กำนันทองดี บุตรโคตร อดีตกำนันตำบลลวงเหนือ

0
563

ผู้ที่อาวุโสทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิของบ้านลวงเหนือที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ นายทองดี บุตรโคตร แนวคิดและถ้อยคำของนายทองดี เป็นประวัติศาสตร์ชั้นดีที่ควรนึกถึง

กำนันทองดี บุตรโคตร รูปร่างสูงใหญ่ต่างจากคนเมืองทั่วไป แม้จะอายุมากแต่บุคลิกและท่าทางยังกระฉับกระเฉง กำนันเล่าว่าเกิดปี พ.ศ.2462 ปัจจุบันอายุ 87 ปี พ่อ คือ เจ้าหนานพรหมมินทร์ ส่วนแม่ คือ แม่นางบัวจันทร์

พ่อหนานพรหมมินทร์ มีเชื้อสายเจ้าเชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าหนานบุญและแม่จันทร์สม บ้านเดิมอยู่ในเมืองเชียงใหม่ มีน้องสาวคนหนึ่ง ชื่อ เจ้าบัวเพรช

กำนันทองดี บุตรโคตร
อดีตกำนันตำบลลวงเหนือ

แม่จันทร์สม ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่า ตามประวัติทราบจากคำบอกเล่ารุ่นพ่อว่า เจ้าหลวงเชียงใหม่ให้ไปอยู่เมืองปาย แต่ย่าไม่ไป และมาอยู่ด้านใต้ของวัดลวงเหนือ มีที่นาประมาณ 10 ไร่เศษ ใช้นามสกุลเดิมคือ “บุญช้างเผือก” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “บุญคช”

ส่วนญาติทางสายแม่ แม่เป็นลูกของหนานเตจ๊ะ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านอยู่ด้านทิศตะวันตกของวัดลวงเหนือ ชื่อนางบัวจันทร์ วรรณพิน ครอบครัวแบบชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ร่ำรวย

เจ้าอีกคนหนึ่งที่เป็นพี่น้องกับปู่ ชื่อ เจ้าสุริยะ อยู่บ้านลวงเหนือ เจ้าสุริยะมีลูก 4-5 คน

ส่วนพ่อมีลูก 6 คน ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “เจ้าหนาน” พ่อเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2479

การทำนาเลี้ยงครอบครัว มีข้าวพอกินในครอบครัว และเหนือบางส่วนแบ่งขาย

สมัยที่กำนันทองดี เป็นเด็ก กำนันของตำบลลวงเหนือ ชื่อ หมื่นบุญเรืองวรพงษ์ใช้นามสกุล “บุญเรืองยา” กำนันคนต่อมา คือ กำนันจันทร์ บนแท่นทิพย์ อยู่บ้านเมืองวะ

สมัยนั้นเรียนจบประถมปีที่ 3 บริบูรณ์ ก็สามารถเป็นครูได้ ครูใหญ่โรงเรียนลวงเหนือ คือ ครูแก้ว พรหมขัติแก้ว (ต่อมาเป็นปลัดตำบลและเป็นปลัดอำเภอดอยสะเก็ด แต่งงานกับนางจันทร์พลอย บุตรขุนผดุงดอยแดน อดีตกำนันตำบลเชิงดอย) มาตามจะให้เป็นครู แต่ไม่ไป ครูแก้ว พรหมขัติแก้ว ผู้นี้เป็นลูกของกำนันตำบลตลาดใหญ่ อำเภอดอยสะเก็ด ชื่อ กำนันทา ต่อมาครูแก้ว เปลี่ยนอาชีพเป็นปลัดตำบลและเป็นปลัดอำเภอดอยสะเก็ด สมัยนั้นต้องเป็นปลัดตำบลก่อน อีกคนหนึ่งที่เป็นญาติกับภรรยา คือ นายจำรัส วรรณพิน ก็เคยเป็นปลัดตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ต่อมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงใหม่

กำนันตำบลลวงเหนือ คือ หมื่นบุญเรืองวรพงษ์ ใช้นามสกุล “บุญเรืองยา” น้องชายของหมื่นบุญเรืองวรพงษ์คนหนึ่งไปเป็นกำนันอยู่ที่อำเภอพร้าว ชื่อว่า ขุนเวียง ระวังเหตุ เคยบวชอยู่วัดลวงเหนือ สอบได้เปรียบธรรม 3 ประโยค หลังจากนั้นไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ กลับมารับแต่งตั้งเป็นกำนัน ไปมีครอบครัวที่อำเภอพร้าวชาวบ้านมักเรียกกันว่า “มหาบาง บุญเรืองยา”

หมื่นบุญเรืองวรพงษ์ เป็นกำนันสมัยเมื่อยังนุ่งผ้าม่วง ใส่เสื้อคอตั้ง ขี่ม้าไปประชุมที่อำเภอ ใครขี่ม้าก็ถือว่าฐานะดีหน่อย หากฐานะไม่ดีก็ต้องใช้เดินเท้า หมื่นบุญเรืองฯมีที่นามาก มีที่นาเรื่อยไปถึงบ้านเกี๋ยงคา นับเป็น 200-300 ไร่ ภรรยาคนล่าสุด คือ นางบัวผัน ลูก 3 คน ส่วนภรรยาคนก่อนมีลูก 5-6 คน

เมื่อหมื่นบุญเรืองวรพงษ์ เสียชีวิต กำนันคนต่อมา คือ กำนันจันทร์ บนแท่นทิพย์ คนบ้านเมืองวะ ส่วนกำนันทองดีเป็นกำนันต่อเป็นคนที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2505

คนมีฐานะของบ้านลวงเหนือ คือ นายจาย บุญยานำ เป็นลูกเขยของนายจาย บัวแตก (ชื่อเหมือนกัน) นายจาย บุญยานำ อาชีพทำนา มีนามาก รายได้มาจากการขายข้าวทำให้มีเงินซื้อนาเพิ่มขึ้น ชาวบ้านบางคนก็นำนามาจำนำและถูกยึดที่นาสมัยนั้นที่นาราคาถูก เงินแพงและมีค่ามาก

พ่อหนานทองดี บุตรโคตร เริ่มการศึกษาจากการบรรพชาเป็นเณรที่วัดลวงเหนือเมื่อปี พ.ศ.2476 สมัยนั้นพระอินปั๋น บุญชัย เป็นเจ้าอาวาส พยายามสอบนักธรรมแต่ยังสอบไม่ได้ จึงย้ายไปเรียนที่วัดเจดีย์หลวง สมัยนั้นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงมาที่วัดลวงเหนือและถามว่า “ใครอยากไปอยู่เชียงใหม่บ้าง” สามเณรทองดี ยกมือขอไปพร้อมกับเพื่อนเณรอีกคน คือ สามเณรแสงเมือง ขัวคำ ไปอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง ระหว่างปี พ.ศ.2480-2484 และสอบได้นักธรรมเอก สมัยนั้นเจ้าคุณพุทธิโสภณเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ขณะนั้นวัดเจดีย์หลวงมีพระมาก ส่วนใหญ่มาจากทางภาคอีสานประมาณ 70 รูป ส่วนเณรมีประมาณ 70 รูปเช่นกัน

“เงินถวายเณรสมัยนั้น อย่างงานศพได้รับเงินถวาย 10-15 สตางค์ เป็น เหรียญสตางค์แดง มีรูตรงกลาง หากเทศน์ธรรมจะได้ 20-30 สตางค์ถือว่ามากแล้วเจ้าภาพจะนำเหรียญใส่กระดาษคล้ายกระดาษหนังสือพิมพ์ม้วนแล้วใส่ในย่าม”

พ่อหนานทองดี เล่าว่า สึกจากพระเมื่อปี พ.ศ.2486 ต่อมาคัดเลือกทหารโดนเป็นทหารเมื่อปี พ.ศ.2488 ผัด 3 เดือนกันยายน มาปลดทหารเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกในปี พ.ศ.2488 กลับมาอยู่บ้านและแต่งงานมีครอบครัวเมื่อปี พ.ศ.2489 ภรรยาคือ นางฟองเมฆ สกุลเดิม “บัวขาว” คนบ้านลวงเหนือเช่นกัน

มรดกที่ได้รับจากพ่อแม่แบ่งในหมู่พี่น้องคนละเท่าๆกัน คือ ที่นาคนละ 2 ไร่เศษ ให้ชาวบ้านเช่าทำนาและแบ่งข้าวคนละครึ่ง ส่วนตัวเองไปทำนาของฝ่ายภรรยาซึ่งมีนา 10 ไร่เศษ แต่ละปี ได้ข้าวประมาณ 7-8 เกวียน แบ่งขายได้ ราคาข้าวเปลือกขณะนั้นเกวียนละ 500-600 บาท

พ่อหนานทองดี เล่าว่า การเดินทางไปในเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น ต้องเดินเท้าไปออกจากบ้านลวงเหนือประมาณตี 3 เดินลัดทุ่งนาตามคันนาไป ถึงในเมืองประมาณ 7 โมงเช้า ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง

การนำถนนเข้าบ้านลวงเหนือนั้น เดิมทางเข้าบ้านลวงเหนือต้องเดินตามคันนาเกวียนก็ผ่านไม่ได้ เกวียนจะผ่านต้องรื้อคันนา ต่อมาปี พ.ศ.2483 ทางอำเภอมาขอที่ดินเพื่อตัดถนน ทำถนนเสร็จใช้การได้ในปี พ.ศ.2484

พ่อหนานทองดี ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านลวงเหนือ หมู่ 4 (ตำบลบ้านลวงเหนือมี 2 หมู่ ก่อนหน้านี้มี 3 หมู่) เมื่อปี พ.ศ.2497 สมัยนั้นนายชุ่ม บุญเรือง เป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด ต่อมาเป็นกำนันตำบลลวงเหนือรวม 10 ปี เกษียณจากตำแหน่งกำนันเมื่อปี พ.ศ.2522 อายุครบ 60 ปี