เหตุเกิดที่ดอยสะเก็ด ปี พ.ศ.2460

0
871

“ข้าพเจ้าชื่อ พลตำรวจปัน อายุ 24 ปี ทำมาหากินในทางรับราชการเป็นตำรวจภูธร สังกัดกรมตำรวจ ได้สาบานตัวแล้วให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 28 เดือนอะไรไม่ทราบ ปี พ.ศ.นี้ นายพันตำรวจตรีเจ้าไชยวรเชษฐ์ จเรตำรวจประจำจังหวัดเชียงใหม่มาตรวจราชการได้ฝึกหันที่น่า (หน้า) โรงพัก คือ 1 ว่าที่นายสิบตำรวจตัน , พลตำรวจอ้าย , ตัน , คำ , ตาน , ดีดี , ปัน เวลานั้นว่าที่นายสิบตำรวจตรีพรม ไม่ได้บอกแถว นายพันตำรวจตรีเจ้าไชยวรเชษฐ์เป็นผู้บอกให้ทำอาณัติสัญญาณ ข้าวเจ้าประจำอยู่ทางปีกซ้าย (หางแถว) ให้ทำท่าฝึกหัดต่างๆ ข้าพเจ้าได้ทำผิดไป นายพัน ตำรวจตรีเจ้าไชยวรเชษฐ์ได้เอามือบีบคอข้าพเจ้า และเอามือบิดหูข้าพเจ้าทั้งสองข้างเจ็บ ที่คอของข้าพเจ้าเป็นรอยนิ้วมือและรอยเล็บจ้ำเขียว และได้ด่าข้าพเจ้า ไอวอกน้อย และอีกหลายคำเป็นคำด่าต่างๆ และข้าพเจ้าเห็นทำร้ายให้พลตำรวจตัน 2 ครั้ง ทำให้พลตำรวจคำ 2 ครั้ง เป็นความจริง สิ้นคำให้การแต่เท่านี้ อ่านทานให้ฟังๆ รับว่าถูกต้อง ลงชื่อ พลตำรวจปัน ผู้ให้การ”

ข้อความดังกล่าวเป็นคำให้การของพลตำรวจปัน (ยังไม่มีนามสกุล) ที่ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่ประกอบด้วย ร.ต.อ.ขุนรบอรินราบ ผู้บังคับกองตำรวจเมืองที่ 1 เชียงใหม่ (สมัยนั้นมีการแบ่งตำรวจเป็นตำรวจเมืองที่ 1 เมืองที่ 2 เรื่อยไป โดยเป็นกลุ่มโรงพัก กลุ่มละประมาณ 3-4 โรงพัก) , เจ้าราชญาติ นายอำเภอดอยสะเก็ด และนายฟู สมุบัญชี

เหตุการณ์ว่าอยู่ว่าในเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2460 มีการตรวจโรงพักที่ทำหน้าที่โดยจเรตำรวจ สมัยนั้น คือ พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์

พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์

พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ ชื่อเดิม คือ เจ้ามงคลสวัสดิ์ ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรเจ้าดวงสมเพ็ชร์และเจ้าหญิงกาบ เกิดปี พ.ศ.2427 ประวัติจบการศึกษาจากโรงเรียนยุพราชเชียงใหม่และเรียนต่อที่โรงเรียนปรินซ์ฯ เริ่มรับราชการปี พ.ศ.2443 เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเรือนจำ , ผู้ช่วยอัยการ , เป็นปลัดอำเภอสะเมิง ก่อนเปลี่ยนมารับราชการเป็นตำรวจ เป็นว่าที่ ร.ต.ต.เมื่อปี พ.ศ.2448 สมัยปี พ.ศ.2460 ที่ พ.ต.ต.ไชยวรเชษฐ์ ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจนั้น สมัยนั้นพลโทหม่อมเจ้าคำรบเป็นอธิบดีกรมตำรวจพระนครบาลและตำรวจภูธร มี พ.ต.อ.พระยาประกอบรณการเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรมณฑลพายัพ มี ร.ต.อ.ขุนรบอรินราบ เป็นผู้บังคับกองเมืองเชียงใหม่

ด้านตำรวจมณฑลพายัพนั้นเริ่มมีตั้งแต่ปี พ.ศ.2442 สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วและโรงพักมีการสร้างกระจายไปทั่วทุกอำเภอ คาดว่าปี พ.ศ.2450 หรือเลยกว่านั้นเล็กน้อย ก็น่าจะครบทุกอำเภอแล้ว ตำรวจก็ใช้วิธีรับสมัครจากชาวบ้านมีเงินเดือนตอบแทน ต่อมาจึงใช้วิธีเกณฑ์แบบทหาร

ก่อนจะมาตรวจโรงพักดอยสะเก็ด พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ตรวจมาหลายโรงพักแล้ว สุดท้ายคือ โรงพักสันทราย พาหนะ คือ ม้า มีตำรวจติดตามมา 3 คน คนหนึ่งเป็นคนดูแลม้า อีกสองคนล่วงหน้ามาก่อน ทำหน้าที่เตรียมอาหาร การหลับนอนมักนอนบ้านผู้บังคับกองของโรงพักนั้นๆ

การตรวจโรงพัก เน้นการตรวจการฝึก ดูระเบียบวินัยเป็นหลัก ตำรวจในสมัยนั้นโรงพักรอบนอกคงมีจำนวนไม่เกินสิบคน ตำรวจโรงพักดอยสะเก็ดขณะนั้นมี 9 คน มีรายชื่อ คือ ส.ต.ต.ตัน , ส.ต.ต.พรม , พลตำรวจปัน รวม 8 คน รวมหัวหน้าโรงพักเป็น 9 คน ผู้บังคับกองหัวหน้าโรงพัก ชื่อ นายดาบแสง สีเมฆ ขณะนั้นไม่อยู่โดยไปราชการ

สถานีตำรวจภูธร อำเภอดอยสะเก็ด

รุ่งขึ้นเช้า พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ จึงเรียกตำรวจเข้าแถวตรวจการฝึกที่หน้าโรงพัก การตรวจโรงพักที่โรงพักเชิงดอยนี้เอง ทำเอา พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์แทบแย่ คือ ถูกตำรวจที่เข้าแถวร้องเรียนไปถึงผู้บังคับการตำรวจมณฑลพายัพ คือ พ.ต.ต.พระยาประกอบรณการ ว่าถูก พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ ทำร้ายร่างกาย จนมีการตั้งกรรมการสอบสวน

ตำรวจบางคนก็ให้การว่า เมื่อผึกหัดผิดพลั้งไป ถูกเจ้าไชยฯบีบคอแล้วเอามือแทงหูทั้ง 2 ข้าง และเอากระบี่ทั้งฝักทั้งที่บั้นเอว และเอากระบี่ตีแขนด้วย

ความจริงก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่าจะร้องเรียนกัน เมื่อมีการสืบสวนก็ทราบว่า พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์นั้นมีความขัดแย้งเดิมอยู่กับนายดาบแสง สีเมฆ คาดว่านายดาบแสง ยุแหย่ให้ตำรวจร้องเรียน ประกอบกับ พ.ต.อ.พระยาประกอบ รณการ ผู้บังคับการตำรวจมณฑลพายัพก็ไม่ค่อยชอบพอกับ พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ สักเท่าใด ปรากฏเหตุผลจากเอกสารว่า พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ ไม่ค่อยเคร่งครัดในระเบียบแบบแผนและไม่ค่อยให้เกียรติด้วยถือว่ามีเชื้อสายเจ้า ทำนองนั้น ส่วนเหตุผลลึกๆ ปรากฏว่าสมัยนั้นข้าราชการจากกรุงเทพฯ มักไม่เชื่อถือข้าราชการที่เป็น “คนเมือง” หาว่าด้อยคุณภาพในการทำงาน จึงมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่เสมอ

การร้องเรียนครั้งนั้น ได้ผล พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ถูกลงโทษสั่งพักราชการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2461 หลังจากนั้นย้ายจากจเรตำรวจ ไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรกำแพงเพรช ลงนามคำสั่งลงทัณฑ์โดย เจ้าพระยายมราชเสนาบดีกระทรวงนครบาล

เรื่องหาได้จบแค่นั้นไม่ การสั่งพักราชการ พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเจ้าพระยายมราช ทำหนังสือแจ้งราชเลขานุการในรัชกาลที่ 6 เรื่องการลงทัณฑ์ และเสนอถึงรัชกาลที่ 6 มีพระราชกระแสรับสั่ง ผ่านจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช ว่า “ตามรายงานที่กราบบังคมทูลยังไม่พอจะทรงวินิจฉัยได้ตลอด มีพระประวงค์จะทรงทราบให้แจ่ใแจ้ง…” ซึ่งก็พอเดาได้ว่าไม่ทรงพอพระราชหฤทัยนัก แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้เพราะลงทัณฑ์ไปแล้ว

เหตุผลที่ ราชเลขานุการรัชกาลที่ 6 ทำหนังสือแย้งมาเนื่องจากเชื่อได้ว่า พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ รายงานต่อญาติที่เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ คือ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งขณะนั้นยังประทับอยู่ที่วังในกรุงเทพฯ ไม่นานนักมีคำสั่งให้ พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ เป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกองตำรวจภูธรมณฑลพายัพ ส่วน พ.ต.อ.พระยาประกอบรณการ รับคำสั่งย้ายเป็นผู้บังคับการมณฑลราชบุรี (จากหนังสือทำเนียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2461-2462) (ข้อมูลจากเอกสารหอสมุดแห่งชาติ)

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงน่าจะวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 2 ประการ ประการแรก คือ การร้องเรียนผู้บังคับบัญชานั้นมีมานานแล้วและมักมีเหตุยุแหย่ให้ร้องเรียนด้วยเหตุผลส่วนตัว ประการที่สอง คือ ด้านการบริหาร มักต้องมีปัจจัยด้านญาติพี่น้อง พรรคพวกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ที่เรียกกันว่า “เส้น”

บ้านของ พ.ต.ต.เจ้าไชยวรเชษฐ์ อยู่แถวช้างเผือก ใกล้แจ่งหัวลิน ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงเรียนเอกชน ชื่อ “โรงเรียนวรเชษฐ์” รุ่นหลานรุ่นเหลนดำเนินกิจการ.