นายอำเภอเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ ของอำเภอดอยสะเก็ด

0
1819

เมืองเชียงใหม่หลังจากที่พระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้อิสรภาพจากพม่าแล้ว ทรงมอบหมายให้พระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่โดยมิได้มีการก้าวก่ายด้านการปกครองจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงมีการส่งข้าราชการมากำกับดูแลเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หลังจากนั้นสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นรูปของ “มณฑล” โดยหัวเมืองทางเหนือเป็นมณฑลลาวเฉียงและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ มีการส่ง “ข้าหลวง” มาปกครองและส่งข้าราชการมาทำหน้าที่บริหารเมือง

ในช่วงที่ข้าราชการไม่เพียงพอ ได้มีการปรับลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือเข้ามารับราชการทั้งงานด้านการเก็บภาษี งานด้านการตำรวจและงานด้านการปกครอง คือ ตำแหน่งนายอำเภอ

จากทำเนียบรายชื่อนายอำเภอดอยสะเก็ด เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๕ นายอำเภอคนแรก คือ นายยอด (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๔๔๖) ต่อมา คือ เจ้าราชภาคินัย (พ.ศ.๒๔๔๖-๒๔๔๗), พระนิกรประชาเขต, ขุนสุขธานี, พระนิกรประชาเขต, เจ้าราชญาติ (พ.ศ.๒๔๕๖-๒๔๖๗), ขุนนรการบริรักษ์ เรื่อยมาตามลำดับ

นายอำเภอที่มีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ ๒ คน คือ เจ้าราชภาคินัยและเจ้าราชญาติ
เจ้าราชภาคินัย ชื่อเดิม คือ เจ้าเมืองชื่น ณ เชียงใหม่ ในหนังสือเพชรลานนา ของ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ยกย่องว่าเป็น เพชรของนครพิงค์ ตลอดชีวิตได้อุทิศตนให้แก่ทางราชการ อีกทั้งเป็นผู้โอบอุ้มญาติพี่น้องในราชวงศ์ฝ่ายเหนือตลอดอายุขัย

เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๒ ที่จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของเจ้าราชภาติกวงศ์ (เจ้าน้อยบัววงค์) มีพี่น้อง ๕ คน
ตอนเด็กได้บวชเป็นสามเณรที่สำนักวัดทุงยู อำเภอเมืองเชียงใหม่ ต่อมาเข้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอแยลวิทยาลัย ต่อมาถูกส่งไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ เรียนด้านกฎระเบียบกฎหมายต่างๆ และฝึกราชการในกระทรวงมหาดไทยโดยอยู่ในความปกครองของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๔๒ ต้องเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ เพื่อปรนนิบัติบิดาเนื่องจากบิดาป่วย หลังจากนั้นเข้ารับราชการก้าวหน้าตามลำดับ เคยเป็นรองแขวงเชียงใหม่ และเป็นนายแขวง (นายอำเภอ) ดอยสะเก็ด ต่อมาเปลี่ยนมารับราชการเป็นผู้พิพากษา ตำแหน่งเสนายุติธรรม ประจำศาลเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๔๗ ขณะอายุ ๒๕ ปี และต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าทักษิณนิเกตน์ เมื่ออายุ ๔๑ ปี และได้รับเลื่อนเป็นเจ้าราชภาคินัย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔ ขณะอายุ ๕๑ ปี อีก ๒ ปีต่อมาได้ลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพส่วนตัว โดยลงทุนทำเหมืองฝายทดน้ำเข้านาที่อำเภอจอมทอง

เมื่อออกจากราชการแล้วยังชอบขีดเขียนตำรายารักษาโรค การใช้สมุนไพรพื้นเมือง ตำราเหมืองฝายชลประท่าน และเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือที่ได้รวบรวมเชื้อสายราชวงศ์ฝ่ายเหนือไว้เป็นหมวดหมู่ โดยได้ดำเนินการสืบต่อจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ขณะอยู่ระหว่างดำเนินการได้เกิดเป็นมะเร็งที่ลำไส้และเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔ ขณะอายุ ๗๒ ปื

ปรากฎรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์จัดพิมพ์ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เรื่องประวัติเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ให้รายละเอียดว่า เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) สมรสกับเจ้าหญิงบัวทิพย์ ธิดาของเจ้าแก้วนรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ แต่ไม่มีทายาท จึงสู่ขอสาวงามคนหนึ่งมาเป็นหม่อม ชื่อ “หม่อมเทพ” มีทายาทรวม ๔ คน คือ เจ้าอาทิตย์ ณ เชียงใหม่, เจ้านิภาพันธุ์ ณ เชียงใหม่, เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ และเจ้าประเวส ณ เชียงใหม่ (จากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม ๔ มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์จัดพิมพ์, ๒๕๔๒, น.๒๑๐๑-๓)

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ธิดาคนหนึ่งของเจ้าราชภาคินัย เล่าเกี่ยวกับบ้านเจ้าราชภาคินัยว่า
“เจ้าพ่อ (เจ้าราชภาคินัย) และเจ้าเม่บัวทิพย์ ย้ายจากคุ้มหลวง (คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ) เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนเกิดสงครามโลกครั้งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาก มีความขาดแคลนไปเสียทั้งหมด ครอบครัวเจ้าพ่อต้องโยกย้ายไปอยู่บ้านร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง ตอนนั้นแม่ (เจ้าดวงเดือน) อายุ ๑๑ ขวบ ย้ายไปอยู่ที่โน้นกันแล้วก็มีเจ้าที่เป็นญาติพี่น้องย้ายตามไปอยู่ด้วย เจ้าพ่อก็สร้างบ้านให้อยู่และดูแล อย่างเช่น เจ้าพงษ์เจริญและเจ้าเผ่าพันธ์ ลูกของเจ้าราชวงศ์ (ชมชื่น) กับเจ้าบุษบา เจ้าของคุ้มกลางเวียง ก็ไปอยู่ด้วยกัน เสร็จสงครามแล้วก็กลับเข้ามาอยู่ในเมือง”

“เจ้าพ่อมาซื้อบ้านของนายไฮ้ อยู่ใกล้ประตูช้างเผือก ตรงข้ามเป็นที่ของเจ้าเลาแก้ว ลูกของนายไฮ้ก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ชื่อ แม่คำนวณ ซื้อแล้วก็รื้อบ้านหลังเดิมและสร้างหลังใหม่ ระหว่างสร้างบ้านก็มาเช่าบ้านอยู่บ้านข้างๆ เป็นบ้านของเจ้าปู่หนานวงศ์ ณ ลำพูน บ้านเสร็จก็เข้าอยู่กัน แม่ (เจ้าดวงดือน) ก็โตที่บ้านหลังนี้ ตอนคุณพิรุณ (อินทรวุธ) มาหมั้นแม่ก็มาหมั้นที่นี่ พ่อ (เจ้าราชภาคินัย) หลังจากออกจกราชการแล้วได้ไปทำเหมืองฝายที่อำเภอจอมทอง ชาวบ้านยกย่องมาก แม้หลังจากสิ้นบุญแล้ว ตอนที่แม่ไปหาเสียงร่วมกับคุณพิรุณ คราวที่คุณพิรุณสมัครเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ได้คะแมนจากชาวบ้านอำเภอจอมทองมาก เป็นชื่อเสียงเดิมของเจ้าพ่อที่สร้างประโยชน์ไว้กับชาวบ้าน ชาวบ้านจะเรียกแม่ว่า เจ้าน้อย”

เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ขณะอายุ ๗๒ ปี

นายอำเภอดอยสะเก็ดเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือคนที่สอง คือ เจ้าราชญาติ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอดอยสะเก็ด ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๖-๒๔๖๙ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอหางดง ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๕๕

เจ้าราชญาติ ชื่อเดิม คือ เจ้าน้อยไชยวงศ์ ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าน้อยมหาอินทร์ บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรัตน์ ด้านเจ้าน้อยมหาอินทร์ สืบเชื้อสายมาจากเจ้าอุปราชพิมพิสาร

คุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยมหาอินทร์) คือ บริเวณคุ้มกลางเวียงเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าน้อยชมชื่น ณ เชียงใหม่ บุตรชาย และตกเป็นของเจ้าบุษบา ผู้เป็นภรรยา ภายหลังขายมาสู่ตระกูล “กิติบุตร” ปัจจุบันตระกูล “กิติบุตร” มอบเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เจ้าราชญาติ เริ่มเข้ารับราชการคาดว่า ไต่เต้ามาจากข้าราชการผู้น้อยก่อนที่จะรับตำแหน่งนายอำเภอ เมื่อมาเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ดได้พบรักและแต่งงานกับแม่ขันแก้ว นามสกุล ชมพู เป็นชาวบ้านโป่ง ต.สันปูเลย มีบุตรชาย ๑ คน คือ เจ้าอนันต์ ณ เชียงใหม่

เจ้าอนันต์ ณ เชียงใหม่ บุตรชายของเจ้าราชญาติ แต่งงานกับแม่วันดี นาคเสน มีบุตรธิดา ๕ คน คือ นายโกวิท ณ เชียงใหม่, นางรัชนี เทพมงคล, นายณรงค์ ณ เชียงใหม่, นางวาสนา วิชัยขัตคะ และ พ.ต.ต.กฤษณ์ ณ เชียงใหม่

นอกจากนี้เจ้าราชญาติ มีภรรยาอีก ๑ คน คือ เจ้าทิพย์สังวาลย์ ณ เชียงใหม่ บ้านอยู่เขต อ.แม่ริม มีบุตรสาว ๑ คน คือ เจ้านิล ณ เชียงใหม่ (นายณรงค์ ณ เชียงใหม่, สัมภาษณ์)

Cr.อดีตดอยสะเก็ด (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)