ประวัติตระกูล “สายน้ำตาล” บริจาคที่ดินสร้างโรงพยาบาลดอยสะเก็ด

0
2619

ตระกูลที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมของอำเภอดอยสะเก็ดนั้นมีหลายตระกูล ตระกูลหนึ่ง คือ “สายน้ำตาล”

ตระกูล “สายน้ำตาล” ดั้งเดิมนั้นต้นตระกูลอพยพมาจากบ้านป่าเปอะ ตำบลท่าวังตาล เขตอำเภอสารภี จ.เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๗ การอพยพในครั้งนั้นมากันเป็นหมู่หลายครอบครัวด้วยกัน สาเหตุของการอพยพในสมัยโบราณนั้น มักเกิดจากสาเหตุสถานที่เดิมการหากินฝืดเคือง ทำนาไม่ค่อยพอกินและเชื่อมั่นว่าสถานที่ใหม่มีโอกาสในการสร้างฐานะได้มากกว่า แสดงว่าอำเภอดอยสะเก็ดในสมัยนั้นเริ่มที่จะเป็นชุมชนใหญ่ที่สำคัญ กล่าวคือ เป็นเส้นทางวัวต่างม้าต่างจากทางจังหวัดด้านเหนือของเชียงใหม่ที่เดินทางมาค้าขายในเมืองเชียงใหม่แวะพักเป็นแหล่งชุมนุมการค้า

ในปีที่อพยพมานั้น คาดว่าอำเภอดอยสะเก็ดสมัยที่ยังเรียกว่า แขวงบ้านแพร่ คงเป็นชุมชนการค้าที่สำคัญแล้ว โดยเริ่มต้นสร้างชุมชนค้าขายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๒ เป็นต้นมาโดยพ่อหนานอินทวงศ์ ตระกูล “เจริญทรัพย์” ซึ่งต่อมาเป็นกำนันและได้บรรดาศักดิ์เป็น “ขุนผดุงดอยแดน”

ต้นตระกูลของสายน้ำตาลที่มาอยู่อำเภอดอยสะเก็ด คือ พ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ สองสามีภรรยา มีเชื้อสายไทยเขิน (ชุมชนดอยสะเก็ดส่วนใหญ่เป็นไทยลื้อ) มาเริ่มต้นประกอบอาชีพค้าขายอยู่บริเวณที่แยกเชิงดอย ตลาดดอยสะเก็ดประกอบอาชีพค้าขายสินค้าหลายอย่างทั้งเสื้อผ้า ของใช้ อาหารแห้ง

พ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ มีบุตรธิดา ๓ คน คือ นายพรหมเมือง สายน้ำตาล, นางบัวชุม เจริญทรัพย์ และนางกองแสง ชัยมงคล

ต่อมาเมื่อสร้างหลักฐานได้แล้ว ปี พ.ศ.๒๔๗๐ ได้มาซื้อที่ดิน ๒๗ ไร่ บริเวณริมถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ ห่างจากตลาดดอยสะเก็ดประมาณ ๑ กิโลเมตร ตรงกันข้ามกับปากทางเข้าบ้านลวงเหนือ สร้างบ้านตึกสองชั้นอยู่อาศัย บริเวณที่ดินรอบบ้านพ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ ปลูกมะพร้าวเต็มพื้นที่ ในช่วงเดือนสิงหาคม, กันยายน (กลางพรรษา) ชาวดอยสะเก็ดจะคุ้นกับสีขาวของนกกระยางที่มาเกาะทางพ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ ขอร้องชาวบ้านห้ามทำร้ายนำกระยางดังกล่าว ต่อมาที่ดินส่วนหนึ่งบริจาคให้ศาสนาโดยบริจาคเป็นถนนเข้าวัดลวงใต้ซึ่งอยู่ติดพื้นที่ทางด้านตะวันตก

แม่จันทร์พลอย มหานุภาพ เป็นหลานของนายคำปวน ชัยมงคล ซึ่งเป็นสามีของนางกองแสง (บุตรสาวของพ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ) เล่าเกี่ยวกับการสร้างฐานะของพ่อหม่อนเอี๋ยงและหม่อนบุญว่า

“พ่อหม่อนเอี๋ยงและแม่หม่อนบุญ ขยัน และฉลาด สมัยก่อนเงินหายาก ใครฉลาดย่อมสร้างฐานะได้ ขณะอยู่ที่ตลาดเชิงดอย ค้าขายหลายอย่าง มีเสื้อผ้าเป็นหลัก มักมีพ่อค้าวัวต่างม้าต่างแวะมาซื้อ ยาสูบก็ค้า โดยสั่งซื้อยาสูบสำเร็จจากเมืองแพร่ เมืองน่านมาไว้ที่บ้านในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยมีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ที่บ้านสันป่าข่อย ตรงข้ามกับทางเข้าอาบอบนวดซายูริ และใช้ล้องัวไปขนมาที่ดอยสะเก็ดนำมาแบ่งขายส่งให้ร้านค้าย่อย ทำกำไร สินค้นอีกอย่างหนึ่งคือ หมากแห้ง มักรับซื้อหมากจากชาวบ้านนำมาเก็บไว้จำนวนมากและขายทำกำไร หมากแห้งสมัยก่อนจะร้อยเป็นพวงๆละ ๑๐ เส้น มักจะมีคนภาคกลางจากอุตรดิตถ์ พิษณุโลกและมาซื้อจำนวนมาก นอกจากนี้มีปลาย่าง สมัยนั้นเรียกว่าปลาแห้งเจียงฮาย มักเป็นปลาช่อน ปลาดุกย่างมาเสร็จกันบูดเน่า ซื้อเก็บไว้เยอะเนื่องจากมีทุนเยอะ แล้วก็นำมาทำเป็นพวง แยกขายให้ร้านค้าย่อย ภายหลังมะพร้าวที่ปลูกรอบบ้านได้ผลก็มีพ่อค้าแวะมาซื้อ กว่าจะสร้างฐานะได้ต้องขยันและทำงานทุกอย่างหากทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น”

“ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ทางราชการต้องการจะขยายพื้นที่โรงพยาบาล สมัยก่อนเรียกว่า สุขศาลา ต่อมาเรียกว่าอนามัย อยู่ข้างโรงพักดอยสะเก็ดเก่า เนื่องจากคับแคบฝ่ายอำเภอจึงมาขอซื้อที่ดินติดริมถนนสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลดอยสะเก็ดในปัจจุบันนี้ สมัยนั้นนายอำเภอคือ นายชุ่ม บุญเรือง ผู้ที่มาติดต่อมีหมออุดม คุณยศยิ่ง เป็นหมอคนแรกของอนามัยดอยสะเก็ด เป็นคนบ้านบ่อหิน สันปูเลย, นายพุฒ จำรัส เกษตรอำเภอ คนนี้ทำงานเก่ง เป็นนักพัฒนาเป็นมือขวาขางนายอำเภอชุ่ม อีกคนที่มาติดต่อซื้อที่ คือ นายจำรัส จันทรศัพท์ เป็นปลัดอำเภอโดยได้มาติดต่อกับอุ๊ยกองแสง สมัยนั้นแม่หม่อนบุญ เพิ่งเสียชีวิตไปได้ปีเดียว (เสียปี พ.ศ.๒๕๐๙) อุ๊ยกองแสงก็ไปปรึกษากับพี่ๆน้องๆ คือ อุ๊ยพรหมเมือง และ อุ๊ยบัวชุม ทั้งสามพี่น้องไม่อยากขายจึงได้บริจาคให้ทางราชการเพื่อเป็นกุศลแด่หม่อนบุญและหม่อนเอี๋ยง สายน้ำตาล ที่ดินที่บริจาคประมาณ ๓ ไร่เศษ สมัยนั้นตกไร่ละประมาณ ๕,๐๐๐ บาท เงิน ๕,๐๐๐ บาท สมัยนั้นก็ถือว่ามากและหาไม่ใช่ง่าย เมื่อบริจาคแล้ว ทางราชการได้สร้างโรงพยาบาลเสร็จประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๑ และต่อมาทางราชการได้ซื้อที่ขยายไปอีกส่วนหนึ่ง”

“อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องการบริจาคให้ทางราชการ เนื่องจากก่อนหน้านี้ประมาณ ๒-๓ ปี วันหนึ่งพระราชชนนีฯ (สมเด็จย่า) ประทับรถเสด็จผ่านมาเห็นชาวบ้านกำลังลงแขกเกี่ยวข้าวกันอยู่บริเวณที่บริจาคสร้างโรงพยาบาล ทรงลงจากรถมาทักทายชาวบ้านที่กำลังเกี่ยวข้าวและทรงเกี่ยวข้าวด้วย ข้าวที่เกี่ยวแล้วเมื่อวางไว้ ชาวบ้านจะไปรับมาแบ่งกันเป็นของมงคลประจำบ้าน ในครั้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ชาวบ้านละแวกนี้ที่ทราบเรื่องต่างอุ้มลูกจูงหลานไปที่หน้าที่พระราชชนนีทรงเกี่ยวข้าว พระองค์ทรงแจกเหรียญเป็นขวัญถุง เป็นเหรียญบาทคนละเหรียญ ให้เจ้าหน้าที่ร่วมแจก บางคนได้ ๓ เหรียญ การเสด็จมาทรงเกี่ยวข้าวในที่ดินของตระกูลสายน้ำตาลในครั้งนั้น ถือเป็นมงคลอย่างสูง จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ตระกูลต้องการบริจาคให้ทางราชการ”

พ่อหม่อนเอี๋ยง เสียชีวิตก่อนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ (ไทรอยด์) ส่วนแม่หม่อนบุญ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ ขณะอายุ ๙๘ ปี

ทรัพย์สินตกสู่รุ่นลูกทั้งสามคือ นายพรหมเมือง สายน้ำตาล, นางบัวชุม เจริญทรัพย์ และนางกองแสง ชัยมงคล ซึ่งแยกย้ายมีครอบครัวที่มั่นคง แต่งงานกับตระกูลใหญ่ของอำเภอดอยสะเก็ดที่ฐานะดีอีก ๒ ตระกูล “ชัยมงคล” และ “เจริญทรัพย์”
(เรียบเรียงจากหนังสือฌาปนกิจศพนางบุญ สายน้ำตาล, หนังสือฌาปนกิจศพนางกองแสง ชัยมงคล, สัมภาษณ์นางจันทร์พลอย มหานุภาพ)

Cr.อดีต “ดอยสะเก็ด” (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)