คดีใหญ่ที่ดอยสะเก็ด ปี พ.ศ.2492

0
4777

อำเภอดอยสะเก็ด สมัยก่อนเรียกกันว่า “อำเภอเชิงดอย”

ต้นปี พ.ศ.2492 เกิดคดีฆาตรกรรมครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งส่งผลให้มีการฆาตรกรรมทนายความชื่อดังของเมืองเชียงใหม่ที่รับว่าความในคดีนี้

เหตุเริ่มจากงานปอยหลวงวัดน้ำแพร่ ตำบลป่าลาน อำเภอดอยสะเก็ด เนื่องในงานฉลองกุฏิ วันเกิดเหตุเป็นวันสุดท้ายมีการแห่ขบวนเครื่องไทยทานของชาวบ้านบ้านป่าลาน

คุณประพัฒน์ อรุณกิจ สมัยเมื่อเป็นพลตำรวจประจำสถานีตำรวจอำเภอดอยสะเก็ดเล่าเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า

“ความจริงผมเป็นยาม แต่นัดสาวไว้ จึงจ้างให้คนอื่นเข้าแทน ผมพาแฟนไปเที่ยวงานปอยหลวงที่วัดน้ำแพร่”

“วัดน้ำแพร่เป็นวัดเล็กๆ อยู่กลางหมู่บ้านน้ำแพร่ ห่างจากตัวอำเภอดอยสะเก็ดไปทางตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 3 กิโลเมตร”

“คืนนั้นคนเยอะ มีการละเล่นหลายอย่าง ขณะกำลังเดินอยู่ในงาน ได้ยินเสียงคนฮือกัน และมีคนตะโกนว่า มีคนแทงตำรวจ ผมวิ่งไปดูเห็นตำรวจถูกแทงล้มอยู่ที่พื้น คนร้ายเป็นชายวิ่งหนีไป ผมวิ่งไล่ติดตามและจับกุมได้ โชคดีที่คนร้ายไม่หันมาใช้มีดแทงเข้าอีกคน ตอนนั้นมึดไม่รู้มันโยนทิ้งไปไหน คุมตัวไว้ได้ ตอนหลังตำรวจมากันหลายคน จับตัวไปโรงพัก ตำรวจที่ถูกแทง ชื่อพลฯอุทัย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุผมก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว แต่ที่ไหนได้ ปรากฏว่าต้องเช้าจึงทราบว่า คนร้ายที่ถูกจับไปไว้ที่โรงพัก ถูกปาดคอตายที่ใต้ถุนโรงพัก โรงพักสมัยนั้นเป็นเรือนไม้เล็กๆ มีใต้ถุน

“มีการตั้งกรรมการสอบสวนหาคนผิดในคดีนี้ ตำรวจโดนตั้งกรรมการสอบสวนกันรวม 13 คน ผมเป็นจำเลยที่ 11 ฐานร่วมกันฆ่า โดยคิดว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยและถูกลงโทษส่งไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอและ จังหวัดน่าน อยู่ติดประเทศลาวต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งช้าง”

“การสอบสวนคดี สมัยนั้นขึ้นกับทางอำเภอ นายอำเภอและปลัดอำเภอเป็นผู้สอบสวน ตอนหลังศาลตัดสินว่าผมไม่ผิด คดีนี้ทั้งนายอำเภอ ทั้งผู้บังคับกองของดอยสะเก็ด มีความผิด โดยปลัดอำเภอให้การว่านายอำเภอและผู้บังคับกองให้สอบสวนในแนวทางที่เบี่ยงเบนไม่ถูกต้อง ผู้บังคับกองสมัยนั้น คือ คุณพ่อของผู้ว่าอุทัย นาคปรีชา ชื่อ ร.ต.ท.ชวลิต นาคปรีชา”

“คนร้ายตัวจริงในคดีนี้ที่ฆ่าผู้ต้องหา คือ ส.ต.ต.จันทร์ ช้างทอง ถูกศาลตัดสินจำคุก”

ด้านคุณประพัฒน์ อรุณกิจ ต่อมาลาออกจากราชการตำรวจ ไปรับราชการกรมป่าไม้

เหตุการณ์ร้ายแรงนี้ คุณช่อแก้ว ระวีจงรักษ์ ได้เขียนเป็นบทความใน นสพ.ไทยนิวส์หลายตอนฉบับเดือนกันยายน 2522 เรื่อง “สังหารอินทร สิงหเนตร” เกริ่นหัวเรื่องว่า “คดีฆาตรกรรมเหี้ยมโหดที่แสนจะสลดสยองที่สุด…ปาดคอผู้ต้องหาในสถานีตำรวจอำเภอดอยสะเก็ด เหตุเกิดเนื่องจากสุราพาไป ชาวบ้านแทงอกตำรวจที่ไปรักษา ตายคาที่บนเวทีรำวงเป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดการปาดคอผู้ต้องหาสองศพซ้อนที่อำเภอดอยสะเก็ด”

ข้อเขียนดังกล่าว ระบุว่าต้นเหตุของคดีนี้ เกิดจากชาวบ้านบ้านป่าลาน 2 คน คนหนึ่งชื่อว่า นายอุ่น ขันชัยพิศ บุตรของนายปั๋น-นางใจ๋ อีกคนหนึ่งชื่อ หนานโต้ ขันขันทร์ บุตรของนายบุญมา อดีตพ่อหลวงเก่าและแม่ลุน ทั้งสองร่วมงานปอยหลวงร่วมขบวนแห่ครัวทานของหมู่บ้านป่าลาน-หนองไฮ หมู่ 3 ในบ่ายวันหนึ่ง แน่นอนอย่างยิ่งที่ต้องมีการดื่มสุรากันตามค่านิยมดั้งเดิม แต่ทั้งสองอาจดื่มกันมากไปหน่อยจนขาดสติสัมปชัญญะ มีเรื่องชกต่อยกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่ง

วัดน้ำแพร่

ตำรวจที่มาคุมงาน เข้าระงับเหตุ มี 3 คน คือ ส.ต.ท.วิชิต ศรีเรืองสุข เป็นหัวหน้ารักษาความสงบ , พลฯจันทร์ ช้างทองและ พลฯอุทัย ตะนานันท์

ส.ต.ท.วิชิต ผู้นี้เดิมชื่อว่าประไพ เป็นชาวกรุงเทพฯและมีศักดิ์เป็นหลานของ พ.ต.ต.หลวงชาญรณฤทธิ์ (พร.ศรีเรืองสุข) ขณะนั้นเป็นสมุห์บัญชีกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เคยประจำอยู่สถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาได้รับยศนายสิบ จึงย้ายมาประจำโรงพักดอยสะเก็ด

พลตำรวจจันทร์ ช้างทอง ประวัติเป็นชาวจังหวัดพิจิตร เคยเป็นทหารเกณฑ์เก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปลดประจำการจึงมาสมัครเป็นตำรวจ มีชื่อเสียงด้านการจับโจรผู้ร้ายไม่น้อย

ส่วนพลฯอุทัย ตะนานันท์ เดิมครอบครัวเป็นชาวลำปางอพยพมาอยู่อำเภอดอยสะเก็ด บ้านอยู่ในตลาดดอยสะเก็ด

แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ตำรวจจะถูกคนร้ายแทงบนเวทีรำวงนั้น เริ่มตั้งแต่ตอนบ่าย ตำรวจทั้งสามนายได้เข้าระงับเหตุทะเลาะวิวาทในขบวนแห่ปอยหลวง ส.ต.ท.วิชิต คว้านกหวีดจากกระเป๋ามาเป่าห้ามการทะเลาะวิวาท แต่หากมีใครสนใจไม่ฟัง ทั้งสามจึงกระโดดเข้าห้ามปราม แต่ ส.ต.ท.วิชิต ก็ถูกนายหนานโต้ชกเข้าที่เบ้าตา 1 ครั้ง ในที่สุดได้ช่วยกันจับนายหนานโต้ได้ ทำให้การชกต่อยหยุดลงแต่เหตุการณ์ยังไม่ยุติ นายอุ่น ขันชัยทิศ ได้เข้าขัดขวาง จึงถูก ส.ต.ท.วิชิต ตบที่ใบหน้าจนเลือดกลบปาก สร้างความแค้นเคืองให้นายอุ่นอย่างมาก

จนถึงตอนกลางคืนมีรำวงในงาน ส.ต.ท.วิชิต กับพวกทำหน้าที่รักษาความสงบในงาน

สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้ารวมทั้งไม่มีเครื่องขยายเสียง บนเวทีใช้ตะเกียงอิ๊ดด้าจุดแขวนไว้ข้างเวที 2 ดวง การร้องเพลงรำวงก็ใช้ปากเปล่า

นายอุ่น ขันชัยทิศ ซึ่งผู้นี้เมื่อตอนกลางวันถูกตำรวจตบเลือดกลบปากได้มาร่วมสนุกด้วยและแสดงความเป็นผู้มีเงิน เหมารำวง 10 รอบ เพียงรอบที่ 7 ก็มีวัยรุ่นต่างบ้านไม่พอใจ พากันขว้างก้อนหินไปบนเวทีทำให้เกิดปัญหาขึ้น หัวหน้าวงต้องให้คนตาม ส.ต.ท.วิชิต ศรีเรืองสุข กับพวกมาระงับเหตุ

มีการกล่าวถึงต้นเหตุของปัญหาที่ก่อให้เกิดเหตุฆาตกรรมครั้งนี้ คือ นายอุ่น อายุ 35 ปีเป็นลูกเศรษฐีบ้านป่าลานหนองไฮ พ่อคือ นายปั๋นเป๋า ถูก ส.ต.ท.วิชิต ตบหน้าด้วยสนับมือทำให้เกิดความเครียดแค้น เลือดกลบปาก และถูกผู้ใหญ่บ้านแยกตัวจากกัน การถูกตบหน้าถึงกับฟันคลอนและเลือดโชก นายอุ่น ยืมจักรยานเพื่อนกลับบ้านที่ป่าลาน นำมีดเหลาจักตอกปลายแหลม ทำการตัดด้ามให้สั่นและเหน็บไว้ที่เอว ขี่จักรยานกลับมาที่งาน ระหว่างที่มีการชุลมุนบนเวทีรำวง นายอุ่น ได้ใช้มีดแทงพลฯอุทัย ตนานันท์ เสียชีวิต

คุณสมพงษ์ สุขประเสริฐ ตำรวจรุ่นเก่าอีกคนหนึ่ง เล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นว่า “…จนค่ำประมาณ 2 ทุ่ม มีคนก่อกวนใช้ก้อนหินปาเข้ามาในงาน กรรมการหมู่บ้านจับตัวได้นำมาใส่กุญแจมือคุมไว้ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง มีเสียงดังจากวงรำวงว่า ไออุ่นแทงไอ้ทัย และมีการวิ่งไล่จับคนร้ายที่ชื่อไอ้อุ่น ซึ่งเมาเหล้าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ชาวบ้านตามจับตัวได้แล้วก็มีการซ้อมกันในลักษณะประชาทัณฑ์ ส่วนพลฯอุทัย ถูกแทงขณะอยู่บนเวทีรำวงเข้าที่ลิ้นปี่ ตำรวจและชาวบ้านช่วยกันหามขึ้นรถบรรทุกคอกหมูที่อยู่ข้างวัดจะไปส่งโรงพยาบาล ส่วนไอ้อุ่นคนร้ายถูกประชาทัณฑ์และถูกหามมาไว้ที่รถด้วยเช่นกัน ที่หามมาไว้อีกคนหนึ่ง คือ ไอ้โต้ง คนที่ขว้างก้อนหินถูกประชาทัณฑ์มาด้วย ระหว่างรถออกได้ประมาณ 500 เมตร พลฯอุทัยเสียชีวิตตอนนั้นคนในรถก็โกรธแค้นซ้อมไอ้อุ่นและไอ้โต้งต่อ ศพพลฯอุทัย ตำรวจและชาวบ้านนำไปไว้ที่บ้านที่ตลาดดอยสะเก็ด ส่วนไอ้อุ่นและไอ้ตุ่นถูกนำไปควบคุมไว้ที่โรงพักดอยสะเก็ด เช้าวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าทั้งสองตายจากการถูกประชาทัณฑ์

“การสอบสวนในขณะนั้นเป็นหน้าที่ของนายอำเภอและปลัดอำเภอ หลังจากนั้นก็ไม่มีการสอบสวนเพราะความรู้สึกของทั้งตำรวจ ทั้งฝ่ายอำเภอและชาวบ้านปกติมีการฆ่าตำรวจและคนร้ายเสียชีวิตด้วย เสียชีวิตจากการถูกชาวบ้านประชาทัณฑ์ต่อมาญาติคนตายไปร้องเรียน ส.ส.เชียงใหม่ คือ นายทองดี อิสระชีวิน นำเรื่องพูดในสภา ส่งผลให้การย้ายตำรวจดอยสะเก็ดกันเกือบหมดโรงพัก ตั้งแต่หัวหน้าโรงพักไปจนถึงชั้นประทวน นอกจากนี้ฝ่ายผู้ต้องหาจ้างทนายฟ้องคดีเอง ฟ้องผมและพลฯจันทร์ ช้างทอง ศาลประทับรับฟ้อง ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ตดสินว่าผมและพลฯจันทร์ผิด ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เสร็จคดีในปี พ.ศ.2497”

ข้อมูลบางส่วนระบุว่านายอุ่นและนายโต้ง ถูกมีดปาดเข้าที่คอจนเสียชีวิตที่ใต้ถุนโรงพักดอยสะเก็ด

นายปั่น ขันชัยทิศ บิดาของนายอุ่นและนายบุญมา ขันจันทร์บิดาของหนานโต้ ขันจันทร์ ได้เดินทางเข้ามาเมืองเชียงใหม่ทำการปรึกษากับทนายความหลายคนแต่ทนายความส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าว่าความในคดีนี้ เรื่องมาถึงนายอินทร สิงหเนตร เห็นความทุกข์ยากของพ่อผู้ตาย จึงยอดตกลงทำการว่าความให้

นายอินทร สิงหเนตร ดำเนินการเป็นทนายให้ไม่นาน เช้าวันหนึ่งขณะนายอินทร เดินออกกำลังกายตอนเช้า ได้มีคนร้ายดักใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตบริเวณใกล้แยกแสงตะวัน ใกล้วัดศรีดอนไชย ต่อมามีการจับกุมตัวคนร้ายได้ ซึ่งก็คือผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจดอยสะเก็ดที่นายอินทร รับว่าความให้นั่นเอง พยานสำคัญที่ทำให้ได้ตัวผู้ต้องหา คือ นายบุญยวง เจ้าของซ่องด้านตะวันออกของวัดศรีดอนไชย ให้การว่าเห็นตำรวจที่เป็นคนร้ายมาเที่ยวที่บ้านและคอยดักยิงนายอินทร

คนร้าย คือ ส.ต.ท.วิชิต ศรีเรืองสุขและพลฯจันทร์ ช้างทอง ซึ่งประกันตัวมาในคดีเดิมถูกฟ้องต่อศาลเชียงใหม่ อัยการขณะนั้น คือ นายสงวน ชูปัญญา อัยการ จังหวัดเชียงใหม่ มีนางเสงี่ยม ช.สิงหเนตร ภรรยาของนายอินทร เป็นโจทก์ร่วม ส่วนผู้พิพากษาสมัยนั้นมีนายอินทร์ อุดล เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ และมีหลวงจักรปาณีศรี ศิลวิสุทธิ์ เป็นข้าหลวงยุติธรรมภาค 5

นายอินทร สิงหเนตร

หลังจากมีการไต่สวน 2 นัด ได้เพิ่มผู้พิพากษาอีก 5 คน ร่วมฟังพิจารณา

คดีนี้สังคมเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ซ้ำยังมีการพนันขันต่อว่าคดีนี้ศาลจะตัดสินว่าเป็นความผิดหรือปล่อยตัวผู้ต้องหา

ทางคดีมีการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยระหว่างปี พ.ศ.2493 จนถึงกลางปี พ.ศ.2494 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ประหารชีวิต ส.ต.ท.วิชิต ศรีเรืองสุข และพลฯจันทร์ ช้างทอง สองมือปืน

ต่อมาศาลอุทธรณ์ซึ่งผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ รวมด้วยกัน 3 ท่าน คือ นายอินทร์ อุดล หัวหน้าผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ นายธำรงค์ สุนทรกุล ณ ชลบุรี เจ้าของคดีโดยตรงและนายห้วน ประชาบาล ซึ่งทั้งสองท่านได้พิพากษาตัดสินให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาทั้งสอง แต่ท่านหัวหน้าศาลได้พิพากษาแย้งเพราะไม่เชื่อว่า ผู้ต้องหาทั้งสองจะกระทำผิด

คดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ช่วงนั้นคนเมืองเชียงใหม่มีการพนันขันต่อกันว่าศาลฏีกาจะตัดสินอย่างไร ระหว่างนั้นเองเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คดีนี้เป็นที่จับตามองกันมากขึ้นเมื่อพลฯจันทร์ ช้างทอง ได้ขออนุญาตออกเรือนจำมาศาลจังหวัดเชียงใหม่เพื่อขอคัดสำเนาผลคำตัดสินในคดีอุทธรณ์ของตนเอง ไม่มีใครคาดคิดว่าพลฯจันทร์ หาจังหวะไหนหลุดรอดหลบหนีจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่ไปได้ เป็นผลให้ญาติพี่น้องของทนายอินทร สิงหเนตร ต่างเพิ่มความระมัดระวังกันมากขึ้นเพราะเกรงพลฯจันทร์ จะล้างแค้นลอบทำร้าย ร.ท.ราศี สิงหเนตร น้องชายของนายอินทร ขณะนั้นเป็น ส.จ.เชียงใหม่และเตรียมสมัคร ส.ส.ถึงกับให้รางวัลนำจับพลฯจันทร์ 1 หมื่นบาท และหากจับตายให้ 2 หมื่นบาท สมัยนั้น พ.ต.ท.ศิริ คชหิรัญ เป็นผู้กำกับเชียงใหม่ถึงกับกล่าวแย้งว่าไม่น่าจะถูกต้องเพราะจะทำให้มีการฆ่ากันมากยิ่งขึ้น แต่ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมพลฯจันทร์ ช้างทองมาควบคุมตัวไว้ได้

ด้านความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมพลฯจันทร์ เป็นเหตุให้พลฯจันทร์ หาจังหวะหลบหนีไปได้นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ พลฯคำปัน ไชยวุฒิเป็นตำรวจรุ่นเดียวกับพลฯจันทร์ ตำรวจรุ่นนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ยืนยันว่า พลฯคำปันคงไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการหลบหนีของพลฯจันทร์ แต่เนื่องจากคุ้นเคยไว้ใจพลฯจันทร์ คิดว่าคงไม่หลบหนี เมื่อพลฯจันทร์หนีไปได้ พลฯคำปัน ถูกดำเนินคดีมีโทษจำคุก 6 เดือน ต้องออกจากราชการตำรวจ ภายหลังไปทำงานสังกัดกรมป่าไม้จนเกษียณ

ศาลอุธรณ์ตัดสินใจให้จำคุกตลอดชีวิต ส.ต.ท.วิชิต เหมือนเดิม และลดโทษ พลฯจันทร์จากจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 20 ปี

นายพงษ์ วิเศษศิริและนายเปลี่ยน สิทธิเวช ทนายความสำคัญของเชียงใหม่ได้ยื่นฎีกาเพื่อขอให้ปล่อยจำเลยพ้นข้อกล่าวหา

(ข้อมูลบางส่วนจากเรื่องสังหาร อินทร สิงหเนตร โดยช่อแก้ว ระวีจงรักษ์ , นสพ.ไทยนิวส์ , เดือนกันยายน 2522)