อาชีพรับจ้างเก็บเมี่ยง ที่ดอยสะเก็ด

0
430

“เมี่ยง” อาหารกินเล่นของคนเมืองเรา มีมากที่เขตติดต่อระหว่างดอยสะเก็ด สันกำแพง และอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

พืชเศรษฐกิจ “เมี่ยง” ทำให้ชาวอำเภอดอยสะเก็ดในอดีตมีอาชีพสร้างรายได้กันทั่วกัน หากมีทุนก็สามารถเป็น “พ่อเลี้ยง” รับซื้อเมี่ยงมาดองในหลุมไว้รอราคาสูงก็นำออกมาขาย หากมีทุนน้อยลงมาก็ไปซื้อจากสวนเมี่ยงใช้วัวต่างหรือม้าต่างของเราเองขนมาลงขายให้พ่อเลี้ยง ได้รับส่วนต่างเป็นผลกำไร และหากมีทุนน้อยลงมาก็นำซื้อวัวต่างหรือม้าต่าง รับจ้างพ่อเลี้ยงบรรทุกเมี่ยงจากสวนลงมาให้พ่อเลี้ยงที่ “ปางเมี่ยง” ใกล้ตลาดดอยสะเก็ด พอมีกำไรเหลือเก็บ

แต่หากไม่มีทุนเลยก็ต้อง “ลงแรง” คือ รับจ้างเก็บเมี่ยง ได้ผลตอบแทนตามน้ำหนักของเมี่ยงที่เก็บได้ ใครขยันก็ได้ค่าจ้างมาก เงินที่ได้รับนำมาใช้จ่ายและอาจเก็บไว้ซื้อสวนเมี่ยงหรือซื้อวัวต่างม้าต่างไว้ขนเมี่ยง เจริญก้าวหน้าตามควรลองของ “เมี่ยง”

ชาวอำเภอดอยสะเก็ดเมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่นก็ต้องออกทำงานช่วยเหลือครอบครัวหากมีไร่นาก็ช่วยพ่อแม่ทำนา หากไม่มีนาก็ต้องออกรับจ้างเก็บใบเมี่ยง อาชีพเก็บเมี่ยงต้องใช้คนเก็บจำนวนมากดังนั้นก่อนที่เมี่ยงจะออกมักมีพ่อเลี้ยง เจ้าของสวนเมี่ยงเดินทางตามหมู่บ้านเพื่อหาคนงานไปเก็บใบเมี่ยงในสวนของตนเอง เมื่อตกลงราคากันเรียบร้อยแล้วก็นำเงินจำนวนหนึ่งมอบให้พ่อแม่ไว้เสมือนเป็นหลักประกัน เมื่อทำงานได้ค่าจ้างแล้วก็หักเงินที่จ่ายล่วงหน้าจนครบก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือ

นายจันทร์คำ วงค์แสน อายุ 66 ปี เล่าเรื่องการไปรับจ้างเก็บเมี่ยงสมัยเมื่อเข้าวัยหนุ่มว่า

“ผมเกิดที่บ้านแม่ดอกแดง พ่อแม่ทำนา เห็นเขามีรายได้ดี ซื้อสวนเมี่ยงที่ปางมะเกี๋ยง ได้ผล”

“ตอนเด็กรับจ้างเก็บเมี่ยง คนในหมู่บ้านรับจ้างเก็บเมี่ยงทั้งหมด คนแถวแม่ขะจาน คนทางอำเภอเวียงป่าเป้าก็พากันมารับจ้างเก็บเมี่ยง สมัยนั้นไม่มีงานให้เลือกทำ ก็รู้จักกันหมด ผมจบประถม 4 ก็ไปรับจ้างเก็บเมี่ยง อายุประมาณ 12-13 ปี ชวนกันไป 4-5 คน พ่อเลี้ยงมาหาเอา 5 คน ก็จะจ่ายเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งให้ก่อนแล้วแต่เราจะเรียก อาจจะเป็น 100-200 บาท”

“ค่าจ้างคิดตามน้ำหนัก กิโลกรัมละ 2-3 บาท เก็บเร็วขยันจะได้เยอะชั่งแล้วก็จดไว้วันนี้ได้เท่าไหร่ หากเมี่ยงงามจะได้วันละ 15-16 กิโลกรัม เมี่ยงอ่อนมีน้ำหนักดี”

นายจันทร์คำ วงค์แสน

“ต้องขยัน ออกเก็บเมี่ยงตั้งแต่ 6 โมงเช้า กินข้าวเช้ายังไม่สว่างดี วันไหนฝนตกก็ต้องออกเก็บสวมผ้ายางกันฝน เจ้าของสวนจะกลัวเมี่ยงแก่ หากไม่เก็บเมี่ยงจะแก่ เก็บทำชาได้แต่ราคาไม่ดี เจ้าของสวนเลี้ยงข้าวเรา 3 มื้อ กินฟรี การเก็บต้องแข่งขันเก็บ ได้เงินเยอะ”

“หน้าเมี่ยงจะเริ่มหลังสงกรานต์ ปีละ 3 ครั้ง พ่อเลี้ยงจะมาหาคนงานหลังสงกรานต์แล้ว เมื่อได้เวลาก็จะนัดหมายกันเดินขึ้นดอยเป็นกลุ่ม หาบผ้า ของใช้ไปไปกันเยอะ แล้วแต่จะเลือกพ่อเลี้ยงเจ้าของสวนเมี่ยงคนไหน ใครเงินดี กินดีก็ไปกับคนนั้น เจ้าของสวนรายใหญ่ เช่นพ่อเลี้ยงตุ้ย พ่อเลี้ยงชื่น พ่อเลี้ยงศรีมา บ้านท่า”

“ถึงสวนเมี่ยงที่ห้วยตาด ห้วยมะเกี้ยง ละแวกนั้นสวนเมี่ยงเยอะเก็บได้เป็นเดือนเก็บระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนช่วงหนึ่งประมาณ 2 เดือน เมี่ยงชุดแรกเรียกว่าเมี่ยงหัวปี แล้วก็พัก 1 เดือน รอให้ใบเมี่ยงออกใหม่ ยกสองประมาณ 2 เดือน เรียกว่าเมี่ยงกลาง หยุด 1 เดือนและยกสามเรียกว่าเมี่ยงซ้อย ประมาณเดือนยี่เป็งก็หมดแล้ว (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) หลังจากนั้นเมี่ยงออกมาบ้างแต่น้อย เรียกว่าเมี่ยงเหมย เจ้าของสวนมักเก็บเองไว้แลกข้าวสาร”

“การเก็บเมี่ยงจะเลือกเก็บใบอ่อน แต่ก็ไม่ถึงกับอ่อนมาก หากแก่เกินไปมาทำเมี่ยงไม่อร่อยเพราะเนื้อใบจะเหนียว การเด็ดใบจะเด็ดค่อนใบ เหลือใบคาก้านใบไว้ส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นใบใหม่จะแทงขึ้นใกล้ใบเก่า เด็ดทีละใบเมื่อเต็มมือก็ใช้ตอกมัดนำใส่ตระกร้าเมื่อเต็มตระกร้าก็หาบมาชั่งจดน้ำหนักไว้ หลังจากนั้นตอนค่ำก็นำมารวมกันแล้วใส่ไหนึ่ง นึ่งเสร็จแล้วก็นำออกมามัดใหม่เป็นกำ ขนาดมาตรฐานคือ เกินกำมือมาสัก 3 นิ้วของคน ช่วยกันมัดเป็นกำหลังจากกินข้าวแล้ว กว่าจะเสร็จอาจถึงเกือบเที่ยงคืน เสร็จแล้วก็เข้านอน ตอนเข้าก็รีบตื่นมาเก็บเมี่ยงต่อ คนที่ตื่นก่อน คือ คนงานที่เป็นหญิงต้องลุกมานึ่งข้าวและทำกับข้าว เจ้าของสวนมักให้เงินเพิ่มเป็นค่าแรง กับข้าวมักเป็นผัก เพราะผักเยอะ เช่น แกงแค แกงฟัก แกงมะละกอ แกงบอน ปลาย่าง”

“ทำงานประมาณ 2 เดือน หากขยันจะเหลือเงินประมาณ 200 บาทในสมัยนั้น 200 บาทก็ถือว่าเยอะแล้ว (ประมาณปี พ.ศ.2495-2500) หากใช้หนี้หมดก็เหลือเงินกลับบ้าน สมัยก่อนเป็นวัยรุ่นก็นำมาแบ่งให้พ่อแม่ นำซื้อเสื้อผ้าเที่ยวเตร่บ้าง สมัยก่อนก็ใช้เงินซื้อบัตรรำวง มีไปฟังช่างซอ พอเสร็จสงกรานต์พ่อเลี้ยงเจ้าของสวนเมี่ยงมาตามอีกแล้ว มักทักว่า ปีนี้ไปไหม จะเบิกก่อนเท่าไร หากเงินไม่ดีเราก็จะบอกปัดไปว่า ปีนี้จะไม่ไป พ่อเลี้ยงบางคนมักบ่ายเบี่ยงเรื่องการจ่ายเงินบางคนบอกว่ารอขายเมี่ยงก่อนจะจ่ายให้เพราะเงินยังไม่มี ถือว่าเอาเปรียบกันแบบนี้ไม่ค่อยมีใครอยากไปทำงานด้วย”

นายจันทร์คำ รับจ้างเก็บใบเมี่ยงมาตั้งแต่อายุ 14 ปีจนถึงอายุ 40 ปีเศษ ด้วยความขยันและอดออมทำให้มีเงินเก็บ เริ่มมีเงินทุนจึงไปซื้อสวนเมี่ยงสวนเล็กๆจากเจ้าของเดิม เก็บเมี่ยงมาฝังดอกไว้และขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้น นอกจากนี้ยังซื้อใบเมี่ยงจากเจ้าของสวนเมี่ยงที่ร้อนเงิน นำมาขายทำกำไร ทำให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น

“หลังจากแต่งงานแล้ว อายุประมาณ 40 ปี (ประมาณปี พ.ศ.2520) ผมเริ่มซื้อสวนเมี่ยงเล็กๆ ในราคาประมาณ 20,000 บาท การซื้อขายสวนเมี่ยงมักซื้อแบบผ่อนส่งทั้งนั้น ไม่มีใครมีเงินจ่ายสด จ่ายบางส่วนและผ่อนส่ง ผมมัดจำ 5,000 บาท ผ่อน 3 ปี เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ เมี่ยงนี้ขึ้นเองบนดอยตามธรรมชาติ ไม่ต้องปลูก เพียงแต่ดูรายละเอียดว่าเมี่ยงห่างเกินไปหรือถี่เกินไปหรือไม่ รายได้ของเจ้าของสวนเมี่ยงขึ้นอยู่กับราคาเมี่ยง บางปีเมี่ยงออกมากราคาถูก บางปีเมี่ยงออกน้อยราคาดี เอาดวงเข้าว่าขึ้นอยู่กับว่าอากาศเป็นอย่างไร ต่อมาซื้อเพิ่มจนได้ถึง 60 ไร่ กลายเป็นพ่อเลี้ยงคนหนึ่ง มีคนงานประมาณ 20 คน มักนำใบเมี่ยงมาขายให้พ่อเลี้ยงรับซื้อที่ใกล้ตลาดดอยสะเก็ด ชื่อ โกเฮง นอกจากขายใบเมี่ยงจากสวนเราเองแล้วบางครั้งซื้อใบเมี่ยงจากสวนอื่นด้วย เจ้าของสวนบางครั้งขาดเงินที่จะจ่ายให้คนงานก็ขายใบเมี่ยงราคาถูก เราก็ซื้อไว้ อีกกรณีหนึ่ง คือ ปีไหนฝนตกหนัก บางปีตก 6 วัน 7 วัน บางปีถึง 10 วัน น้ำป่าไหลท่วม วัวต่างม้าต่างขึ้นมารับเมี่ยงไม่ได้ข้าวสารแทบจะไม่มีกินกัน ก็มักขายใบเมี่ยงกันราคาถูก เราจะซื้อไว้ขายทำกำไร”

“สมัยนั้นมัดละ 3 บาท หากเป็นเมี่ยงแก่หน่อยก็มัดละ 2 บาท 50 สตางค์ ตอนนี้มัดละ 5 บาท ตอนอายุเริ่มมากเข้าขึ้นดอยไม่ไหว ก็เคยต้องขายสวนอายุเกือบ 60 ปี ลูกเรียนจบหมดแล้ว กลับมาอยู่บ้านรับซื้อเมี่ยงแทน โดยใช้รถบรรทุกไปขนเมี่ยงมาดองไว้ที่บ้าน แล้วนำขายส่งให้พ่อค้าตามอำเภอต่าง ตอนนี้ยังทำอยู่”