ้าง “ต่างเมี่ยง” (บรรทุกเมี่ยง) คือ นายบุญภักดิ์ ชัยวุฒิ ปัจจุบันอายุ 75 ปี นายบุญภักดิ์ เริ่มต้นอาชีพม้าต่างเช่นเดียวกับคนอื่นๆกล่าวคือ อาชีพหลักคือ การทำนา ช่วงว่างจากทำนาก็มีอาชีพเสริม คือ ม้าต่าง แต่ของนายบุญภักดิ์แตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง คือ นำเงินค่าจ้างจากม้ามาจ้างคนอื่นทำนาไม่ว่าจะดำนาหรือเกี่ยวข้าว ด้วยเหตุผลว่า พอมีรายได้จากม้าต่างเหลือและเวลาส่วนหนึ่งนำไปใช้ในการดูแลม้าและต่างเมี่ยง

นายบุญภักดิ์ เป็นชาวบ้านบ้านแม่ดอกแดง หมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ในเส้นทางเดินของวัวต่างม้าต่างจากตลาดดอยสะเก็ดไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร ในหมู่บ้านแม่ดอกแดงมีชาวบ้านทำม้าต่างนอกเหนือจากนายบุญภักดิ์อีก 5 คน คือ พ่อหลวงเครื่อง , พ่อหนานตา , พ่อเหงี่ยม , นายจู (น้องชายของนายบุญภักดิ์) และพ่อน้อยมา ทั้ง 5 คนเสียชีวิตหมดแล้ว แต่ละคนเป็นเจ้าของม้าต่างคนละ 4 ตัว ซึ่งสะดวกในการควบคุมดูแล หากมากกว่านี้จะลำบากในการดูแลม้า การไปรับจ้างต่างเมี่ยงมักไปด้วยกันทั้ง 6 คน ม้าประมาณ 24 ตัว เหตึที่ต้องไปด้วยกันเพราะเวลาที่ต้องยกเมี่ยงใส่หลังม้าต้องช่วยเหลือกัน ด้านการรับจ้างนั้นแต่ละคนจะมี “พ่อเลี้ยง”หรือ พ่อค้าเมี่ยงที่รับจ้างประจำ อย่างของนายบุญภักดิ์ มักจะรับจ้างเจ๊กบ๊วย พ่อค้าเมี่ยงชาวดอยสะเก็ด บางครั้งรับจ้างเจ๊กลิ้ม

นายบุญภักดิ์ ชัยวุฒิ
ผู้เคยประกอบอาชีพม้าต่าง

เหตุผลที่นายบุญภักดิ์ เลือกใช้ม้าต่างแทนที่จะเป็นวัวต่างเพราะ “ม้าเดินทางเร็วกว่า”

“ผมเริ่มอาชีพม้าต่างเมื่ออายุ 30 ปีเศษ ประมาณปี พ.ศ.2503 ผู้ที่ชักนำคือ เจ๊กบ๊วย เป็นพ่อค้าเมี่ยงดอยสะเก็ด แนะนำและออกเงินทุนค่าซื้อม้าให้ก่อนเป็นเงิน 4,500 บาท ตกตัวละ 1,100 บาท ทำสัญญาผ่อนใช้คืน ซื้อม้า 4 ตัวจากพ่อหลวงส่งบ้านห้วยแก้วเขตอำเภอแม่ออน ม้าเป็นม้าหนุ่มเพศผู้ทั้งหมด เพศเมียไม่นิยมมาใช้ต่างของเพราะไม่ค่อยแข็งแรงและมักติดปัญหาด้านการผสมพันธ์และตั้งท้อง ม้า 4 ตัว เจ้าของเดิมตั้งชื่อว่าแล้วทั้งสิ้น ชื่อว่า ไอเขียวใหญ่ ไอเขียวยัก ไอ้คำแสดและไอ้คำน้อย ไอ้คำแสดรูปร่างใหญ่กว่าเพื่อนและดุ ตอให้อาหารคือ ให้ข้าวเปลือกใครไปใกล้ไม่ได้ จะหวงอาหาร เคยใช้ปากกัดคนที่อยู่ใกล้มาแล้ว ครั้งหนึ่งใช้สองเท้าหลังกระโดดถีบคนมาแล้วด้วย อาหารระหว่างเดินทาง คือ ข้าวเปลือก เราจะต้องเตรียมข้าวเปลือกใส่กระสอบเล็กผูกหลังไปประมาณ 1 ถังสำหรับม้า 4 ตัว ให้กินตอนที่หิว ที่บ้านทำคอกม้าไว้หน้าบ้าน หลังจากซื้อม้ามาไม่นานก็นำออกรับจ้างต่างเมี่ยง ดีที่ไม่ต้องฝึกอีกเพราะเจ้าของเดิมฝึกมาแล้ว”

เหตุผลที่นายบุญภักดิ์เลือกม้าต่าง คือ เดินได้เร็วกว่าวัว หากเป็นวัวต่างการไปบรรทุกเมี่ยงจากบนดอยเขตติดต่อดอยสะเก็ด สันกำแพงและจังหวัดลำปาง ระยะเวลาการเดินทางไปและกลับของแต่ละเที่ยวหากเป็นวัวต่างใช้เวลาค้างคืนระหว่างทางประมาณ 7-8 คืนแล้วแต่สวนเมี่ยงใกล้หรือไกล แต่หากม้าต่างใช้เวลาค้างคืนแค่ 3 คืนเท่านั้น

ม้าต่าง

“ม้าต่างค้างคืนระหว่างทางแค่ 3 คืน ก่อนออกจากดอยสะเก็ดพ่อเลี้ยงเจ้าของปางเมี่ยงมักขอให้บรรทุกข้าวสารจากดอยสะเก็ดไปส่งให้ลูกจ้างที่ทำสวนเมี่ยงอยู่เอาข้าวสารบรรทุกหลังม้าเสร็จก็ออกเดินทางเวลาประมาณ 8 โมงเช้า ผ่านบ้านโป่งกุ่มไปถึงบ้านปางไฮเวลาประมาณบ่ายโมง ม้ารู้สึกเหนื่อยแล้วต้องพักที่บ้านปางไฮ มีบ้านที่สร้างโรงพักวัวต่างม้าต่างไว้บริการ โดยทำเป็นโรงยาว หลังคามุงด้วยหญ้าคาวัวต่าง ม้าต่างอยู่ได้ประมาณ 20 กว่าตัว คิดค่าบริการสำหรับม้าตัวละ 50 สตางค์ เจ้าของจ้างคนทำความสะอาดให้ด้วย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายซื้อหญ้าให้ม้าหาบละ 3 บาท มีคนรับจ้างเกี่ยวหญ้ามาขาย ส่วนเจ้าของม้านอนที่บ้านเจ้าของบ้านได้ ชื่อ แม่บาง และแม่อวน เขามีที่นอน ผ้าห่ม หมอนบริการไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่เราก็เตรียมของฝากเป็นปลาแห้งตอบแทนไปตามสมควร สะดวกไม่ลำบากมากนัก รุ่งเช้าออกเดินทางเวลา 6 โมง ถึงสวนเมี่ยงเวลาประมาณ เที่ยงเศษถึงบ่ายโมง ไปถึงก็นำข้าวสารลง ปล่อยม้าเข้าป่ากินหญ้า นอนที่สวนเมี่ยง 1 คืน มักนอนกับคนงานในสวนเมี่ยง ม้าก็ผูกไว้กลางแจ้ง รุ่งขึ้นก็นำเมี่ยงใส่ต่าง ช่วยกันยกใส่หลังม้า ม้าบรรทุกเมี่ยงได้ตัวละ 300 กำ ข้างละ 150 กำ บรรทุกได้พอๆ กับวัวต่าง เมื่อครบทุกตัวแล้วก็ออกเดินทางเวลาประมาณ 6 โมงเช้า แวะนอนระหว่างทาง 1 คืน ขากลับนอนที่บ้านโป่งกุ่มเจ้าของบ้านชื่อ แม่อุ๊ยแปง และพ่อน้อยปัน ทำโรงสำหรับม้าไว้บริการเช่นกัน จุดที่พักเหล่านี้ มักมีเจ้าของวัวต่างบ้างม้าต่างบ้างที่เดินทางทั้งไปและกลับมาพักกันคับคั่งบางคร้ังเป็นร้อยตัวเต็มไปหมด เช้าออกเดินทางตอน 6 โมง ถึงปางเมี่ยงดอยสะเก็ดเวลาประมาณ 10 โมง ถอกเมี่ยงเสร็จ (เทเมี่ยงจากต่าง) รับเงินค่าจ้างจากพ่อเลี้ยงเที่ยวละ 240-250 บาทก็กลับบ้าน นำม้าไปพักผ่อน”

ค่าจ้างแต่ละเที่ยว คือประมาณ 250 บาท คิดต่อม้าแต่ละตัว ตัวละ 60 บาท โดยประมาณ 3 วัครึ่ง (นอนระหว่างทาง 3 คืน)

นายบุญภักดิ์เล่าเรื่องการดูแลม้าว่า อาหารสำหรับม้า นอกจากเตรียมข้าวเปลือกให้กินระหว่างเดินทางแล้ว ที่บ้านต้องเตรียมตัดเฟือง (ฟางข้าว) เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดยาวประมาณ 1 ข้อมือไว้ ผสมกับรำข้าวและคลุกกับน้ำเตรียมไว้ให้กิน ม้าจะสดชื่นเร็วขึ้น นอกจากนี้ก็ต้องเกี่ยวหญ้าเตรียมไว้ให้กินด้วย

เหตุผลในการเลือกระหว่างวัวต่างและม้าต่าง นายบุญภักดิ์ให้เหตุผลว่าขึ้นอยู่กับบรรพบุรุษเป็นสำคัญ คือ บางหมู่บ้านรุ่นปู่รุ่นพ่อเลี้ยงวัวต่างมา รุ่นลูกก็เลี้ยงวัวต่างต่อมา มีความชำนาญด้านการเลี้ยงวัว แม้จะรู้ว่าวัวเดินช้ากว่าม้าก็ตาม วัวต่างเลี้ยงกันมากที่บ้านป่าป้อง บ้านป่าคา เขตอำเภอดอยสะเก็ด ส่วนม้าต่างเลี้ยงกันมากเขตสันกำแพงที่บ้านแม่ปูคา บ้านแม่จ้อง

ปัจจัยด้านการลงทุน วัวน่าจะลงทุนน้อยกว่าม้า ม้าราคาเฉลี่ยตัวละ 1,000 บาท (เมื่อประมาณปี พ.ศ.2503) ส่วนวัวราคาตัวละ 500 บาทก็ซื้อได้แล้วตัวใหญ่ราคาไม่เกิน 800 บาท ด้านความคุ้มในการลงทุนแล้ว เจ้าของสวนเมี่ยงบางคนบอกว่าม้าต่างน่าจะได้ทำเงินได้มากกว่าเพราะเดินเร็วกว่า พักเพียง 2 วัน ก็สามารถกลับไปบรรทุกเมี่ยงได้ต่อ ส่วนวัวต้องพักนานกว่า

ปัจจัยด้านการบรรทุกนั้น แม้ฝ่ายต่างจะยืนยันว่าบรรทุกได้พอๆ กัน คือ ประมาณ 300 กำ (เมี่ยงมัดเป็นกำเมื่อผ่านการนึ่งและแช่น้ำทำให้มีน้ำหนักมาก) แต่เมื่อสอบถามจากเจ้าของวัวต่างมักบอกว่า วัวต่างบรรทุกได้มากกว่าม้าต่าง ม้าต่างบรรทุกได้ประมาณ 200 กำต่อตัวเนื่องจากรูปร่างเล็กกว่าวัว

ปัจจัยด้านความง่ายต่อการสอน เชื่อว่าม้าน่าจะฉลาดกว่า แต้ม้าน่าจะดุร้ายกว่าวัว อาจรวมถึงความเฉลียวฉลาด ยอมรับกันว่าม้าต่างนั้นฉลาดกว่าและสอนง่ายกว่าวัว คนเมืองใช้คำว่า “ฮู้กำ” แต่การเลี้ยงดูก็ยากกว่า วัวนั้นปล่อยลงตามนาตามป่าก็เล็มหญ้าไปเรื่อยๆ แต่ม้าหากปล่อยมักจะวิ่งเตลิดหาม้าสาวเพื่อผสมพันธุ์ยากในการควบคุมดูแล ปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบอีกส่วนหนึ่ง คือ วัวต่างนั้นทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ทั้งไถนาก็ได้ลากเกวียนก็ได้ แต่ม้าใช้ต่างเมี่ยงได้อย่างเดียว

อาชีพม้าต่างและวัวต่างรับจ้างบรรทุกเมี่ยงสิ่นสุดลงเมื่อมีการตัดถนนไปถึงสวนเมี่ยง เจ้าของสวนเมี่ยงและพ่อค้าเมี่ยงซื้อรถบรรทุกเล็กขนส่งเมี่ยงแทนการว่าจ้างวัวต่างม้าต่าง ดังนั้นอาชีพนี้จึงสิ้นสุดลง เจ้าของต้องขายวัวต่างม้าต่างไป นายบุญภักดิ์ขายม้าต่าง 4 ตัว ได้เงิน 5,000 บาท ซื้อที่ดิน 4 ไร่ 2 งาน ในราคา 9,500 บาท ต้องเพิ่มเงินอีกส่วนหนึ่ง

ย้อนไปในปี พ.ศ.2500 หากมีเงิน 5,000 บาท ให้เลือกระหว่างซื้อวัวต่างและม้าต่างสำหรับบรรทุกเมี่ยง เราจะเลือกสิ่งใดดีหนอ?

Cr.อดีต”ดอยสะเก็ด” / ข้อมูล,รูปภาพ