บ้าน “เจ้ามรกฏ” ที่บ้านป่าเส้า อำเภอดอยสะเก็ด

0
3288

หากย้อนไป ๕๐ ปีก่อนหน้านี้ คนรุ่นนั้นมักทันได้เห็นบ้านไม้สักใหญ่กว้าง ทุ่งนาบ้านป่าเส้า อำเภอดอยสะเก็ด ใหญ่ขนาดที่มีเสาถึง ๑๒๐ เสา บริเวณชานบ้านใช้เป็นสนามชนไก่ได้สบายๆ ใหญ่ขนาดที่บางคนบอกว่ารถจักรยานยนต์ไปแล่นบนบ้านได้ ชาวบ้านที่ทันเห็นบ้านหลังนี้ว่าไว้เช่นนั้น

ชาวบ้านรับรู้กันว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านของ “เจ้า” ชื่อว่า “เจ้าสีเมือง”
บ้านไม้สักหลังใหญ่หลังนี้ เดิมเป็นของรุ่นพ่อของเจ้าสีเมือง ชื่อว่า เจ้ามรกฏ ภรรยาชื่อเจ้าบัวระวรรณ ณ เชียงใหม่
ตามประวัติแล้ว เจ้าน้อยมรกฏ สืบเชื้อสายจากเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓ คือ เจ้าคำฝั้น

เจ้าน้อยมรกฎ เป็นบุตรของเจ้าเจ้าน้อยมหาวงศ์ (มหาวงศ์สันทราย) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าหญิงฟองสมุทร ธิดาเจ้าคำฝั้นน เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓

เจ้าน้อยมรกฏ จึงถือว่าเป็นรุ่นเหลนของเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓ คือ เจ้าคำฝั้น โดยมีพี่น้องถึง ๑๗ คนด้วยกัน ด้านครอบครัวแต่งงานกับเจ้าหญิงบัวระวรณ และมาสร้างบ้านหลังใหญ่อยู่บ้านป่าเส้ากลางทุ่งนา มีบุตรธิดา ๓ คน คือ เจ้าน้อยสีเมือง, เจ้าจอมวงศ์และเจ้าหญิงพุมพะงา (บางเอกสารใช้คำว่าพงษ์พะงา)

บ้านไม้สักของเจ้าน้อยมรกฏมีใต้ถุนสูง ชาวบ้านกว้าง รอบบ้านขุดคูน้ำเสมือนเป็นรั้วบ้าน ใกล้ๆมีบ้านของคนงานในบ้าน ชื่อ ลุงสวน ถัดไปโดยรอบคือ ทุ่งนาของเจ้าน้อยมรกฏ ที่ว่าจ้างชาวบ้านละแวกแถวนั้นดูแล เนื่องจากอยู่กลางทุ่งนาจึงไม่มีถนนเข้าถึงหน้าบ้าน ต้องเดินตามคันนาในหน้าฝน ส่วนหน้าแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วรถยนต์สามารถแล้นเข้าถึงได้

หลังจากเจ้าน้อยมรกฏเสียชีวิตแล้ว บ้านหลังนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แด่บุตร คือ เจ้าสีเมืองบุตรชาย ส่วนบุตรสาว คือ เจ้าหญิงพงษ์พะงานั้นแต่งงานกับเจ้าน้อยตุ้ย และแยกมาสร้างบ้านอยู่ห่างจากบ้านเจ้าน้อยมรกฏประมาณ ๕๐๐ เมตร เรียกว่าบ้านป่าเส้าน้อยใกล้โรงเรียนป่าเส้า

พิธีศพของเจ้าน้อยมรกฏ

บุตรอีกคนหนึ่ง คือ เจ้าจอมวงศ์ โยกย้ายมาอยู่ที่บ้านบวกครก จากตัวเมืองเชียงใหม่มาทางอำเภอสันกำแพง แต่งงานกับเจ้าจันทร์หอม บุตรชายคนหนึ่งคือ ด.ต.ดาววงศ์ ณ เชียงใหม่ บริเวณบ้านของเจ้าจองวงศ์ปัจจุบัน คือ บริเวณธนาคารออมสิน ด้านเจ้าน้อยตุ้ย สามีเจ้าพงษ์พะงา ธิดาของเจ้าน้อยมรกฏ นามจริง คือ เจ้าอินทเนตร ณ เชียงใหม่

สืบค้นประวัติแล้วมีเชื้อสายจากเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓ คือ เจ้าคำฝั้นเช่นเดียวกัน โดยสืบมาจากเจ้าน้อยมหาไชย ซึ่งเป็นลูกของเจ้าพิมพิศาล ส่วนเจ้าพิมพิศาล เป็นโอรสของเจ้าคำฝั้น เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๓

เจ้าน้อยตุ้ย มีพี่น้อง ๖ คน คือ เจ้าน้อยเม่น, เจ้าจักร์แก้ว, เจ้าน้อยตุ้ย, เจ้าหญิงบุญตุ้ม, เจ้าพรมหม และเจ้าหญิงแว่นคำ

ปกติแล้วเจ้าหลวงเชียงใหม่และบุตรหลานมักอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ส่วนรุ่นต่อๆมา มักแยกย้ายออกต่างอำเภอ เหตุผลที่เจ้าน้อยมรกฏรวมทั้งเจ้าน้อยตุ้ย โยกย้ายมาอยู่ไกลถึงอำเภอดอยสะเก็ด เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ ซึ่งได้ศึกษาสภาพชีวิตของเจ้านายฝ่ายเหนือเล่าว่า เป็นเพราะสมัยก่อยลูกหลานเจ้าได้รับมอบหมายให้มาควบคุมชาวบ้าน ชาวบ้านอำเภอดอยสะเก็ดในรุ่นแรกๆมักถูกกวาดต้อนมาจากเขตสิบสองปันนา ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อกวาดต้อนมาแล้วก็ให้อยู่กระจายทั่วไปโดยมอบหมายให้ลูกหลานเจ้าทำหน้าที่ควบคุมดูแล เหตุผลที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดเนื่องจากหากไม่ควบคุมแล้วชาวบ้านเหล่านี้มักหนีกลับบ้านเดิมของตนเองอีกทั้งอาจรวมตัวกันก่อการกบฏขึ้นได้ นอกจากนี้ลูกหลานเจ้านายยังทำหน้าที่เก็บส่วยอากร ต่อมามาถึงรุ่นลูกหลานยังคงปักหลักอยู่นอกเมืองเช่นเดิม ด้านหน้าที่การควบคุมผู้คนก็ลดน้อยลงจึงทำหน้าที่ดูแลไร่นาและเก็บผลประโยชน์ ส่วนการจะกลับไปอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ค่อยข้างยากเพราะมาถึงรุ่นหลังๆมีลูกหลานมากทำให้พื้นที่อยู่อาศัยน้อยลง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ “เจ้า” มาอยู่ถึงในเขตอำเภอดอยสะเก็ด

นอกจากนี้เจ้าบุญศรี ซึ่งเกิดที่บ้านน้ำแพร่ รุ่นปู่ คือ เจ้าจอมเมืองมาควบคุมคนละแวกนี้ เจ้าบุญศรีเล่าว่า ทันได้เห็นเจ้าน้อยตุ้ย หลังจากเจ้าจอมเมืองเสียชีวิตแล้วทางการมอบหมายให้เจ้าน้อยตุ้ยดูแลควบคุมฝายส่งน้ำที่เรียกว่า “ฝายบ้านร้องขี้เหล็ก” ทำหน้าที่ปล่อยน้ำให้ชาวบ้านทำนา เจ้าน้อยตุ้ยจะมอบหมายให้ลุงแคร่ทำหน้าที่คุมฝาย ลุงแคร่ผู้นี้ได้ชื่อว่าอยู่ยงคงกระพัน เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไป เหตุผลที่ต้องคุมฝายเพราะมักมีชาวบ้านมาแอบเผาทำลายฝายเพื่อปล่อยน้ำและลักลอบจับปลา เจ้าน้อยตุ้ยมักขี่ม้าตรวจฝาย ขณะเจ้าบุญศรียังเด็กนั้น เจ้าน้อยตุ้ยอายุมากแล้วมักขี่ม้าจากบ้านป่าเส้ามาแวะที่บ้านเจ้าบุญศรที่บ้านน้ำแพร่ เพื่อพูดคุยกับพ่อเจ้าบุญศรี คือ เจ้าอินถา อยู่เสมอ

เจ้าน้อยตุ้ยแต่งงานกับเจ้าแม่พงษ์พะงา มีธิดา ๑ คน คือ เจ้าศิริพร ณ เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้เจ้าน้อยตุ้ยเคยแต่งงานกับภรรยาคนแรก คือ เจ้าแม่เรือนคำ มีบุตร ๗ คน คือ เจ้าเอื้องผึ้ง, เจ้าอินแหลง, เจ้าแสงเมือง, เจ้ากุยแก้ว (เป็นเจ้าของตลาดสามแยกสันทราย), เจ้ากุยคำ, เจ้าศรีมา และเจ้าจักรคำ (เสียชีวิตแล้วทั้งหมด)

เจ้าน้อยตุ้ย (เจ้าอินทเนตร) ผู้นี้ได้สร้างประโยชน์ให้สังคม โดยบริจาคที่ดินและได้บริจาคเงินส่วนหนึ่งสร้างโรงเรียนประจำตำบล ตั้งชื่อว่าโรงเรียนอินทเนตรศึกษา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนป่าเส้าวิทยาคม

“บ้าน ๑๒๐ เส้า” ของเจ้าน้อยมรกฏตกเป็นของเจ้าสีเมือง บุตรชายแต่งงานกับแม่เทียมตา ชาวบ้านเรียกกันว่า “แม่เตียม” เป็นชาวบ้านบ้านท่ารั้ว เป็นหมู่บ้านติดกับบ้านป่าเส้านี่เอง มีบุตรธิดาร่วมกัน ๗ คน คือ เจ้าบุญเลื่อน (รับราชการป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่), เจ้าศิริพรรณ (รับราชการครูโรงเรียนดอยสะเก็ด ต่อมาแต่งงานกับพ่อเลี้ยงประเสริฐ ชัยมงคล มีบุตรสาวคนหนึ่ง คือ นางสุภาวดี ภรรยาของ พ.ต.อ.ธนสาร พลายโถ ผกก.สภ.อ.ฝาง), เจ้าสร้อยแก้ว, เจ้าสร้อยคำ, เจ้าประดิษฐ์ และเจ้าประสิทธิ์ ใช้นามสกุล “ณ เชียงใหม่”

คุณสุภาวดี พลายโถ บุตรสาวของเจ้าศิริพรรณ เล่าว่า สมัยเป็นเด็กมาวิ่งเล่นที่บ้านของเจ้าน้อยมรกฏหลังนี้ ทันเห็นความใหญ่โตของบริเวณบ้าน เด็กๆเล่นซ่อนหากันสนุกเพราะที่ซ่อนเยอะ หากันไม่ค่อยเจอ ขณะนั้นในบ้านนอกจากเจ้าสีเมือง ภรรยาคือ เจ้าเทียมตาแล้ว น้าๆก็อยู่กันที่บ้านหลังนี้ คือ เจ้าสร้อยคำ เจ้าประสิทธิ์ และเจ้าประดิษฐ์ เจ้าสีเมืองนั้นรูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกเรียบร้อย ตอนอายุมากชอบดื่มเหล้า เจ้าสีเมืองเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลังจากเจ้าสีเมืองเสียชีวิตไม่นานมีการรื้อบ้านหลังนี้โดยคุณพ่อ คือ นายประเสริฐ ชัยมงคล เนื่องจากบ้านเริ่มทรุดโทรมผุพังคนในบ้านย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ที่สร้างบริเวณตลาดท่ารั้วไม่ไกลจากบ้านหลังเดิม ส่วนที่นาเดิมของเจ้าน้อยมรกฏจำนองไว้และต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายคำตั๋น สุขเกษม

บ้านไม้สักเสา ๑๒๐ ต้นที่ใหญ่โตเมื่อเทียบกับบ้านของชาวบ้านละแวกเดียวกันเป็นสิ่งบ่งบอกวิถีของ “เจ้า” ที่มาอยู่หมู่บ้านเล็กๆนอกตัวเมือง เป็นความทรงจำที่มีคุณค่าของชาวบ้านที่ทันได้รู้เห็น ต่อมาคงเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าขานที่เล่ากันไปจากรุ่นสู่รุ่น

Cr.อดีต”ดอยสะเก็ด” (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)